Sign in

Prachatai Feeds

@prachataifeeds.bsky.social
35 followers 1 following 6K posts
PostsRepliesMedia
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 2h
สภาผู้ชมและผู้ฟังไทยพีบีเอส ค้านร่างแก้ กม. เปลี่ยนรายได้เป็นงบรายปี เสี่ยงทำสื่อสาธารณะถูกแทรกแซง
dlvr.it
สภาผู้ชมและผู้ฟังไทยพีบีเอส ค้านร่างแก้ กม. เปลี่ยนรายได้เป็นงบรายปี เสี่ยงทำสื่อสาธารณะถูกแทรกแซง
สภาผู้ชมและผู้ฟังไทยพีบีเอส ค้านร่างแก้ กม. เปลี่ยนรายได้เป็นงบรายปี เสี่ยงทำสื่อสาธารณะถูกแทรกแซง auser15 Mon, 2026-10-05 - 10:43 สมาชิกสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส รุ่นที่ 1–7 จำนวน 74 คน และเครือข่ายเพื่อนสื่อสาธารณะ แถลงเมื่อ 5 ต.ค. คัดค้านข้อเสนอแก้ กม.ที่จะยกเลิกเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ แล้วให้ไทยพีบีเอสรับงบประมาณรายปีแทน โดยเห็นว่าจะลดหลักประกันความเป็นอิสระทางการเงิน พร้อมเรียกร้องให้ผู้เสนอและรัฐสภาเคารพเจตนารมณ์การก่อตั้ง ให้ทุกภาคส่วนร่วมคัดค้าน และให้ไทยพีบีเอสปฏิรูปการทำงาน 5 ตุลาคม 2569 สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส รุ่นที่ 1–7 และเครือข่ายเพื่อนสื่อสาธารณะ ออกแถลงการณ์ "การปกป้องความเป็นอิสระทางด้านงบประมาณและการบริหารขององค์การสื่อสาธารณะ" เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 มีสมาชิกสภาผู้ชมฯ ร่วมลงชื่อ 74 คน แถลงการณ์อ้างถึงการที่สภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เสนอให้แก้ไขทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ เป็น "เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี" และยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ โดยอ้างว่ารัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด สภาผู้ชมฯ และเครือข่ายระบุว่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะข้อเสนอขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้มีองค์การสื่อสาธารณะ ซึ่งผลิตรายการข่าวสารคุณภาพสูงเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน การพึ่งงบประมาณรายปีที่อาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การเมืองจะทำให้ไทยพีบีเอสขาดหลักประกันด้านอิสระทางการเงิน และเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองใช้อำนาจอนุมัติงบเข้าควบคุมหรือแทรกแซง กระทบหลักการพื้นฐานของสื่อสาธารณะ ทั้งความเป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและทุน การยึดโยงกับประโยชน์สาธารณะ และความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งยังเสี่ยงให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อในกำกับของรัฐ แถลงการณ์ระบุว่า ในขณะที่ประเทศเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การผูกขาดและกินรวบอำนาจรัฐ การครอบงำกลไกรัฐและองค์กรอิสระ การรวมศูนย์อำนาจจัดการทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ สื่อสาธารณะยิ่งจำเป็นต่อการส่งเสริมสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องรอบด้าน เป็นพื้นที่สื่อสารที่ปลอดภัยของประชาชนและวิชาชีพสื่อ ตรวจสอบอำนาจรัฐและอิทธิพลภาคธุรกิจ และเคียงข้างประชาชนในการฝ่าฟันวิกฤต ผู้ร่วมแถลงการณ์มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1. ให้ สส. ผู้เสนอร่างกฎหมายและสมาชิกรัฐสภา เคารพหลักการและเหตุผลของการจัดตั้งไทยพีบีเอส หากรัฐบาลต้องการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ควรจัดสรรงบประมาณทางอื่นแทน 2. ให้ทุกภาคส่วนร่วมปกป้องกลไกสื่อสาธารณะ และแสดงความเห็นคัดค้านเพื่อรักษาพื้นที่สื่อสารของประชาชน 3. ให้ไทยพีบีเอสทบทวนบทบาทและปฏิรูปการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์การจัดตั้ง สร้างและรักษาความไว้วางใจจากประชาชน และให้ความสำคัญกับการยึดโยงกับประชาชน ร่วมกับสภาผู้ชมฯ ซึ่งมีบทบาทตามกฎหมายในการสร้างการมีส่วนร่วม แถลงการณ์ทิ้งท้ายว่า ไทยพีบีเอสคือความก้าวหน้าที่มาจากการขับเคลื่อนของภาคประชาชนหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 สังคมไทยต้องปกป้ององค์กรสื่อสาธารณะไม่ให้ถอยหลังกลับไปเป็นสื่อภายใต้อำนาจการเมือง * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * สภาผู้ชมและผู้ฟังไทยพีบีเอส * ไทยพีบีเอส * สื่อมวลชน
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 2h
กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน 51 จังหวัด-กทม. ฝนตกหนักถึงหนักมากในวันนี้ (5 ต.ค.)
dlvr.it
กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน 51 จังหวัด-กทม. ฝนตกหนักถึงหนักมากในวันนี้ (5 ต.ค.)
กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน 51 จังหวัด-กทม. ฝนตกหนักถึงหนักมากในวันนี้ (5 ต.ค.) auser15 Mon, 2026-10-05 - 10:01 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 8 ไทยตอนบนอากาศแปรปรวน 5-7 ต.ค.นี้ เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก พร้อมเตือน 51 จังหวัด-กทม.ฝนตกหนักถึงหนักมากในวันนี้ (5 ต.ค.) - กรมชลประทานอัปเดตสถานการณ์น้ำ "ลุ่มเจ้าพระยา-ป่าสัก" ระบุน้ำเหนือยังไหลหลากต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำท้าย "เขื่อนเจ้าพระยา" เพิ่มสูง ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00-1.20 เมตร 5 คุลาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 8 เรื่องอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 5-7 ตุลาคม 2569 ในช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม 2569 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ตามช่วงเวลาดังนี้ ในช่วงวันที่ 5-6 ตุลาคม 2569 บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนลดลง ในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง สำหรับวันนี้ 5 ตุลาคม 2569 จังหวัดที่ฝนหนักมาก ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย ส่วนพื้นที่ฝนตกหนัก ได้แก่ ภาคเหนือ บริเวณเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก บริเวณนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ภาคใต้ บริเวณเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในช่วงปลายฤดูฝน บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จะทำให้มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักและฝนตกสะสม อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำที่อาจเกิดน้ำท่วมขังได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรตรวจสอบเส้นทางและเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม 2569 ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ กรมชลฯ ชี้น้ำเหนือยังหลาก ทำระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น วันนี้ (5 ต.ค.2569) เวลาประมาณ 06.30 น. กรมชลประทานอัปเดตสถานการณ์ "ลุ่มน้ำเจ้าพระยา" โดยที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,038 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) มีแนวโน้มลดลง ส่วนสถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,500 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน +17.32 เมตร เทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ทรงตัว กรมชลประทาน ระบุอีกว่า แม้น้ำตอนบนบางจุดเริ่มลด แต่น้ำที่มาถึงเขื่อนยังมีปริมาณมากและมีน้ำสะสมด้านเหนือเขื่อน จึงจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อควบคุมระดับน้ำและลดความเสี่ยงต่อพื้นที่เหนือเขื่อน โดยปรับอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อลดความรวดเร็วของการเพิ่มระดับน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ทั้งนี้ หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ส่วนสถานการณ์ "ลุ่มน้ำป่าสัก" เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ปริมาณน้ำเก็บกัก 957 ล้าน ลบ.ม. (110%) ระบายน้ำ 500 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่เขื่อนพระราม 6 จ.พระนครศรีอยุธยา ปริมาณน้ำไหลผ่าน 675 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00-1.20 เมตร โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังคือ บริเวณริมแม่น้ำป่าสัก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้แก่ ต.ท่าเรือ ท่าหลวง จำปา ท่าเจ้าสนุก ศาลาลอย วังแดง โพธิ์เอน และปากท่า แม่น้ำป่าสักไหลมารวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนจะไหลลงสู่สถานี C29B อ.สามโคก จ.ปทุมธานี (จุดวัดน้ำเจ้าพระยาก่อนไหลผ่านกรุงเทพฯ) ปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 2,532 ลบ.ม./วินาที ควบคุมไม่เกิน 3,600 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทาน ยืนยันว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ โดยหากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักฯ เพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะ   ที่มาเรียบเรียงจาก Thai PBS [1] [2]   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 3h
เตือนแก้ กม. ไทยพีบีเอสเป็นงบรายปีกระทบความเป็นอิสระ เสนอใช้ระบบงบผูกพันตามสูตรคำนวณ
dlvr.it
เตือนแก้ กม. ไทยพีบีเอสเป็นงบรายปีกระทบความเป็นอิสระ เสนอใช้ระบบงบผูกพันตามสูตรคำนวณ
เตือนแก้ กม. ไทยพีบีเอสเป็นงบรายปีกระทบความเป็นอิสระ เสนอใช้ระบบงบผูกพันตามสูตรคำนวณ auser15 Mon, 2026-10-05 - 09:31 อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส เตือนว่าการเปลี่ยนรายได้ไทยพีบีเอสจากภาษีสุราและยาสูบเป็นงบประมาณรายปีอาจทำให้สื่อสาธารณะถูกแทรกแซงและเซ็นเซอร์ตนเอง จึงเสนอกำหนดงบตามสูตรในกฎหมาย ให้เป็นรายจ่ายตามข้อผูกพัน และรายงานผลต่อรัฐสภา โดยเห็นว่าเพดานงบ 2,000 ล้านบาทต่อปีไม่ใช่ภัยต่อวินัยการคลัง รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส รองประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร และ สส. พรรคประชาชน แสดงความเห็นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 กรณีข้อเสนอแก้กฎหมายแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ ซึ่งทำให้หลายภาคส่วนเกิดความกังวล อนุสรณ์กล่าวว่า ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะเป็นหลักประกันของระบอบประชาธิปไตย ขณะเดียวกันวินัยการเงินการคลังก็สำคัญ โดยเฉพาะปัญหางบประมาณปี 2571 ที่งบประจำอาจสูงเกินรายได้ที่รัฐจัดเก็บได้ การปฏิรูปไทยพีบีเอสให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้นจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่การนำไทยพีบีเอสเข้าสู่ระบบงบประมาณรายปีที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด อาจทำลายความเป็นอิสระทางการเงินจากอำนาจรัฐ และลดบทบาทสื่อสาธารณะให้เป็นเพียง "สื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐ" อีกแห่ง เขาเห็นว่าการสูญเสียอิสระทางการเงินอาจกระทบภารกิจตรวจสอบอำนาจรัฐและอำนาจทุน เขาระบุว่า ไทยพีบีเอสที่ผ่านมาเป็นฐานสำคัญในการตรวจสอบอำนาจรัฐและทุนขนาดใหญ่ที่สื่อพาณิชย์หรือสื่อของรัฐอาจไม่กล้าแตะต้อง หากฝ่ายบริหารหรือเสียงข้างมากในสภาสามารถใช้ดุลยพินิจจัดสรรงบประมาณเป็นเครื่องมือแทรกแซงได้ตลอดเวลา จะขัดกับเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสื่อสาธารณะ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ อนุสรณ์ระบุว่าเข้าใจและสนับสนุนหลักวินัยการเงินการคลังและความโปร่งใสในการใช้เงินภาษี แต่ทางออกต้องไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และเสนอแนวทางเชิงนโยบาย ได้แก่ 1. หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแหล่งรายได้ ให้เลิกตั้งงบรายปีที่เปิดช่องให้รัฐบาลหรือ ส.ส. เสียงข้างมากปรับลดตามดุลยพินิจ และกำหนดสูตรคำนวณงบอ้างอิงทางเศรษฐกิจไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า Formula-Based Funding เพื่อให้อยู่ในระบบตรวจสอบภาพรวมของประเทศ โดยรัฐบาลไม่มีอำนาจตัดลดงบด้วยเหตุผลทางการเมือง 2. กำหนดสถานะเป็น "รายจ่ายตามข้อผูกพันกฎหมาย" หรือ Statutory Fund เพื่อป้องกันไม่ให้สำนักงบประมาณหรือฝ่ายบริหารแขวนงบหรือใช้การอนุมัติงบเป็นเครื่องมือต่อรอง 3. ยกระดับการตรวจสอบผ่านรัฐสภา โดยให้ไทยพีบีเอสรายงานผลการดำเนินงานและความคุ้มค่าทางการเงินต่อรัฐสภาโดยตรง แทนการต่อรองงบกับฝ่ายบริหาร และทำหน้าที่ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสื่อ คุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของคนทำงานสื่อ สื่อพลเมือง และสื่อท้องถิ่นขนาดเล็ก อนุสรณ์กล่าวว่า หากรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังห่วงเรื่องประสิทธิภาพและความโปร่งใส สามารถร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและมืออาชีพด้านสื่อปฏิรูปองค์กร ยกระดับธรรมาภิบาล ขจัดระบบเล่นพรรคเล่นพวก ใช้ระบบคุณธรรมในการบริหารบุคลากร และประเมินผลสัมฤทธิ์ให้ดีขึ้น แต่ไม่ควรริบความเป็นอิสระทางการเงิน เพราะจะนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตนเอง และบั่นทอนสิทธิรับรู้ข่าวสารของประชาชน เขายังชี้ว่า งบของไทยพีบีเอสถูกกำหนดเพดานตามกฎหมายไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปีตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อวินัยการคลัง ความเสี่ยงที่แท้จริงมาจากงบประมาณขาดดุลเรื้อรัง ภาระงบผูกพันที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลหลายชุด การออก พ.ร.ก. เงินกู้สี่แสนล้านบาททั้งที่ควรผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ การรั่วไหลของงบประมาณปีละ 2–3 แสนล้านบาท และการที่รัฐบาลทั้งชุดก่อนและชุดนี้ขาดความกล้าหาญทางการเมืองในการปฏิรูปรายได้และขยายฐานภาษี "สื่อสาธารณะต้องทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนที่กล้าตรวจสอบอำนาจทุกฝ่าย ไม่ใช่สื่อประชาสัมพันธ์ การปฏิรูปการจัดการงบประมาณเพื่อวินัยการคลังทำได้ แต่ต้องอยู่บนกลไกเชิงสถาบันที่รัดกุมด้วยระบบ Formula-Based เพื่อป้องกันไม่ให้งบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากสื่อสาธารณะของประชาชน" อนุสรณ์กล่าว * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไทยพีบีเอส * อนุสรณ์ ธรรมใจ * สื่อมวลชน
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 3h
20 ปี กปท. ผนึกพลังท้องถิ่นทั่วประเทศ เชื่อม 3 กลไก เสริมระบบสุขภาพชุมชนเข้มแข็ง
dlvr.it
20 ปี กปท. ผนึกพลังท้องถิ่นทั่วประเทศ เชื่อม 3 กลไก เสริมระบบสุขภาพชุมชนเข้มแข็ง
20 ปี กปท. ผนึกพลังท้องถิ่นทั่วประเทศ เชื่อม 3 กลไก เสริมระบบสุขภาพชุมชนเข้มแข็ง auser15 Mon, 2026-10-05 - 09:02 “20 ปี กปท.” ผนึกพลังท้องถิ่นทั่วประเทศ ร่วมสร้างระบบสุขภาพชุมชนเข้มแข็ง จุดเริ่มต้นปี 2549  อปท. 888 แห่ง ร่วมนำร่องจัดตั้ง กปท. ปัจจุบันขยายครอบคลุม 7,759 แห่ง พร้อมต่อยอดความร่วมมือ 74 อบจ. ขับเคลื่อน “กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด” เพิ่มโอกาสผู้ป่วย คนพิการ และผู้สูงอายุเข้าถึงบริการฟื้นฟูและอุปกรณ์ที่จำเป็น ก่อนพัฒนาต่อ “ระบบดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข” หรือ LTC ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 4.3 แสนคนถึงบ้าน พร้อมวางทิศทางปี 2570 เชื่อม 3 กลไกกองทุนท้องถิ่นตอบโจทย์สุขภาพประชาชนในแต่ละพื้นที่มากขึ้น ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ปี 2569 นับเป็นวาระครบรอบ 20 ปี การดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ หรือ “กปท.” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สปสช. กับ อปท. ในการจัดการสุขภาพประชาชน โดยเปิดโอกาสให้หน่วยบริการ ภาคประชาชน และชุมชนร่วมกำหนดปัญหา วางแผน และจัดบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ ตลอดสองทศวรรษ ความร่วมมือนี้ได้ขยายจากการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับตำบล ไปสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด ซึ่งพัฒนาจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด และระบบ LTC สำหรับผู้สูงอายุและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ทำให้บริการสุขภาพกระจายจากโรงพยาบาลไปถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ศูนย์ผู้สูงอายุ ศูนย์ฟื้นฟู ชุมชน และครัวเรือน “หัวใจของการทำงานคือการนำงบประมาณและการตัดสินใจเข้าไปใกล้ประชาชน เพราะแต่ละชุมชนมีปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพต่างกัน ท้องถิ่นและคนในพื้นที่เข้าใจบริบทของตนเองดีที่สุด ขณะที่ สปสช. สนับสนุนงบประมาณ หลักเกณฑ์ ข้อมูล และองค์ความรู้ ส่วนหน่วยบริการสนับสนุนด้านวิชาการ เมื่อทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน งบประมาณจึงเปลี่ยนเป็นบริการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง” เลขาธิการ สปสช. กล่าว นพ.จเด็จกล่าวว่า กปท. เริ่มดำเนินงานในปี 2549 มี อปท. เข้าร่วม 888 แห่ง ใช้รูปแบบกองทุนร่วมสมทบ หรือ Matching Fund ระหว่าง สปสช. กับ อปท. เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการที่จำเป็นตามบริบทของพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้หน่วยบริการ โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาสาสมัครสาธารณสุข ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ และองค์กรประชาชน ร่วมจัดทำโครงการสุขภาพครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย กิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนมีทั้งการส่งเสริมพัฒนาการและโภชนาการเด็ก การดูแลสุขภาพช่องปาก การคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูง การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การดูแลสุขภาพจิต การป้องกันการหกล้ม และการควบคุมโรคติดต่อ ปีงบประมาณ 2568 มี กปท. 7,759 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนโครงการที่มีข้อมูลการเบิกจ่าย 160,286 โครงการ รวมวงเงินที่ได้รับอนุมัติกว่า 4,608.52 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังสนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แผ่นรองซับ และอุปกรณ์ที่จำเป็นแก่ผู้ที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้และผู้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าว 101,430 คน “คุณค่าของ กปท. ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนโครงการหรือการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่อยู่ที่การทำให้ชุมชนมีพื้นที่กลางสำหรับร่วมคิดและจัดการสุขภาพ โดยในปีงบประมาณ 2570 จะมุ่งขับเคลื่อนการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดในชุมชน บริการแว่นตาสำหรับเด็ก ผ้าอ้อมสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิง และการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังเชิงรุกในชุมชน” นพ.จเด็จ กล่าว นพ.จเด็จกล่าวต่อว่า สปสช. ได้ขยายความร่วมมือสู่ระดับจังหวัดในปี 2552 โดยเริ่มนำร่องกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดกับ อบจ. 3 แห่ง เพื่อให้ผู้ป่วย คนพิการ และผู้สูงอายุเข้าถึงบริการฟื้นฟูและอุปกรณ์ที่จำเป็น ผ่านความร่วมมือระหว่าง อบจ. โรงพยาบาล หน่วยบริการ ศูนย์ฟื้นฟู องค์กรคนพิการ และเครือข่ายชุมชน กองทุนใช้รูปแบบ Matching Fund โดย สปสช. จัดสรรงบประมาณตามจำนวนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในจังหวัด และ อบจ. สมทบไม่น้อยกว่าวงเงินที่ สปสช. จัดสรร หรืออย่างน้อยในสัดส่วน 1 ต่อ 1 เพื่อนำไปสนับสนุนบริการกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด เครื่องช่วยความพิการ ศูนย์ยืม–คืนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ศูนย์ฟื้นฟูใกล้บ้าน บริการเชิงรุก และการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการดำรงชีวิต ปีงบประมาณ 2568 มี อบจ. ร่วมดำเนินงาน 74 จังหวัด มีผู้รับบริการรวม 254,529 คน ในจำนวนนี้ 239,320 คน ได้รับบริการกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดผ่านหน่วยบริการ 941 แห่ง รวม 459,690 ครั้ง ขณะที่ประชาชน 15,209 คน ได้รับกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยที่จำเป็นรวม 15,826 ชิ้น สำหรับทิศทางต่อไป จะยกระดับกองทุนจากการเน้นบริการฟื้นฟูสมรรถภาพไปสู่การเป็นกลไกสุขภาพระดับจังหวัดที่ครอบคลุมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการปฐมภูมิเชิงรุก พร้อมเชื่อมข้อมูลและทรัพยากรของจังหวัดเพื่อจัดบริการให้สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพ โดยไม่ซ้ำซ้อนกับ กปท. ในระดับตำบล เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า ในปี 2559 สปสช. ได้ต่อยอดความร่วมมือระดับท้องถิ่นด้วยระบบ LTC เริ่มจากการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ก่อนขยายครอบคลุมผู้มีภาวะพึ่งพิงทุกกลุ่มอายุและทุกสิทธิ รวมถึงผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยสมองเสื่อม เพื่อเตรียมระบบสุขภาพชุมชนรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ทั้งนี้ปัจจุบันมี อปท. เข้าร่วมระบบ LTC จำนวน 7,537 แห่ง จากทั้งหมด 7,767 แห่ง หรือครอบคลุมประมาณร้อยละ 97 มีผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลกว่า 4.3 แสนคน โดยร้อยละ 75 มีผลประเมินความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน หรือ Barthel ADL คงที่หรือดีขึ้น สปสช. เพิ่มงบประมาณบริการ LTC จาก 2,900 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 เป็น 5,514 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายประมาณ 5.3 แสนคน พร้อมพัฒนากำลังคนร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันมี Care Manager สะสมมากกว่า 20,000 คน และ Caregiver สะสมมากกว่า 120,000 คน โดยผู้มีภาวะพึ่งพิงจะได้รับการประเมินและจัดทำแผนการดูแลตามความจำเป็น พร้อมบริการเชิงรุกที่บ้านโดยทีมหมอครอบครัว ทีมสหวิชาชีพ และ Caregiver นอกจากนี้ในปี 2568 รัฐบาลยังได้มอบหมายให้ สปสช. ส่งเสริมการจ้างงาน Caregiver เพื่อให้ผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ในชุมชน โดยมี อปท. เป็นหน่วยบริหารจัดการและร่วมดำเนินงานทั่วประเทศ สำหรับระยะต่อไปในปี 2570 สปสช. จะร่วมกับ อปท. พัฒนาระบบการจ้าง Caregiver ให้มีรูปแบบเดียวกัน มีความยืดหยุ่น และต่อเนื่องตามภาระงาน พร้อมเชื่อมการดูแลที่บ้านกับศูนย์ดูแลกลางวัน การฟื้นฟูระยะกลางในชุมชน และการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อให้ผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับบริการต่อเนื่อง ขณะที่ครอบครัวได้รับการสนับสนุนและลดภาระการดูแล นพ.จเด็จกล่าวในตอนท้ายว่า กปท. กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด และระบบ LTC มีบทบาทต่างกันแต่เชื่อมโยงกัน โดย กปท. เป็นฐานการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กองทุนระดับจังหวัดเชื่อมทรัพยากรและบริการที่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจังหวัด ส่วน LTC จัดบริการต่อเนื่องแก่ผู้มีภาวะพึ่งพิงถึงบ้าน “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 สปสช. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเชื่อมข้อมูล แผนงาน งบประมาณ และการจัดบริการของทั้ง 3 กลไกให้ทำงานสอดประสานกันมากขึ้น พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างชัดเจน เป้าหมายคือทำให้ทุกพื้นที่สามารถจัดบริการได้ตรงกับปัญหา ประชาชนเข้าถึงการดูแลที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องและใกล้บ้าน และทำให้ระบบสุขภาพชุมชนเป็นหลักประกันที่พร้อมดูแลประชาชนในทุกช่วงของชีวิต” เลขาธิการ สปสช. กล่าว * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สุขภาพ * กปท. * สปสช. * กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 4h
ความสำเร็จกีฬาอุซเบกิสถาน ภายใต้ร่มเงารัฐอำนาจนิยม
dlvr.it
ความสำเร็จกีฬาอุซเบกิสถาน ภายใต้ร่มเงารัฐอำนาจนิยม
ความสำเร็จกีฬาอุซเบกิสถาน ภายใต้ร่มเงารัฐอำนาจนิยม วิทยากร บุญเรือง auser15 Mon, 2026-10-05 - 07:48 อุซเบกิสถานกำลังสร้างยุคทองของวงการกีฬา จากผลงาน 8 เหรียญทองในโอลิมปิกปารีส 2024 สู่ 21 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ 2026 ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก และตั้งเป้า ติด 10 อันดับแรกของโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสในปี 2028 - เบื้องหลังคือรัฐที่เพิ่มงบประมาณ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และวางระบบค้นหา-พัฒนานักกีฬาตั้งแต่ระดับภูมิภาค ขณะที่ประธานาธิบดี "เชฟกัต เมียร์ซิโยเยฟ" เข้ามานั่งเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติ - สิ่งเหล่านี้เกิดท่ามกลางโครงสร้างการเมืองที่ Freedom House จัดให้อยู่ในสถานะ “ไม่เสรี” อย่างไรก็ตามข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอจะสรุปว่ารูปแบบการปกครองเป็นสาเหตุของความสำเร็จด้านกีฬา * อุซเบกิสถานกำลังสร้างผลงานโดดเด่นในเวทีกีฬานานาชาติ จากอันดับ 75 ในตารางเหรียญโอลิมปิกลอนดอน 2012 ขึ้นมาเป็นอันดับ 13 ที่ปารีส 2024 ด้วย 8 เหรียญทอง และยังจบอันดับ 5 ในเอเชียนเกมส์ทั้งปี 2023 และ 2026 ขณะที่ฟุตบอลทีมชาติชายผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก 2026 ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และตั้งเป้า ติด 10 อันดับแรกของโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสในปี 2028 * ความสำเร็จเกิดขึ้นพร้อมกับการที่รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีเชฟกัต เมียร์ซิโยเยฟเพิ่มงบกีฬาจาก 1.5 ล้านล้านเป็น 3 ล้านล้านซอม (ประมาณ 119 ล้านเป็น 239 ล้านดอลลาร์)ในช่วง 4 ปี สร้างและปรับปรุงสนามกีฬาจำนวนมาก วางระบบค้นหาและพัฒนานักกีฬาตั้งแต่ระดับภูมิภาค รวมถึงลงทุนใน Olympic Town และสร้างระบบพัฒนาฟุตบอลเยาวชนตั้งแต่อะคาเดมี โรงเรียนฟุตบอล ไปจนถึงทีมชาติ โดยเมียร์ซิโยเยฟยังเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติ ขณะที่ลูกเขยของเขาเป็นรองประธานคนที่ 1 * อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวยังไม่อาจนำไปสู่ข้อสรุปว่าเป็นผลจากการปกครองแบบอำนาจนิยมโดยตรง แม้อุซเบกิสถานจะถูก Freedom House จัดอยู่ในสถานะ “ไม่เสรี” และรัฐมีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางกีฬา เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่อาจอธิบายผลงานได้ ทั้งมรดกระบบกีฬาจากยุคสหภาพโซเวียต ความแข็งแกร่งในกีฬาต่อสู้ และเงื่อนไขการแข่งขันของแต่ละรายการ กรณีนี้จึงน่าสนใจในฐานะภาพสะท้อนว่า เมื่อรัฐรวมศูนย์อำนาจสูงทุ่มทรัพยากรและจัดวางระบบกีฬาอย่างเป็นระบบ ผลงานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และระบบดังกล่าวมีข้อจำกัดอยู่ตรงไหน นักกีฬาโอลิมปิกทีมชาติอุซเบกิสถานได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่สนามบินกรุงทาชเคนต์ หลังเดินทางกลับจากการแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2024 ท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนและเจ้าหน้าที่ หลังสร้างผลงานคว้า 13 เหรียญ รวม 8 เหรียญทอง ซึ่งเป็นผลงานดีที่สุดของอุซเบกิสถานในประวัติศาสตร์โอลิมปิก | ภาพจาก: gov.uz  "อุซเบกิสถาน" ไม่ใช่ประเทศที่โดดเด่นด้านขนาดเศรษฐกิจหรือความมั่งคั่งเมื่อเทียบกับมหาอำนาจในเอเชีย แต่ประเทศที่มีประชากรราว 36 ล้านคนและ GDP ราว 115,000 ล้านดอลลาร์ กลับกำลังสร้างชื่อในเวทีโลกจากผลงานกีฬา ในเวลาไม่ถึง 10 ปี อุซเบกิสถานขยับจากประเทศที่เคยอยู่ท้ายตารางเหรียญโอลิมปิกขึ้นมาเป็นหนึ่งในชาติเอเชียที่คว้าเหรียญทองได้มากที่สุด โดยเฉพาะผลงาน 8 เหรียญทองจากโอลิมปิกปารีส 2024 ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของผู้นำคนเดิม ขณะที่รัฐเพิ่มการลงทุนและเข้าไปจัดวางระบบกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางการเมืองที่รวมศูนย์อำนาจสูง อุซเบกิสถานได้ 13 เหรียญจากโอลิมปิกที่ปารีสเมื่อปี 2024 เป็นเหรียญทอง 8 เงิน 2 และทองแดง 3 อยู่อันดับ 13 ของตารางเหรียญ สื่อ Anadolu รายงานว่าเป็นโอลิมปิกที่ประเทศทำผลงานได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้านั้นที่เอเชียนเกมส์ที่หางโจว 2023 อุซเบกิสถานได้ 22 ทอง และอยู่อันดับ 5 และในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุดที่ไอจิ-นาโกย่า 2026 ได้ 21 เหรียญทอง อยู่อันดับ 5 เช่นครั้งก่อน ในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐบาลของประธานาธิบดีเชฟกัต เมียร์ซิโยเยฟ (Shavkat Mirziyoyev) เพิ่มงบกีฬาเป็น 2 เท่า และเมียร์ซิโยเยฟเองเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติอุซเบกิสถาน (National Olympic Committee of the Republic of Uzbekistan: NOC) องค์กรฟรีดอมเฮาส์ (Freedom House) จัดอุซเบกิสถานเป็นรัฐอำนาจนิยม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ยังไม่พอจะสรุปได้ว่าเหรียญที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากรูปแบบการปกครอง แม้จะเห็นความสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่รัฐเพิ่มงบประมาณและเข้าไปจัดวางระบบกีฬาอย่างเข้มข้นขึ้นก็ตาม เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่อาจมีส่วนต่อความสำเร็จ ทั้งระบบกีฬาที่สืบทอดมาจากสมัยสหภาพโซเวียต การพัฒนานักกีฬาในชนิดกีฬาที่อุซเบกิสถานมีความได้เปรียบ ตลอดจนเงื่อนไขของการแข่งขันในแต่ละโอลิมปิก ผลงานในโอลิมปิกและเอเชียนเกมส์ ภายในเวลา 12 ปี อุซเบกิสถานขยับจากชาติที่อยู่อันดับ 75 ของตารางเหรียญโอลิมปิกลอนดอน 2012 ขึ้นมาเป็นอันดับ 13 ที่ปารีส 2024 พร้อมผลงาน 8 เหรียญทอง และยังรักษาตำแหน่งหนึ่งในชาติแถวหน้าของเอเชียได้ในการแข่งขันระดับทวีป โดยจบอันดับ 5 ทั้งเอเชียนเกมส์ที่หางโจว 2023 และไอจิ-นาโกย่า 2026 ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโอลิมปิก แต่ครอบคลุมทั้งการแข่งขันระดับโลกและระดับเอเชีย รวมถึงฟุตบอลที่ทีมชาติชายเพิ่งผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก ที่ปารีส 2024 อุซเบกิสถานส่งนักกีฬา 90 คนใน 19 ชนิดกีฬา คว้า 13 เหรียญ แบ่งเป็น 8 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง ขณะที่หางโจว 2023 ส่งนักกีฬามากกว่า 370 คนใน 38 ชนิดกีฬา คว้า 22 เหรียญทอง 18 เหรียญเงิน และ 31 เหรียญทองแดง รวม 71 เหรียญ ซึ่งเป็นผลงานดีที่สุดของประเทศในประวัติศาสตร์เอเชียนเกมส์ โดยประธานาธิบดีเชฟกัต เมียร์ซิโยเยฟส่งจดหมายแสดงความยินดีกับนักกีฬาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2023 และระบุว่า 50% ของเหรียญทองมาจากนักกีฬาหญิง 31 คน ในการแข่งขันไอจิ-นาโกย่า 2026 อุซเบกิสถานส่งนักกีฬา 396 คนใน 42 ชนิดกีฬา ซึ่ง NOC ระบุว่าเป็นทีมเอเชียนเกมส์ชุดใหญ่ที่สุดของประเทศ และคว้า 21 เหรียญทอง จบอันดับ 5 เช่นเดียวกับครั้งก่อน แม้จำนวนเหรียญทองลดลงเล็กน้อย แต่ยังรักษาตำแหน่งในกลุ่มประเทศผลงานดีที่สุดของเอเชียไว้ได้ จากระบบเยาวชนสู่ฟุตบอลโลกครั้งแรก นักเตะและทีมงานสตาฟฟ์โค้ชทีมชาติอุซเบกิสถานร่วมฉลองหลังเสมอสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 0-0 ที่กรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2025 ผลการแข่งขันทำให้อุซเบกิสถานผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก 2026 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังรอคอยและพลาดการคัดเลือกมาถึง 7 ครั้ง | ภาพจาก: FIFA ความสำเร็จของอุซเบกิสถานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกีฬาโอลิมปิก แต่ยังขยายมาถึงฟุตบอล เมื่อทีมชาติชายผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และเป็นชาติแรกจากเอเชียกลางที่ทำได้ หลังจากพลาดการผ่านเข้ารอบมาแล้ว 7 ครั้ง นับตั้งแต่อุซเบกิสถานได้รับเอกราชจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 เบื้องหลังความสำเร็จ รัฐบาลของประธานาธิบดีเมียร์ซิโยเยฟวางระบบพัฒนาฟุตบอลเยาวชนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018 โดยจัดตั้งอะคาเดมีฟุตบอลสำหรับเด็กและเยาวชนใน 14 ภูมิภาค เพื่อคัดเลือกและฝึกนักเตะเป็นกำลังสำรองของทีมชาติ พร้อมยกระดับการฝึกสอน โค้ช และผู้ตัดสิน ในปี 2023 รัฐบาลเพิ่มมาตรการอีกชุด ตั้งโรงเรียนฟุตบอล 14 แห่ง จัดตั้งศูนย์ฝึกทีมชาติสำหรับนักเตะทุกช่วงอายุ และตั้งกองทุนสนับสนุนฟุตบอล ขณะเดียวกันยังผลักดันฟุตบอลระดับรากหญ้าในโรงเรียน อนุบาล และชุมชน เพื่อสร้างระบบตั้งแต่เด็กจนถึงทีมชาติ โดยมีการพัฒนาศูนย์ฝึกทีมชาติแห่งใหม่ที่สามารถรองรับการเก็บตัวของทีมชาติได้พร้อมกันถึง 6 ทีม ระบบดังกล่าวเริ่มเห็นผลในหลายระดับ ก่อนที่ทีมชาติชุดใหญ่จะสร้างประวัติศาสตร์ในปี 2025 นอกจากการผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกครั้งแรกแล้ว ทีมเยาวชนอุซเบกิสถานยังคว้าแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีในปี 2023 และทีมรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีคว้าแชมป์เอเชียในปี 2025 พร้อมคว้าสิทธิ์ไปฟุตบอลโลกด้วย รัฐบาลจึงมองความสำเร็จเหล่านี้เป็นผลจากการพัฒนาฟุตบอลอย่างเป็นระบบต่อเนื่องหลายปี เหรียญทองกระจุกตัวอยู่ในกีฬาที่ถนัด นักมวยทีมชาติอุซเบกิสถานสร้างผลงานโดดเด่นในการแข่งขันโอลิมปิกปารีส 2024 โดยคว้า 5 เหรียญทองจากทั้งหมด 8 เหรียญทองของประเทศในครั้งนี้ ตอกย้ำว่ามวยสากลเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของความสำเร็จด้านกีฬาของอุซเบกิสถาน | ภาพจาก: gov.uz  แม้อุซเบกิสถานจะสร้างผลงานดีที่สุดในประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่ปารีส 2024 แต่เมื่อมองลึกลงไปถึงที่มาของเหรียญทอง จะพบว่าความสำเร็จยังไม่ได้กระจายไปในทุกชนิดกีฬา จาก 8 เหรียญทองที่ได้ถึง 5 เหรียญมาจากมวยสากล ส่วนอีก 3 เหรียญมาจากยูโด มวยปล้ำ และเทควันโดอย่างละ 1 เหรียญ ขณะที่เหรียญทองแดง 3 เหรียญก็มาจากยูโดและมวยปล้ำเป็นหลัก สะท้อนว่ากีฬาต่อสู้ยังเป็นฐานสำคัญของความสำเร็จในเวทีโอลิมปิก มวยสากลจึงไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในชนิดกีฬาที่สร้างเหรียญให้อุซเบกิสถาน แต่เป็นกีฬาที่มีน้ำหนักอย่างมากต่ออันดับของประเทศในตารางเหรียญปารีส 2024 หากตัดผลงานจากมวยสากลออก ผลงานเหรียญทองของอุซเบกิสถานจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ยูโด มวยปล้ำ และเทควันโดก็ยังคงเป็นกลุ่มกีฬาที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศมีเหรียญจากหลายประเภทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอุซเบกิสถานเองมองว่าระบบกีฬายังมีช่องว่างอีกมาก โดยในการประชุมเรื่องการพัฒนากีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกเมื่อปี 2025 มีการระบุว่า ในโอลิมปิกครั้งล่าสุด กรีฑาซึ่งมีรายการแข่งขัน 48 ประเภท อุซเบกิสถานได้โควตานักกีฬาเพียง 5 คน ขณะที่กีฬาทางน้ำซึ่งมี 49 ประเภท ได้โควตาเพียง 4 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศยังมีฐานนักกีฬาในกีฬาหลายประเภทไม่มากนัก ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะที่ชนิดกีฬา แต่ยังรวมถึงการกระจายตัวของนักกีฬาภายในประเทศด้วย รัฐบาลระบุว่าผลงานของนักกีฬาจาก 6 ภูมิภาคยังไม่ดีนัก จึงมีแผนให้โรงเรียนกีฬา 310 แห่งในระดับภูมิภาคทำหน้าที่เป็นฐานคัดเลือกนักกีฬาทีมชาติ ขณะที่โรงเรียนกีฬาอีก 56 แห่งจะรับเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกไปฝึกตามโปรแกรมที่เหมาะกับกีฬาโอลิมปิก เมื่อมองเช่นนี้ ความสำเร็จของอุซเบกิสถานจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องจำนวนเหรียญที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นโจทย์ว่าประเทศจะขยายความสำเร็จจากกีฬาที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วไปสู่ชนิดกีฬาอื่นได้มากเพียงใด นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่รัฐบาลเพิ่มงบประมาณและวางระบบคัดเลือกนักกีฬาตั้งแต่ระดับภูมิภาค เพราะเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การรักษาผลงานจากมวยสากล ยูโด มวยปล้ำ และเทควันโด แต่ต้องการสร้างฐานนักกีฬาที่กว้างขึ้นเพื่อการแข่งขันในอนาคต รัฐลงทุนและคุมระบบเอง Olympic Town ในกรุงทาชเคนต์ ศูนย์กีฬาแห่งใหม่ที่รัฐบาลอุซเบกิสถานสร้างขึ้นบนพื้นที่กว่า 100 เฮกตาร์ ด้วยงบลงทุนมากกว่า 290 ล้านดอลลาร์ ภายในประกอบด้วยสนามกีฬา เวโลโดรม ศูนย์กีฬาทางน้ำ อาคารสำหรับกีฬาประเภททีมและศิลปะการต่อสู้ รวมถึงสนามกีฬากลางขนาด 12,000 ที่นั่ง โดยรัฐบาลวางให้เป็นทั้งศูนย์ฝึกนักกีฬาทีมชาติและฐานสำหรับพัฒนากีฬาในประเทศ | ภาพจาก: President.uz  ตัวเลขการลงทุนด้านกีฬาที่เผยแพร่ทั้งหมดมาจากรัฐบาลเอง เมื่อปี 2025 ประธานาธิบดีเชฟกัต เมียร์ซิโยเยฟประชุมทางวิดีโอเรื่องการพัฒนากีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดยระบุว่างบกีฬาจากรัฐเพิ่มจาก 1.5 ล้านล้านเป็น 3 ล้านล้านซอม (ประมาณ 119 ล้านเป็น 239 ล้านดอลลาร์) ภายในช่วง 4 ปี เงินเดือนเฉลี่ยของโค้ชเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า มีการสร้างสนามกีฬาขนาดใหญ่ 101 แห่ง และปรับปรุงอีก 67 แห่ง ขณะที่เอกสารไม่ได้ระบุว่าตัวเลขงบประมาณดังกล่าวปรับตามเงินเฟ้อแล้วหรือไม่ หนึ่งในภาพที่สะท้อนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐคือ Olympic Town ในกรุงทาชเคนต์ โครงการศูนย์กีฬาขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 100 เฮกตาร์ ใช้งบลงทุนมากกว่า 290 ล้านดอลลาร์ ภายในประกอบด้วยสนามกีฬา เวโลโดรม ศูนย์กีฬาทางน้ำ อาคารสำหรับกีฬาประเภททีมและศิลปะการต่อสู้ รวมถึงสนามกีฬากลางขนาด 12,000 ที่นั่ง รัฐบาลวางให้โครงการนี้เป็นทั้งสถานที่จัดการแข่งขันและศูนย์ฝึกสำหรับนักกีฬาทีมชาติ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสนามเพื่อรองรับการแข่งขัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนากีฬาในระยะยาว ในการประชุมเดียวกัน เมียร์ซิโยเยฟยังสั่งให้ตั้งสาขาระดับแคว้นของคณะกรรมการโอลิมปิก โดยมีผู้ว่าแคว้นเป็นหัวหน้า พร้อมจัดสรรงบประมาณ 300,000 ล้านซอมสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียนกีฬาในแคว้น 310 แห่งจะทำหน้าที่เป็นฐานคัดเลือกนักกีฬาทีมชาติ ขณะที่โรงเรียนกีฬาอีก 56 แห่งซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะกับกีฬาโอลิมปิก จะรับเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกในระดับแคว้นไปฝึกตามโปรแกรมเฉพาะบุคคล ระบบดังกล่าวเชื่อมต่อไปถึงการแข่งขันระดับเยาวชน โดยผู้ชนะการแข่งขันระดับแคว้นจะได้สิทธิ์เข้าร่วม “โอลิมปิกประธานาธิบดี” (Presidential Olympics) ซึ่งจัดขึ้นทุกเดือนธันวาคม ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมูลค่าสูง เช่น บ้านและรถยนต์ ส่วนผู้ที่ได้อันดับ 1 และ 2 จะได้รับโอกาสเข้าสู่ศูนย์โอลิมปิกและพาราลิมปิกแห่งชาติ กลไกนี้ทำให้การค้นหานักกีฬาไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเข้าสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ แต่ถูกวางไว้ตั้งแต่ระดับภูมิภาคและเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบทีมชาติ การควบคุมระบบกีฬาของรัฐยังเห็นได้จากโครงสร้างของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ที่ประชุมใหญ่ของ NOC เลือกเมียร์ซิโยเยฟเป็นประธานโดยมติเอกฉันท์ ตามข้อมูลของสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย โดยนายกรัฐมนตรีอับดุลลา อาริปอฟเป็นผู้เสนอชื่อ ขณะที่โอตาเบก อูมารอฟ รองประธาน OCA และลูกเขยของประธานาธิบดี ได้รับเลือกเป็นรองประธานคนที่ 1 ของ NOC ตำแหน่งประธาน NOC ว่างมาตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่เป้าหมายที่เมียร์ซิโยเยฟประกาศไว้คือการพาทีมอุซเบกิสถานติด 10 อันดับแรกของโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสในปี 2028 บริบททางการเมืองและข้อจำกัดของข้อมูล ประธานาธิบดีเชฟกัต เมียร์ซิโยเยฟเดินทางไปยังเมืองนูกุส เมืองหลวงของคาราคัลปักสถาน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กระทบต่อสถานะปกครองตนเองของภูมิภาค ก่อนรัฐบาลจะถอนข้อเสนอดังกล่าว เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญของรัฐบาลเมียร์ซิโยเยฟ และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงอย่างน้อย 18 คน | ภาพจาก: President.uz/VOA  เชฟกัต เมียร์ซิโยเยฟอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2016 และชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยคะแนนมากกว่า 80% ทั้งในปี 2016, 2021 และ 2023 ก่อนหน้านั้นเขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยประธานาธิบดีอิสลาม คาริมอฟ ตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปี 2016 หลังคาริมอฟเสียชีวิต รัฐสภาแต่งตั้งเมียร์ซิโยเยฟเป็นรักษาการประธานาธิบดีในเดือนกันยายน 2016 ก่อนที่เขาจะชนะการเลือกตั้งในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม องค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Co-operation in Europe: OSCE) ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีทางเลือกทางการเมืองที่แท้จริง และพบกรณีการยัดบัตรเลือกตั้งและการลงคะแนนแทนกัน หลังขึ้นสู่อำนาจ เมียร์ซิโยเยฟดำเนินการปฏิรูปหลายด้านที่แตกต่างจากยุคก่อนหน้า เช่น การปิดเรือนจำจัสลิก (Jaslyk) ในเดือนสิงหาคม 2019 และการประกาศรื้อฟื้นการเจรจาเข้าองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ขณะที่ Freedom House ระบุว่าการปฏิรูปตั้งแต่ปี 2016 ทำให้บางด้านดีขึ้น รวมถึงการทุจริตขนาดเล็กที่ลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ทำให้โครงสร้างทางการเมืองของประเทศเปิดกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อจำกัดของการปฏิรูปปรากฏชัดจากเหตุการณ์ประท้วงในคาราคัลปักสถาน (Karakalpakstan) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 หลังรัฐบาลเสนอแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกสถานะภูมิภาคปกครองตนเอง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 คน ก่อนที่ประธานาธิบดีจะประกาศถอนข้อเสนอดังกล่าว ต่อมาในการลงประชามติเดือนเมษายน 2023 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายวาระประธานาธิบดีจาก 5 ปีเป็น 7 ปี และไม่นับวาระที่ผ่านมา ทำให้เมียร์ซิโยเยฟสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง ก่อนชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 รายงาน Freedom in the World 2025 ของ Freedom House ให้คะแนนอุซเบกิสถาน 12 จาก 100 และจัดประเทศอยู่ในสถานะ “ไม่เสรี” (Not Free) โดยระบุว่าไม่มีพรรคฝ่ายค้านที่สามารถทำงานได้ตามกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร และสื่อถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ขณะที่การเลือกตั้งสภาล่างในเดือนตุลาคม 2024 ก็ไม่มีทางเลือกทางการเมืองที่มีความหมายสำหรับผู้ลงคะแนน เนื่องจากทุกพรรคที่เข้าร่วมแข่งขันอยู่ฝ่ายเดียวกับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม บริบททางการเมืองเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะตอบว่าเหตุใดอุซเบกิสถานจึงประสบความสำเร็จด้านกีฬาเพิ่มขึ้น ข้อมูลที่รวบรวมได้แสดงให้เห็นเพียงว่า การเพิ่มขึ้นของงบประมาณ การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าไปจัดระบบกีฬาของรัฐเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ผลงานในเวทีนานาชาติดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถแยกได้ว่าปัจจัยใดมีน้ำหนักมากที่สุด เพราะยังมีองค์ประกอบอื่นที่อาจมีส่วนต่อความสำเร็จ เช่น ระบบกีฬาที่สืบทอดจากสมัยสหภาพโซเวียต ความได้เปรียบในกีฬาต่อสู้บางประเภท ตลอดจนเงื่อนไขของการแข่งขันแต่ละครั้ง รวมถึงการที่รัสเซียและเบลารุสไม่ได้ส่งทีมชาติเข้าแข่งขันที่ปารีส 2024 ดังนั้น สิ่งที่รายงานชิ้นนี้พอจะชี้ให้เห็นได้จึงไม่ใช่ข้อสรุปว่า “รัฐอำนาจนิยมสร้างนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ” เพียงแต่พยายามฉายภาพให้เห็นว่า เมื่อรัฐรวมศูนย์อำนาจสูงเข้าไปลงทุนและจัดวางระบบกีฬาอย่างเป็นระบบ ผลงานด้านกีฬาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และความสำเร็จนั้นมีข้อจำกัดอะไรบ้าง กรณีของอุซเบกิสถานจึงน่าสนใจตรงที่ตัวเลขการลงทุน ระบบคัดเลือกนักกีฬา และผลงานเหรียญเดินหน้าไปพร้อมกัน. ที่มา: Uzbek President Shavkat Mirziyoyev congratulates athletes for "historic result" at Hangzhou Asian Games (Olympic Council of Asia, 12 October 2023)  Paris 2024 marks Uzbekistan's most successful Olympics (Bahtiyar Abdülkerimov, Anadolu, 19 August 2024)  Uzbekistan President Shavkat Mirziyoyev elected head of NOC (Olympic Council of Asia, 27 November 2024)  Sport - a solid foundation for a healthy nation and a healthy generation (President.uz, 13 February 2025)  Uzbekistan celebrates historic World Cup qualification with victory against Qatar (Euronews, 11 June 2025)  A historic achievement uniting our people further (President.uz, 11 June 2025)  Jordan and Uzbekistan earn maiden qualification (FIFA, 5 June 2025)  Construction of the Olympic town is complete (President.uz, 18 August 2025)  The Olympic town – a scientific, practical, education and training center of the domestic sport (President.uz, 18 August 2025)  Shavkat Mirziyoyev (Wikipedia)  * รายงานพิเศษ * ต่างประเทศ * กีฬา * อุซเบกิสถาน
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 16h
อุตสาหกรรมจังหวัดสั่ง 'กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ' ปรับปรุง หลังพบคราบรุ้งโผล่น้ำท่วมปราจีนฯ
dlvr.it
อุตสาหกรรมจังหวัดสั่ง 'กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ' ปรับปรุง หลังพบคราบรุ้งโผล่น้ำท่วมปราจีนฯ
อุตสาหกรรมจังหวัดสั่ง 'กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ' ปรับปรุง หลังพบคราบรุ้งโผล่น้ำท่วมปราจีนฯ XmasUser Sun, 2026-10-04 - 19:46 อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ออกคำสั่งให้โรงงาน กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัดตรวจสอบจุดรั่วไหล และปรับปรุง หลังปมคราบสีรุ้งโผล่น้ำท่วมปราจีนบุรี ด้านมูลนิธิบูรณะนิเวศ มองขั้นต่ำควรสั่งปิดปรับปรุง หรือยกเลิกโรงงานเลย เพราะพื้นที่ไม่เหมาะสม ใกล้แหล่งเกษตรกรรม มีโอกาสท่วมบ่อย   4 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ วันนี้ (4 ต.ค.) เปิดเผยว่า อภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี มีหนังสือจำนวน 2 ฉบับ เมื่อ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ถึงกรรมการ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งประกอบกิจการ ประเภท 105 เกี่ยวกับการฝังกลบ และกำจัดกากอุตสาหกรรมอันตรายและไม่อันตราย และประเภท 106 ทำเชื้อเพลิง และเอาของเสียอันตรายมารีไซเคิลได้ ตั้งอยู่ที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ ให้ปรับปรุงโรงงาน หลังจากปรากฏภาพบนสื่อต่างๆ ว่ามีคราบรุ้งโผล่พื้นที่ทุ่งนาและน้ำท่วมจังหวัดปราจีนบุรี เชื่อมโยงกับโรงงานของบริษัทกรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด  เรื่องที่เกี่ยวข้อง * 'กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ' แจงปมคราบรุ้งโผล่น้ำท่วมปราจีนฯ ยังไม่มีผลสอบ ภาพถ่ายยังไม่พอโยง บ. * พบคราบสีรุ้งเป็นแผ่นฟิล์มบางโผล่พื้นที่น้ำท่วมปราจีนฯ ด้านภาครัฐส่ง ทสจ.ลงตรวจน้ำ   อ้างอิงจากในหนังสือคำสั่งของอุตสาหกรรมจังหวัด เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 37 วรรค 1 โดยให้บริษัทดำเนินการ 2 ข้อโดยทันที คือ  * ให้ดำเนินการปิดคลุมหลุมฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตรายทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำชะล้าง และแพร่กระจายออกนอกโรงงาน * ให้สำรวจพื้นที่ปนเปื้อนทั้งภายในและภายนอกโรงงาน หากพบว่ามีการปนเปื้อนให้ดำเนินการแก้ไขและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน และต้องมีการชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหาให้ประชาชนทราบ พร้อมกันนี้จึงเรียนมาให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นอาจได้รับโทษตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ ทางโรงงานมีสิทธิอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.โรงงาน ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ที่มีการแจ้งคำสั่งดังกล่าว เอกสารคำสั่งปรับปรุงโรงงาน ของอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ส่งให้บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ประเภท 105 เอกสารคำสั่งปรับปรุงโรงงาน ของอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ส่งให้บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ประเภท 106 ดาวัลย์ จันทรหัสดี สมาชิกมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไท ให้ความเห็น หลังมีกระแสข่าวว่าอุตสาหกรรมจังหวัดมีคำสั่ง 2 ฉบับ สั่งโรงงานปรับปรุง ตามมาตรา 37 วรรค 1 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ว่า เบาและหละหลวมจนเกินไป เนื่องจากปัญหาการปนเปื้อนภายนอกโรงงานเช่นนี้เป็นปัญหาใหญ่ และมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก  นอกจากนี้ เธออยากให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ขั้นต่ำควรออกคำสั่งมาตรา 39 พ.ร.บ.โรงงาน คือให้ปิดปรับปรุงชั่วคราว หรือให้ดีควรถอนใบประกอบกิจการเลย เพราะพื้นที่ปราจีนฯ เป็นที่ราบลุ่ม และเกษตรกรรม เสี่ยงน้ำท่วม ไม่เหมาะที่จะให้มีโรงงานประเภทนี้มาตั้งในพื้นที่ ทั้งนี้ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ตั้งข้อสังเกตว่า คราบน้ำมันที่เกิดขึ้น มีความเป็นได้สูงที่จะมีต้นตอมาจากโรงงานของกรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด เนื่องจากใบอนุญาตประเภท 106 ของโรงงาน ทำกิจการนำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วหรือสารทำละลายมาผ่านกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ทำเชื้อเพลิงผสม ซ่อมและล้างบรรจุภัณฑ์ บดย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และทำอิฐบล็อก อิฐตัวหนอน จากสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ดาวัลย์ กล่าวถึงปัญหาของคำสั่งอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนฯ โดยสรุปจะมีด้วยกัน 2 เรื่องใหญ่ คือ ให้บริษัทปิดคลุมหลุมฝังกลบ คำถามคือบริษัทฯ สามารถทำได้หรือไม่ เพราะพื้นที่ทั้งหมดมันถูกฝนชะลงมาเรียบร้อย และพบการกระจายการปนเปื้อนแล้ว  ส่วนอีกข้อหนึ่งที่ระบุว่า ให้สำรวจพื้นที่ปนเปื้อนทั้งภายในและภายนอกโรงงาน หากพบการปนเปื้อน ให้ดำเนินการแก้ไขและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นคำสั่งที่นามธรรมมาก ไม่มีการระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าต้องดำเนินการแก้ไขหรือฟื้นฟูอย่างไร  “คำสั่งเหล่านี้สำหรับเรา คือให้รู้สึกว่าอุตสาหกรรมจังหวัด กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการแอ๊กชันปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่มันเป็นการปฏิบัติการที่ไม่มีน้ำหนักเลย” ดาวัลย์ เผย เนื่องจากผลกระทบจากการปนเปื้อนที่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง เธอเสนอว่าบทบาทของการกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ควรมีมาตรการที่จริงจังและเด็ดขาดกว่านี้ อย่างการออกคำสั่ง มาตรา 39 พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อให้มีการปิดปรับปรุง หรือให้ดีกว่านี้ ควรมีการยกเลิกการตั้งโรงงานประเภทนี้ในพื้นที่นี้ไปเลย  “ส่วนหนึ่ง มาตรา 39 มันเป็นเพียงคำสั่งในการปรับปรุง เขาจะมีระยะเวลาในการปรับปรุง แต่ในเมื่อสถานที่ตั้งไม่เหมาะสมอยู่แล้ว และมีโอกาสที่จะเกิดการท่วมแบบนี้อีก เราก็เห็นควรว่าต้องยกเลิกใบประกอบกิจการโรงงานนี้  “มันไม่ควรที่จะให้ชาวบ้านต้องมาเสี่ยงแบบนี้อีก และก็สิ่งที่แพร่กระจายออกไปมันจะไปตกค้างในที่นาของชาวบ้านอีกยาวนานแค่ไหน เราก็ไม่รู้” ดาวัลย์ กล่าว ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด เคยอ้างว่าทำงานไม่ได้เพราะน้ำท่วม สำหรับทีมมูลนิธิบูรณะนิเวศ มองว่าฟังไม่ขึ้น เพราะว่าความเดือดร้อนและความเสียหายมันเกิดขึ้นรุนแรง มันมากเกินกว่าจะมาอ้างในลักษณะนี้  นอกจากนี้ ดาวัลย์ ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา และการตรวจสอบให้กับทางหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอีก 4 ข้อ คือ * แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ปราจีนบุรีจะเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ภาครัฐต้องดำเนินการมอนิเตอร์ด้านผลกระทบต่อเนื่อง เนื่องจากช่วงน้ำท่วม กลุ่มสารพิษ และสารเคมี จะถูกน้ำเจือจาง แต่เมื่อสถานการณ์คืนสู่ภาวะปกติ สารพิษจะเข้มข้นและตกค้างอยู่ในพื้นที่ กรมโรงงานฯ ต้องตรวจสอบผลกระทบว่าสารพิษปนเปื้อนในบริเวณโดยรอบเข้มข้น หรือแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขนาดไหน  * ต้องเข้าไปตรวจสอบภายในโรงงาน บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ว่ามีการดำเนินการที่เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ และมีการรั่วไหลของสารปนเปื้อนออกจากตัวโรงงานหรือไม่ * ภาครัฐต้องจริงจังในการควบคุมตรวจสอบโรงงานประเภทที่เกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม และการรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมมากกว่านี้ * หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องไตร่ตรองพิจารณาพื้นที่ และภูมิศาสตร์ให้รอบคอบ ก่อนอนุญาตให้โรงงานประเภทที่เกี่ยวกับกากอุตสาหกรรมเข้ามาตั้ง อย่างพื้นที่ปราจีนบุรี มันชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ และเสี่ยงเกิดน้ำท่วมบ่อย พื้นที่ลักษณะนี้ไม่ควรให้โรงงานเกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรมมาตั้งเลย * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด * ปราจีนบุรี * โรงงานฝังกลบกากอุตสาหกรรม * โรงงานรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม * มูลนิธิบูรณะนิเวศ * ดาวัลย์ จันทรหัสดี * กระทรวงอุตสาหกรรม * กรมโรงงานอุตสาหกรรม * อุตสาหกรรมจังหวัด * พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 18h
นักศึกษา-ประชาชน วางดอกไม้ อำลา 'หอพักอ่างแก้ว' พื้นที่แห่งความทรงจำที่กำลังถูกรื้อถอน
dlvr.it
นักศึกษา-ประชาชน วางดอกไม้ อำลา 'หอพักอ่างแก้ว' พื้นที่แห่งความทรงจำที่กำลังถูกรื้อถอน
นักศึกษา-ประชาชน วางดอกไม้ อำลา 'หอพักอ่างแก้ว' พื้นที่แห่งความทรงจำที่กำลังถูกรื้อถอน ภาพจาก นิติซ้าย , SAAP 24:7 , จักรพันธ์ ศรีวิชัย Pazzle Sun, 2026-10-04 - 18:29 WE REMEMBERS Ang Kaew DORM 1964 - 2026 นักศึกษา มช. และประชาชนไม่เห็นด้วยกับการรื้อถอน "หอพักอ่างแก้ว" ได้นำดอกไม้ ป้าย และริบบินดำมาวางหน้าทางเข้าหอพักอ่างแก้วที่กำลังถูกเครื่องจักรขนาดใหญ่รื้อถอน #saveหอพักอ่างแก้ว   4 ต.ค. 2569 เวลา 17.30 น. นักศึกษา มช. และประชาชนไม่เห็นด้วยกับการรื้อถอน "หอพักอ่างแก้ว" ได้นำดอกไม้ ป้าย และริบบินดำมาวางหน้าทางเข้าหอพักอ่างแก้วที่กำลังถูกเครื่องจักรขนาดใหญ่รื้อถอนตัวอาคาร โดยตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เริ่มทำการรื้อถอนอาคารตลอดทั้งวัน นักศึกษาและประชาชนไม่เห็นด้วยกับการรื้อถอนครั้งนี้มองว่าเป็นการกระทำของมหาวิทยาลัยเป็นไปโดยไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการพิจารณาคุณค่า ความแข็งแรง และที่มาของการตัดสินใจรื้อถอน แม้ว่าในช่วงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะได้มีความพยายามจากนักศึกษาและประชาชนในการคัดค้านการรื้อถอนเรื่อยมา แต่ก็ไม่เป็นผล                            * ข่าว * สังคม * การศึกษา * หออ่างแก้ว * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ * เชียงใหม่
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 19h
'กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ' แจงปมคราบรุ้งโผล่น้ำท่วมปราจีนฯ ยังไม่มีผลสอบ ภาพถ่ายยังไม่พอโยง บ.
dlvr.it
'กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ' แจงปมคราบรุ้งโผล่น้ำท่วมปราจีนฯ ยังไม่มีผลสอบ ภาพถ่ายยังไม่พอโยง บ.
'กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ' แจงปมคราบรุ้งโผล่น้ำท่วมปราจีนฯ ยังไม่มีผลสอบ ภาพถ่ายยังไม่พอโยง บ. ภาพปก: ภาพถ่ายทางอากาศคราบสีรุ้งในพื้นที่น้ำท่วมปราจีนบุรี (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี) XmasUser Sun, 2026-10-04 - 16:35 * บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ชี้แจงข้อเท็จจริง 5 ข้อ ปมมีการกล่าวหาว่า บริษัทเป็นต้นตอการปนเปื้อนของคราบสีรุ้งในน้ำท่วม และทุ่งนาพื้นที่ปราจีนฯ ตัวบริษัทเผยยังไม่มีข้อสรุปด้านการตรวจสอบ จึงขอโต้แย้งข้อมูลที่สรุปว่าบริษัทเป็นต้นตอปัญหาดังกล่าว อีกทั้ง หลักฐานภาพถ่ายที่ปรากฏออกมายังไม่พอเชื่อมโยงกับบริษัท จึงขอให้การนำเสนอข่าวแยกข้อเท็จจริง และข้อสังเกตให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด  * ด้านสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) แจ้งความคืบหน้าการตรวจสอบ สั่งเก็บตัวอย่างน้ำใกล้บ่อฝังกลบขยะ และแจ้งความผู้ก่อมลพิษคราบสีรุ้งในน้ำท่วมพื้นที่ปราจีนฯ แล้ว หลังต้องสงสัยว่า คราบดังกล่าวมีต้นเหตุจากฝั่ง ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนฯ    เมื่อวานนี้ (3 ต.ค.) สื่อโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊กของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด (Green Environment Technology) ผู้ประกอบกิจการ ประเภท 105 เกี่ยวกับการฝังกลบและกำจัดกากอุตสาหกรรมทั้งอันตรายและไม่อันตราย และประเภท 106 เกี่ยวกับการรีไซเคิล กากอุตสาหกรรม โพสตข้อความ หนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงจากกรณีที่มีสื่อ และภาคประชาสังคม นำเสนอภาพคราบสีรุ้งบริเวณทุ่งนาทางด้านทิศตะวันออกของโรงงาน โดยมีการกล่าวหา และเชื่อมโยงว่า บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี เป็นแหล่งกำเนิดคราบรุ้ง หรือน้ำเสียปนเปื้อนสารพิษ ทำให้บริษัทมีความกังวลและห่วงใยต่อประชาชนที่อาศัยบริเวณพื้นที่ติดกันเป็นอย่างมาก ที่อาจจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง และเป็นกังวลว่าจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่นั้น โดยบริษัทมีความยินดีและเคารพในสิทธิการตั้งคำถาม รวมถึงการติดตามปัญหา เพื่อให้สาธารณชนได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน และความจริงในการดำเนินงานของบริษัทอย่างถูกต้อง บริษัทขอชี้แจงดังต่อไปนี้ * ประเด็นแรก บริษัทฯ ไม่ได้รับวัสดุหรือของเสียประเภทที่จะก่อให้เกิดน้ำเสียในลักษณะที่มีการกล่าวหา สำหรับน้ำเสียที่เกิดจากการจัดการกากอุตสาหกรรมประเภทอื่นที่บริษัทฯ รับดำเนินการ บริษัทฯ มีการรวบรวม จัดเก็บ และบำบัดอย่างเหมาะสมตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างเคร่งครัด พร้อมมาตรการป้องกันการรั่วไหลออกสู่ภายนอกพื้นที่ ที่ได้มาตรฐานตามระเบียบปฏิบัติ * จากข้อมูลที่บริษัทฯ ได้รับ ณ วันที่เผยแพร่แถลงการณ์ฉบับนี้ ยังไม่มีข้อสรุปจากการตรวจสอบที่ยืนยันว่าบริษัทฯ เป็นแหล่งกำเนิดน้ำเสียหรือการปนเปื้อนดังกล่าว บริษัทฯ จึงขอโต้แย้งการนำเสนอข้อมูลที่สรุปว่าบริษัทฯ เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดมลพิษทางน้ำ โดยยังไม่มีผลการตรวจสอบยืนยันความเชื่อมโยงอย่างชัดเจน * การพบคราบสีรุ้งบนผิวน้ำกับการระบุแหล่งกำเนิดของคราบหรือการปนเปื้อนเป็นคนละประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน โดยการที่จะระบุถึงแหล่งกำเนิดจำเป็นต้องพิจารณาผลการตรวจวิเคราะห์ ประเภทและลักษณะของสารที่พบ กระบวนการดำเนินงาน เส้นทางการไหลของน้ำ และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบกัน * การที่สถานประกอบการตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่พบคราบสีรุ้งบนผิวน้ำ หรือการเผยแพร่ภาพถ่ายของสถานประกอบการเพียงอย่างเดียว ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความเชื่อมโยง ทั้งนี้ การที่ยังไม่มีข้อสรุปยืนยันแหล่งกำเนิด ไม่ได้หมายความว่าทางบริษัทจะละเลยต่อข้อกังวลของประชาชน แต่เป็นเหตุให้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบครบถ้วน ก่อนสรุปถึงสาเหตุที่แท้จริงหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง * ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น บริษัทฯ จึงขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน ผู้เผยแพร่ข้อมูล และผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ให้แยกข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน ออกจากข้อสงสัยหรือข้อสันนิษฐานอย่างชัดเจน และหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อความหรือภาพประกอบ ที่อาจทำให้เข้าใจว่ามีผลพิสูจน์แล้วว่าบริษัทฯ เป็นแหล่งกำเนิดของการปนเปื้อน บริษัทฯ ขอให้ผู้เผยแพร่ทบทวนและปรับปรุงข้อมูลให้สอดคล้องกับสถานะของการตรวจสอบ เพื่อให้สาธารณชนได้รับข้อมูลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งนี้ ทางบริษัทขอแสดงความห่วงใยต่อความรู้สึกของพี่น้องที่พักอาศัยอยู่บริเวณบริษัทใกล้เคียง และอยากขอให้เชื่อมั่น ว่าทางบริษัทฯ ยังคงดำเนินกิจการไปอย่างเป็นมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดตลอดระยะเวลาที่ได้ดำเนินกิจการมา โดยทางบริษัทยังคงยึดมั่นและให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุนงานให้มีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน พร้อมทั้งยังมีการร่วมมือต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอตลอดมา ภาพเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด 'บูรณะนิเวศ' โชว์ชุดภาพถ่ายเปรียบเทียบก่อน-หลังเกิดเหตุ ทั้งนี้ หนังสือชี้แจงของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ เผยแพร่ หลังจากเมื่อวันที่ 30 ก.ย. จนถึง 1 ต.ค.ที่ผ่านมา มูลนิธิบูรณะนิเวศ เผยแพร่ภาพถ่ายทางอากาศ พบคราบรุ้งเป็นทางยาวมาจากพื้นที่ของบริษัทกรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด  มูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า หากสังเกตจากภาพถ่ายทางอากาศ โดยเปรียบเทียบตั้งแต่วันที่ 28-30 ก.ย. 2569 รวมระยะเวลา 3 วัน สะท้อนให้เห็นว่าระดับน้ำท่วมใน อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี มีระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลบบ่อฝังกลบบางจุดของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด สมาชิกมูลนิธิบูรณะนิเวศได้สอบถามไปยังประชาชนที่ลงพื้นที่เพิ่มเติม แจ้งว่า สภาพน้ำจุดที่อยู่ในภาพส่งกลิ่นเหม็น แต่ส่วนคราบสีรุ้งที่เคยเห็น ขณะนี้วันที่ 1 ต.ค. ไม่ค่อยชัดแล้ว ซึ่งประชาชนคาดว่ามวลน้ำมหาศาลคงช่วยชะล้าง ทำให้เกิดการแพร่กระจายไปตามที่ต่างๆ  นอกจากนี้ มูลนิธิบูรณะนิเวศ เผยว่า เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ซึ่งเป็นภาคประชาชนที่จับตาและคอยเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และคดีอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมในปราจีนบุรี ได้มีการแจ้งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ตั้งแต่ 28 ก.ย. 2569 แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่พบการชี้แจง หรือความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว  มูลนิธิบูรณะนิเวศ โชว์ภาพถ่ายเปรียบเทียบก่อนและหลังเกิดเหตุคราบสีรุ้ง (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิบูรณะนิเวศ) สคพ.7 ลงเก็บตัวอย่างน้ำ เอาผิดผู้ก่อมลพิษ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีมีน้ำจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตรายไหลล้นออกนอกบริเวณโรงงาน ของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานประเภท 105 และ 106 ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปราจีนบุรี ได้สั่งการด่วน ให้ดำเนินการ ดังนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 เวลา 18.00 น. สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปราจีนบุรี (ทสจ.ปราจีนบุรี) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมตรวจวัดคุณภาพน้ำเบื้องต้นพบว่า ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) เท่ากับ 4.18 มิลลิกรัมต่อลิตร mg/L และค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) เท่ากับ 6.5 ทั้งนี้ ได้เก็บตัวอย่างน้ำ จำนวน 1 จุด การเก็บตัวอย่างน้ำของ ทสจ. ปราจีบุรี ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมา 29 ก.ย. 2569 สนง.ทสจ.ปราจีนบุรี ได้นำส่งตัวอย่างน้ำให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำต่อไป เมื่อ 1 ต.ค. 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งตรวจสอบคุณภาพน้ำภาคสนามเบื้องต้นและเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ จำนวน 3 จุด ดังภาพแผนที่ด้านล่าง  ภาพแผนที่จุดเก็บตัวอย่างน้ำ 3 จุด ของ สคพ.7 สระบุรี ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี ผลเบื้องต้น ดังนี้ * จุด A pH=6.94 EC=319us/cm sal=0.1 ppt DO=4.21 * จุด B pH=7.10 EC=164.2 us/cm sal=0 ppt DO=7.18 * จุด C pH=6.95 EC=227us/cm sal=0 ppt DO=6.91 pH = ค่าความเป็นกรด-ด่าง  EC = ค่าความนำไฟฟ้า  sal = ค่าความเค็ม  DO = ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ  ทั้งนี้ ยังต้องรอผลวิเคราะห์ค่าสารปนเปื้อนกลุ่มน้ำมันและสารอินทรีย์ โลหะหนัก และสารเคมีอื่นๆ เพื่อระบุแหล่งกำเนิดที่สงสัย จากนั้น เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 สระบุรี (สคพ.7 สระบุรี) ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด กรณีตรวจพบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วไหลตามพื้นที่น้ำท่วมผ่านบริเวณบ้านสระมะเขือ บ้านคู้ลำพัน และบ้านโคกวัดในพื้นที่ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี โดยต้องสงสัยว่าต้นเหตุมาจากพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ปราจีนบุรี * บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด * มูลนิธิบูรณะนิเวศ * สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปราจีนบุรี * สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 สระบุรี
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 20h
ไผ่ลู่ลม และกับดักความสำเร็จการทูตไทย | หมายเหตุประเพทไทย EP.647
dlvr.it
ไผ่ลู่ลม และกับดักความสำเร็จการทูตไทย | หมายเหตุประเพทไทย EP.647
ไผ่ลู่ลม และกับดักความสำเร็จการทูตไทย | หมายเหตุประเพทไทย EP.647 user8 Sun, 2026-10-04 - 16:40 หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำบทความ “The Trap That is Thailand’s Legacy of Diplomatic Success” โดย ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ เผยแพร่ในเว็บไซต์สถาบัน Yusof Ishak Institute (ISEAS) เมื่อ 8 กันยายน 2026 ซึ่งตั้งคำถามต่อแนวคิด “การทูตไผ่ลู่ลม” (Bamboo Diplomacy) ที่มักถูกอธิบายว่าเป็นจุดแข็งของนโยบายต่างประเทศไทย ทั้งความยืดหยุ่น การปรับตัวตามดุลอำนาจ และการรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย ผู้เขียนเสนอว่า ความสำเร็จทางการทูตในอดีตอาจไม่ได้เป็นเพียงบทเรียน หากยังกลายเป็นกรอบความคิดที่จำกัดทางเลือกในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยในปัจจุบันด้วย บทความย้อนดูความทรงจำสำคัญสองชุด ได้แก่ การที่สยามหลีกเลี่ยงการตกเป็นอาณานิคม และ การเอาตัวรอดจากผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งภายหลังถูกนำมาอธิบายว่า ไทยรักษาอธิปไตยได้เพราะรู้จักโอนอ่อน ปรับตัว และไม่ผูกมัดตนเองกับฝ่ายใดอย่างแข็งตัว เมื่อเรื่องเล่าเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำ จึงค่อย ๆ กลายเป็นภาพจำว่า “ความยืดหยุ่น” คือวิธีดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เหมาะสม ขณะที่การกำหนดจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนอาจถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงมากกว่า แต่ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน เข้มข้นขึ้น ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์อาจมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะหุ้นส่วนต่างประเทศให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความคาดการณ์ได้ และความชัดเจนของทิศทางมากขึ้น ประเด็นของบทความจึงไม่ใช่การเสนอว่าไทยต้อง “เลือกข้าง” สหรัฐฯ หรือจีน แต่ตั้งคำถามว่า ความยืดหยุ่นควรอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนหรือไม่ และ “ไม่เลือกข้าง” จำเป็นต้องหมายถึง “ไม่มีจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์” หรือเปล่า ในช่วงท้ายรายการ ชวนเปรียบเทียบกับความทรงจำทางเลือกในนโยบายต่างประเทศ เช่น แนวคิด “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ในรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ และ economic diplomacy ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต่างพยายามให้ไทยเป็นฝ่ายกำหนดสภาพแวดล้อมภายนอกผ่านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น แต่กลับไม่ได้กลายเป็น “บทเรียนของรัฐไทย” ที่ทรงอิทธิพลเท่ากับ Bamboo Diplomacy บทความจึงทิ้งคำถามสำคัญว่า ในโลกที่เงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป สิ่งที่ไทยจดจำว่าเคยทำให้ประเทศอยู่รอด ยังเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับปัจจุบันหรือกำลังกลายเป็นกรอบที่ทำให้เรามองเห็นทางเลือกอื่นน้อยลง ทั้งนี้ ผู้เขียนเองระบุว่านี่เป็นข้อเสนอเชิงทฤษฎีที่ยังต้องการหลักฐานและการศึกษาเชิงระบบเพิ่มเติมเพื่อทดสอบสมมติฐานดังกล่าว * ข่าว * ต่างประเทศ * มัลติมีเดีย * หมายเหตุประเพทไทย * ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ * ไผ่ลู่ลม * สงครามเย็น * สงครามโลกครั้งที่ 2 * อาณานิคม * ความสัมพันธ์ไทย-จีน * สหรัฐอเมริกา
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 20h
ปิดฉากเอเชียนเกมส์ 2026 จีนเจ้าเหรียญทอง 169 เหรียญ ไทย 18 ทอง อันดับ 7 "ภูริพล บุญสอน" ได้รางวัล MVP
dlvr.it
ปิดฉากเอเชียนเกมส์ 2026 จีนเจ้าเหรียญทอง 169 เหรียญ ไทย 18 ทอง อันดับ 7 "ภูริพล บุญสอน" ได้รางวัล MVP
ปิดฉากเอเชียนเกมส์ 2026 จีนเจ้าเหรียญทอง 169 เหรียญ ไทย 18 ทอง อันดับ 7 "ภูริพล บุญสอน" ได้รางวัล MVP auser15 Sun, 2026-10-04 - 16:20 ปิดฉากเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ไอจิ-นาโกย่า 2026 จีนเจ้าเหรียญทอง 169 เหรียญทอง รองลงมาเจ้าภาพญี่ปุ่น 83 เหรียญทอง และ เกาหลีใต้ 39 เหรียญทอง ขณะที่ ไทยอันดับ 7 มี 18 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน 21 เหรียญทองแดง - "ภูริพล บุญสอน" นักกรีฑาไทย รับรางวัลนักกีฬาชายยอดเยี่ยม (MVP) เป็นนักกีฬาไทยและอาเซียนคนแรกที่ได้รางวัลนี้ 4 ตุลาคม 2569 ปิดฉากการแข่งขันมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 หรือ "Asian Games 2026" ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 ก.ย.-4 ต.ค.2569 โดยมีการแข่งขันทั้งหมด 43 ชนิดกีฬา 71 ประเภท และมีรายการชิงเหรียญรางวัลรวม 469 รายการ ซึ่งในวันนี้จะมีพิธีปิดอย่างเป็นทางการในเวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย สำหรับตารางอันดับเหรียญดังนี้ อันดับ 1 จีน 169 เหรียญทอง 89 เหรียญเงิน 83 เหรียญทองแดง รวม 341 เหรียญ อันดับ 2 ญี่ปุ่น 83 เหรียญทอง 95 เหรียญเงิน 91 เหรียญทองแดง รวม 269 เหรียญ อันดับ 3 เกาหลีใต้ 39 เหรียญทอง 43 เหรียญเงิน 68 เหรียญทองแดง รวม 150 เหรียญ อันดับ 4 อินเดีย 21 เหรียญทอง 27 เหรียญเงิน 37 เหรียญทองแดง รวม 85 เหรียญ อันดับ 5 อุซเบกิสถาน 21 เหรียญทอง 25 เหรียญเงิน 24 เหรียญทองแดง รวม 70 เหรียญ อันดับ 6 อิหร่าน 19 เหรียญทอง 18 เหรียญเงิน 15 เหรียญทองแดง รวม 52 เหรียญ อันดับ 7 ไทย 18 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน 21 เหรียญทองแดง รวม 52 เหรียญ อันดับ 8 คาซัคสถาน 12 เหรียญทอง 24 เหรียญเงิน 48 เหรียญทองแดง รวม 84 เหรียญ อันดับ 9 ฮ่องกง 11 เหรียญทอง 19 เหรียญเงิน 24 เหรียญทองแดง รวม 54 เหรียญ อันดับ 10 บาห์เรน 11 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน 6 เหรียญทองแดง รวม 22 เหรียญ2026 Asian Games Medal Table (Aichi-Nagoya) Rank Nation Gold Silver Bronze Total 1 China 169 89 83 341 2 Japn 83 95 91 269 3 South Korea 39 43 68 150 4 India 21 27 37 85 5 Uzbekistan 21 25 24 70 6 Iran 19 18 15 52 7 Thailand 18 13 21 52 8 Kazakhstan 12 24 48 84 9 Hong Kong 11 19 24 54 10 Bahrain 11 5 6 22 11 Malaysia 9 7 16 32 12 North Korea 7 13 9 29 13 United Arab Emirates 7 5 1 13 14 Qatar 6 6 6 18 15 Chinese Taipei 5 17 33 55 16 Indonesia 5 11 23 39 17 Philippines 4 9 16 29 18 Saudi Arabia 4 3 10 17 19 Kuwait 4 1 4 9 20 Vietnam 3 3 19 25 21 Singapore 2 9 7 18 22 Tajikistan 2 5 9 16 23 Jordan 2 3 6 11 24 Myanmar 2 1 2 5 25 Macau 1 4 1 6 26 Kyrgyzstan 1 3 10 14 27 Mongolia 1 1 13 15 28 Sri Lanka 1 1 1 3 29 Pakistan 0 2 8 10 30 Iraq 0 2 3 5 31 Turkmenistan 0 2 0 2 32 Afghanistan 0 1 2 3 32 Lebanon 0 1 2 3 34 Oman 0 1 1 2 35 Cambodia 0 0 4 4 36 Nepal 0 0 2 2 37 Bangladesh 0 0 1 1 37 Brunei 0 0 1 1 37 Laos 0 0 1 1 37 Syria 0 0 1 1 Totals (40 entries) 470 469 629 1,568 "ภูริพล บุญสอน" นักกรีฑาไทย รับรางวัลนักกีฬาชายยอดเยี่ยม (MVP) ของการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ภาพจาก: Aichi-Nagoya Asian Games Organizing Committee  สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) เลือก ภูริพล บุญสอน เป็นนักกีฬาชายยอดเยี่ยม (MVP) ประจำการแข่งขัน จากผลงาน 2 เหรียญทอง กรีฑา 100 และ 200 เมตร พร้อมทำลายสถิติเอเชียนเกมส์ได้ทั้ง 2 รายการ และอีก 1 เหรียญเงินจากวิ่งผลัดผสม 4x100 เมตร นอกจากนี้ยังได้รับเงินรางวัล 25,000 ดอลลาร์อีกด้วย ขณะที่รางวัลนักกีฬาหญิงยอดเยี่ยม (MVP) ตกเป็นของ Yu Zidi นักกีฬาว่ายน้ำวัย 13 ปี จากสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับรางวัล Asian Games MVP กลายเป็นธรรมเนียมสำคัญของการแข่งขัน นับตั้งแต่เริ่มมอบรางวัลครั้งแรกในการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ 1998 ที่กรุงเทพมหานคร และรายชื่อผู้ที่เคยได้รับรางวัลล้วนเป็นนักกีฬา ที่สามารถยืนเคียงข้างนักกีฬาระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ ทั้งนี้ "บิว" ภูริพล บุญสอน เป็นนักกีฬาคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย และของอาเซียน โดยเป็นนักกรีฑาคนที่ 2 ของเอเชีย ที่ได้รับรางวัลนี้ นับตั้งแต่แจกเมื่อปี 1998 ที่ไทย ที่มาเรียบเรียงจาก Thai PBS [1] [2]    * ข่าว * ต่างประเทศ * กีฬา * เอเชียนเกมส์ 2026 * เอเชียนเกมส์ * ภูริพล บุญสอน
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 04/10/2026
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 28 ก.ย.-4 ต.ค. 2569
dlvr.it
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 28 ก.ย.-4 ต.ค. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 28 ก.ย.-4 ต.ค. 2569 auser15 Sun, 2026-10-04 - 11:54 ไฟไหม้โรงงานเย็บผ้ากลางเมืองแม่สอด เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 4 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านในเขตชุมชนอิสลาม ตำบลแม่สอด ว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานเย็บผ้า ถนนสายแม่สอด แม่ตาว เขตตำบลแม่สอด จึงประสานกับตำรวจ สภ.แม่สอด และพร้อมรายงานให้กับผู้บังคับบัญชา และระดมรถดับเพลิงรุดไปยังที่เกิดเหตุ พบโรงงานเย็บผ้าถูกไฟไหม้ลุกโชน มีควันดำ จึงรีบดับไฟ แต่ไฟลุกไหม้ลุกลามไปหลายจุด จึงประสานกับรถดับเพลิงของเทศบาลตำบลท่าสายลวด ไปช่วยกันดับไฟด้วย ในระหว่างเกิดเหตุเพลิงไหม้นั้น มีแรงงานเมียนมาประมาณ 70 คน หนีออกมาจากโรงงาน พร้อมช่วยกันนำเครื่องจักรเย็บผ้าออกมาวางไว้หน้าโรงงาน และทรัพย์สินอื่นๆ แต่ไม่สามารถนำออกมาได้ทั้งหมด ทำให้ไฟไหม้เครื่องจักรเย็บผ้าไปหลายเครื่อง เช่นเดียวกับคนงานชาวเมียนมาที่เช่าห้องแถวอยู่บริเวณหน้าโรงงาน ต่างขนย้ายทรัพย์ออกจากบ้าน เนื่องจากเกรงว่าไฟจะลุกลามไปไหม้ที่บ้าน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวเมียนมา และชาวไทยในละแวกนั้นจำนวนมากรุมดูที่เกิดเหตุ บางจุดเป็นร้านค้าไม้เรือนเก่าอยู่ข้างโรงงานก็ช่วยดับไฟ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการควบคุมเพลิง ร่วม 1 ชั่วโมง สามารถควบคุมเพลิงได้ แต่ไฟได้ไหม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของโรงงานไปแล้ว เพราะวัสดุในโรงงานติดไฟเร็วมาก ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนมาก สำหรับสาเหตุนั้นยังไม่ทราบชัดเจน แต่จากการบอกเล่าแรงงานในโรงงานบางคนบอกว่า ไฟไหม้เกิดจากการหุงอาหาร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการไปตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด ส่วนมูลค่าความเสียหายไม่น่าจะต่ำกว่า 5 ล้านบาท ที่มา: Amarin TV, 4/10/2569  รมว.แรงงาน รับปากสหภาพรถไฟ ชง ครม.ปลายปีนี้ เพิ่มพนักงาน 2,850 อัตรา ปลดล็อกมติปี 2541 แก้ปัญหาขาดแคลน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) นำโดยสราวุธ สราญวงศ์ ประธาน สร.รฟท. สมศักดิ์ โกศัยสุข ประธานที่ปรึกษา สร.รฟท. พร้อมด้วยคณะกรรมการ สร.รฟท.ส่วนกลางและสาขาภูมิภาค เข้าพบพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการขอเพิ่มอัตราพนักงาน 2,850 อัตราและการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 28 กรกฎาคม 2541 โดยมีปิยะพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคมและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม กล่าวว่า เรื่องนี้ผ่านบอร์ด รฟท.และเสนอมาที่กระทรวงคมนาคม ตามขั้นตอนมีกระบวนการพิจารณาและมีความเห็นเพิ่มเติม ตอนนี้เรียบร้อยหมดแล้ว ในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 จะลงนามเห็นชอบเพื่อส่งเรื่องไปที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณา จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบภายในปลายปี 2569 พิพัฒน์กล่าวว่า ยืนยันสนับสนุนเรื่องการเพิ่มพนักงาน รฟท. เพราะมีปัญหากำลังคนไม่เพียงพอกับการทำงาน เป้าหมายคือให้สามารถดำเนินการเพิ่มคนให้ได้ภายในสิ้นปี 2569 โดยมอบหมายให้ปิยะพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม ประสานงานล่วงหน้ากับ ผอ.สคร. ในการเร่งการประชุมพิจารณา และจะประสานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ อีกทางหนึ่ง เพื่อผลักดันให้เรื่องนี้เสร็จสิ้นภายในปี 2569 พิพัฒน์กล่าวว่า จะเสนอ 2 เรื่อง คือการเพิ่มอัตรากำลัง 2,850 คน ทบทวนจากเดิม 3,038 อัตรา ซึ่งเป็นอัตราในตำแหน่งที่จำเป็นเร่งด่วนระยะ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2568 ถึง พ.ศ. 2572 และการพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ที่ให้รับพนักงานได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนพนักงานที่เกษียณอายุในแต่ละปี เป็นขอรับได้เท่ากับจำนวนที่เกษียณต่อไป โดยหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติ จะเป็นการเพิ่มคน 2,850 คนให้ครบตามแผนภายในปี 2572 ก่อน จากนั้นจะเป็นการเพิ่มตามอัตราที่เหมาะสม เนื่องจากยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่จำกัดไว้ที่อัตรา 5% ไปแล้ว พิพัฒน์กล่าวถึงการจัดหารถจักรจำนวน 113 หัวว่า ปัจจุบันมีการปรับลดลงเหลือ 53 หัว อยู่ระหว่างนำเสนอหารือกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงแหล่งเงิน วิธีการจัดหา ขณะนี้รูปแบบการเช่าใช้น่าจะเหมาะสม และต้องพิจารณาต่อว่าจำนวน 53 หัวนั้นจะเพียงพอต่อการให้บริการแค่ไหน เพราะรถไฟทางคู่กำลังทยอยเสร็จ ซึ่งมองว่าไม่พอแน่ แต่ควรเพิ่มไปที่ 113 หัวเหมือนเดิมหรือไม่ อย่างไร พิพัฒน์ยังฝากให้สหภาพฯ รฟท.ช่วยกันศึกษาแนวทางปรับปรุงหัวรถจักรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเป็นหัวจักรไฟฟ้า เพราะตอนนี้ภาคเอกชนทำกันแล้ว เช่น บริษัท ทีพีไอ มีหัวจักรดีเซลจำนวน 12 หัว เปลี่ยนเป็นไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ไปแล้ว 2 หัว เอกชนทำได้ ทาง รฟท.ก็น่าจะทำได้ หากทำได้ก็ควรเริ่มโครงการนำหัวจักรดีเซลที่มีมาทดลองปรับปรุงเป็นพลังงานไฟฟ้า สำหรับมติคณะรัฐมนตรี 28 กรกฎาคม 2541 กำหนดให้การรถไฟฯ ต้องมีกรอบพนักงานไม่เกินจำนวน 18,015 อัตรา และลูกจ้างไม่เกินจำนวน 4,056 อัตรา โดยให้งดรับพนักงานใหม่ยกเว้นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถและตำแหน่งที่ใช้คุณวุฒิพิเศษ ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้จะรับพนักงานดังกล่าวได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการรถไฟฯ โดยไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนพนักงานที่เกษียณอายุ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 การรถไฟฯ มีพนักงานเหลือเพียง 7,829 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 43.45 ของกรอบอัตราที่ได้รับอนุมัติ ปัญหาการขาดแคลนอัตราพนักงานของการรถไฟฯ อยู่ในขั้นวิกฤต หากไม่มีการแก้ไขและไม่ได้รับการอนุมัติให้รับพนักงานเพิ่ม พร้อมกับการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 28 กรกฎาคม 2541 จะกระทบต่อสภาพการทำงานของผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินรถให้หนักขึ้น หากการแก้ไขล่าช้าออกไป จะทำให้ภารกิจของการรถไฟฯ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายของรัฐบาล รวมถึงกระทบต่อความปลอดภัยในการให้บริการประชาชนในอนาคต การขอเพิ่มอัตราพนักงานการรถไฟฯ จำนวน 2,850 อัตราและการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 28 กรกฎาคม 2541 จะทำให้การรถไฟฯ สามารถรับพนักงานทดแทนเท่ากับจำนวนพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งในทุกกรณี ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 3/10/2569  รมว.แรงงาน แจงเหตุชะลอเก็บเงินสมทบเข้า “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”เพื่อลดภาระให้เอกชน-ผู้ประกอบการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน โพสต์เฟซบุ๊กข้อความว่า ได้ตอบกระทู้ถามทั่วไปของเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน ถึงปัญหาการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิแรงงานซับคอนแทรค รวมถึงการจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด จุลพันธ์สรุปประเด็นที่ชี้แจงต่อสภาไว้ดังนี้ เรื่องการยกระดับการตรวจเข้มแรงงานซับคอนแทรคเชิงรุก จุลพันธ์ระบุว่า รูปแบบซับคอนแทรคสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่กลายเป็นช่องว่างให้นายจ้างละเมิดสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายค่าจ้าง ในปีงบประมาณ 2569 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานสุ่มตรวจสถานประกอบการไปแล้วกว่า 1,400 แห่ง พบจุดที่ไม่ถูกต้อง 569 แห่ง และดำเนินการสั่งแก้ไข รวมถึงดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับไปแล้วกว่า 160 แห่ง จุลพันธ์ระบุว่า จะไม่ดูแค่แบบรายงาน คร.11 จากนายจ้างเพียงอย่างเดียว แต่จะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจเชิงลึก ดูสัญญาจ้าง ระเบียบ สวัสดิการเปรียบเทียบ โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดอุตสาหกรรมหนาแน่น คือ ชลบุรี สมุทรปราการ ระยอง พระนครศรีอยุธยา และฉะเชิงเทรา พร้อมมีช่องทางร้องเรียนตรงผ่านสายด่วน 1506 และ Traffy Fondue ของกระทรวงแรงงาน เพื่อเข้าช่วยเหลือได้ทันที เรื่องการเร่งออกกฎกระทรวงปิดช่องว่างการจ้างเหมาบริการภาครัฐ จุลพันธ์ระบุว่า เข้าใจว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้รัฐต้องใช้การจ้างเหมาบริการ แต่หากหน้างานจริงมีการควบคุมกำกับเหมือนลูกจ้างประจำ กลุ่มนี้ต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเป็นธรรม ขณะนี้กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์ร่างกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานที่แก้ไขเมื่อเดือนธันวาคม 2568 เพื่อกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องดูแลค่าตอบแทน วันหยุด สิทธิลาป่วย ลาคลอด และเวลาพักผ่อน ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนด เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น จุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า จากที่เคยแจ้งว่าจะเริ่มจัดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป วันนี้ได้ใช้เวทีสภาชี้แจงว่า ด้วยสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันที่สร้างความเสียหายและกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณาชะลอการจัดเก็บเงินสมทบออกไปก่อนราว 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระให้ภาคเอกชนและผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญวิกฤต จุลพันธ์ยืนยันว่ารัฐบาลมุ่งสร้างตาข่ายความปลอดภัยและหลักประกันที่มั่นคงให้ผู้ใช้แรงงานทุกคน และกระบวนการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะต้องเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 3/10/2569  ห่วงนโยบาย อสพ. หวั่นซ้ำซ้อน อสม.- โยงการเมือง ชี้ควรใช้งบบรรจุพยาบาลวิชาชีพแทน นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เมื่อวานนี้ (1 ต.ค. 69) ได้เชิญกระทรวงสาธารณสุข และตัวแทนวิชาชีพพยาบาล เพื่อมาซักถามและให้ข้อมูลเรื่องนโยบายอาสาพยาบาล (อสพ.) ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ เนื่องจากกังวลถึงความซ้ำซ้อนเรื่องงานกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และควรจะนำงบประมาณไปบรรจุพยาบาลวิชาชีพที่รอการบรรจุมากกว่า นายสกลธี กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกมีความกังวลมาก เพราะเกณฑ์ในการคัดเลือก อสพ. ที่จะรับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท นั้น กำหนดให้จบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ โดยหากเกี่ยวเนื่องกับวิชาชีพสาธารณสุขจะอบรมน้อยกว่า แต่การคัดเลือกทำโดยการสัมภาษณ์จากคณะกรรมการ ซึ่งมีสาธารณสุขจังหวัดเป็นประธาน ตนได้แสดงความเป็นห่วง เพราะหลายพื้นที่แจ้งมาว่ามีการเมืองท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยู่ในการคัดเลือกด้วย และเกณฑ์ในการรับก็ใช้การสัมภาษณ์อย่างเดียวเท่านั้น ตนจึงได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุข ส่งรายละเอียดองค์ประกอบของคณะกรรมการคัดเลือกทั้ง 76 จังหวัดมาให้คณะกรรมาธิการฯ ได้รับทราบด้วย โดยเบื้องต้นในปีนี้ อสพ. จะเริ่มทำงานได้วันที่ 1 ธันวาคม และจะรับตำบลละหนึ่งคน รวมแล้วเป็นจำนวน 7,256 คน เป็นวงเงินจำนวนกว่า 1,000 ล้านบาท และในปีที่สองและสาม จะรับต่อเนื่องจนครบประมาณ 70,000 คน โดยจะเป็นงบประมาณที่ใช้ตกปีละประมาณ 13,000 ล้านบาทต่อปี นายสกลธี บอกต่อว่า ในส่วนนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่าที่ต้องเป็น อสพ. เพราะไม่ต้องมีภาระผูกพันในเรื่องการขึ้นเงินเดือน หรือสิทธิ์สวัสดิการต่าง ๆ ทั้งนี้ กรรมาธิการหลายคนรวมทั้งตนเอง ได้ให้ความเห็นว่าแม้พยาบาลวิชาชีพจะมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000 บาท และสิทธิ์การเพิ่มขึ้นตามอายุการทำงาน แต่ในระยะยาวน่าจะคุ้มค่ากว่า เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาตรงจุด เพราะกระทรวงสาธารณสุขเองก็ยังขาดแคลนอัตราของพยาบาลวิชาชีพที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางการแพทย์อยู่ ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการฯ ยังได้ฝากสำนักงบประมาณที่มาร่วมประชุมด้วยว่าจะเปรียบเทียบเพียงความคุ้มค่าด้านเงินเดือน 15,000 บาท กับ 18,000 บาทเท่านั้นไม่ได้ ควรจะต้องดูเรื่องผลของงานด้วยเพราะหน้าที่ของ อสพ. ไม่น่าจะมีภาระที่หนีไปจาก อสม. มากนัก ควรนำเงินทยอยไปจ้างบรรจุพยาบาลวิชาชีพ ที่แม้จะได้จำนวนน้อยกว่าแต่ประสิทธิภาพอาจจะดีมากกว่า พร้อมยอมรับว่าตนยังกังวลถึงเรื่องความเชื่อมโยงทางการเมืองในการคัดเลือก อสพ. ด้วยเช่นกัน เพราะไม่มีอะไรรับรองได้เลยว่าเป็นการเลือกจากความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว และกังวลว่า อสพ. จะถูกกล่าวหาเป็นหัวคะแนนอาสาของนักการเมือง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป แม้ว่าในขั้นตอนแรกนี้จะยับยั้งไม่ได้ เพราะงบประมาณได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไปแล้ว และที่น่ากังวลคือ 100% ของอัตรา อสพ. ที่บรรจุไปแล้ว เป็นบุคคลที่จบปริญญาตรีทั่วไป 65% ปริญญาตรีที่เกี่ยวเนื่องกับการสาธารณสุข 27% และเป็นบุคลากรทางสาธารณสุขที่ผันตัวมาสมัครเพียง 7-8% ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 2/10/2569  ‘มธ.’ ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100% ปรับหลักสูตรใหญ่ ‘เน้นทำงานจริง’ พร้อมเปิด ‘Credit bank’ เอื้อเรียนจบไว เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงาน “Thammasat Open House 2026: Press Conference” ภายใต้แนวคิด “Thammasat Next Level for 2070+ : Learn Live Link” เพื่อประกาศทิศทางของการผลิตบัณฑิตของ มธ. ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งหลักสูตรใหม่ วิชาที่เท่าทันกับยุคสมัย กลไกการเรียนข้ามคณะ ตลอดจนระบบรับรองทักษะจากคอร์สระยะสั้น (Micro-credentials) และคลังหน่วยกิต (Credit bank) ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2570 นี้ พร้อมเผยกิจกรรมภายในงาน Thammasat Open House 2026 ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป คือ การทำให้บัณฑิตที่จบการศึกษาไปมีงานทำ 100% ท่ามกลางโลกที่มีความเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน และอาจทำให้ตำแหน่งงานหายไปหลายล้านตำแหน่ง ดังนั้น มธ. จึงมุ่งเน้นสร้างบัณฑิตที่มีทักษะแห่งอนาคต หรือ IMPACT ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลายพร้อมทำงานรวมกับคนทุกช่วงวัย (Interpersonal Skills) ความพร้อมทั้งด้านกายและใจ (Mindful Self-Development) การคิดวิเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์ (Progressive thinking) ความยืดหยุ่นที่พร้อมจะเผชิญกับความท้าทายและความล้มเหลว (Agility) การใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Competencies in Technologies) และความเป็นพลเมืองโลก และความรู้เท่าทันทางด้านการเงิน (Thrives in Global Citizenship and Financial Literacy) “ความรู้เป็นสิ่งที่มีวันหมดอายุ แต่สมรรถนะแห่งอนาคตเหล่านี้ คือ สิ่งที่ติดตัวไปตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน โดยจะช่วยให้นักศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในการทำงาน และการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต ด้วยเหตุนี้ มธ. จึงพยายามบ่มเพาะทักษะสมรรถนะเหล่านี้ให้กับบัณฑิตทุกคน” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาแล้ว ในปี 2570 นี้ มธ. จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ โดยจะทำให้เกือบทุกหลักสูตรระดับปริญญาตรีกว่า 290 หลักสูตร มีการเพิ่มสัดส่วนหน่วยกิตที่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential Learning) ให้มากขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้อยู่ที่ 3 หน่วยกิต จะเพิ่มเป็น 6 หน่วยกิต หรือบางหลักสูตรอาจเพิ่มไปถึง 12 หน่วยกิต ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้นักศึกษามีงานทำได้ง่ายขึ้น เพราะ ทางภาคธุรกิจเอกชนที่นักศึกษาเคยไปฝึกประสบการณ์อาจมีการตอบรับให้นักศึกษาได้เข้าทำงานเลย ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2570 มธ. จะมีเปิดตัวระบบคลังหน่วยกิตอย่างเป็นทางการด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก อย่างนักเรียนมัธยมศึกษา หรือผู้ที่สนใจ สามารถลงเรียนบางรายวิชาของธรรมศาสตร์ได้ทั้งในรูปแบบ E-Learning และออนไซต์ เพื่อเก็บสะสมเป็นหน่วยกิต และหากในอนาคตสนใจจะเข้ามาศึกษาที่ มธ. ไม่ว่าจะในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท ก็จะสามารถนำหน่วยกิตเหล่านั้นมาใช้เทียบโอนได้ เพื่อให้สามารถจบการศึกษาได้รวดเร็วขึ้น เช่น หากบางคนออกแบบการเรียนได้ดีอาจสามารถจบการศึกษาทั้งปริญญาตรี และปริญญาโทได้ภายในเวลา 3 - 5 ปี รศ. ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มธ. จะเป็นพื้นที่ของโอกาสสำหรับทุกๆ คน ในการมาค้นหาตัวเอง พร้อมกับการสร้างความพร้อมให้กับนักศึกษาในทุกๆ ด้านก่อนจะก้าวไปสู่โลกของการทำงาน โดยช่วงที่ผ่านมา มธ. มีการพลิกโฉมหลักสูตรค่อนข้างมาก ผ่านการเชิญภาคธุรกิจเอกชนมาร่วมพัฒนาหลักสูตร รวมถึงวิชาการศึกษาทั่วไป เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย ที่ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เป็นอาทิ ซึ่งรายวิชาเหล่านี้ทางผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนจะมาร่วมสอน และที่สำคัญคือ ร่วมรับนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์ต่อด้วย “ธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับภาคธุรกิจในการพัฒนารายวิชาการศึกษาทั่วไปเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เช่น รายวิชาเกี่ยวกับความรู้เท่าทันทางด้านการเงินและการลงทุนที่เป็นอีกทักษะสำคัญในปัจจุบัน ก็ได้ร่วมมือกับ บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือแม้กระทั่ง ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) แสนสิริ โดยวิชาเหล่านี้ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียน แต่ทุกคนสามารถเลือกเรียนตามความต้องการของทุกคนได้” รศ. ดร.ดำรงค์ กล่าว นอกจากนี้ ยังมีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนข้ามศาสตร์ในรายวิชาของคณะอื่นๆ ได้ ด้วย เช่น เลือกเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ ก็ไม่ใช่แค่จะมีเฉพาะวิชาด้านรัฐศาสตร์ให้ได้เลือกเรียน แต่นักศึกษาสามารถข้ามไปเรียนวิชาที่สนใจอื่นๆ อย่างด้านนิติศาสตร์ หรือด้านเภสัชศาสตร์ก็สามารถทำได้ โดยนักศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เลย ส่วนในด้านกิจกรรม มธ. ก็มีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกกำลังกาย ด้านการพัฒนาทักษะเฉพาะอย่างการเป็นพิธีกร การฝึกพูดในที่สาธารณะ และนอกจากกิจกรรมที่ประชาคมธรรมศาสตร์จัดขึ้นเองแล้ว ยังมีการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ในการนำโจทย์จริงจากภาคธุรกิจมาให้นักศึกษาได้ร่วมกันคิด และร่วมลงมือทำเป็นกลุ่ม ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่การเกิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง “ตอนนี้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน และจำกัดอยู่แค่เฉพาะกับอาจารย์เท่านั้น แต่อยู่ที่พี่ๆ ผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจเอกชน ฉะนั้น ปัจจุบันจึงเรียกได้ว่าพื้นที่ของธรรมศาสตร์เป็น Sandbox  ให้น้องๆ ได้มาทดลอง ทำผิดไม่เป็นไร ล้มเหลวไม่เป็นไร เพราะนั่นก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเรียนรู้” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุ รศ. นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงไฮไลท์สำคัญของงาน Thammasat Open House 2026 ว่า สำหรับงาน Open House ในปีนี้ ธรรมศาสตร์ จะมีการจัดงานหลัก 2 แห่ง คือ มธ. ศูนย์รังสิต และ มธ. ศูนย์พัทยา โดยแต่ละศูนย์จะมีกิจกรรมและจุดเน้นในเชิงรายละเอียดแตกต่างกัน โดยในส่วนงานที่ มธ. ศูนย์รังสิต จะมีการเปิดให้นักเรียนได้เข้ามาเยี่ยมชมได้ทุกคณะ และทุกสถานที่ ใน มธ. ว่ามีบรรยากาศการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัยอย่างไร เช่น หอพัก ห้องสมุด ลานกิจกรรม ฯลฯ รวมถึงจะมีการจัดกิจกรรมจำนวนมาก ทั้งการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้ามาทดลองเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงในแต่ละคณะ กิจกรรมชมรมต่างๆ การแสดงดนตรี และที่สำคัญจะมีกิจกรรมพิเศษที่ มธ. ได้ร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน ในการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้เสนอแนวคิด หรือโครงการ สินค้า หรือโมเดลทางธุรกิจ โดยจะมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ มาร่วมให้ข้อคิดเห็น และข้อมูลความรู้ พร้อมกับจะมีการออกใบรับรองเป็นประกาศนียบัตรให้นักเรียนนำไปใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอสำหรับยื่นเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อได้ด้วย ขณะที่ มธ. ศูนย์พัทยา จะมีกิจกรรมพิเศษในสายวิศวกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงในสายสุขศาสตร์ โดยจะมีการเปิดให้ได้เยี่ยมชมห้องผ่าตัด รวมถึงเครื่องมือเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่างๆ ที่ทันสมัย การเรียนการสอนต่างๆ เพื่อให้นักเรียน และผู้ที่สนใจได้รับประสบการณ์จริงจากศาสตร์นั้นๆ มากที่สุด เท่าที่ทำได้ “ขอเชิญชวนนักเรียน และผู้ที่สนใจทุกคน เข้าร่วมงาน Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์รังสิต ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 และ Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์พัทยา ในวันที่ 6 พ.ย. 2569 โดยครั้งนี้เป็นการจัดงานที่มีกิจกรรมจัดเต็มที่สุดมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ประโยชน์กลับไปทั้งในแง่ของความรู้ และข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจในการศึกษาต่อ รวมถึงในแง่ของความบันเทิงจากกิจกรรมต่างๆ ด้วย” รศ. นพ.พฤหัส กล่าว ที่มา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 1/10/2569 สธ.เสนอร่าง พ.ร.บ.อสม. 65 มาตรา ยกระดับสิทธิ-สวัสดิการ คุ้มครอง อสม. เดิม มีการเปิดเผยว่าเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนงานบริการสุขภาพ ลงนามในหนังสือถึงพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการเสนอร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พ.ศ. .... หนังสือระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มี 5 หมวด รวมบทเฉพาะกาล รวม 65 มาตรา สาระสำคัญมีดังนี้ ร่างกฎหมายกำหนดนิยามของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้ครอบคลุม 3 กลุ่ม คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร และอาสาสมัครสาธารณสุขอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด คุณสมบัติของผู้สมัครเป็น อสม. กำหนดให้อายุ 18 ถึง 65 ปี อ่านออกเขียนได้ มีชื่อในทะเบียนบ้านและอาศัยในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ผ่านการอบรมตามหลักสูตรมาตรฐาน และไม่อยู่ในฐานะข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการและพนักงานที่มีเงินเดือนประจำ เว้นแต่พนักงานรัฐวิสาหกิจตามที่ประกาศกำหนด ร่างกฎหมายเพิ่มสิทธิประโยชน์และสวัสดิการให้ อสม. หลายด้าน ด้านค่าตอบแทน กำหนดให้มีสิทธิได้รับค่าป่วยการและเบิกค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่เทียบเท่าข้าราชการระดับปฏิบัติการ ด้านการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิได้รับสวัสดิการค่าห้องและค่าอาหารพิเศษ และให้ครอบคลุมถึงคู่สมรสและบุตร ด้านการพัฒนาทักษะและเครื่องแต่งกาย ให้มีสิทธิเข้ารับการอบรมพัฒนาสมรรถนะ มีเครื่องแบบ ตราสัญลักษณ์ และมีสิทธิเข้ารับการศึกษาอบรมในสถาบันการศึกษา ด้านการรวมกลุ่มและกองทุน ให้มีการรวมกลุ่มเป็นชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ และจัดตั้งกองทุนในกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเพื่อดูแล เยียวยา และดูแลกิจการ อสม. โดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน สิทธิอื่น เช่น การใช้บัตรประจำตัว Smart Card รับส่วนลดหรือสิทธิพิเศษ และการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร่างกฎหมายกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนในการเป็นแกนนำสุขภาพชุมชน การเฝ้าระวังโรค และการให้บริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน และกำหนดจรรยาบรรณให้ อสม. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ บทเฉพาะกาลกำหนดให้ผู้ที่เป็น อสม. อยู่ก่อนวันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ ได้รับการยกเว้นเงื่อนไขเรื่องอายุและคุณสมบัติบางประการ และให้ถือว่าเป็น อสม. ตามกฎหมายฉบับใหม่ทันที เพื่อให้การทำงานในพื้นที่ต่อเนื่อง ขั้นตอนต่อไป กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลงนาม และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ที่มา: Hfocus, 1/10/2569  สส.พรรคประชาชนตั้งกระทู้ถามปัญหาลูกจ้างซับคอนแทรค รมว.แรงงานย้ำตรวจสัญญาจ้างเชิงรุก ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 1 ต.ค. 2569 เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามทั่วไปต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถึงปัญหาลูกจ้างรับเหมาแรงงาน หรือซับคอนแทรค เซียระบุว่า รูปแบบการจ้างงานซับคอนแทรคปัจจุบันมีการทำสัญญาระยะสั้นซ้ำ จากเดิมปีต่อปี ลดเหลือ 6 เดือน หรือ 3 เดือนครั้ง การทำสัญญาแบบนี้เปิดช่องให้นายจ้างอ้างว่าเป็นสัญญาใหม่เพื่อตัดอายุงาน ทั้งที่ลูกจ้างยังทำงานในสายการผลิตเดิม สถานประกอบการเดิม และร่วมงานกับเพื่อนกลุ่มเดิม แต่ได้รับค่าจ้าง สวัสดิการ และโบนัสต่ำกว่าลูกจ้างประจำ ทั้งที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 กำหนดให้ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เซียยกตัวอย่างกรณีลูกจ้างหญิงซับคอนแทรคในจังหวัดระยอง ทำงานต่อเนื่องมา 3 ปี เมื่อตั้งครรภ์ถูกนายจ้างปฏิเสธการต่อสัญญาและเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และยกตัวอย่างกรณีแม่บ้านในรัฐสภาที่ต้องเจอกับสัญญาปีต่อปีจนขาดความมั่นคง และถามว่ากระทรวงแรงงานได้นำข้อมูลแบบแสดงสภาพการจ้าง คร.11 มาวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อสุ่มตรวจเชิงรุกหรือไม่ ด้านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่าระบบการจ้างงานซับคอนแทรคเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิแรงงานได้ง่าย แม้ในทางเศรษฐกิจจะมีความจำเป็นเรื่องความยืดหยุ่นในบางอุตสาหกรรม จุลพันธ์เปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่แจ้งข้อมูลระบบซับคอนแทรคผ่านแบบ คร.11 ในระบบ e-Service จำนวน 1,841 แห่ง คิดเป็นลูกจ้างกว่า 180,000 คน รอบปีงบประมาณ 2569 มีการสุ่มตรวจสถานประกอบการ 1,400 แห่ง พบว่ามีการจ้างงานผ่านซับคอนแทรคอย่างถูกต้อง 895 แห่ง อีกกว่า 500 แห่งพบปัญหาการจ่ายค่าตอบแทนไม่ตรงตามกฎหมาย จึงสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้อง หากสถานประกอบการใดไม่ปฏิบัติตาม ให้นำเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี เปรียบเทียบปรับ และร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานระบุว่าจะไม่พึ่งพาเพียงข้อมูลจากแบบ คร.11 ที่นายจ้างยื่นฝ่ายเดียว จะสั่งให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนำเอกสารสัญญาจ้างและสวัสดิการมาเปรียบเทียบเพื่อตรวจสอบเชิงรุก และเพิ่มการรับเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1506 และระบบ Traffy Fondue แรงงาน เพื่อแก้ไขปัญหาและคุ้มครองสิทธิให้ลูกจ้างซับคอนแทรคต่อไป ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 1/10/2569  กสศ. จับมือ สอศ.-ธนาคารโลก เซ็น MOU 5 ปี ยกระดับอาชีวะไทย ป้อนแรงงานตรงใจตลาด 1 ตุลาคม 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และธนาคารโลก จัดเวที High-level Policy Forum: “Unlocking Thailand’s Future: Transforming Education and Training to Drive Productivity, Innovation, and Growth” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองต่อสถานการณ์ความท้าทายด้านทักษะ และค้นหาแนวทางและนโยบาย รวมถึงบทบาทความร่วมมือของรัฐและเอกชนในการพัฒนาแรงงานอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง และสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมรับฟังเสียงจากคนหลากหลายช่วงวัยต่อทิศทางการพัฒนาทักษะ การมีงานทำ และการสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนนำเสนอแนวทางและมาตรการเชิงนโยบายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยความร่วมมือสำคัญที่เกิดขึ้นภายในงานครั้งนี้ คือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และธนาคารโลก ในการร่วมยกระดับระบบอาชีวศึกษาไทย ให้สามารถพัฒนากำลังคนได้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานและความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้ง 3 หน่วยงานได้ร่วมลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือระยะ 5 ปี เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาและการฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษา โดยมุ่งพัฒนาทั้งทักษะพื้นฐานของผู้เรียนและผู้สอน ควบคู่กับการเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ความร่วมมือดังกล่าวให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล องค์ความรู้ และหลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นฐานในการพัฒนานโยบายและแนวปฏิบัติ เพื่อให้การยกระดับระบบอาชีวศึกษาสามารถนำไปใช้ได้จริง และต่อยอดขยายผลในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 1/10/2569  ธปท.ประเมินน้ำท่วมฉุดจีดีพีหาย 0.03-0.1% ห่วงประชาชนหนี้เพิ่ม น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขระนี้ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่จบ ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่เบื้องต้นมีการประเมินว่าน้ำท่วมรอบนี้จะฉุดจีดีพีในช่วงประมาณ 0.03-0.1% และยอมรับว่า ปัญหาภาระหนี้สินของประชาชนต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน ธปท.ได้กำชับให้สถาบันการเงินเร่งดูแลลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว รวมถึงรวมมาตรการความช่วยเหลือลูกหนี้ด้านการเงินไว้บนเว็บไซต์ของ ธปท.ด้วย ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีมวลน้ำใหญ่เพิ่มเติม อาจส่งผลกระทบมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยประเมินผลกระทบแยกรายภาคเศรษฐกิจ พบว่า ภาคบริการ ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากระบบการขนส่ง การกระจายสินค้า ร้านค้าปลีกและค้าส่ง รวมถึงสต็อกสินค้าที่ได้รับความเสียหาย ภาคการก่อสร้าง การก่อสร้างในเขตประสบภัยต้องหยุดชั่วคราว รวมถึงภาคการท่องเที่ยว แม้ปัจจุบันยังได้รับผลกระทบในวงจำกัด แต่หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นหรือยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในวงกว้าง หลังจากนี้เมื่อปริมาณน้ำลดลงจะมีภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมซ้ำเติมปัญหากำลังซื้อของประชาชน จึงมีความกังวลต่อภาระหนี้สินและความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนและเอสเอ็มอี ซึ่งมีความเปราะบางอยู่แล้ว โดยบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัวและการแก้ไขสถานการณ์ในระยะถัดไป และหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย ที่มา: สำนักข่าวไทย, 30/9/2569  การบินไทยยันแรงงานเหลือไม่ถึง 50% เพราะติดน้ำท่วม ทำกระเป๋าตกค้าง  นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวชี้แจงปัญหาการให้บริการเที่ยวบินและสัมภาระตกค้างภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยยอมรับว่าในช่วง 3 วันที่ผ่านมาคือตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2569 เที่ยวบินเข้าออก กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต ทำให้เที่ยวบินล่าช้าเกือบทั้งหมด มีตรงเวลาไม่ถึง 3% โดย การบินไทยเริ่มปรับลดจำนวนเที่ยวบินที่ออกจากกรุงเทพฯ จากเดิมกว่า 110 เที่ยวบินต่อวัน ลงประมาณ 30 เที่ยวบิน หรือราว 30% เพื่อเร่งลดภาระการปฏิบัติการและทำให้เที่ยวบินที่เหลือกลับมาให้บริการได้ตรงเวลามากขึ้น รวมทั้งประสานผู้ให้บริการภาคพื้นรายอื่นเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงาน โดย ฝ่ายบริหารบริษัทฯ ได้ประชุมแผนรองรับผลกระทบภาวะน้ำท่วมกทม. ปริมณฑลและได้จัดเตรียมบุคลากรแรงงานไว้ ว่าจะทำได้ประมาณ 80% ของกำลังการผลิตปกติ แต่เหตุที่เกิดขึ้นมากกว่าการคาดการณ์ของบริษัทฯ ทำให้กำลังการผลิตทำได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ แรงงานมี 2 ส่วน คือแรงงานที่ต้องมี Skill คือมีความสามารถพิเศษเฉพาะ ต้องมีใบอนุญาตเพื่อบริหารจัดการจัดการอุปกรณ์ และแรงงานทั่วไป ซึ่งแต่ละประเภทจะกำหนดจำนวนไว้ นายชายกล่าวว่า สาเหตุสำคัญมาจากปัญหากำลังคน โดยเฉพาะแรงงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ เช่น Load Master ซึ่งปกติควรมีประมาณ 45 คน แต่ขณะนี้มีเพียงประมาณ 20 คน ขณะที่แรงงานภาคพื้นบางประเภทซึ่งต้องใช้ในการขนย้ายสัมภาระมีประมาณ 200-300 คน จากความต้องการมากกว่า 500 คน “คนทำงานเหล่านั้น ส่วนใหญ่พักอยู่รอบสนามบิน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ค่อนข้างมากอยู่ในตรอกซอย ซอย น้ำไม่ลด เขาไม่ยอมออกมา เราได้นำรถทหารยกสูง เข้าไปรับถึงบ้าน โดยให้ฝ่ายบริหารไปติดต่อเพื่อขอให้ออกมาทำงาน แต่ทำได้ระดับหนึ่ง เพราะบางคนยังห่วงบ้านและครอบครัว ที่ถูกน้ำท่วมสูง ฝ่ายบริหารต้องทำทุกวิธี ดึงพนักงานกลับมาทำงาน” การบินไทยเร่งดึงพนักงานที่มีใบอนุญาตและทักษะเฉพาะกลับเข้ามาปฏิบัติงาน พร้อมเพิ่มค่าตอบแทนและสิ่งจูงใจ รวมทั้งนำพนักงานจากสำนักงานใหญ่เข้ามาช่วยงานหน้างาน วันนี้ ได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากกองทัพอากาศและกระทรวงกลาโหมประมาณ 100 นาย เพื่อช่วยบริหารจัดการสัมภาระ สำหรับสัมภาระตกค้างภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีประมาณ 5,600 ใบ การบินไทย เร่งเคลื่อนย้ายสัมภาระออกจากพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อไม่ให้กระเป๋าของเที่ยวบินใหม่ปะปนกับสัมภาระตกค้างเดิม ตั้งเป้า ใช้เวลาอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อเร่งเคลียร์สัมภาระที่ตกค้างถึงผู้โดยสาร โดยจัดพื้นที่ ให้ผู้โดยสารสามารถติดต่อรับกระเป๋าด้วยตัวเอง พร้อมแบ่งพื้นที่ตามวันเดินทางและจัดระบบตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารกับแท็กกระเป๋า โดยสารที่เดินทางในวันที่ 26-27 กันยายน สามารถตรวจสอบรายชื่อเที่ยวบินและกระเป๋าที่พร้อมรับได้ผ่านช่องทางของการบินไทย โดยจุดรับกระเป๋าอยู่บริเวณอาคารผู้โดยสาร ประตู 1 ชั้น 2 ขณะเดียวกันจะจัดส่งกระเป๋าที่เหลือไปยังผู้โดยสารตามข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ ขณะนี้มีผู้ประกอบการ 3 รายเข้ามาช่วยจัดส่งสัมภาระ ได้แก่ ผู้ให้บริการเดิม 2 ราย และไปรษณีย์ไทย ซึ่งทอท.ช่วยประสานเข้ามาสนับสนุน ส่วน สินค้าในคาร์โก้ เกิดปัญหา ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้า ไม่สามารถมารับสินค้าได้ มีสินค้าตกค้าง และปัญหาเพิ่มขึ้นเมื่อ แรงงานก็ไม่มา ทำให้ในคาร์โก้ มีสินค้าล้น บางส่วนคาอยู่บอุปกรณ์ลากจากเครื่องบิน ตอนนี้พยายามประสานงานกับคาร์โก้ ให้ลูกค้ามารับออกไปให้เร็ว เพื่อทำให้ในคลังมีพื้นที่ว่าง นายชายยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีประเด็นการเมือง และไม่ได้เกิดจากพนักงานประท้วงหรือพนักงานเอาต์ซอร์ส หยุดงานแต่อย่างไร เรื่องนี้เป็นปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคพื้น โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ เกิดจากน้ำท่วม ซึ่งรุนแรงกว่าที่บริษัทประเมินไว้ ยืนยัน ฝ่ายบริหารทุกคน ช่วยกันแก้ไขเต็มที่ ส่วนที่มีคำถามคือ ทำไมสายการบินอื่น จึงไม่มีผลกระทบ หรือมีผลกระทบน้อยนายชายกล่าวว่า เพราะการบินไทยมีกรุงเทพฯ เป็นฐานการผลิต ทำให้ทุกกิจกรรมด้านการบินและการจัดการสัมภาระ ต้องดำเนินการที่สุวรรณภูมิ แตกต่างจากสายการบินอื่นที่สามารถจัดการสัมภาระและกิจกรรมภาคพื้น ได้ตั้งแต่ต้นทาง จึงทำให้การบินไทยได้รับผลกระทบมากกว่าเมื่อกำลังการผลิตภาคพื้นไม่เพียงพอ พร้อมยอมรับว่า การบินไทยเป็นสายการบินที่มีกรุงเทพฯ เป็นฐานการผลิต ทำให้กิจกรรมด้านการบินและการจัดการสัมภาระจำนวนมากต้องดำเนินการที่สุวรรณภูมิ แตกต่างจากสายการบินอื่นที่สามารถจัดการสัมภาระและกิจกรรมภาคพื้นได้ตั้งแต่ต้นทาง จึงทำให้การบินไทยได้รับผลกระทบมากกว่าเมื่อกำลังการผลิตภาคพื้นไม่เพียงพอ ทั้งนี้ การบินไทยยืนยันว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาหน้างาน พร้อมเพิ่มกำลังคนและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด “ได้รายงานบอร์ด การบินไทย เป็นระยะ แต่ต้องบอกว่า วันนี้ปัญหาอยู่ที่หน้างาน ไม่ใช่ปัญหานโยบาย เป็นเรื่อง Operation ส่วนการสนับสนุนการเงินให้บุคลากรแรงงานนั้นไม่อั้น แต่วันนี้เป็นปัญหาเพราะคนทำงานระดับล่างที่ไม่สามารถออกมาทำงานได้ ผมขอโทษอีกครั้งและ ยืนยัน ฝ่านบริหารไม่นิ่งนอนใจ ผมอยู่ที่สนามบินมา 3 วัน ไม่นิ่งนอนใจ พยายามให้ข้อมูล ผู้โดยสาร สื่อมวลชนมากที่สุด” ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 29/9/2569  มจธ. ปิดโครงการ HigherEd for PWD รุ่น 2 อบรมคนพิการ 370 คน มีงานทำทันทีหลังจบกว่า 81% ยอดสะสมรวม 670 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา รวม 9 แห่ง จัดพิธีปิด "โครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. HigherEd for PWD (พ.ศ. 2568-2569)" ณ ห้องประชุม BRI 224 อาคารวิจัยและนวัตกรรมกระบวนการชีวภาพ มจธ. บางขุนเทียน โดยโครงการได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มี รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เป็นประธานกล่าวปิดโครงการ และ ดร.อรกัญญาณี เลี้ยงอิสสระ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มจธ. กล่าวรายงานผลสัมฤทธิ์ พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยเครือข่ายทั้ง 9 แห่งเข้าร่วม รศ.ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมคนพิการในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการพัฒนาทักษะทางวิชาการและอาชีพให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของตลาด พร้อมส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาเป็นกลไกสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการใช้สิทธิตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แทนการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามมาตรา 34 เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานคนพิการอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ มจธ. ดำเนินกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพให้คนพิการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 โดยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพเครือข่าย สนับสนุนองค์ความรู้ จัดอบรมผู้จัดการโครงการและผู้อำนวยความสะดวกในลักษณะ Train the Trainer ครอบคลุมการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร การคัดเลือกคนพิการ การประเมินผล และการจับคู่คนพิการกับสถานประกอบการหรือส่งเสริมอาชีพอิสระ รวมถึงติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของสถาบันเครือข่าย สำหรับโครงการรุ่นที่ 2 นี้ เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมอบรมและฝึกงาน 370 คน เมื่อรวมกับรุ่นที่ 1 เป็น 670 คน โดยมีหลักสูตร 12 หลักสูตร เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่ 1 ที่มี 4 หลักสูตร ได้แก่ เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน (มจธ. 20 คน และ มอ. 20 คน) ซ่อมบำรุงและดัดแปลงรถเข็นสามล้อมือโยกติดมอเตอร์ไฟฟ้า (มจธ. จ.สระแก้ว 20 คน) นักพัฒนาธุรกิจวิสาหกิจชุมชน (มจธ. 20 คน) เกษตรเทคโนโลยี (มจธ. ราชบุรี 20 คน) นักสื่อสารดิจิทัล (สจล. 50 คน) ประกอบอาหารไทย (มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี 30 คน) พัฒนาทักษะอาชีพในจังหวัดขอนแก่น (มข. 80 คน) แปรรูปสมุนไพรและของที่ระลึกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น (มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 30 คน) แปรรูปสมุนไพรด้วยเทคโนโลยี (มทร.สุวรรณภูมิ 30 คน) แปรรูปผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก (มทร.พระนคร 20 คน) และผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากผ้าลายอัตลักษณ์เพชรบุรี (มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 30 คน) ดร.อรกัญญาณี กล่าวว่า โครงการประสบความสำเร็จสูง คนพิการเรียนจบหลักสูตร 100% และมีงานทำทันทีหลังเรียนจบ 81.62% มีรายได้รายวันประมาณ 330-340 บาท และเงินเดือนประมาณ 10,000-12,000 บาท ขณะที่บางส่วนนำทักษะไปประกอบอาชีพอิสระหรืออาชีพเสริม เช่น นักแสดง งานกราฟิก การผลิตหุ่นฟิกเกอร์ งานค้าขาย งานประกอบอาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มอาชีพเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า โครงการเปิดเว็บไซต์ www.ableyou.org เป็นแพลตฟอร์มรับข้อมูลความต้องการจากนายจ้าง สรรหาคนพิการที่เหมาะสมเพื่อ Upskill และ Reskill และส่งต่อเข้าตลาดแรงงานผ่านกิจกรรม Career Connect โดยเน้นให้เรียนและทำงานใกล้บ้าน ลดภาระค่าเดินทาง เพิ่มโอกาสครองงานระยะยาว พร้อมบูรณาการเทคโนโลยีการเกษตร หุ่นยนต์ และ AI เข้าสู่หลักสูตร ทั้งนี้ โครงการได้รับความร่วมมือจากจัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่มา: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.), 29/9/2569 สปส. เปิดทางเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ถึง 30 ก.ย.นี้ สำนักงานประกันสังคมขอให้นายจ้างและผู้ประกันตนตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่เลือกตั้งของตนเอง หลังมีการเลื่อนการเลือกตั้งบอร์ดสำนักงานประกันสังคมจากสถานการณ์อุทกภัย โดยผู้ที่มีสิทธิแต่ไม่ปรากฏชื่อ หรือไม่พบข้อมูลสถานที่เลือกตั้ง สามารถดำเนินการเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อได้ภายในกรอบเวลาที่สำนักงานกำหนด ผู้มีสิทธิสามารถตรวจสอบข้อมูลรายชื่อและสถานที่เลือกตั้งได้ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม https://www.sso.go.th/ รวมถึงระบบ e-Service สำหรับนายจ้าง และ e-Self Service สำหรับผู้ประกันตน ตลอดจนแอปพลิเคชัน SSO Plus และ LINE @ssothai หรือสอบถามได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ สำหรับระบบตรวจสอบสิทธิของสำนักงานประกันสังคม ผู้มีสิทธิสามารถกรอกข้อมูลเพื่อค้นหารายชื่อและสถานที่ใช้สิทธิ โดยระบบจะแสดงสถานที่เลือกตั้งและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สปส.แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งก่อนถึงวันเลือกตั้ง เนื่องจากมีการปรับปรุงสถานที่เลือกตั้งในบางพื้นที่ด้วย หากตรวจสอบแล้วพบว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิ แต่ไม่ปรากฏชื่อในระบบ หรือไม่พบสถานที่เลือกตั้ง สามารถยื่นความประสงค์ เพิ่มชื่อ–ถอนชื่อ ได้ โดยในวันที่ 28–30 ก.ย.2569 สามารถติดต่อสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศในวันและเวลาราชการ นอกจากนี้ ยังสามารถสอบถามผ่านหมายเลข 0-2956-2929 ของศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน (ศอ.ลต.) รวมถึงสายด่วน 1506 กด 9 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และช่องทาง LINE @ssothai ส่วนผู้ที่ต้องการยื่นเพิ่มชื่อ–ถอนชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถดำเนินการได้ในวันที่ 29–30 ก.ย.2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม แอปพลิเคชัน SSO Plus และ LINE @ssothai สำหรับผู้ที่ไม่เคยแจ้งความประสงค์เลือกสถานที่เลือกตั้ง สำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้กำหนดสถานที่เลือกตั้ง โดย ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ นายจ้าง จะใช้ข้อมูลที่ตั้งของสถานประกอบการเป็นหลัก ขณะที่ ผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 จะใช้ข้อมูลที่อยู่ที่แจ้งไว้กับสำนักงานประกันสังคม ดังนั้น ผู้มีสิทธิควรตรวจสอบทั้งชื่อของตนเองและสถานที่เลือกตั้งให้ถูกต้อง หากข้อมูลไม่ตรงหรือไม่พบข้อมูล ควรรีบดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการใช้สิทธิ สำนักงานประกันสังคมขอให้นายจ้างและผู้ประกันตนตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการยื่นคำร้องภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความถูกต้อง และเป็นการรักษาสิทธิของผู้มีสิทธิแต่ละคน สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับประกาศ รายชื่อผู้มีสิทธิ สถานที่เลือกตั้ง และระเบียบต่าง ๆ สามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม ขณะที่ระบบตรวจสอบสิทธิของ สปส. ระบุให้ผู้มีสิทธิไปใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งตามสถานที่ที่ระบบกำหนด เนื่องจากบัญชีรายชื่อถูกจัดแยกตามหน่วยเลือกตั้ง ที่มา: ไทยพีบีเอส, 28/9/2569  ภาคีเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพ เสนอ กมธ.สาธารณสุข สภาฯ ปรับเพิ่มค่าตอบแทน พ.ต.ส. จาก 1,000-2,000 บาท เป็น 4,000-10,000 บาท เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2569 ภาคีเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้านำเสนอข้อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมี พว.ชัญญรัส สุนทรา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองหอย อ.เมือง จ.ยโสธร, พว.จักรินทร์ เคนรัง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองสังข์ อ.แก่งคร้อ จ.ชัยภูมิ, พว.ปรางค์ บัวทองคำวิเศษ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งม่าน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย และ ดร.พว.โชติธนินท์ เลิศนิติธำรงรัฐ พยาบาลวิชาชีพเชี่ยวชาญ เป็นผู้นำเสนอข้อมูล ภาคีเครือข่ายที่ร่วมจัดทำข้อเสนอประกอบด้วย อาทิ พว.ชลสินธิ์ ศรีลาศักดิ์ รพ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา, พว.อัจฉราวดี ศรีสถิตย์นรากูร โรงพยาบาลปทุมธานี, พว.อุไรวรรณ ฐิติวัฒนากูล ประธานชมรมพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งประเทศไทย, อาจารย์วุฒิชัย สมกิจ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก, พว.งามจิต พระเนตร จ.สิงห์บุรี, พว.ปราณี มหาบุญปิติ โรงพยาบาลท่ายาง จ.เพชรบุรี, พว.ชนัญญา ชงัดเวช โรงพยาบาลหาดใหญ่ และ พว.เกษสุดาพร แป้นทอง โรงพยาบาลไชโย จ.อ่างทอง เป็นต้น ภาคีเครือข่ายฯ ระบุว่า อัตราเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข สายงานพยาบาลวิชาชีพ (พ.ต.ส.) ในปัจจุบันอยู่ที่ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน โดยใช้อัตราดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2548 ขณะที่ภาระงาน ความรับผิดชอบ ความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน และทักษะที่ต้องใช้ในการทำงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ค่าตอบแทนดังกล่าวจึงไม่สะท้อนถึงมูลค่าของงานและความรับผิดชอบที่แท้จริง และไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน ในการนำเสนอข้อมูลประกอบการพิจารณา ภาคีเครือข่ายฯ ยกตัวอย่างบริบทของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ที่มีหน่วยบริการทั่วประเทศมากกว่า 9,787 แห่ง ประชาชนเข้าถึงบริการปฐมภูมิร้อยละ 80 โดยมีภาระงานที่พยาบาลต้องรับผิดชอบประชาชนเฉลี่ย 5,000-8,000 คน ต่อพยาบาล 1 คน ขณะที่ผู้มาใช้บริการระบบหลักประกันสุขภาพในปี 2568 มีจำนวน 192 ล้านครั้ง และมีข้อมูลอัตราการลาออกของบุคลากรสาธารณสุขในปี 2565 จำนวน 4,505 คน ภาระงานของพยาบาลปฐมภูมิต้องรับผิดชอบหลายบทบาท ทั้งการดูแลผู้ป่วย การส่งเสริมสุขภาพ งานวิชาการสาธารณสุข งานบริหาร การเยี่ยมบ้าน การดูแลต่อเนื่อง งานเอกสารและรายงาน การเฝ้าระวังโรคในชุมชน การปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล การเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่และโรคระบาด ตลอดจนการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังและการตัดสินใจทางคลินิกและสาธารณสุขด้วยตนเอง ซึ่งต้องใช้ความรู้หลายด้านและการดูแลผู้ป่วยระยะยาว ภาคีเครือข่ายฯ จึงเสนอให้ปรับปรุงค่าตอบแทน พ.ต.ส. ให้สอดคล้องกับภาระงาน ความยุ่งยากซับซ้อนของงาน ความเสี่ยง อัตราการลาออก และการใช้สมรรถนะขั้นสูงในการปฏิบัติงาน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามระเบียบเดิมของสำนักงาน ก.พ. ในอัตรา 4,000-10,000 บาท ทั้งนี้ ภายหลังการนำเสนอข้อมูล คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงค่าตอบแทน พ.ต.ส. ควรดำเนินการที่กระทรวงสาธารณสุข โดยควรหารือกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อปรับปรุงอัตราเงินเพิ่มให้มีความเหมาะสม ที่มา: Hfocus, 28/9/2569 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 04/10/2026
'หอพักอ่างแก้ว' เตรียมเหลือแต่ตอ มช. ปิดถนน เริ่มการรื้อถอน พบนำเครื่องจักรเข้าตอนตี 3
dlvr.it
'หอพักอ่างแก้ว' เตรียมเหลือแต่ตอ มช. ปิดถนน เริ่มการรื้อถอน พบนำเครื่องจักรเข้าตอนตี 3
'หอพักอ่างแก้ว' เตรียมเหลือแต่ตอ มช. ปิดถนน เริ่มการรื้อถอน พบนำเครื่องจักรเข้าตอนตี 3 ภาพจาก ประชาคมมอชอ - Community of MorChor และ SAAP 24:7 Pazzle Sun, 2026-10-04 - 11:11 มช. เอาจริงลงมือทุบอาคาร "หอพักอ่างแก้ว" มีการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าทุบตัวอาคารบางส่วนแล้ว นักศึกษาพบมีการนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่เวลาประมาณตี 3 ของเมื่อคืน และทำการทุบรื้อถอนในเช้านี้     4 ต.ค. 2569 เพจประชาคมมอชอ - Community of MorChor และกลุ่มนักศึกษา SAAP 24:7  รายงานขณะนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เริ่มทำการรื้อถอนอาคาร "หอพักอ่างแก้ว" โดยมีการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าทุบตัวอาคารบางส่วนแล้ว และมีการล้อมรั้วบริเวณถนนทางเข้าหอพักอ่างแก้วอย่างแน่นหนา มีเจ้าหน้าที่ รปภ และตำรวจเฝ้าสังเกตการณ์รอบพื้นที่ โดยนักศึกษากลุ่ม SAAP 24:7 ระบุว่า เมื่อกลางคืนที่ผ่านมานักศึกษาที่เข้าไปภายในบริเวณ มช. พบว่าได้มีการปิดถนนรอบหอพักอ่างแก้วและมีการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไปภายในหอพักอ่างแก้วเวลาประมาณตี 3 โดยนักศึกษาได้พยายามติดต่ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. เพื่อสอบถาม แต่ติดต่อไม่ได้ ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักศึกษา ประชาชน สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอีกหลายฝ่ายได้รวมตัวกัน #Saveหอพักอ่างแก้ว #Saveแฟลตฝายหิน เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทบทวนแผนรื้อถอน “หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน” เนื่องจากทาง มช. มีแผนการทุบทำลายอาคารทั้งสองเพื่อปรับปรุงพื้นที่ ขณะที่มีนักศึกษาและประชาชนที่ทราบข่าวและไม่เห็นด้วยกับการรื้อถอนอาคารได้เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยอนุรักษ์ตัวอาคารที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์นี้ไว้ ก่อนหน้านี้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ก็ได้มีการยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง มช. แสดงจุดยืนคัดค้านการรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้วโดยเห็นว่าหอพักอ่างแก้วเป็นมรดกสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นอันทรงคุณค่าอาคารหนึ่งในหลายๆอาคารในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ได้รับการออกแบบอย่างดี โดยอาจารย์อมร ศรีวงศ์ ซึ่งเป็นสถาปนิกผู้มีบทบาทและมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทยจากการออกแบบผลงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและทรงคุณค่าทั้งด้านความงามและเทคนิคการก่อสร้างที่ยากที่จะทำซ้ำในยุคปัจจุบัน ทางสมาคมสถาปนิกสยามฯ ยินดีให้ความร่วมมือและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางวิชาการด้านการอนุรักษ์และการปรับประโยชน์ใช้สอย (Adaptive Reuse) เพื่อร่วมศึกษา ประเมินคุณค่า และหารือแนวทางที่เหมาะสมในการอนุรักษ์หอพักอ่างแก้ว รวมถึงอาคารเก่าหรืออาคารที่มีความสำคัญทางสถาปัตยกรรมอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้การพัฒนาและการอนุรักษ์สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างเหมาะสม             * ข่าว * สังคม * การศึกษา
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 04/10/2026
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน
dlvr.it
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน auser15 Sun, 2026-10-04 - 11:04 เปิดรับฟังความเห็นร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' กับคณะเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร มีสาระสำคัญคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนในอัตรา 2% ของภาษีสุราและยาสูบ และให้กองทุนรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ผู้เสนออ้างว่ากฎหมายเดิมขัดหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ ร่างนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่าง 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม 2569 - พรรคภูมิใจไทยระบุ ไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร "สสส.-กองทุนผู้สูงอายุ-กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ-ไทยพีบีเอส" แค่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แฟ้มภาพประชาไท 4 คุลาคม 2569 รัฐสภาเปิดระบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 และกำหนดปิดรับฟังวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผู้เสนอร่างคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่างนี้จัดเป็นร่างการเงิน สำหรับสาระของร่างกฎหมาย ร่างนี้แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 รวม 2 เรื่อง เรื่องแรกคือแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุนตามมาตรา 6 เรื่องที่สองคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้จากภาษีสุราและยาสูบ มาตรา 6 ของกฎหมายเดิมระบุว่ากองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน 6 แหล่ง ร่างนี้แก้ไข 2 แหล่ง แหล่งแรกคือข้อ (1) เดิมเป็นเงินบำรุงกองทุนที่เก็บตามมาตรา 11 ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี" แหล่งที่สองคือข้อ (3) เดิมเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ส่วนแหล่งเงินอื่นไม่เปลี่ยน ได้แก่ เงินอุดหนุนจากเอกชนและต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมและรายได้จากการดำเนินการ และดอกผลของกองทุน ร่างมาตรา 5 ให้ยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ของกฎหมายเดิม มาตรา 11 ให้กองทุนเก็บเงินบำรุงจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 2% ของภาษีที่เก็บได้ มาตรา 12 ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเก็บเงินนี้ส่งให้กองทุนโดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และให้ถือเป็นภาษีแต่ไม่นำไปรวมคำนวณมูลค่าภาษี มาตรา 13 กำหนดให้ผู้เสียภาษีส่งเงินบำรุงพร้อมการชำระภาษี มาตรา 14 ให้ผู้ที่ได้รับยกเว้นหรือคืนภาษีได้รับยกเว้นหรือคืนเงินบำรุงด้วย มาตรา 15 กำหนดเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนสำหรับผู้ที่ส่งเงินล่าช้าหรือไม่ครบ โดยเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินบำรุง ร่างมาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป บันทึกหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ฯ ระบุว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะการเงินการคลังของรัฐมั่นคงอย่างยั่งยืน มาตรา 26 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ห้ามเสนอกฎหมายที่ให้เก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มจากที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้นหรือเพื่อกิจการใดโดยเฉพาะ ข้อห้ามนี้มีข้อยกเว้นสำหรับการเก็บเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 82 ของกฎหมายฉบับเดียวกันยกเว้นไม่ให้ใช้มาตรา 26 กับกฎหมายเก่าที่มีผลบังคับอยู่ก่อนกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะใช้บังคับ ผู้เสนอระบุว่าบทบัญญัตินี้ใช้เฉพาะกาล จึงควรยกเลิกกฎหมายที่ขัดกับหลักวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะกฎหมายที่ให้นำเงินจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบเป็นเงินบำรุงโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับผู้เกี่ยวข้องโดยตรงคือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อมมี 6 กลุ่ม ได้แก่ กระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงบประมาณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และภาคีเครือข่ายที่ได้รับเงินจัดสรรจากกองทุน ภาคีเครือข่ายประกอบด้วยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมอนามัย กรมควบคุมโรค และกรมสุขภาพจิต กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงานและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันการศึกษาและโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ รวมถึงองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนผู้เกี่ยวข้องทั่วไปคือประชาชน ทั้งนี้มีการกำหนดประเด็นรับฟัง 4 ข้อ ข้อแรกให้ประชาชนแสดงความเห็นต่อการแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุน ทั้งการยกเลิกเงินบำรุง 2% ที่เก็บจากภาษีสุราและยาสูบ เพื่อใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน และการแก้ "เงินอุดหนุนจากรัฐบาล" เป็น "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ข้อสองให้ความเห็นต่อการยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ข้อสามให้ความเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันมีปัญหา อุปสรรค หรือผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร และร่างนี้แก้ปัญหาเหล่านั้นได้เพียงใด ข้อสุดท้ายเปิดให้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ประชาชนร่วมแสดงความเห็นได้ที่ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=632 พรรคภูมิใจไทยระบุไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่า ขณะเดียวกัน พบว่าในการประชุมวุฒิสภาสัปดาห์หน้า (วันที่ 6 ต.ค.) มีการบรรจุระเบียบวาระกระทู้ถามเป็นหนังสือของนายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว.บุรีรัมย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่ตั้งกระทู้ถามนายกฯ เกี่ยวกับเรื่องมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ สสส. ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 โดยเฉพาะประเด็นการนำเงินกองทุนไปหาผลประโยชน์ โดยระบุว่า การตีความถ้อยคำว่าหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน สำหรับหน่วยงานพิเศษ  ซึ่งมีที่มาของงบประมาณ คือเงินภาษีจัดสรร จากภาษีสุราและยาสูบจะต้องถูกตีความอย่างเคร่งครัดให้มีความหมายจำกัดครอบคลุมถึงเพียงการบริหารสภาพคล่องขั้นพื้นฐานที่ปราศจากความเสี่ยงทางตลาด เช่น การนำเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ หรือการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น การพยายามขยายความคำว่าหาผลประโยชน์ ไปครอบคลุมถึงการลงทุนในตราสารหนี้เอกชน (หุ้นกู้) หรือตราสารทุน (หุ้นสามัญ) ถือเป็นการกระทำนิติกรรมที่กฎหมายแม่บทไม่ได้มุ่งหวังและไม่ได้ให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อเทียบเคียงสถานะของ สสส. และกองทุนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) แล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะในทำนองเดียวกัน ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ของ สสส.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงขอเรียนถามว่า รัฐบาลมีมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากเงิน สสส. ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 หรือไม่ อย่างไร สำหรับนายประพนธ์ เป็น สว.บุรีรัมย์ และเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเคยเป็นที่ปรึกษาของนายอนุทิน สมัยเป็น รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแกนนำ สว.สีน้ำเงิน ขณะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย  หรือไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ หรือภาษีบาป หลังมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร สิ่งที่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน นายศุภชัยโพสต์อีกว่า ทำไมจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ เพราะในปี 2561 ไทยมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมาตรา 26 วางหลักสำคัญว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย  เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นกลไกเดิมจึงยังคงใช้ได้ตามกฎหมาย แต่คำถามที่กำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ “ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นการกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด” นายศุภชัยกล่าว และย้ำว่า ไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS เสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ ส่วนองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ออกแถลงการณ์ระบุว่า การพิจารณาเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเงินหรือตัวงบประมาณ แต่ผูกพันโดยตรงกับหลักประกันเชิงสถาบันในเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กฎหมายตั้งต้นออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่จัดตั้งองค์กร เพื่อไม่ให้สื่อสาธารณะตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทุนทางธุรกิจ โดย ส.ส.ท. ตระหนักถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่เห็นว่าการปรับปรุงใดๆ จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันไปอย่างน้อย 2 หลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่เน้นหลักการใดหลักการหนึ่งจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการหนึ่ง “ไม่ว่าโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. จะได้รับการพิจารณาให้ออกมาในรูปแบบใด หลักการอันเป็นรากฐานสำคัญคือ ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของผู้ถืออำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในทุกยุคทุกสมัย เพราะสื่อสาธารณะเป็นสถาบันของสังคมที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่” * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * สสส. * อนุทิน ชาญวีรกูล * พรรคภูมิใจไทย
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 04/10/2026
โรงเรียนมัธยมหลายร้อยแห่งในฝรั่งเศสปิดเรียน หลังนักเรียนประท้วงเรื่องสภาพการเรียน
dlvr.it
โรงเรียนมัธยมหลายร้อยแห่งในฝรั่งเศสปิดเรียน หลังนักเรียนประท้วงเรื่องสภาพการเรียน
โรงเรียนมัธยมหลายร้อยแห่งในฝรั่งเศสปิดเรียน หลังนักเรียนประท้วงเรื่องสภาพการเรียน auser15 Sun, 2026-10-04 - 10:09 ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักเรียนมัธยมปลายในฝรั่งเศสจุดไฟหน้าโรงเรียนและเผชิญหน้ากับตำรวจ ขบวนการประท้วงที่เริ่มในเขตปารีสและขยายไปทั่วประเทศ ทำให้โรงเรียนราว 400 แห่งต้องปิด นักเรียนระบุว่าชั่วโมงเรียนยาวเกินไป ห้องเรียนร้อนเกินไป และบุคลากรขาดงานบ่อย รัฐบาลยอมรับว่าข้อร้องเรียนมีเหตุผล แต่ประณามเหตุรุนแรงและให้ตัวเลขผู้บาดเจ็บและผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนมาก ขณะที่นักเรียนกล่าวหาตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ   Sabrine Kharbach, porte parole de l'Union Étudiante face à @apollineWakeUp qui demande si "on condamne les violences" 🤡 https://t.co/TJ1XWPwrSZ — L’Union Étudiante (@unionetudiante_) October 1, 2026   4 ตุลาคม 2026 สำนักข่าว Euronews รายงานเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นักเรียนมัธยมปลายในฝรั่งเศสจุดไฟหน้าโรงเรียนและเผชิญหน้ากับตำรวจเมื่อวันศุกร์ (2 ต.ค.) การประท้วงครั้งนี้ทำให้สถานศึกษาราว 400 แห่งต้องปิด และยังไม่มีสัญญาณว่าจะอ่อนกำลังลง ขบวนการประท้วงเริ่มเมื่อสัปดาห์ก่อนในเขตปารีส แล้วขยายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว นักเรียนวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมปลาย (ลีเซ) ช่วงชั้นปีท้าย ๆ ปิดกั้นทางเข้าอาคารและปะทะกับตำรวจ กระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศส แถลงเมื่อเช้าวันศุกร์ (2 ต.ค.) ว่า มีโรงเรียน 564 แห่ง "ตกเป็นเป้าของการเคลื่อนไหวหรือการขัดขวางตั้งแต่ต้นวัน" นักเรียนระบุว่าชั่วโมงเรียนยาวเกินไป สภาพโรงเรียนไม่เหมาะสม รวมถึงห้องเรียนที่ร้อนจัด และมีบุคลากรขาดงานมากเกินไป รัฐบาลระบุว่าข้อร้องเรียนมีเหตุผล แต่ประณามสิ่งที่เรียกว่า "ความรุนแรงในเมือง" นักเรียนกล่าวหาว่าตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ โดยยิงกระป๋องแก๊สน้ำตาเป็นประจำเพื่อสลายการชุมนุม และทำให้มีผู้บาดเจ็บ ในกรุงปารีสเมื่อวันศุกร์  (2 ต.ค.) ไฟไหม้ทำให้ทางเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย 2 แห่งเสียหาย ได้แก่โรงเรียนเลโอนาร์ ดา แวงซี (Leonard de Vinci) ทางใต้ของเมือง และโรงเรียนกัสตง บาชลาร์ (Gaston-Bachelard) ทางตะวันออกเฉียงใต้ "ถูกจับเป็นตัวประกัน" เอดูอาร์ เจฟฟราย (Edouard Geffray) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า "ขบวนการนักเรียนมัธยมปลายกำลังถูกกลุ่มชายขอบที่ใช้ความรุนแรงขั้นสูงสุดจับเป็นตัวประกัน" เขาระบุว่าโรงเรียนมัธยมปลายเกือบ 400 แห่งจากทั้งหมด 3,700 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะปิดในวันศุกร์ (2 ต.ค.) โรงเรียนมัธยมปลายจำนวนมากวางแผนสอนทางไกลด้วย โดยเฉพาะที่เมืองมาร์เซยทางภาคใต้ เจฟฟรายให้สัมภาษณ์สื่อ BFMTV ว่า นับตั้งแต่เริ่มขบวนการ มีบุคลากรบาดเจ็บอย่างน้อย 65 คน รวมผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมปลาย 40 คน นักเรียนบาดเจ็บราว 170 คน และโรงเรียนมากกว่า 100 แห่งได้รับ "ความเสียหายรุนแรง" เขากล่าวว่า "ผู้ปกครองต้องเข้ามามีบทบาทอย่างชัดเจน และบอกลูกไม่ให้ไปร่วมการประท้วง" และเสริมว่า "สิ่งสำคัญตอนนี้คือทำให้เด็กไม่ต้องออกไปอยู่บนถนนอีก เพราะพวกเขาตกอยู่ในอันตราย" เจอรัลด์ ดาร์มานัง (Gérald Darmanin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่าเขาขอให้อัยการให้ผู้ปกครองรับผิดชอบความเสียหายที่ลูกก่อขึ้นระหว่างการประท้วง และให้ "จ่ายค่าซ่อมแซม" ดาร์มานังให้สัมภาษณ์สื่อ RTL ว่า นับตั้งแต่เริ่มขบวนการ มีผู้ถูกควบคุมตัวในสถานีตำรวจราว 2,000 คน และ 90% เป็นผู้เยาว์ "เราชนะแล้ว" ที่เมืองแรนส์ทางภาคตะวันตก บรรยากาศหน้าโรงเรียนมัธยมปลายฌ็อง-มาเซ (Jean-Mace) ตึงเครียดตั้งแต่เช้า นักเรียนแต่งชุดดำและสวมหมวกคลุมหน้ายืนอยู่ไม่ไกลจากแนวตำรวจที่มีกำลังหนาแน่น โลลา (Lola) อายุ 16 ปี ซึ่งไม่ยอมบอกนามสกุล กล่าวว่า "สำหรับพวกเรา เราชนะแล้ว เช้านี้โรงเรียนของเราปิด" เธอประณามสิ่งที่เธอเรียกว่าความรุนแรงของตำรวจ และกล่าวว่า "เรื่องนี้ทำให้เราโกรธมากขึ้น ตำรวจไม่มีสิทธิ์ตีหรือใช้แก๊สน้ำตากับพวกเรา" ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาที่โรงเรียนมัธยมปลายเกรีเชน (Kerichen) ในเมืองเบรสต์ ทางภาคตะวันตกของฝรั่งเศส การประท้วงมีผลต่อการเมืองอย่างมาก ขณะที่อีกเพียงกว่าครึ่งปีจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี รัฐบาลกล่าวหาพรรคฝรั่งเศสไม่ยอมจำนน (France Unbowed: LFI) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายจัดว่าอยู่เบื้องหลังขบวนการ ผู้นำพรรคสายแข็งคือ ฌ็อง-ลุก เมล็องชง (Jean-Luc Melenchon) ซึ่งลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง *ภาพ Cover จาก Mågni Vasseur/Facebook  * ข่าว * ต่างประเทศ * ฝรั่งเศส * ชุมนุมประท้วง
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 04/10/2026
ฮ่องกงเตรียมประกาศขึ้นค่าจ้างคนทำงานบ้าน หลังกลุ่มแรงงานข้ามชาติเรียกร้อง
dlvr.it
ฮ่องกงเตรียมประกาศขึ้นค่าจ้างคนทำงานบ้าน หลังกลุ่มแรงงานข้ามชาติเรียกร้อง
ฮ่องกงเตรียมประกาศขึ้นค่าจ้างคนทำงานบ้าน หลังกลุ่มแรงงานข้ามชาติเรียกร้อง auser15 Sun, 2026-10-04 - 09:11 รัฐบาลฮ่องกงเตรียมประกาศผลการพิจารณาเรื่องการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารสำหรับแรงงานข้ามชาติที่ทำงานบ้านที่มีมากกว่า 380,000 ชีวิตในฮ่องกง โดยมีกลุ่มตัวแทนแรงงานข้ามชาติชุมนุมหน้ากระทรวงแรงงานเรียกร้องให้มีการขึ้นค่าจ้าง 21% เป็น 6,172 ดอลลาร์ฮ่องกง ภาพจาก: Branches of Hope (STOP Program) เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2026 กรมแรงงานและสวัสดิการของรัฐบาลฮ่องกงเปิดเผยว่าภายใน "เร็วๆ นี้" พวกเขาจะประกาศผลการพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารสำหรับแรงงานข้ามชาติที่ทำงานบ้านที่มีมากกว่า 380,000 ชีวิตในฮ่องกง ทางกรมแรงงานฯ ประกาศว่าจะมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำโดยพิจารณาจากความสมดุลระหว่างประโยชน์ต่อชีวิตของแรงงานกับความสามารถในการจ่ายได้ของนายจ้าง แต่ก็ยังไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะประกาศผลการพิจารณาตอนไหน ฮ่องกงมักจะมีการประกาศเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำช่วงเดือนกันยายนของทุกปีอยู่แล้ว เมื่อปี 2025 ก็มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้กับแรงงานทำงานบ้าน 2.2% จาก 4,990 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 21,400 บาท) เป็น 5,100 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 21,800 บาท) ก่อนหน้านี้ องค์กรตัวแทนแรงงานข้ามชาติในฮ่องกง Asian Migrants Coordinating Body (AMCB) ได้ทำการชุมนุมที่หน้ากรมแรงงานฯ เรียกร้องให้มีการขึ้้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 6,172 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 26,400 บาท) คิดเป็น 21% ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบัน นอกจากนี้ทางกลุ่ม AMCB ยังเรียกร้องให้มีการขึ้นค่าเบี้ยเลี้ยงอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจาก 1,236 เป็น 3,123 ดอลลาร์ฮ่องกง (จากราว 5,300 บาท เป็นราว 13,400 บาท) ซึ่งค่าเบี้ยเลี้ยงอาหารปัจจุบันเฉลี่ยแล้วตกวันละ 41 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 175 บาท) ซึ่งทาง AMCB เสนอว่าในฮ่องกงควรจะมีการขึ้นค่าเบี้ยเลี้ยงนี้เป็นเฉลี่ยวันละ 100 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 430 บาท) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฮ่องกงบอกว่านายจ้างส่วนมากจะให้อาหารฟรีแก่คนทำงานบ้านอยู่แล้ว ซึ่งผู้ที่ให้อาหารฟรีอยู่แล้วจะไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงอาหาร รัฐบาลฮ่องกงเปิดเผยอีกว่าพวกเขาจะตัดสินใจโดย "รอบคอบ เป็นกลาง และ สมดุล" โดยอาศัยข้อมูลทางเศรษฐกิจกับปัจจัยแวดล้อม โดยจะคำนึงถึงเรื่องสมรรถนะทางเศรษฐกิจ สถานการณ์การจ้างงาน การเปลี่ยนแปลงระดับราคา รายได้จากการทำงานของแรงงานรากหญ้า และรายได้ครัวเรือนของนายจ้างแรงงานทำงานบ้าน เพื่อให้ "รับมือกับเงินเฟ้อไม่รู้จบ" ได้ สรินกาติน โฆษกของกลุ่มตัวแทนแรงงาน AMCB กล่าวว่า "การขึ้นค่าแรงจะเป็นการทำให้แน่ใจว่าพวกเราจะสามารถรับมือกับภาวะเงินเฟ้อไม่รู้จบในฮ่องกงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทบต่อแรงงานทำงานบ้านส่วนใหญ่ในฮ่องกงผู้ที่ต้องการจะมีชีวิตที่ดีและอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี" สรินกาติน กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ้มขึ้นรวมแล้ว 39% ตลอด 25 ปี ซึ่งนับว่าเป็น "ค่าจ้างที่ต่ำมากสำหรับพื้นที่ๆ สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองว่าเป็น 'มหานครระดับโลกแห่งเอเชีย'" AMCB แถลงว่าแรงงานข้ามชาติที่รับจ้างทำงานบ้าน มีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของฮ่องกงมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว โดยมีความสำคัญต่อครอบครัวที่คู่แต่งงานต่างก็ต้องออกไปหารายได้นอกบ้าน โดยที่คนทำงานบ้านจะ "ทำงานทั้งวัน" ในการดูแลบ้านและดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุในครอบครัว อีกทั้งยังปฏิเสธข้ออ้างที่ว่าการขอขึ้นค่าแรงจะทำให้เกิดการเลย์ออฟหมู่ เพราะงานที่แรงงานเหล่านี้ทำ  "ไม่มีอะไรมาแทนที่ได้" ก่อนหน้านี้ในเดือน สิงหาคม เคยมีกลุ่มตัวแทนนายจ้างสองกลุ่มที่ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เรียกร้องให้มีการระงับการขึ้นค่าจ้างของแรงงานทำงานบ้าน คือ สมาพันธ์พัฒนาอุตสาหกรรมบริการในครัวเรือนนานาชาติ และ พันธมิตรจตุภาคีเพื่อแนวปฏิบัติการจ้างงานที่สมานฉันท์ (QAHEP) โดยที่ QAHEP เคยทำการสำรวจนายจ้างพบว่านายจ้าง 97% "ต่อต้านอย่างมาก" กับการขึ้นค่าจ้างให้แรงงานทำงานบ้าน นอกจากประเด็นค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว องค์กรแรงงานข้ามชาติ AMCB ยังกล่าวถึงปัญหาเรื่องการบังคับให้ผู้ทำงานบ้านต้องอาศัยอยู่ชายคาเดียวกับนายจ้างด้วย ซึ่งกลายเป็นการเปิดโอกาสให้เกิด การกดขี่และล่วงละเมิดต่อคนทำงานบ้าน อีกทั้ง AMCB ยังได้ชี้ให้เห็นปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานและชั่วโมงทำงานที่ยาวนานเกินไป ที่คนทำงานบ้านต้องเผชิญด้วย สรินกาติน กล่าวว่า "พวกเราจะยังคงต่อสู้ต่อไปเพื่อค่าแรงที่ดำรงชีพได้ เพื่อการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ และเพื่อสภาพการจ้างงานที่ดีพอ จนกว่าปัญหาฝักรากลึกเหล่านี้จะได้รับการแก้ไข" เรียบเรียงจาก Minimum wage review for Hong Kong foreign domestic workers coming ‘shortly’, HKFP, 26-09-2026 Migrant domestic workers demand 21% wage hike to HK$6,172, reject calls for pay freeze, HKFP, 26-09-2026   * ข่าว * แรงงาน * ต่างประเทศ * Asian Migrants Coordinating Body * ค่าแรงขั้นต่ำ * ฮ่องกง * จีน * คนทำงานบ้าน
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 04/10/2026
เครือข่ายคนพิการ 400 องค์กร ค้านแก้ กม.บัตรทอง พร้อมติดตามต่อเนื่อง เร่งสื่อสารผลกระทบสิทธิสุขภาพ
dlvr.it
เครือข่ายคนพิการ 400 องค์กร ค้านแก้ กม.บัตรทอง พร้อมติดตามต่อเนื่อง เร่งสื่อสารผลกระทบสิทธิสุขภาพ
เครือข่ายคนพิการ 400 องค์กร ค้านแก้ กม.บัตรทอง พร้อมติดตามต่อเนื่อง เร่งสื่อสารผลกระทบสิทธิสุขภาพ auser15 Sun, 2026-10-04 - 08:52 สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ประชุมสมัชชาคนพิการแห่งชาติ - ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ระดมความเห็น 400 องค์กร มีมติค้านแก้ กม.บัตรทอง ห่วงจำกัดสิทธิรักษาพื้นฐานตามความจำเป็น เปิดช่องร่วมจ่าย ซ้ำลดบทบาทภาคประชาชนในบอร์ด สปสช. พร้อมติดตามการผลักดันร่างกฎหมาย เร่งสื่อสารข้อกังวลต่อเนื่อง มุ่งร่วมคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพประชาชนและผลกระทบสิทธิสุขภาพของคนพิการ 4 ตุลาคม 2569 นางสาวอรุณวดี  ลิ้มอังกูร ประธานฝ่ายการแพทย์ สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23–25 กันยายน 2569 สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยจัดการประชุมสมัชชาคนพิการแห่งชาติและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 มีผู้แทนเครือข่ายคนพิการกว่า 500 คน จาก 400 องค์กรทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อหารือทิศทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนคือข้อเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่มีผลต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ซึ่งเครือข่ายได้ร่วมประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่อาจลดทอนสิทธิประชาชน และกังวลว่าอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและกระทบการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนพิการและประชาชนกลุ่มเปราะบาง สาเหตุที่ทางสภาฯ ต้องให้ความสำคัญต่อการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองด้านสิทธิสุขภาพกับคนไทยทุกคน และการขับเคลื่อนของกฎหมายก็เกิดจากการผลักดันและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาทางเครือข่ายคนพิการได้ร่วมสะท้อนปัญหาและความต้องการของผู้ใช้บริการมาอย่างต่อเนื่อง การประชุมครั้งดังกล่าวจึงได้เปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากองค์กรต่าง ๆ พิจารณาข้อเสนอแก้ไขกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเสนอให้ที่ประชุมลงมติเพื่อแสดงจุดยืนต่อการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว การแก้ไขกฎหมายบัตรทอง ทำให้มีข้อกังวลต่อแนวทางที่อาจเปลี่ยนจากการจัดบริการตามความจำเป็นของผู้ป่วย ไปเป็นการกำหนดขอบเขตสิทธิพื้นฐาน รวมถึงการเปิดช่องให้มีระบบร่วมจ่าย เพราะผู้ที่ต้องรับบริการนอกเหนือจากสิทธิพื้นฐานอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม และการเข้าถึงบริการอาจขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่าย ซึ่งอาจกระทบคนพิการ ผู้มีรายได้น้อย และครอบครัวที่มีภาระดูแลผู้ป่วย นอกจากนี้ทางเครือข่ายยังห่วงข้อเสนอปรับโครงสร้างการบริหารกองทุน ทั้งการเพิ่มสัดส่วนผู้แทนหน่วยบริการในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) การลดบทบาทภาคประชาชนในการกำหนดสิทธิและตรวจสอบการใช้เงินกองทุน การปรับแนวทางจัดสรรงบประมาณจากจำนวนประชากรไปพิจารณาต้นทุนของโรงพยาบาล ตลอดจนการเพิ่มอำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการสั่งการหรือยับยั้งการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า  หลังรับฟังความเห็นและข้อมูลประกอบจากที่ประชุม จึงขอให้สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและเครือข่ายองค์กรคนพิการยืนยันจุดยืนต่อการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว  ซึ่งที่ประชุม “มีมติคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย” ในประเด็นที่อาจลดทอนสิทธิประชาชน พร้อมยืนยันให้คงกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้สิทธิและกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบ นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ เลขาธิการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้สรุปว่า การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควรยึดหลักให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง ตามหลักการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ทำให้ประชาชนเสียสิทธิเดิมหรือมีภาระค่าใช้จ่ายจนเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น อย่างไรก็ดี จากนี้เครือข่ายด้านคนพิการจะจัดตั้งทีมทำงานเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายบัตรทองอย่างใกล้ชิด และร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านความพิการทุกประเภทร่วมแสดงพลังคัดค้าน พร้อมสื่อสารข้อกังวลต่อสังคมและผลักดันให้รับฟังเสียงของประชาชน เพื่อร่วมคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของคนพิการและประชาชนทุกกลุ่มต่อไป   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สปสช. * สุขภาพ * บัตรทอง * คนพิการ
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
Prachinburi at risk of industrial waste contamination after flood
dlvr.it
Prachinburi at risk of industrial waste contamination after flood
Prachinburi at risk of industrial waste contamination after flood Pictures of oil-like scum on floodwater in Prachinburi have led to concerns of toxic contamination from industrial waste dumping sites in the area. Oil-like scum floating on floodwaters in Prachinburi (Photo from EARTH Foundation) On 29 September, the Ecological Alert and Recovery (EARTH) Thailand Foundation posted on its Facebook page that it had received pictures from locals in Prachinburi of oil-like scum on floodwaters covering rice fields in Prachinburi’s Si Maha Phot district. Locals said that the scum extends across waters flowing into the Si Mahosot district. EARTH Foundation speculated that it may originate from an industrial waste landfill operated by Green Environment Technology company, which has a permit for waste sorting and landfill disposal. The company also has a permit for processing used lubricant and solvent, shredding electronic parts, and converting non-toxic waste into bricks. Sumet Rianpongnam, an environmental activist from the Strong Prachinburi group, said that locals also informed his group about the scum. He said that chemicals and toxins were seeping out of the landfill before the flood. On  25 September, heavy rain caused a flood, and rainwater in the landfill overflowed, spreading toxic chemicals into rice fields. “Oil was leaking before … but the problem has gotten worse with the flood. It now extends across thousands of rai … [and] we don‘t know how far the toxins will spread,“ said Sumet. Observing that it depends on the flow of floodwaters, he expressed concern that as the water rises, more contamination could leak out of the site, which is now underwater. The Strong Prachinburi group lodged a complaint with Prachinburi’s Provincial Industry Office on 28 September, according to EARTH Foundation. They have not received a response. Meanwhile, officials from the Environment and Pollution Control Office 7 visited the Si Maha Phot district on 1 October to collect samples of the floodwater. eng editor 1 Sat, 2026-10-03 - 15:58 * News * Flood * Prachinburi * Industrial waste * environment * Ecological Alert and Recovery – Thailand (Feed generated with FetchRSS)
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
Cartoon by Stephff: The baggages of Anutin have been found
dlvr.it
Cartoon by Stephff: The baggages of Anutin have been found
Cartoon by Stephff: The baggages of Anutin have been found Cartoon by Stephff: The baggages of Anutin have been found eng editor 1 Sat, 2026-10-03 - 15:53 * Multimedia (Feed generated with FetchRSS)
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
สส.ภูมิใจไทย เรียกร้องยกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจเหมืองแร่โปแตชนครพนม หลังประชาชนคัดค้าน
dlvr.it
สส.ภูมิใจไทย เรียกร้องยกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจเหมืองแร่โปแตชนครพนม หลังประชาชนคัดค้าน
สส.ภูมิใจไทย เรียกร้องยกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจเหมืองแร่โปแตชนครพนม หลังประชาชนคัดค้าน auser15 Sat, 2026-10-03 - 15:19 นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สส. จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย ขอกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ทบทวนและพิจารณายกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โปแตช อ.ธาตุพนม จ.นครพนม หลังระบุประชาชนคัดค้าน ตั้งข้อสังเกตกระบวนการรับฟังความคิดเห็น พร้อมกังวลผลกระทบต่อองค์พระธาตุพนมและลำน้ำก่ำ 3 ตุลาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สส. จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีบริษัทเอกชนยื่นคำขอสำรวจแร่โปแตชในจังหวัดนครพนม 2 แปลง โดยระบุว่ากรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) อนุมัติแล้ว 1 แปลงในอำเภอธาตุพนม ด้วยเหตุผลว่าไม่มีการคัดค้าน ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการมาโดยตลอด ทั้งนี้ กระบวนการชี้แจงโครงการมีขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 มีผู้นำชุมชนได้รับเชิญ 17 คน ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล พร้อมตัวแทนนายอำเภอธาตุพนมและอุตสาหกรรมจังหวัด โดยยังไม่มีการลงมติเห็นชอบหรือคัดค้าน แต่วันที่ 17 มีนาคม อุตสาหกรรมจังหวัดได้ส่งเรื่องไปยัง กพร. เพื่อดำเนินการออกอาชญาบัตรพิเศษ จึงขอให้ตรวจสอบขั้นตอนและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นายแพทย์อลงกต ระบุว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงขององค์พระธาตุพนม และจุดเจาะสำรวจที่อยู่ใกล้ลำน้ำก่ำ จึงขอให้ กพร.ทบทวนและพิจารณายกเลิกอาชญาบัตรพิเศษในแปลงดังกล่าว โดยคำนึงถึงข้อห่วงใยของชุมชนและการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * เหมืองแร่โปแตชนครพนม * เหมืองแร่โปแตช * นครพนม * พรรคภูมิใจไทย * อลงกต มณีกาศ
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
นโยบาย "แก้ปัญหาคนไทยไร้สิทธิ" หลัง 10 ปี ช่วยคนไทยคืนสิทธิหลักหมื่นคน
dlvr.it
นโยบาย "แก้ปัญหาคนไทยไร้สิทธิ" หลัง 10 ปี ช่วยคนไทยคืนสิทธิหลักหมื่นคน
นโยบาย "แก้ปัญหาคนไทยไร้สิทธิ" หลัง 10 ปี ช่วยคนไทยคืนสิทธิหลักหมื่นคน auser15 Sat, 2026-10-03 - 12:23 เวทีนโยบายแก้ปัญหา “คนไทยไร้สิทธิ” ย้ำการรับรองสถานะบุคคลคือจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงสิทธิ ทั้งการศึกษา รักษาพยาบาล และสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมหนุนเครือข่ายยกระดับการทำงานช่วยเหลือประชาชนได้มากขึ้น ด้านเครือข่ายภาคประชาชน เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมงานทะเบียน ตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม และขึ้นสิทธิสุขภาพ ลดปัญหาคนไทยตกหล่นจากระบบ การดำเนินงานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับสิทธิแล้วประมาณ 10,000 คน แต่ยังมีผู้ประสบปัญหาอีกส่วนหนึ่งที่ติดตามได้ยากจากข้อจำกัดด้านฐานข้อมูล นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนความยุติธรรมเพื่อความเสมอภาคในการเข้าถึงสิทธิและสถานะบุคคล” ในเวทีนโยบายการพัฒนากลไกแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะของคนไทย เพื่อการเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพอย่างเป็นธรรม จัดโดยเครือข่ายคณะทำงานคนไทยไร้สิทธิในระดับพื้นที่ ประกอบด้วย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม โดย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันเอเชียศึกษา และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ณ โรงแรม Tara Grand อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พร้อมมอบเกียรติบัตรให้แก่หน่วยงานเครือข่ายการจัดเก็บสารพันธุกรรมและที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน นายปิยะศิริ กล่าวว่า การได้รับการรับรองสถานะและมีบัตรประชาชนมีความหมายมากกว่าการได้รับเอกสารทางกฎหมาย เพราะทำให้บุคคลมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และสิทธิขั้นพื้นฐานอื่น ๆ ได้อย่างเท่าเทียม โดยยกตัวอย่างเด็กที่เคยไม่มีสถานะทางทะเบียน ก่อนจะได้รับการพิสูจน์สิทธิและมีโอกาสเข้าเรียน ซึ่งทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาให้คนหนึ่งคนสามารถเปลี่ยนอนาคตของเขาและครอบครัวได้ “ข้อมูลการดำเนินงานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับสิทธิแล้วประมาณ 10,000 คน แต่ยังมีผู้ประสบปัญหาอีกส่วนหนึ่งที่ติดตามได้ยากจากข้อจำกัดด้านฐานข้อมูล ปลัดกระทรวงยุติธรรมจึงเสนอให้หน่วยงานและเครือข่ายร่วมกันยกระดับเป้าหมาย ขยายการทำงานให้ช่วยเหลือประชาชนได้มากขึ้น โดยกระทรวงยุติธรรมยินดีสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วน” ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว ด้าน นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ประธานคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพของกลุ่มคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การทำงานในพื้นที่มากกว่า 20 จังหวัดพบว่า ผู้ประสบปัญหามีหลายลักษณะ โดยเฉพาะคนไทยที่ตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร บางรายไม่ได้แจ้งเกิด บางรายเอกสารสูญหาย หรือเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียน ซึ่งปัญหาอาจส่งผลต่อเนื่องถึงลูกหลาน นายอนรรฆกล่าวว่า ผู้ประสบปัญหากระจายอยู่ทั้งในชุมชนทั่วไปและกลุ่มคนไร้บ้าน เมื่อไม่มีบัตรประชาชน การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐและสิทธิรักษาพยาบาลจึงติดขัด ทั้งที่หลายคนเป็นกลุ่มเปราะบางและต้องการความช่วยเหลือ ข้อเสนอจากเวทีครั้งนี้จะถูกรวบรวมเพื่อนำไปหารือและขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวเปิดให้ภาคีเครือข่ายแลกเปลี่ยนบทเรียนจากการทำงานในพื้นที่ สะท้อนอุปสรรค และร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหา ตั้งแต่การป้องกันการไม่แจ้งเกิด การพิสูจน์และรับรองสถานะ ไปจนถึงการเข้าถึงสิทธิและบริการของรัฐ โดยเครือข่ายภาคประชาชนคนไทยต้องไม่ไร้สิทธิได้เสนอแนวทางต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ กระทรวงมหาดไทย จัดให้มีเจ้าภาพและคณะทำงานระดับจังหวัด พร้อมแผนดำเนินงาน กรอบเวลา และแนวปฏิบัติมาตรฐานในการแก้ปัญหาสถานะทางทะเบียน รวมถึงเชื่อมข้อมูลเพื่อให้ผู้ได้รับบัตรประชาชนครั้งแรกเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและขึ้นสิทธิสุขภาพได้โดยเร็ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พัฒนาระบบค้นหาและติดตามผู้ประสบปัญหาเชิงรุกในชุมชน โรงพยาบาล เรือนจำ และหน่วยทหาร โดยใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อติดตามความคืบหน้าตั้งแต่รับเรื่องจนได้รับหลักฐานทางทะเบียนและสิทธิ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม จัดทำมาตรฐานการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม การเชื่อมต่อข้อมูล การนำผลไปใช้ในงานทะเบียน พร้อมระบบติดตามว่าผู้ผ่านการตรวจพิสูจน์ได้รับการพัฒนาสถานะจนสิ้นสุดกระบวนการหรือไม่ กระทรวงสาธารณสุข เชื่อมข้อมูลโรงพยาบาลกับสำนักทะเบียน สื่อสารให้ความสำคัญต่อหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.1/1 ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ จัดช่องทางสำหรับกรณีเอกสารไม่ครบ และเพิ่มคำแนะนำเรื่องการแจ้งเกิดในสมุดฝากครรภ์ สปสช. พิจารณาแนวทางค่าใช้จ่ายในการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงแนวทางให้บริการ การบันทึกสิทธิ การเรียกเก็บค่าบริการ และการแก้ปัญหากรณีถูกปฏิเสธบริการ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้และฐานอำนาจตามกฎหมายในการขยายระยะเวลาเบิกย้อนหลังจาก 360 เป็น 720 วัน ทั้งนี้ ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชื่อมต่อกันและติดตามการช่วยเหลือประชาชนได้ต่อเนื่อง ลดการตกหล่นระหว่างขั้นตอนทางทะเบียนกับการขึ้นสิทธิสุขภาพ เพื่อให้คนไทยที่ได้รับการรับรองสถานะเข้าถึงสิทธิและบริการรักษาพยาบาลได้อย่างเหมาะสม * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สปสช. * สุขภาพ * คนไทยไร้สิทธิ
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
เผยชีวิต รปภ.อินเดียทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ไม่ได้ค่าล่วงเวลา ถูกห้ามตั้งสหภาพแรงงาน
dlvr.it
เผยชีวิต รปภ.อินเดียทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ไม่ได้ค่าล่วงเวลา ถูกห้ามตั้งสหภาพแรงงาน
เผยชีวิต รปภ.อินเดียทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ไม่ได้ค่าล่วงเวลา ถูกห้ามตั้งสหภาพแรงงาน วิทยากร บุญเรือง auser15 Sat, 2026-10-03 - 10:57 UNI Global Union เผยแพร่รายงานจากการสัมภาษณ์พนักงานรักษาความปลอดภัยอินเดียใน 9 เมือง 4 รัฐ ระหว่างเมษายน-สิงหาคม 2026 พบว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมงโดยได้ค่าจ้างเพียง 8 ชั่วโมง ไม่ได้รับสำเนาสัญญาจ้าง ต้องยืนกลางแดดและมลพิษโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ถูกหักค่าจ้างเมื่อลา และถูกห้ามตั้งสหภาพแรงงาน แม้ G4S จะลงนามข้อตกลงกับ UNI ว่าจะเคารพสิทธิรวมตัวไว้แล้ว รายงานชี้ว่าหลายประเด็นเข้าข่ายละเมิดสิทธิพื้นฐานตามหลัก ILO * - UNI Global Union เผยแพร่รายงาน On Duty & Unprotected เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2026 จากการสัมภาษณ์พนักงานรักษาความปลอดภัย G4S ในอินเดีย 104 คน ใน 9 เมือง 4 รัฐ ระหว่างเมษายน-สิงหาคม 2026 พบว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยได้รับคำสัญญาด้วยวาจาว่าจะทำงานกะละ 8 ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติทำงานเฉลี่ย 12 ชั่วโมงโดยไม่ได้ค่าล่วงเวลา บางคนทำงานต่อเนื่องถึง 16-18 ชั่วโมง และหลายคนไม่เคยได้รับสำเนาสัญญาจ้างเลย เอกสารทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีใครอธิบายความหมาย * พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ต้องยืนประจำจุดตลอดกะโดยไม่มีที่นั่งหรือที่พัก ต้องขอให้เพื่อนมาแทนก่อนกินข้าวหรือเข้าห้องน้ำ พนักงานรักษาความปลอดภัยกลางแจ้งเผชิญอากาศร้อนจัดและมลพิษโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน พนักงานรักษาความปลอดภัยหญิงเผชิญปัญหาเพิ่มเติมทั้งเรื่องประจำเดือนและการคุกคามทางเพศ นอกจากนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยยังถูกหักค่าจ้างเมื่อลาไม่ว่ากรณีใด บางคนถึงขั้นตกงานเพราะลาไปงานศพแล้วถูกจ้างคนอื่นแทน * พนักงานรักษาความปลอดภัยในทุกเมืองระบุว่าทำงานด้วยความกลัว เพราะผู้บริหาร G4S สั่งห้ามตั้งสหภาพโดยตรงและเจาะจงเล่นงานสมาชิกสหภาพ พบการเลือกปฏิบัติทางวรรณะในการจัดจุดประจำการด้วย แม้ G4S จะลงนามข้อตกลงกับ UNI ไว้ว่าจะเคารพสิทธิรวมตัว แต่คำให้การของพนักงานรักษาความปลอดภัยสวนทางกัน เลขาธิการ UNI เรียกร้องให้ G4S ปฏิบัติตามข้อตกลงและปรับมาตรฐานในอินเดีย รายงานนี้ตามหลังรายงาน Failure to Protect ที่พบปัญหาคล้ายกันในแอฟริกาใต้ คองโก และยูกันดาเมื่อ 31 สิงหาคม 2026 ภาพจาก: Pix4free/CC0 สหพันธ์สหภาพแรงงาน UNI Global Union เผยแพร่รายงานชื่อ On Duty & Unprotected เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2026 ว่าด้วยสภาพการทำงานของพนักงานรักษาความปลอดภัยของ G4S ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Allied Universal โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยเหล่านี้ประจำการตามห้างสรรพสินค้า โรงงาน สำนักงาน และไซต์ก่อสร้างในอินเดีย รายงานอ้างอิงการสัมภาษณ์พนักงานรักษาความปลอดภัย 104 คน ระหว่างเดือนเมษายนถึงสิงหาคม 2026 ใน 9 เมืองของ 4 รัฐ ได้แก่ มหาราษฏระ พิหาร อุตตรประเทศ และคุชราต ผู้ให้ข้อมูลเป็นชาย 95 คน หญิง 9 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ย้ายถิ่นภายในรัฐของตัวเอง สถานที่ทำงานมีทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารที่พักอาศัย ไซต์ก่อสร้าง สำนักงาน โรงงาน และโรงแรม ผู้ให้ข้อมูลมีทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เป็นสมาชิกสหภาพในเครือข่ายของ UNI และพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ทุกคนตอบแบบสอบถามชุดเดียวกัน ผ่านการสัมภาษณ์ตัวต่อตัว การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ทางไกล ทีมสำรวจระบุว่าการหาผู้ให้ข้อมูลทำได้ยาก เพราะพนักงานรักษาความปลอดภัยกลัวถูกลงโทษ ในรัฐอุตตรประเทศ มีพนักงานรักษาความปลอดภัยยอมให้สัมภาษณ์เพียง 14 จาก 85 คนที่ทีมติดต่อ หรือราว 16% ความกลัวนี้พบมากในกลุ่มพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน พนักงานรักษาความปลอดภัยหญิงก็ติดต่อได้ยากเช่นกัน เพราะมีจำนวนน้อยในอาชีพนี้ ชื่อผู้ให้ข้อมูลทุกคนในรายงานเป็นนามสมมติ รายงานไม่ได้แสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ของแต่ละประเด็น แต่ระบุว่ามี 6 ปัญหาที่พนักงานรักษาความปลอดภัยพูดถึงซ้ำในทุกเมืองและทุกประเภทสถานที่ทำงาน กะ 12 ชั่วโมงและสัญญาจ้างที่ไม่เคยได้เห็น เมื่อเริ่มงาน พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ได้รับคำสัญญาด้วยวาจาว่าจะทำงานกะละ 8 ชั่วโมง ตามคำให้การในรายงาน กะ 12 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติในทุกประเภทสถานที่ทำงาน และพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ได้รับค่าล่วงเวลาสำหรับชั่วโมงที่เกิน อาชูโตช ชาร์มา (Ashutosh Sharma) พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ประจำการในเมืองพาราณสี เล่าว่าในเอกสารระบุกะไว้ 8 ชั่วโมง แต่ต้องมาก่อนเวลาเพื่อรับเวรจากคนก่อนหน้า และกลับทันทีเมื่อหมดกะไม่ได้ ต้องรอให้พนักงานรักษาความปลอดภัยคนต่อไปรับเวรเรียบร้อย หรือรอให้สำนักงานปิด ซึ่งมักเลิกช้า ทำให้ต้องอยู่ต่ออีกครึ่งชั่วโมงหรือนานกว่านั้นแทบทุกวันโดยไม่ได้ค่าจ้างเพิ่ม ราจู (Raju) พนักงานรักษาความปลอดภัยในเมืองปัฏนา ให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกัน และระบุว่ากฎหมายแรงงานกำหนดให้จ่ายค่าจ้างแยกสำหรับชั่วโมงที่เกิน แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการจ่าย พนักงานรักษาความปลอดภัยในเมืองลัคเนาหลายคนระบุว่าทำงานกะ 12 ชั่วโมงทุกวัน โควินท์ ยาดาฟ (Govind Yadav) บอกว่าไม่ได้ค่าล่วงเวลาสำหรับ 4 ชั่วโมงที่เกินจาก 8 ชั่วโมงมาตรฐาน และแม้ทำงานมาหลายปี เงินเดือนก็เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย พนักงานรักษาความปลอดภัยบางคนต้องทำงานแทนเพื่อนที่ไม่มาทำงาน ระยะเวลาทำงานต่อเนื่องที่พนักงานรักษาความปลอดภัยรายงานไว้นานที่สุดคือ 16 ถึง 18 ชั่วโมง อีกปัญหาที่พนักงานรักษาความปลอดภัยพูดถึงในทุกเมืองคือไม่มีสัญญาจ้างอยู่ในมือ พนักงานรักษาความปลอดภัยบางคนจำได้ว่าเคยลงชื่อในเอกสารตอนเริ่มงาน บางคนบอกว่าไม่เคยได้รับหรือลงชื่อในสัญญาใดเลย พนักงานรักษาความปลอดภัยทั้ง 2 กลุ่มระบุตรงกันว่าไม่มีสำเนาสัญญา และไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิและสวัสดิการอะไรบ้าง อาซิม (Aasim) พนักงานรักษาความปลอดภัยในเมืองปูเน เล่าว่าลงชื่อในสัญญาตอนเข้างาน แต่บริษัทไม่เคยให้สำเนา มีเพียงบัตรพนักงาน เอกสารทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ และไม่มีใครอธิบายว่ากำลังลงชื่อในเอกสารอะไร ราหุล คุปตะ (Rahul Gupta) พนักงานรักษาความปลอดภัยในเมืองลัคเนา บอกว่าตอนรับเข้าทำงาน บริษัทเก็บใบแสดงผลการเรียน บัตรประจำตัว และเอกสารอื่น ตรวจประวัติกับตำรวจ แล้วส่งไปเข้าเวรทันที โดยไม่มีสัญญาที่ระบุสิทธิหรือสวัสดิการ พนักงานรักษาความปลอดภัยที่เป็นสมาชิกสหภาพคนหนึ่งระบุว่าทำงานกับบริษัทมา 25 ปี แต่ยังไม่เคยได้บัตรพนักงานแบบถาวร บริษัทออกบัตรให้ครั้งละ 1 ปี และบางช่วงไม่ได้รับบัตรเป็นเวลานาน พนักงานรักษาความปลอดภัยอีกกลุ่มระบุว่าบริษัทเลิกแจกสลิปเงินเดือนที่แยกค่าจ้างพื้นฐานกับค่าล่วงเวลามานานแล้ว ยืนทั้งกะกลางแจ้งโดยไม่มีที่พัก ภาพจาก: Pexels/Mitchel Onwuchuruba พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ต้องยืนประจำจุดตลอดกะโดยไม่มีที่นั่ง เคาตัม (Gautam) พนักงานรักษาความปลอดภัยในเมืองปัฏนา เล่าว่ายืนเฝ้าทางเข้าหลักทั้งวัน ไม่มีที่นั่งหรือที่พัก หากจะดื่มน้ำหรือเข้าห้องน้ำ ต้องเรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยคนอื่นมาแทนก่อน และบ่อยครั้งต้องรอนาน เขามีอาการปวดหลัง ขา และคอเป็นประจำ และบอกว่าเมื่อเกิดความผิดพลาด พนักงานรักษาความปลอดภัยจะเป็นคนแรกที่ถูกตำหนิ ลักษมี (Lakshmi) พนักงานรักษาความปลอดภัยหญิงในเขตลัคเนา เล่าว่าไม่มีเวลากินข้าวที่แน่นอน ต้องขอให้เพื่อนมาแทนก่อนไปกินข้าวหรือเข้าห้องน้ำ บางครั้งได้กินข้าวหลังจากนั้นหลายชั่วโมง ในช่วงอากาศร้อน อาหารในกล่องข้าวก็บูด และเธอต้องรีบกินแล้วกลับไปประจำจุด พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ประจำการกลางแจ้ง เช่น ที่ไซต์ก่อสร้าง ต้องทำงานในอากาศร้อนจัด หนาวจัด และฝนตก หลายเมืองในพื้นที่สำรวจมีปัญหามลพิษทางอากาศสูง โดยเฉพาะในไซต์ก่อสร้างและพื้นที่ที่มีต้นไม้น้อย พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันพื้นฐาน เช่น หมวกกันแดดหรือหน้ากากกันฝุ่น พนักงานรักษาความปลอดภัยกลุ่มเล็กๆ ระบุว่าเคยป่วยเป็นไข้เลือดออกและมาลาเรีย ซึ่งมียุงเป็นพาหะ เวนกัต (Venkat) พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ไซต์ก่อสร้างในเมืองลัคเนา เล่าว่าที่หลบแดดหลบฝนมักมีเพียงร่มไม้ ไม่มีที่เปลี่ยนเสื้อผ้า พนักงานรักษาความปลอดภัยหลายคนจึงต้องเปลี่ยนชุดในที่โล่ง และหลายไซต์ไม่มีน้ำดื่ม ที่นั่ง หรือที่พัก พนักงานรักษาความปลอดภัยหญิงมีปัญหาเพิ่มเติม เนหา (Neha) พนักงานรักษาความปลอดภัยในเขตลัคเนา เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยหญิงเพียงคนเดียวในไซต์ ไม่มีที่พักสำหรับผู้หญิง และบ่อยครั้งต้องรอจนหมดกะจึงเข้าห้องน้ำได้ อนสูยา (Anasuya) พนักงานรักษาความปลอดภัยหญิงในรัฐอุตตรประเทศ เล่าว่าช่วงที่ยากที่สุดคือต้องยืน 12 ชั่วโมงระหว่างมีประจำเดือน โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ และเธอไม่ลางานเพราะกลัวถูกหักค่าจ้าง รายงานอ้างถึงปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน (Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work) ปี 1998 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในปี 2022 ILO เพิ่มสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะเป็นหลักการพื้นฐานข้อที่ 5 รายงานระบุว่าการให้พนักงานรักษาความปลอดภัยทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันและที่พัก เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักการข้อนี้ ลางานแล้วยังถูกหักค่าจ้าง พนักงานรักษาความปลอดภัยในทุกเมืองระบุว่าถูกหักค่าจ้างเมื่อลา ไม่ว่าจะลาป่วย ลาไปงานศพ หรือลาเพราะธุระเร่งด่วน แม้จะแจ้งลาผ่านแอปของ G4S แล้วก็ตาม พนักงานรักษาความปลอดภัยหลายคนไม่รู้ว่าเดือนนั้นจะได้เงินเท่าไหร่จนกว่าเงินจะเข้าบัญชี คเณศ (Ganesh) พนักงานรักษาความปลอดภัยในเมืองลัคเนา บอกว่าต้องทำงาน 30 วันต่อเดือน และการลาทุกครั้งทำให้ถูกหักค่าจ้าง ทิวยา (Divya) พนักงานรักษาความปลอดภัยอีกคนในเมืองเดียวกัน เล่าว่ากะ 12 ชั่วโมงกลายเป็นราว 13 ชั่วโมงเมื่อรวมเวลาที่ต้องมาก่อนและอยู่หลังกะ แต่ได้ค่าจ้างเพียง 26 วันต่อเดือน หากหยุดในวันหยุดประจำสัปดาห์ ค่าจ้างวันนั้นก็ถูกหัก พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่จึงมาทำงานแม้กำลังป่วย อักษัย คุปตะ (Akshay Gupta) พนักงานรักษาความปลอดภัยในเมืองปูเน เล่าว่าค่าจ้างถูกหักครั้งละ 800 หรือ 1,000 รูปี เมื่อถามเหตุผล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบอกว่าจะรายงานและขอให้ตรวจสอบ แต่ไม่เคยได้คำตอบว่าถูกหักเพราะอะไร การลาอาจทำให้ตกงาน ลักษมีเล่าว่าหลังพ่อเสียชีวิต เธอต้องกลับไปหมู่บ้านหลายวัน เมื่อกลับมา บริษัทจ้างคนอื่นมาทำงานแทนแล้ว เธอขอให้บริษัทส่งไปประจำไซต์อื่น แต่ไม่ได้รับการมอบหมายงาน และสุดท้ายก็ตกงาน อามาน วาร์มา (Aman Verma) พนักงานรักษาความปลอดภัยในรัฐอุตตรประเทศ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับเพื่อนพนักงานรักษาความปลอดภัยชื่ออังกิต ฉัฑฑา (Ankit Chadda) ที่ไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่ง ฉัฑฑาเห็นเด็กคนหนึ่งถือเหล็กเส้นออกจากไซต์ จึงเรียกให้หยุด เด็กวิ่งหนี หกล้ม และได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่มือ เด็กกลับไปบอกครอบครัวว่าถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยทำร้าย จากนั้นชาวบ้านกลุ่มใหญ่มาที่ไซต์และรุมทำร้ายฉัฑฑาจนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและเสียเลือดมาก พนักงานรักษาความปลอดภัยที่อยู่ในเหตุการณ์ระบุว่าตำรวจไม่ได้รับฟังคำชี้แจงของพนักงานรักษาความปลอดภัย บริษัทจัดให้ฉัฑฑารักษาตัวที่โรงพยาบาลในโครงการประกันสุขภาพของรัฐสำหรับลูกจ้าง (Employee State Insurance: ESI) แต่เขาไม่ได้รับค่าจ้างในวันที่ต้องหยุดงานเพื่อรักษาตัว และถูกย้ายไปประจำไซต์อื่น วาร์มาบอกว่าเหตุการณ์นี้ทำให้พนักงานรักษาความปลอดภัยคนอื่นกลัวว่าจะไม่ได้รับการดูแลหากเกิดเหตุกับตัวเอง ข้อดีที่พนักงานรักษาความปลอดภัยพูดถึงมีไม่มาก พนักงานรักษาความปลอดภัยบางคนระบุว่าเงินเดือนเข้าบัญชีตรงเวลา และมีประกันสุขภาพผ่าน ESI แต่ผู้ที่เคยใช้สิทธิระบุว่าเบิกใช้ได้ยาก ต้องเตรียมเอกสารจำนวนมากและรอนาน สุดท้ายหลายคนต้องไปโรงพยาบาลเอกชนและจ่ายเงินเอง รายงานระบุว่าประเด็นนี้ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ความกลัวในที่ทำงาน สหภาพแรงงาน และการเลือกปฏิบัติ พนักงานรักษาความปลอดภัยในรัฐฌารขัณฑ์ประท้วงหลังถูกเลิกจ้าง 110 คน เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2026 | ภาพจาก: Lagatar.in พนักงานรักษาความปลอดภัยในทุกเมืองระบุว่าทำงานด้วยความกลัว พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพหลายคนต้องการตั้งสหภาพ แต่ผู้บริหารของ G4S สั่งห้ามโดยตรง จึงกลัวตกงาน พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าบริษัทมีช่องทางร้องเรียนหรือไม่ จรัญ ยาดาฟ (Charan Yadav) พนักงานรักษาความปลอดภัยในเมืองลัคเนา เล่าว่าบริษัทสั่งด้วยวาจาว่าห้ามพนักงานทำกิจกรรมในลักษณะสหภาพ ใครที่พยายามตั้งสหภาพหรือรวมกลุ่มพนักงานจะถูกไล่ออก หัวหน้ามักถามข้อมูลของพนักงานคนหนึ่งจากพนักงานอีกคน ทำให้พนักงานเฝ้าดูกันเองและไม่มีใครกล้าพูดเรื่องสิทธิของตัวเอง พนักงานรักษาความปลอดภัยจากสหภาพในเครือข่ายของ UNI คนหนึ่งระบุว่า หากบริษัทรู้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยไปประชุมสหภาพหรือแจ้งความเรื่องปัญหาในที่ทำงาน ผู้บริหารจะกล่าวหาว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยทำให้บริษัทเสียชื่อ และตั้งการสอบสวนตัวผู้ร้องเรียนแทนการสอบสวนเรื่องที่ร้องเรียน พนักงานรักษาความปลอดภัยที่เป็นสมาชิกสหภาพระบุว่าถูกผู้บริหารและหัวหน้างานเจาะจงเป็นเป้าในหลายรูปแบบ ขณะเดียวกัน ทีมสำรวจพบว่ากลุ่มนี้กล้าพูดถึงปัญหามากกว่า และเชื่อว่าปัญหาจะแก้ได้ผ่านการเจรจากับนายจ้าง จรัญ ยาดาฟ ยังระบุว่าการจัดจุดประจำการไม่เป็นธรรม พนักงานวรรณะสูงมักได้จุดที่สบายกว่า ส่วนพนักงานกลุ่มดาลิต (Dalit) และกลุ่มวรรณะล้าหลังอื่นๆ (Other Backward Class: OBC) มักถูกส่งไปประจำจุดกลางแจ้ง ตากแดดตากฝน หรือจุดที่ทำงานหนักกว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยหญิงคนหนึ่งในรัฐอุตตรประเทศ ใช้นามสมมติว่ามันทากินี (Mandhakini) เล่าว่าพนักงาน G4S คนหนึ่งพูดจาไม่เหมาะสม พยายามจับมือเธอ และขู่ว่าจะทำให้เธอตกงานหากไม่ทำตาม โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งเชื่อฟังเขา เจ้าหน้าที่คนนั้นเองก็เรียกเธอไปนั่งคุยโดยไม่มีเหตุผลเรื่องงานและจ้องมองเธอ หลังจากเธอคัดค้าน เริ่มมีการร้องเรียนเท็จว่าเธอทำงานไม่ดี และคำร้องเรียนเหล่านั้นถูกใช้เป็นเหตุผลในการเลิกจ้าง เธอระบุว่าไม่เคยได้รับการอบรมเรื่องการป้องกันการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน (Prevention of Sexual Harassment: POSH) หรือขั้นตอนการร้องเรียน ทีมสำรวจมีข้อสังเกตเพิ่มเติม 2 ข้อ ข้อแรก บางพื้นที่เลือกจ้างแรงงานย้ายถิ่น เพราะแรงงานกลุ่มนี้มีคนรู้จักในพื้นที่น้อยและต้องพึ่งพางานมากกว่า ข้อที่ 2 สภาพการทำงานในสถานที่ขนาดเล็กที่อยู่ห่างจากเมืองใหญ่แย่กว่าในเมือง รายงานระบุว่า G4S ลงนามในข้อตกลงกรอบระดับโลก (Global Framework Agreement) กับ UNI ไว้แล้ว โดยตกลงจะเคารพสิทธิของพนักงานตามกฎหมายท้องถิ่นและสิทธิในการรวมตัว แต่จากคำให้การของพนักงานรักษาความปลอดภัย บริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ รายงานระบุว่าเสรีภาพในการรวมตัวและการไม่เลือกปฏิบัติเป็นหลักการพื้นฐานตามปฏิญญาของ ILO และคำให้การบางส่วน เช่น ความกลัวถูกลงโทษ การข่มขู่ผู้ร้องเรียน และการหักค่าจ้างโดยไม่มีคำอธิบาย ตรงกับตัวชี้วัดที่ ILO ใช้ระบุแรงงานบังคับ ซึ่งควรตรวจสอบเพิ่มเติม สื่อ Newslaundry รายงานว่า คริสตี ฮอฟฟ์แมน (Christy Hoffman) เลขาธิการใหญ่ของ UNI ระบุว่าสิ่งที่พนักงานรักษาความปลอดภัยในอินเดียเล่าเกิดจากการที่บริษัทระดับโลกถือว่าข้อตกลงของตัวเองเป็นเรื่องที่เลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ และเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจของบริษัท ซึ่งเกินกว่าความบกพร่องของผู้บริหารในพื้นที่ ฮอฟฟ์แมนเรียกร้องให้ G4S ปฏิบัติตามข้อตกลง เคารพสิทธิในการรวมตัวของพนักงานโดยไม่ตอบโต้ และปรับการดำเนินงานในอินเดียให้ตรงกับมาตรฐานสากล รายงานฉบับนี้ออกมาหลังรายงานอีกฉบับของ UNI ชื่อ Failure to Protect ซึ่งเผยแพร่เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2026 และพบปัญหาค่าจ้างต่ำ การไม่จ่ายค่าล่วงเวลา และการคุกคามทางเพศในบางกรณี ในหมู่พนักงานรักษาความปลอดภัย G4S ในแอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และยูกันดา โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยในประเทศเหล่านั้นระบุว่าต้องทำงานกะละสูงสุด 36 ชั่วโมงโดยไม่ได้ค่าจ้างเพิ่ม สื่อ Newslaundry ระบุว่าได้ส่งคำถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาในรายงานไปยัง G4S India ทางอีเมลแล้ว และจะเพิ่มคำตอบของบริษัทเมื่อได้รับ จนถึงขณะนี้ยังไม่พบคำชี้แจงจาก G4S หรือ Allied Universal ต่อรายงานฉบับนี้. ที่มา: On Duty & Unprotected: How G4S Security Guards in India Are Denied Contracts, Overtime Pay and the Right to Unionize (UNI Global Union, 15 September 2026) G4S security guards in India face long hours, no contracts, fear of unionising: Survey (NL Team, Newslaundry, 15 September 2026)  * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * พนักงานรักษาความปลอดภัย * อินเดีย * UNI Global Union
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
สมัชชาคนจนให้กำลังใจ "เส็น จิงา" วัย 92 ปี รับทราบข้อกล่าวหาปลูกสิ่งก่อสร้างรุกล้ำทะเลที่ภูเก็ต
dlvr.it
สมัชชาคนจนให้กำลังใจ "เส็น จิงา" วัย 92 ปี รับทราบข้อกล่าวหาปลูกสิ่งก่อสร้างรุกล้ำทะเลที่ภูเก็ต
สมัชชาคนจนให้กำลังใจ "เส็น จิงา" วัย 92 ปี รับทราบข้อกล่าวหาปลูกสิ่งก่อสร้างรุกล้ำทะเลที่ภูเก็ต auser15 Sat, 2026-10-03 - 10:53 "เส็น จิงา" สมาชิกสมัชชาคนจน กรณีบ้านหัวท่า-คอเอน เดินทางรับทราบข้อกล่าวหาปลูกอาคารล่วงล้ำทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังกรมเจ้าท่าไม่อนุญาตและสั่งให้รื้อถอนบ้านพัก เมื่อ 29 ก.ย. ที่ สภ.ท่าฉัตรไชย จ.ภูเก็ต ขณะที่สมัชชาคนจนยืนยันสิทธิต่อสู้คดี และเรียกร้องให้รัฐรับฟังวิถีชีวิตชุมชน ไม่แก้ปัญหาด้วยการดำเนินคดีหรือผลักชาวบ้านออกจากพื้นที่เพียงอย่างเดียว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 สมัชชาคนจน จัดกิจกรรมให้กำลังใจ เส็น จิงา อายุ 92 ปี สมาชิกสมัชชาคนจนกรณีบ้านหัวท่า-คอเอน ซึ่งเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา "ปลูกสิ่งก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่ทะเล" ที่สถานีตำรวจภูธรท่าฉัตรไชย อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยมีสมาชิกสมัชชาคนจนมาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก เส็นถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเล ทางสัญจร หรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือทะเลในน่านน้ำไทย โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามข้อมูลของสมัชชาคนจน สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ตหรือกรมเจ้าท่า พิจารณาคำขอแล้วไม่อนุญาตให้เส็นปลูกสิ่งล่วงล้ำดังกล่าว และแจ้งให้รื้อถอน พร้อมระบุว่าหากเส็นเพิกเฉยไม่รื้อถอนบ้านพักอาศัย การกระทำนั้นเป็นเหตุให้เจ้าท่าหรือรัฐบาลไทยได้รับความเสียหาย สมัชชาคนจนระบุว่า กรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำพื้นที่ทะเล แต่เป็นคำถามสำคัญว่าชาวบ้านที่อยู่อาศัยและดำรงชีวิตกับพื้นที่ชายฝั่งมายาวนาน จะมีสิทธิอยู่ต่อในบ้านและชุมชนของตนเองอย่างไร เมื่อพื้นที่ถูกกำหนดและจัดการโดยรัฐและทุน สมัชชาคนจนยืนยันสิทธิที่จะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และเรียกร้องให้รัฐรับฟังข้อเท็จจริง วิถีชีวิต และสิทธิในการอยู่อาศัยของชุมชน โดยไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการดำเนินคดีหรือผลักชาวบ้านออกจากพื้นที่เพียงอย่างเดียว * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สมัชชาคนจน * เส็น จิงา * ภูเก็ต
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
สส.ปชน. ขอทุกฝ่ายหยุดเล่นเกมการเมืองฉวยโอกาสปลดผู้ว่าฯ กทม. จากน้ำท่วม ชี้ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการของรัฐบาล
dlvr.it
สส.ปชน. ขอทุกฝ่ายหยุดเล่นเกมการเมืองฉวยโอกาสปลดผู้ว่าฯ กทม. จากน้ำท่วม ชี้ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการของรัฐบาล
สส.ปชน. ขอทุกฝ่ายหยุดเล่นเกมการเมืองฉวยโอกาสปลดผู้ว่าฯ กทม. จากน้ำท่วม ชี้ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการของรัฐบาล auser15 Sat, 2026-10-03 - 10:23 'อนุสรณ์ ธรรมใจ' สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ขอให้ทุกฝ่ายหยุดเล่นเกมการเมืองบนความเดือดร้อนของประชาชน หรือฉวยโอกาส "ปลดผู้ว่า กทม." ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ระบุว่าน้ำท่วมปี 2569 เกินศักยภาพของ กทม. เพียงลำพัง และแตกต่างจากปี 2554 เพราะเกิดจากฝนตกหนักสะสม ไม่ใช่มวลน้ำจากเขื่อนใหญ่ จุดอ่อนอยู่ที่การเตือนภัย การอพยพ และการเตรียมพร้อมในพื้นที่ เสนอแนวทาง "Single Command with Comprehensive Support" ให้ผู้ว่าฯ จังหวัดมีอำนาจสั่งการ โดยส่วนกลางหนุนด้านข้อมูล ทรัพยากร และการวางแผนภาพรวม ภาพจาก: ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน แสดงความเห็นถึงสถานการณ์น้ำและอุทกภัยปี 2569 โดยขอให้ทุกฝ่ายหยุดเล่นเกมการเมืองบนความเดือดร้อนของประชาชน หรือฉวยโอกาส "ปลดผู้ว่า กทม." ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งจากประชาชน เขาเห็นว่าปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการและการบูรณาการของรัฐบาล อนุสรณ์ระบุว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกินกำลังของกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงที่จะแก้ปัญหาตามลำพัง และเป็นมากกว่าภัยธรรมชาติปกติ เพราะมีภาวะโลกร้อนจากการกระทำของมนุษย์ร่วมด้วย การแก้ปัญหาระยะยาวจึงต้องมุ่งที่ต้นตอ ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจกและการปลูกและรักษาป่าต้นน้ำ มิฉะนั้นจะต้องเสียงบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ กับการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เขายังเห็นว่าปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นผลจากความล้มเหลวด้านการจัดการ ความประมาทในการเตรียมความพร้อมของรัฐบาล และการรั่วไหลของงบประมาณบริหารจัดการน้ำที่สะสมมาหลายรัฐบาล สะท้อนปัญหาการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและการรวมศูนย์บูรณาการที่ขาดดุลยภาพ เมื่อเทียบกับปี 2554 อนุสรณ์ยกข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำเก็บกัก 951 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 109% ของความจุปกติ 872 ล้านลูกบาศก์เมตร และกรมชลประทานทยอยปรับการระบายน้ำ ขณะที่ปี 2554 เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์มีน้ำเต็มความจุ 99–100% จนต้องระบายน้ำล้น แต่ปีนี้เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 66% และงดการระบาย เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 80% และระบายเพียง 7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่วนปริมาณน้ำไหลผ่านนครสวรรค์ปีนี้อยู่ที่ 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าปี 2554 ที่สูงถึง 4,686 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เขาสรุปว่า วิกฤตปี 2569 จึงไม่ได้เกิดจากมวลน้ำจากเขื่อนใหญ่ทางภาคเหนือเหมือนปี 2554 แต่เกิดจากฝนตกหนักรุนแรงฉับพลัน (Rain Bomb) และฝนสะสมที่ทำให้น้ำท่วมขังสูงพร้อมกันในหลายลุ่มน้ำ "ประชาชนทราบดีว่าไม่มีใครควบคุมธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ Rain Bomb ได้ แต่สิ่งที่สังคมกำลังตั้งคำถามคือประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวิกฤต ว่าปัญหามาจากธรรมชาติหรือการขาดการบูรณาการเชิงรุกของภาครัฐ" อนุสรณ์กล่าว อนุสรณ์ชี้จุดอ่อนในการรับมือ 3 ประการ ได้แก่ การสื่อสารเตือนภัยล่าช้าและเข้าใจยาก แม้มีระบบ One Map รวมศูนย์ข้อมูล แต่ยังใช้ภาษาทางการ ทำให้ประชาชนเข้าถึงและตัดสินใจได้ช้ากว่าข้อมูลของภาคเอกชน ประการที่สองคือความล่าช้าในการช่วยเหลือและอพยพของกระทรวงมหาดไทย ที่ติดขัดในช่วงรอยต่อการแต่งตั้งโยกย้ายและคาบเกี่ยวปีงบประมาณ และประการที่สามคือพื้นที่กรุงเทพฯ ควรพร่องน้ำและขุดลอกคูคลองก่อนฝนตกหนัก เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เขาเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างการทำงานโดยแบ่งความรับผิดชอบเป็น 3 ระดับ คือส่วนกลาง จังหวัด และท้องถิ่น ภายใต้แนวทาง "Single Command with Comprehensive Support" โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งใกล้ชิดข้อมูลหน้างานมากที่สุด มีอำนาจสั่งการเด็ดขาดในพื้นที่ และให้ส่วนกลางสนับสนุน 3 ด้าน ได้แก่ 1. Data Integration รวบรวมข้อมูลฝน ระดับน้ำ การระบาย และสภาพอากาศจากทุกหน่วยงาน แปลงเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่ายให้ผู้บริหารพื้นที่ตัดสินใจทันที 2. Resource Allocation สนับสนุนกำลังคน เรือ เครื่องมือบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์อพยพ และงบประมาณเยียวยาอย่างรวดเร็ว 3. Macro Planning & Fairness วางแผนภาพรวม ประเมินความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ต้นน้ำและท้ายน้ำ และบริหารน้ำอย่างเป็นธรรม ไม่ปล่อยให้จังหวัดใดแบกรับผลกระทบเพียงลำพัง อนุสรณ์กล่าวสรุปว่า "ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การควบคุมธรรมชาติ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากร ข้อมูล และบุคลากรที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ การปรับโครงสร้างให้พื้นที่สั่งการได้ฉับไว โดยมีส่วนกลางหนุนหลังอย่างเข้มแข็งและเป็นธรรม จะเป็นหัวใจสำคัญในการลดความสูญเสียและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน" * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม * กรุงเทพมหานคร * อนุสรณ์ ธรรมใจ
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
รมว.เศรษฐกิจมาเลเซีย ตอบกรณีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ต้องพิจารณาสมดุล แรงงานกับธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง
dlvr.it
รมว.เศรษฐกิจมาเลเซีย ตอบกรณีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ต้องพิจารณาสมดุล แรงงานกับธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง
รมว.เศรษฐกิจมาเลเซีย ตอบกรณีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ต้องพิจารณาสมดุล แรงงานกับธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง auser15 Sat, 2026-10-03 - 09:06 กรณีเสนอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของมาเลเซีย มีการแถลงจาก รมว.เศรษฐกิจว่า ต้องตัดสินใจโดยคำนึงถึงสมดุลระหว่างการยกระดับชีวิตของแรงงานและความสามารถปฏิบัติตามได้ของธุรกิจขนาดเล็กมาก ถึง ขนาดกลาง ที่จะต้องเผชิญกับต้นทุนสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลยังไม่ยืนยันเรื่องที่ว่าจะมีการปรับเพิ่มจากเดิม 1,700 ริงกิต เป็น 2,000 ริงกิต หรือไม่ ภาพจาก: Canva เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2026 รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย อัคมาล นาซีร์ แถลงในช่วงที่รัฐบาลมาเลเซียกำลังพิจารณาข้อเสนอปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นอีกเป็น 2,000 ริงกิต โดยบอกว่าการจะปรับค่าแรงขั้นต่ำนั้นต้องพิจารณาอย่างสมดุลระหว่างความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานกับความสามารถในการจ่ายได้ของธุรกิจขนาดเล็กมาก ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ที่มาเลเซียเรียกว่า MSMEs เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจเหล่านี้ยังคงอยู่ได้ "รัฐบาลกำลังพิจารณาภาคส่วนต่างๆ หลายภาคส่วน และดูว่าการนำมาปรับใช้จะทำให้เกิดสมดุลระหว่างความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานกับการอยู๋รอดของนายจ้างได้อย่างไร โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กกับ MSMEs" นาซีร์กล่าว รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้จะมีการประกาศอีกครั้งโดยนายกรัฐมนตรี อันวา อิบราฮิม ในการเสนอร่างงบประมาณแผ่นดินปี 2027 วันที่ 9 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ เรื่องที่เกี่ยวข้อง * รัฐบาลมาเลเซียพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ตามค่าครองชีพและตลาดแรงงาน  ก่อนหน้านี้รัฐบาลมาเลเซียเคยเสนอว่าจะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 1,700 ริงกิตต่อเดือน (ราว 14,000 บาท) ในช่วงที่ "วาระค่าจ้างที่ดีพอ" ยังคงเป็นวาระสำคัญภายใต้ปรัชญาแบบ "มาดานี" ของรัฐบาลอิบราฮิม โดยที่ต่อมาถึงมีข้อเสนอให้ขึ้นเป็น 2,000 ริงกิตต่อเดือน (ราว 16,500 บาท) "พวกเรากำลังอยู่ในช่วงระยะการนำมาปรับใช้ นโยบายค่าจ้างอัตราก้าวหน้ามีกำหนดจะสิ้นสุดในช่วงปลายปี 2027 ดังนั้นแล้วพวกเราจะทำการประเมินอย่างครอบคลุมในช่วงสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า" นาซีร์กล่าว นอกจากเรื่องนายจ้างธุรกิจขนาดเล็กจะจ่ายไหวหรือไม่แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่มีคนกังวลกันคือถ้าหากขึ้นถึงระดับ 2,000 ริงกิต จะกระทบต่อเรื่องค่าครองชีพหรือไม่ นาซีร์ บอกว่า "ถ้าหากพวกเราขึ้นค่าแรงแล้วต่อไม่ได้มีการบริหารจัดการค่าครองชีพอย่างมีประสิทธิภาพ การขึ้นค่าแรงก็จะไม่ได้ส่งผลอะไรที่เป็นประโยชน์หรือมีนัยสำคัญ" ทำให้ต้องมีการพิจารณาพร้อมกับเรื่องค่าครองชีพ เรื่องลักษณะของท้องถิ่นนั้นๆ เรื่องความต้องการของแต่ละครัวเรือน ไมว่าจะเป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าเล่าเรียน ทางด้าน โมหิด เซเดก จันทัน ผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์การลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศที่ บริษัท IPP Wealth Managers กล่าวว่า ในขณะที่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 2,000 ริงกิต จะนับเป็นการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำ 17.6% แต่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ผลิตภาพของแรงงานเพิ่มขึ้นจาก 4.3% เป็น 4.8% เท่านั้น การที่อัตราสองอย่างนี้ต่างกันมากทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับผลพวงที่ตามมาโดยการปรับระบบการทำงานหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับว่าจะทำกำไรได้น้อยลง การผลักภาระไปให้กับผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสินค้า การแทนที่แรงงานด้วยระบบอัตโนมัติ หรือการปรับเปลี่ยนความต้องการแรงงาน นักวิเคราะห์ประเมินว่า การขึ้นค่าแรงจะมีส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมในแง่ที่ทำให้ผู้คนมีกำลังซื้อมากขึ้น กลายเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายภายในประเทศ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่านายจ้างมีการผลักภาระค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไปให้กับผู้บริโภคด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นไปได้ว่าในการผลิตหรือบริการที่ต้องใช้แรงงานสูงมากมีโอกาสที่จะขึ้นราคาสูงกว่า นาซีร์ กล่าวอีกว่า ยังต้องมีการพิจารณาเรื่องโครงสร้างตลาดแรงงานด้วย โดยที่มาเลเซียกำลังมีสภาวะค้่าจ้างไม่เติบโต ทำให้แรงงานที่มีทักษะหรือประสบการณ์มากกว่ากลับมีค่าจ้างน้อยหรือใกล้เคียงกับแรงงานที่เข้ามาใหม่ โดยที่นาซีร์ตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลค่าแรงในช่วงสิบปีที่ผ่านมาพบว่า แรงงานทักษะปานกลางไม่ได้รับการขึ้นค่าจ้างที่เหมาะสมมากพอ เรียบเรียงจาก Minimum wage increase must balance workers' welfare, SME survival, says Akmal, Straits  Times, 28-09-2026 Effectiveness of Progressive Wage Policy To Be Evaluated End Of The Year - Akmal Nasrullah, Bernama, 22-09-2026 Analyst Says Raising Minimum Wage Could Drive Up Prices Of Goods And Services, SAYS, 28-09-2026   * ข่าว * แรงงาน * ต่างประเทศ * อาเซียน * มาเลเซีย * ค่าจ้าง * ค่าแรงขั้นต่ำ
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
เปิดตัวเครือข่ายประชาชนต้าน 'เวิลด์แบงก์–IMF' ชำแหละแนวคิดการพัฒนาที่ให้ทุนกำหนดอนาคตประชาชนจ่ายบิล
dlvr.it
เปิดตัวเครือข่ายประชาชนต้าน 'เวิลด์แบงก์–IMF' ชำแหละแนวคิดการพัฒนาที่ให้ทุนกำหนดอนาคตประชาชนจ่ายบิล
เปิดตัวเครือข่ายประชาชนต้าน 'เวิลด์แบงก์–IMF' ชำแหละแนวคิดการพัฒนาที่ให้ทุนกำหนดอนาคตประชาชนจ่ายบิล auser15 Sat, 2026-10-03 - 08:21 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ (People's Network Against World Bank and IMF) จัดแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่ห้องประชุม Tailor hall ชั้น 9 โรงแรม Deprime รางน้ำ พร้อมเวทีพูดคุย "บิลนี้ใครจ่าย? ต้นทุนเงียบที่ประชาชนต้องแบก แลกกับภาพฝันการพัฒนาที่ไม่ได้เลือก" ก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ช่วงกลางเดือนตุลาคม โดยมีตัวแทนภาคประชาชน นักกิจกรรม กลุ่มผู้หญิง และคนจนเมืองร่วมงาน ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนเครือข่าย กล่าวว่า เดิมเครือข่ายจะจัดงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ถูกปฏิเสธการใช้สถานที่อย่างกะทันหัน เหตุผลที่เครือข่ายทราบคือผู้บริหารรู้สึก "ไม่สบายใจ" กับคำว่า "ต่อต้าน" เขาเห็นว่าเรื่องนี้สะท้อนว่าใครถืออำนาจ และเกี่ยวโยงกับผลพวงหลังปี 2540 ที่ไอเอ็มเอฟให้ไทยปรับโครงสร้าง ผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบและบริหารแบบตลาด จนเสรีภาพทางวิชาการค่อยๆ หายไป แสงศิริ ตรีมรรคา ตัวแทนเครือข่าย กล่าวว่า เครือข่ายเกิดจากการรวมตัวของคนทำงานภาคสังคม ทั้งกลุ่มผู้หญิง ผู้ติดเชื้อ และคนจนเมือง ที่มองว่าระบบทุนนิยมเสรีใหม่กำลังเข้ามาครอบงำสังคมไทยภายใต้สิ่งที่เรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" โดยรัฐพยายามลดภาระสวัสดิการแต่คงอำนาจไว้เท่าเดิม ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่มีอำนาจมากขึ้น ส่วนประชาชนต้องเผชิญการผูกขาดและการสูญเสียที่ดินทำกิน ปรานมกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมหาอำนาจควบคุมประเทศต่างๆ ผ่านนโยบายเศรษฐกิจ โดยเปรียบโลกเป็นตลาด มีธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเป็นผู้จัดการและผู้ให้กู้ ไทยเป็นผู้เช่าแผงที่ไม่มีอำนาจต่อรอง และรัฐบาลถูกลดบทบาทเป็น "ยามเฝ้าตลาด" เขายกตัวอย่างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2534 เพื่อรองรับการประชุมธนาคารโลก โดยแลกกับการไล่รื้อคนจนเมือง และระบุว่าสองสถาบันไม่เคยสนใจชะตากรรมของผู้ถูกไล่ที่ หรือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากเงินกู้สร้างเขื่อนปากมูล ปรานมยังกล่าวว่า น้ำท่วมที่ยืดเยื้อเป็นเดือนในปัจจุบันไม่ใช่ภัยธรรมชาติล้วนๆ แต่เกี่ยวกับการถมหนองบึงเพื่อเก็งกำไร หลังการเปิดเสรีทางการเงินปี 2540 และการประเมินความเสียหายของธนาคารโลกไม่นับรายได้ที่หายไปของแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ และแรงงานหญิงที่ต้องฟื้นฟูบ้านเรือน นอกจากนี้เขายังวิจารณ์แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ว่ามองคนเป็นเพียง "ทุนมนุษย์" และพยายามเปลี่ยนจากสวัสดิการถ้วนหน้าเป็นระบบพิสูจน์ความจน ด้านซอฮาบูดีน เลาะยะพา ตัวแทนเครือข่าย ย้อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ว่า หลังฟองสบู่แตกปลายปีนั้นมีคนตกงานทันที 1.17 ล้านคน และปี 2541 ผู้ว่างงานเฉียด 2 ล้านคน ขณะที่ค่าใช้จ่ายรายวันทั้งค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าอาหาร ยังอยู่ครบ เขาระบุว่าการเข้าโครงการของไอเอ็มเอฟทำให้ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินครั้งใหญ่ และรัฐบาลออกพันธบัตรเพื่อช่วยสถาบันการเงินกว่า 1.32 ล้านล้านบาท ซึ่งกลายเป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องร่วมจ่ายผ่านภาษีมาหลายสิบปี จรัสศรี จันทร์อ้าย ตัวแทนเครือข่าย กล่าวถึงสิทธิที่ดินว่า ที่ดินคือชีวิต อาหาร และความมั่นคงของชาวบ้าน ไม่ใช่สินค้า และระบุว่าเงื่อนไขจากธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟกดดันให้รัฐบาลมองที่ดินเป็นสินทรัพย์เพื่อเปิดทางต่างชาติ เธอเรียกร้องให้ผลักดันโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินเพื่อกระจายการถือครองให้คนจน ณัฐวุฒิ กรมภักดี ตัวแทนเครือข่าย กล่าวว่า คนจนเมือง กลุ่มเปราะบาง และแรงงานที่ทำงานในเมือง เป็น "คนสร้างเมือง" แต่ถูกการพัฒนาผลักให้ไปอยู่ห่างไกลจากครอบครัวและโอกาส เขายืนยันว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้บุกรุก และที่ดินกับที่อยู่อาศัยต้องไม่ถูกแปลงเป็นสินค้าเพื่อสร้างกำไร จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ตัวแทนเครือข่าย ยกกรณีเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสานว่า ชาวบ้านถือโฉนดแต่มีสิทธิครอบครองเพียงจากผิวดินลึก 100 เมตร ส่วนที่ต่ำกว่านั้นเป็นของรัฐ โดยจุดเริ่มต้นมาจากกรมทรัพยากรธรณีขอกู้เงินธนาคารโลก 8.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2524 เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการทำเหมืองโปแตชที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เธอระบุว่าภาระของประชาชนไม่ใช่เพียงเงินต้นและดอกเบี้ย แต่รวมถึงความเสียหายจากการทดลองทำเหมือง เช่น น้ำท่วมอุโมงค์และการพบก๊าซใต้ดิน ซึ่งชาวบ้านไม่ทราบว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลุกลามไปเพียงใดเพราะรัฐไม่เปิดเผยข้อมูล และเห็นว่าเกษตรกรถูกอ้างเป็นเหตุผลของโครงการ ขณะที่งบสนับสนุนเกษตรกรถูกตัด สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนผู้หญิงและคนทำงานดูแล กล่าวว่า เมื่อเศรษฐกิจพัง ผู้หญิงรับภาระหนักที่สุด จึงเสนอให้ยอมรับ "Care Income" หรือค่าตอบแทนแก่แม่และคนทำงานดูแล ในฐานะการรับรองว่างานดูแลคืองาน และผู้ทำงานนี้ต้องมีส่วนร่วมกำหนดแผนพัฒนาและมีสวัสดิการรองรับ อรชา จันทร์เดช ตัวแทนเครือข่าย กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานว่า ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ เพิ่มสัดส่วนก๊าซและเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งที่ภาคประชาชนเรียกร้องให้ยุติ และเห็นว่ารัฐบาลเร่งจัดทำแผนและรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปแสดงในการประชุมไอเอ็มเอฟ ขณะที่เงินทุนจะไหลไปยังกลุ่มทุนพลังงานรายใหญ่ เธอยังวิจารณ์ว่าเทคโนโลยีใหม่ถูกอ้างเป็นพลังงานสะอาดเพื่อรองรับอุตสาหกรรมและดาต้าเซนเตอร์ และระบุว่าในช่วง 3 ปีหลัง การพัฒนาอุตสาหกรรมกว่า 90% เป็นกลุ่มทุนจากจีน ส่วนประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น อรชายกกรณีพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ขยายมา 8 ปี ว่าคนในพื้นที่ต้องสูญเสียดิน น้ำ ภูเขา และพื้นที่ผลิตอาหาร ทะเลเต็มไปด้วยมลพิษ ขณะที่รัฐอ้างว่าไม่มีงบประมาณเยียวยา และเตือนว่าหากสองสถาบันแทรกแซงนโยบาย โมเดลลักษณะนี้จะถูกขยายไปทุกภูมิภาค ในช่วงท้าย ตัวแทนเครือข่ายร่วมอ่านแถลงการณ์ "หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต NO WORLD BANK × NO IMF" ซึ่งมีข้อวิจารณ์กรณีจุฬาฯ ว่าการยกเลิกสถานที่สะท้อนมหาวิทยาลัยที่หวั่นเกรงอำนาจทุนและรัฐ และเสรีภาพทางวิชาการถูกจำกัด พร้อมประกาศ 10 จุดยืน ได้แก่ 1. ต้านระบบที่ทุนมีอำนาจเหนือชีวิต ทั้งทุนนิยมเสรีใหม่และจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ 2. ยึดบทเรียนวิกฤตปี 2540 ซึ่งหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.32 ล้านล้านบาท กลายเป็นหนี้สาธารณะที่ต้องจ่ายถึงปี 2574 3. ที่ดินไม่ใช่พื้นที่ว่างสำหรับการลงทุน การลงทุนสีเขียว คาร์บอนเครดิต หรือเหมืองแร่ ต้องไม่ลิดรอนสิทธิชุมชน 4. ความยุติธรรมสำหรับคนจนเมือง ที่อยู่อาศัยต้องมั่นคงและไม่ใช่สินค้าเก็งกำไร 5. ประชาชนจ่ายบิลตั้งแต่ก่อนเหมืองเปิด เพราะเงินกู้เพื่อสำรวจทรัพยากรผลักภาระหนี้และความเสี่ยงทางนิเวศให้ชุมชนโดยไม่มีสิทธิตัดสินใจ 6. สร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ไม่ใช่การแจกสงเคราะห์หรือพิสูจน์ความจน 7. ให้ค่าตอบแทนแก่ "งานดูแล" ที่ค้ำจุนสังคม 8. การเปลี่ยนผ่านสีเขียวต้องเปลี่ยนอำนาจ ประชาชนต้องเป็นเจ้าของพลังงาน 9. จีดีพีที่โตไม่เพียงพอ หากความมั่งคั่งไปอยู่ข้างบนแต่ภาระตกอยู่ข้างล่าง 10. เมล็ดพันธุ์ ยา งาน และร่างกาย ไม่ควรถูกกำหนดด้วยกำไร เครือข่ายประกาศยกระดับการเคลื่อนไหว ระดมประชาชนจากทั่วประเทศ จัดการเคลื่อนไหวแบบ "อารยะขัดขืน" คู่ขนานกับการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ * People's Network Against World Bank and IMF
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 03/10/2026
เมื่อไทยเตรียมยุบตำแหน่งบรรณารักษ์ภาครัฐ ขณะที่ห้องสมุดสหรัฐฯ-ฝรั่งเศส ขาดคนทำงาน-ภาระงานเพิ่ม
dlvr.it
เมื่อไทยเตรียมยุบตำแหน่งบรรณารักษ์ภาครัฐ ขณะที่ห้องสมุดสหรัฐฯ-ฝรั่งเศส ขาดคนทำงาน-ภาระงานเพิ่ม
เมื่อไทยเตรียมยุบตำแหน่งบรรณารักษ์ภาครัฐ ขณะที่ห้องสมุดสหรัฐฯ-ฝรั่งเศส ขาดคนทำงาน-ภาระงานเพิ่ม วิทยากร บุญเรือง auser15 Sat, 2026-10-03 - 07:40 ครม.ไทยเห็นชอบแนวทางปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ ทยอยเลิก 11 ประเภทงานเมื่อเกษียณ ซึ่งรวมตำแหน่ง "บรรณารักษ์" ไว้ด้วย สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยออกมาคัดค้าน ระบุว่าเป็นวิชาชีพเฉพาะที่เจ้าหน้าที่ไอทีทำแทนไม่ได้ และอาจกระทบการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพประชุม IFLA ปี 2029 ขณะที่ต่างประเทศเผชิญปัญหาต่างออกไป ห้องสมุดประชาชนในสหรัฐฯ เกือบ 1 ใน 5 แห่งเสียตำแหน่งงานในรอบปี จากการที่คนทำงานออกแล้วไม่รับคนใหม่ ส่วนพนักงานห้องสมุดในฝรั่งหยุดงานประท้วงเรื่องคนทำงานไม่พอ * เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีไทยเห็นชอบแนวทางปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐ ตรึงอัตราข้าราชการ ชะลอการบรรจุ และทยอยเลิก 11 ประเภทงานเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณ ซึ่งรวมตำแหน่งบรรณารักษ์ นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยคัดค้าน ระบุว่าบรรณารักษ์เป็นวิชาชีพเฉพาะที่ต้องดูแลทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และข้อมูลดิจิทัล เจ้าหน้าที่ไอทีทำแทนไม่ได้ พร้อมเตือนว่าอาจกระทบภาพลักษณ์ประเทศในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพประชุม IFLA ปี 2029 ที่กรุงเทพฯ ด้านเจ้าของสำนักพิมพ์ดังเตือนว่าห้องสมุดราชการอาจถูกปล่อยร้างจนถูกยุบในที่สุด * ในสหรัฐฯ ผลสำรวจ PLA ปี 2024 พบห้องสมุดประชาชน 18% เสียตำแหน่งงานในรอบปี ห้องสมุดในเมืองสูงถึง 29.1% สาเหตุหลักคือคนออกแล้วไม่รับคนแทน 53.5% เงินเดือนบรรณารักษ์เริ่มต้นและผู้อำนวยการยังลดลงเมื่อหักเงินเฟ้อ ส่วนในฝรั่งเศส พนักงาน 1,300 คนในห้องสมุด 68 แห่งของปารีสหยุดงานประท้วงเรื่องคนไม่พอเมื่อพฤษภาคม 2026 ขณะต้องรับงานใหม่ด้านดิจิทัล AI และความปลอดภัยเพิ่มขึ้นโดยไม่มีงบประมาณเพิ่ม รวมถึงเผชิญความรุนแรงในห้องสมุดที่เพิ่มขึ้น * งานบรรณารักษ์ทั่วโลกเปลี่ยนไปสู่งานด้านชุมชน การสื่อสาร และดิจิทัลมากขึ้น ตามข้อมูล IFLA พบว่าภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนียมีบรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชนต่อประชากรต่ำกว่ายุโรปและอเมริกาเหนือราว 10 เท่า แม้ให้บริการประชากรต่อแห่งมากกว่าราว 3 เท่า บรรณารักษ์ในฝรั่งเศส | ภาพจาก: Kappanoshisho (CC BY-SA 4.0)  เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2569 นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยแสดงความไม่เห็นด้วยผ่านโซเชียลมีเดีย หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐ แนวทางนี้มาจากข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ซึ่งมีปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สาระสำคัญคือการตรึงอัตราข้าราชการ ชะลอการบรรจุ และทยอยเลิก 11 ประเภทงานเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ โดยตำแหน่ง "บรรณารักษ์" เป็นหนึ่งในนั้น นายกสมาคมห้องสมุดฯ ระบุว่าเห็นด้วยกับหลักการปฏิรูประบบราชการ แต่ไม่เห็นด้วยกับการยุบตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะ เธออธิบายว่าบรรณารักษ์ทำหน้าที่จัดการคลังความรู้และข้อมูลของประเทศ และงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมาก เพราะต้องดูแลทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และข้อมูลดิจิทัล ผู้ที่ทำงานนี้จึงต้องเป็นบรรณารักษ์ที่เรียนด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์โดยตรง เจ้าหน้าที่ไอทีทั่วไปทำแทนไม่ได้ พร้อมเปรียบเทียบว่าการยุบตำแหน่งนี้เหมือนการยุบตำแหน่งแพทย์หรือพยาบาลในโรงพยาบาล มีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลออกมาตรการนี้โดยไม่ได้รับฟังความเห็นจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่บรรณารักษ์ในระบบราชการมีจำนวนน้อยและใช้งบประมาณไม่มาก ทั้งนี้ไทยมีห้องสมุดทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นห้องสมุดประชาชนราว 800-900 แห่ง และห้องสมุดในสถาบันอุดมศึกษากว่า 150 แห่ง โดยห้องสมุดแต่ละแห่งต้องมีบรรณารักษ์อย่างน้อย 1 คน อีกประเด็นคือการประชุมระดับนานาชาติ หอสมุดแห่งชาติและสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยเตรียมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ของสหพันธ์นานาชาติว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (International Federation of Library Associations and Institutions: IFLA) ในปี 2029 ที่กรุงเทพฯ นายกสมาคมห้องสมุดฯ ระบุว่าการยุบตำแหน่งบรรณารักษ์อาจกระทบภาพลักษณ์ของประเทศในการเสนอตัวครั้งนี้ ด้านมกุฏ อรฤดี เจ้าของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ให้ความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ว่ามาตรการนี้ครอบคลุมทั้งตำแหน่งเจ้าพนักงานห้องสมุดและบรรณารักษ์ ยกเว้นกรมศิลปากรซึ่งดูแลหอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุ ห้องสมุดราชการอื่นทั่วประเทศจึงจะไม่มีทั้งหัวหน้าและผู้ปฏิบัติงาน และอาจถูกปล่อยร้างจนถูกยุบในที่สุด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่ชัดเจนว่ามาตรการนี้ครอบคลุมโรงเรียนและมหาวิทยาลัยด้วยหรือไม่ และเตือนว่าหากไม่มีตำแหน่งงานรองรับ สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์อาจถูกยุบตามไปด้วย ห้องสมุดสหรัฐฯ เสียตำแหน่งงานและหาคนทำงานยาก กองหนังสือหลายร้อยเล่มถูกจัดเรียงบนรถเข็นที่สาขา Bezazian ของ Chicago Public Library ย่าน Uptown เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 ขณะรอรถขนส่งมารับ เนื่องจากปัญหาขาดแคลนพนักงานและคนขับ สะท้อนวิกฤตกำลังคนในห้องสมุดประชาชนอเมริกัน | ภาพจาก: Rachel Hinton/Block Club Chicago  ในสหรัฐอเมริกา ปัญหาไม่ได้เกิดจากนโยบายเลิกตำแหน่งโดยตรง แต่ตำแหน่งงานลดลงจากการที่คนทำงานออกแล้วไม่มีการรับคนใหม่มาแทน สมาคมห้องสมุดประชาชน (Public Library Association: PLA) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสมาคมห้องสมุดอเมริกัน (American Library Association: ALA) ได้สำรวจห้องสมุดประชาชน 9,226 แห่ง ทั่วประเทศช่วงปลายปี 2024 ผลสำรวจพบว่าห้องสมุดประชาชน 18% เสียตำแหน่งงานในรอบ 12 เดือนก่อนการสำรวจ ลดลงจาก 22.6% ในการสำรวจปี 2021 ห้องสมุดในเมืองมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ 29.1% ห้องสมุดชานเมืองอยู่ที่ 18% และห้องสมุดในเมืองเล็กและชนบทอยู่ที่ 17.1% สาเหตุที่ห้องสมุดระบุมากที่สุดคือพนักงานออกจากงานแล้วไม่มีการรับคนแทน คิดเป็น 53.5% รองลงมาคือการรวมหรือปรับโครงสร้างตำแหน่ง 36.5% และการตัดงบประมาณ 19.1% ห้องสมุดในเมืองมีรูปแบบต่างออกไป สาเหตุอันดับแรกของกลุ่มนี้คือการปรับโครงสร้างตำแหน่งที่ 46.8% ค่าตอบแทนเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เมื่อหักผลของเงินเฟ้อแล้ว เงินเดือนของผู้อำนวยการห้องสมุดในปี 2024 อยู่ที่ค่ากลาง 63,000 ดอลลาร์ต่อปี ลดลงราว 5,500 ดอลลาร์จากปี 2021 ส่วนบรรณารักษ์ที่เพิ่งเริ่มงานอยู่ที่ 45,000 ดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจาก 45,752 ดอลลาร์ ในคำถามปลายเปิดเรื่องสาเหตุที่หาคนมาทำงานไม่ได้ ผู้ตอบ 44.3% ระบุเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ โดยเฉพาะตำแหน่งพาร์ตไทม์ และ 20% ระบุว่าไม่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ห้องสมุดขนาดเล็กมีคนทำงานน้อยอยู่แล้ว ห้องสมุดในเมืองเล็กและชนบทมีพนักงานเต็มเวลาที่ค่ากลาง 2 คนและพนักงานพาร์ตไทม์ 3 คน รายงานระบุว่าข้อมูลของหน่วยงานรัฐบาลกลางชี้ว่าจำนวนพนักงานห้องสมุดยังต่ำกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ สัดส่วนห้องสมุดที่ให้เวลาทำงานไปอบรมลดลงจาก 93.8% เหลือ 90.6% และสัดส่วนที่ให้เงินสนับสนุนการอบรมลดลงจาก 84.2% เหลือ 79.6% ฝรั่งเศส คนทำงานไม่พอ แต่งานเพิ่มขึ้น พนักงานห้องสมุดในฝรั่งเศสถือป้ายประท้วงหยุดงานหน้าอาคาร เรียกร้องให้คงสถานะห้องสมุดเป็นพื้นที่ต้อนรับทุกกลุ่มคน และคัดค้านการเพิ่มภาระงานโดยไม่มีกำลังคนและงบประมาณเพียงพอ สะท้อนปัญหาคนไม่พอแต่งานเพิ่มขึ้นที่บรรณารักษ์เผชิญ | ภาพจาก: ladepeche.fr พนักงานห้องสมุดเทศบาลปารีสกว่า 1,300 คน จาก 68 สาขา ร่วมหยุดงานประท้วงเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อประท้วงปัญหาคนไม่พอ ภาระงานที่เพิ่มขึ้นจากแผน “Lire à Paris 2025-2029” และการขยายเวลาเปิดบริการโดยไม่มีทรัพยากรเพิ่ม   ในฝรั่งเศส สื่อ Archimag ซึ่งเป็นนิตยสารด้านห้องสมุด รายงานเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 ว่าบรรณารักษ์ในห้องสมุดเทศบาลเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งค่าตอบแทน คนไม่พอ งบซื้อหนังสือที่ลดลง และความรุนแรง กรณีที่ชัดที่สุดเกิดที่ปารีส ช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 กลุ่มสหภาพแรงงานหลายแห่งเรียกร้องให้พนักงาน 1,300 คนในห้องสมุด 68 แห่งของเมืองหยุดงาน เพื่อประท้วงเรื่องคนไม่พอ และคัดค้านแผนส่งเสริมการอ่านของเมืองปารีส (Lire à Paris) ปี 2025-2029 ที่สหภาพแรงงานเห็นว่าเพิ่มภาระงานให้พนักงานโดยไม่มีการเพิ่มทรัพยากร ปัญหาเรื่องสภาพการทำงานมีมานานแล้ว เมื่อ 5 ปีก่อน Archimag สำรวจความเห็นบรรณารักษ์ 1,083 คน พบว่า 54.94% รู้สึกไม่สบายใจกับการทำงาน "มาก" และ 41% รู้สึก "บ้าง" รวมกันกว่า 95% มีเพียง 4.06% ที่ตอบว่าไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย ความขัดแย้งในห้องสมุดเป็นอีกเรื่องที่เพิ่มขึ้น ในเดือนมิถุนายน 2025 ศูนย์ข้อมูลสาธารณะ (Bibliothèque publique d'information: Bpi) ที่ศูนย์ปอมปิดู ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศส เริ่มโครงการวิจัยเรื่องนี้ ตัวอย่างที่โครงการยกมา ได้แก่ ห้องสมุดที่ถูกเผาในเหตุจลาจลปี 2023 ห้องสมุดในเมืองนีมและวาลองซ์ที่ต้องปิดเป็นเวลานานเพราะถูกข่มขู่จากกลุ่มค้ายาเสพติด และห้องสมุดในบางชุมชนของเมืองดีฌงและเกรอโนบล์ที่ถูกทำลายเมื่อต้นปี 2025 หลังตำรวจเข้าปราบปรามการค้ายาเสพติด ขณะที่บทความเผยแพร่ ผลการวิจัยยังไม่ออกมา บรรณารักษ์คนหนึ่งทางภาคใต้ของฝรั่งเศสเขียนในกลุ่มสนทนาออนไลน์ของบรรณารักษ์ซึ่งมีสมาชิกกว่า 4,100 คนว่า ห้องสมุดของเธอเจอพฤติกรรมไม่เหมาะสม การตะโกนด่าทอ การขโมย และการทำลายทรัพย์สินจากกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้นหลายเดือนติดต่อกัน ห้องสมุดจึงจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำช่วงเปิดให้บริการ เพิ่มจากงานไกล่เกลี่ยที่พนักงานทำอยู่แล้ว และติดกล้องวงจรปิดที่ทางเข้า Archimag ระบุว่าบรรณารักษ์ต้องรับงานหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการรักษาความปลอดภัย การต้อนรับผู้ใช้ที่หลากหลายขึ้น งานด้านการไม่แบ่งแยกกลุ่มคน งานดิจิทัลและ AI และการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ ขณะที่งบประมาณยังจำกัด บทความยังระบุว่าการหาบรรณารักษ์หรือสมาคมวิชาชีพมาให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ทำได้ยาก บางคนให้ไปถามเทศบาลซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดแทน งานเปลี่ยนไป และจำนวนบรรณารักษ์ในแต่ละภูมิภาคต่างกันมาก ข้อมูลจากสหรัฐฯ ชี้ว่างานในห้องสมุดเปลี่ยนไปด้วย ผลสำรวจของ PLA พบว่าสัดส่วนห้องสมุดที่มีพนักงานรับผิดชอบงานด้านชุมชนและการเข้าถึงผู้ใช้โดยตรงเพิ่มจาก 65.6% ในปี 2021 เป็น 71.1% ในปี 2024 ตำแหน่งด้านการสื่อสารและการตลาดเพิ่มจาก 65.3% เป็น 70.5% และตำแหน่งด้านโซเชียลมีเดียเพิ่มจาก 67.0% เป็น 71.8% เมื่อถามว่าหากมีงบประมาณจะเพิ่มตำแหน่งใด ห้องสมุดตอบว่างานด้านชุมชน การสื่อสาร และงานสังคมสงเคราะห์ บางแห่งระบุว่าต้องการผู้ช่วยด้านการใช้งานดิจิทัลและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ข้อแนะนำสำหรับห้องสมุดประชาชนของ IFLA ฉบับปี 2010 ระบุว่าบรรณารักษ์ต้องสอนผู้ใช้หาข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์และประเมินคุณภาพข้อมูลที่พบ นอกเหนือจากการสอนใช้บัตรรายการและหนังสืออ้างอิงแบบเดิม เอกสารระบุว่าข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตมีคุณภาพและความถูกต้องไม่เท่ากัน บรรณารักษ์จึงมีหน้าที่แนะนำแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้ใช้ และช่วยลดช่องว่างของคนที่เข้าถึงข้อมูลได้มากและคนที่เข้าถึงได้น้อย เอกสารยังระบุว่าห้องสมุดต้องมีพนักงานในจำนวนที่เพียงพอและได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม จำนวนคนทำงานห้องสมุดในแต่ละภูมิภาคต่างกันมาก IFLA วิเคราะห์ข้อมูลที่ประเทศต่าง ๆ ส่งเข้าฐานข้อมูลแผนที่ห้องสมุดโลก (Library Map of the World) และเผยแพร่เมื่อช่วงตุลาคม 2023 พบว่าห้องสมุดประชาชน 1 แห่งในเอเชีย-โอเชียเนียและอเมริกาเหนือให้บริการประชากรมากกว่าห้องสมุดในยุโรปราว 3 เท่า สัดส่วนบรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชนต่อประชากรในยุโรปและอเมริกาเหนือใกล้เคียงกัน แต่ในเอเชีย-โอเชียเนียต่ำกว่าราว 10 เท่า ส่วนจำนวนพนักงานต่อห้องสมุด 1 แห่งในอเมริกาเหนือสูงกว่ายุโรปและละตินอเมริกาเกือบ 3 เท่า IFLA ระบุว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจไม่แสดงความแตกต่างของแต่ละประเทศ และไม่ใช่ทุกประเทศที่ส่งข้อมูลครบ ไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย แต่ข่าวของ IFLA ไม่ได้ระบุตัวเลขของไทยแยกไว้. ที่มา: IFLA Public Library Service Guidelines, 2nd edition (Christie Koontz, Barbara Gubbin, IFLA, 2010)  Regional library fields: what does the data say? (IFLA, 6 October 2023)  Public Library Staffing Report: Results from the 2024 PLA Annual Survey (Public Library Association, 2025)  Bibliothèques : comment survivre face aux pressions ? (Bruno Texier, Archimag, 22 July 2026)  ค้านยุบตำแหน่ง 'บรรณารักษ์' ชี้เป็นวิชาชีพเฉพาะ เตือนกระทบภาพลักษณ์ประเทศ (TCIJ, 13 August 2026)  * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * บรรณารักษ์ * คนทำงานห้องสมุด * สหรัฐอเมริกา * ฝรั่งเศส
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
Activists call on Pheu Thai, Democrat to back repeal of 1976 coup-era order
dlvr.it
Activists call on Pheu Thai, Democrat to back repeal of 1976 coup-era order
Activists call on Pheu Thai, Democrat to back repeal of 1976 coup-era order The October 6 Memorial Network went to Parliament yesterday (1 October) to file petitions calling on the Pheu Thai and Democrat parties to back the repeal of an order made following the military coup of 1976 which increased the penalty for royal defamation. Network representatives submitting their petition to Pheu Thai representatives (Photo by Ginger Cat) The activists said that laws and orders made by a junta should not be allowed to stand without review and called on the political parties to support the repeal of these relics of military coups to show that laws should come from the people and be made following a democratic process.   The Network visited Bhumjaithai Party and People’s Party headquarters on 22 September to file similar petitions. They initially planned to file the petitions at the Pheu Thai Party headquarters on 28 September and the Democrat Party on 29 September, but postponed the visits to 1 October and moved the location to Parliament due to heavy rain and floods affecting Bangkok. The petition is part of a campaign marking the 50th anniversary of the 6 October 1976 Thammasat University Massacre, a violent crackdown and lynching by police and right-wing paramilitaries of protesters gathering at Thammasat University and nearby Sanam Luang to protest the return of Field Marshal Thanom Kittikachorn. The massacre resulted in the death of at least 45 people. That evening, Admiral Sangad Chaloryu ousted the government of Seni Pramoj in a military coup. He became head of the National Administrative Reform Council (NARC), the junta which would rule Thailand until 1980. Within 15 days of the coup, the NARC issued Order 41, amending the Criminal Code to increase the penalties for several offences, such as defaming a foreign head of state, insulting a place of worship, flag desecration, defamation, and defamation by publication. It also increased the penalty for royal defamation from up to 7 years to between 3 and 15 years. The October 6 Memorial Network plans to propose a bill repealing Order 41 and has launched an online campaign for voters to back the bill at https://decoup6octsins.com/. As of 1 October, the bill had over 31,000 signatures. eng editor 1 Fri, 2026-10-02 - 15:36 * News * 6 October * Thammasat University massacre * October 6 Memorial Network (Feed generated with FetchRSS)
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
Government expedited pathway advances legal status for 140,000 migrants, but 345,000 still await processing
dlvr.it
Government expedited pathway advances legal status for 140,000 migrants, but 345,000 still await processing
Government expedited pathway advances legal status for 140,000 migrants, but 345,000 still await processing A Cabinet-approved expedited programme has helped hundreds of thousands of long-term migrants and their children obtain permanent residence and Thai nationality, but documentation problems, administrative gaps, and implementation challenges continue to limit their access to rights. On 30 June 2026, the Cabinet approved a one-year extension of the deadline for the expedited pathway aimed at resolving nationality and legal status issues for long-term migrants and children born in Thailand, extending the programme until 30 June 2027. The decision follows a proposal by the National Security Council. The current administration, led by Prime Minister Anutin Charnvirakul, has continued an initiative introduced under the previous government of Srettha Thavisin, based on the Cabinet resolution of 29 October 2024. While the extension is a one-off measure, it offers a degree of relief. Among more than 483,000 migrants and children born in Thailand from 19 ethnic minority groups included in Srettha’s government initiative, only around 140,000 cases have been completed to date.  On paper, the resolution reduces processing time from 270 days to just 5 days for permanent residence applications, and from 180 days to 5 days for citizenship applications. In reality, waiting times can be significantly longer. The policy covers four main groups: migrants recorded in surveys conducted between 1984 and 1999 (approximately 120,000 persons, classified as ID category 6); migrants surveyed between 2005 and 2011 (around 215,000, classified as ID category 0, group 89); children of ethnic minorities born in Thailand (about 29,000); and children born in Thailand to individuals without civil registration status, of whom about 113,000 had already been surveyed. All criteria and qualifications remain unchanged. For example, long-term migrants may be granted a Certificate of Residence provided they meet conditions such as being unable to return to their country of origin and lacking evidence of holding or having used any other nationality. Children of ethnic minorities born in Thailand may be eligible for Thai nationality if their parents were included in registration surveys conducted up to 1999 and in subsequent surveys carried out between 2005 and 2011. A Prachatai interview with Dr Prommin Lertsuridej, Secretary-General to the Prime Minister during the Srettha Thavisin administration, highlighted that the fast-track programme has faced significant delays due to bureaucratic processes and widespread public misunderstanding, particularly following the controversy over a network that allegedly helped Chinese families obtain Thai citizenship for their children through fraudulent birth registrations.  The Cabinet tasked the Department of Provincial Administration with developing guidelines for screening and managing the remaining cases, accelerating updates to registration databases to ensure accuracy, and strictly enforcing laws to mitigate security risks posed by ill-intentioned actors and criminal networks. While many individuals have obtained permanent residence status, some recipients continue to face barriers to accessing everyday services. Others remain unable to benefit from the Cabinet resolution because they fall outside the eligible groups or face difficulties meeting the required conditions. Civil society actors working closely with communities to support state implementation, as well as provincial authorities, also face operational challenges and have called for further support.  The ‘new card’ changes lives Ploy, who lives in Fang District, Chiang Mai and is in her early 40s, is among those who have obtained permanent residence under the Cabinet resolution of 29 October 2024 on resolving nationality and legal status issues. Ploy’s parents migrated from Shan State to Thailand for work in 1987, when she was just six months old. When Ploy entered the education system, she was included in the 2005 survey, which granted her a 0-89 card, an ID card for individuals without civil registration status who are temporarily permitted to reside in Thailand. Holders of the 0-89 card can access basic education and live and work in Thailand, but face restrictions on travelling outside designated areas. Although later policy changes allowed travel within the province, travelling beyond the province still required formal permission. “When we just arrived, 0-89 cardholders faced some hardship all the same. If we wanted to go into Chiang Mai city, we had to request a travel permit from the district every time. Travel was difficult. Healthcare rights were also not as comprehensive as they are now,” said Ploy.  The 2024 Cabinet resolution opened a pathway for Ploy to apply for permanent residence under Section 17 of the 1979 Immigration Act. She submitted her application in September 2025 but was discouraged by delays caused by discrepancies between her parents’ current names and misspellings in official records. Correcting the records required verifying her parents’ identities and presenting them in person as witnesses. “Officials asked how they could know that we were really parents and daughter. … So I brought my mother there to be questioned. Luckily, our faces are similar.” Unlike in the past, when dismissive attitudes discouraged her from approaching authorities, she notes that her interactions with district officials have improved. Officials are more willing to provide guidance, and she feels more confident asserting her rights. “Maybe it’s because of the law,” she said. “Now I feel that they are more open. They listen more to people like me.” Now, with a “Type 8 card”, an ID card confirming her permanent residence status, Ploy can travel freely across provinces without seeking permission. She can also purchase property and register a motorcycle under her own name, something she previously had to do through her Thai husband. “I feel proud,” said Ploy. Ploy will be eligible to apply for Thai citizenship after holding permanent residence for five years and meeting other criteria. Holders of the Type 8 card still cannot obtain a standard Thai passport. Instead, they must apply for a Travel Document for Aliens, which is valid for one year. She is undecided for now, but says that if her children pursue opportunities abroad, particularly in China, she may consider applying for citizenship to make travelling easier. Disconnects with daily lives Obtaining the Type 8 card did not immediately resolve all challenges. Mot, a 30-year-old Shan woman who moved to Thailand with her parents in 2003 and now lives in Fang, is one such recipient. Her application process was smoother than Ploy’s, partly due to consistent documentation. She also said she paid around 5,000 baht to a local intermediary who helped facilitate the process. Other sources reported similar experiences. In practice, however, the new status did not translate into immediate access to everyday services. Previously, her 0 card allowed her to purchase local transport tickets, though travel outside designated areas required special permission. After receiving a card that formally granted unrestricted travel, she found herself unable to buy bus or train tickets because they require a national ID card.  “Suppose that I want to.go to Bangkok, I could use my personal car to go there, but if I would like to take the bus, they would not let me o buy a ticket,” she said of the initial issue, which was resolved several months later. Similar problems arose with mobile services. “I bought a new SIM card for my phone. At first, they did not allow me to register, but they allowed it just 2-3 months ago. When I just received my Type 8 card, I still couldn’t do anything. I couldn’t even buy a SIM card,” said Mot.  Banking access also remains limited. She is still unable to open a new account using the Type 8 card and must rely on her previous account linked to her old ID. “To open a bank account, you either need to be stateless or Thai, but my nationality is Myanmarese. So I still can’t do anything about it. To be able to do it, I’d need a work permit and salary slips. It’s complicated, so I haven’t done it yet.” After 20 years, citizenship still out of reach Koi, a 44-year-old Shan volunteer teacher who moved to Thailand in 1985, has held permanent residence since 2004. She completed a bachelor’s degree in Thailand, speaks fluent Thai, and has taught generations of ethnic minority children. Yet she remains unable to apply for Thai citizenship despite holding permanent residence for more than two decades. A common misconception is that simply holding permanent residence for five years is sufficient to apply for citizenship. Koi received the same information from authorities when she obtained her permanent residence. In reality, applicants must also meet several additional criteria under the 1965 Nationality Act and its amendments, including a minimum monthly income of 20,000 baht, proof of tax payments for at least three years, and official salary certification. “I am limitated in that my salary isn’t enough,” said Koi. Her brother, who obtained his Type 8 card at the same time as she did, was also unable to obtain citizenship after his application was rejected for the same reason. “Mr brother’s earnings weren’t enough. My brother’s case is clear because he had a definite employer. His salary comes in monthly with payslips. But I work as a volunteer teacher. My income is not much. And it does not come with payslips. I don’t have those kinds of evidence.” “Emotionally, I understand. For us to become Thai, we should have a job and income so we’re not a burden on Thai society. But the income threshold should not be this high. It should be around 15,000 baht without any deductions.” Koi estimates that in her community alone, Ban Lan, Village No. 5, Mon Pin Subdistrict, Fang District, more than a hundred people have held permanent residence for many years but face similar challenges. Not eligible, but still benefiting Kat, a Shan woman originally from Namsang in Shan State, moved to Thailand at the age of six with her parents. Despite having spent most of her life in Thailand, she remains classified as a migrant worker. She holds two key documents used together: a Certificate of Identity (CI), often referred to as the “green Myanmar passport”, and a pink ID card (a non-Thai national identification card with a 00 prefix). Although she is not eligible for the legal status development process under the 2024 Cabinet resolution, Kat nonetheless speaks with relief and happiness about the policy’s impact on her family. Her husband, also from Shan State, previously held a 0-89 card after a school assisted with his registration when he was enrolled as a student. This enabled him to apply for and obtain permanent residence.  Once he obtained it, their three children, who share his surname and have proof of birth in Thailand, became eligible to apply for Thai citizenship based on descent. The children submitted their applications in October last year and received their Thai national ID cards in late April 2026. Before her husband obtained permanent residence, Kat said “officials told us that the children would need to finish a bachelor’s degree before they could apply for Thai citizenship. Every time we went, they said only these words.” It was only after the 2004 Cabinet resolution that officials told him he could apply for permanent residence, eventually making their children eligible for Thai citizenship more quickly. Challenges faced by civil society May, a 40-year-old Shan woman, has worked with a civil society organisation for around two decades, focusing on legal status and documentation issues. Following the 2024 Cabinet resolution, she and a small team became actively involved in helping ethnic communities navigate the process of obtaining legal recognition. The first important step was communicating with ethnic communities. May recalled that when the information was first provided, the number of applicants remained low. Many people who had been surveyed in official records up until 1999, and therefore held Type 6 cards, did not understand why they needed to apply for Type 8 cards. Some were also concerned about the potential costs associated with submitting an application. May explained to them that if Type 6 card holders did not apply for Type 8 cards to obtain permanent residence, their cases could be subject to review, and their records could be removed if authorities determined that they were no longer present. Once villagers understood, they realised that they needed to submit applications. “Having only a Type 6 card was enough for them to stay because they would not expel them. At first, that was what they thought. They really thought that”, May said. Even though the state had already hired additional staff specifically for this work, government personnel remained insufficient. As a result, she and her team provided additional support to the Fang District Office, contributing their own resources, including personnel and funding to hire additional staff. “The District Office was happy for us to help … But when we went to help, our organisation had to pass a screening process to ensure that we were genuinely coming to help,” said May. “When I have funding, I go there every day. But I do not have funding at the moment. Now we can only help the District Office one day a week because we cannot pay for staff expenses.” According to the Fang District Registration Office, as of 30 June 2025, there were 22,993 people in the District who fell within the target groups, including those applying for permanent residence certificates and Thai nationality. However, the number of applications received so far stood at only 11,589 cases, meaning that more than 10,000 eligible individuals had yet to submit applications. “Why have they not come to apply? Or have they run away? Or have they returned to their country of origin? Or have they passed away? This number needs to become zero.” May highlighted the responsibility of local authorities to resolve the remaining cases. A lone interpreter Boy, a 30-year-old Shan interpreter, has worked in Fang District for over a decade with support from civil society organisations. Following the 2024 Cabinet resolution, he is now overwhelmed as the only interpreter still available in the District amid a surge in applications. At times, people come forward wanting to apply for permanent residence but are unable to express themselves in Thai. Officials may not understand them, leading to frustration and rising tensions. In such moments, his role as an interpreter becomes essential. “It’s not that when they come to inquire, every official will speak nicely. Some do get shouted at. But I have a duty to help with translation. Instead of letting their feelings run high, I may talk to the caseworker or those who come to the officials to inquire, so that they understand each other more and reduce the aggression in what they say. Actually, those who go to inquire, when the officials ask them questions, of course they would answer that they don’t know because they really don’t know.” Boy normally works at the civil registration office and on nationality and legal status work. He explains the required documents and procedures to Shan applicants before their cases are forwarded to officials for processing. At the processing stage, he accompanies them to meetings with district officials or the district chief. When he has to follow ongoing cases, other people seeking assistance are left waiting longer. Boy also produces Facebook posts and graphics explaining the required documents and procedures in the Shan language to help people in other districts. Although he speaks Thai fluently and plays a significant role in supporting administrative processes, Boy himself does not qualify for the same legal status he helps others obtain. Born in Shan State, he moved to Thailand to pursue his education at the age of seven or eight. He currently holds a pink ID card (Type 6 card for non-Thai nationals). If he wishes to improve his legal status, his only available pathway would be naturalisation. However, his income remains below the required threshold. “Actually, I do want citizenship. I understand that people not born in Thailand cannot directly obtain Thai nationality. But if they contribute to society and the community, I think that I’m also one of them. I think they should be considered,” said Boy.  Progress limited in Chiang Mai According to the Chiang Mai Provincial Administration Office, the Province has a target group of 88,524 individuals covered under the 2024 Cabinet resolution. Of these, 75,749 people are applying for lawful foreign residence and permanent residence status, while 12,775 are applying for Thai nationality. Progress remains limited. Between 30 June 2025 and 16 June 2026, a total of 35,622 applications were approved, 31,117 for lawful foreign residence and permanent residence status and 4,505 for Thai nationality. Chiang Mai provincial officials identified several key obstacles at the local level, particularly incomplete documentation. These include missing information on the year of entry into Thailand, uncertainty about countries of origin or point of entry, a lack of clear records on length of stay or residential history, and errors in the Survey Form for Compiling Personal Records of Persons Without Civil Registration Status (Form 89). Other issues involve inconsistencies between different sets of records. Officials found cases where documents indicated that an individual was born in Thailand while immigration data showed entry from abroad. There were also mismatched names of applicants, parents, or guardians between survey forms and civil registration databases. Another challenge involves misunderstandings about eligibility conditions and the application process among applicants, which have contributed to some individuals relying on informal agents. In some cases, this has raised concerns about informal payments, exploitation, and complaints, making oversight by the district authorities more difficult. In response to these challenges, Chiang Mai Province has proposed several improvements, from resource allocation to technical and procedural reforms. One key recommendation is to strengthen administrative capacity by increasing staffing levels and improving collaboration with private organisations, local administrative bodies, and community leaders. The Province also proposed providing additional equipment and mobile registration units that can operate directly in villages, helping reach applicants who face difficulties travelling to government offices. Chiang Mai also recommended extending or removing application deadlines to allow ongoing applications from eligible individuals. It proposed allowing community-level verification through village committees rather than relying on a single individual witness, as well as reducing the number of witnesses required during interviews and simplifying approval authority at the registrar level. Another proposed reform concerns data management and verification procedures. The Province suggested allowing local registration offices to directly amend Form 89 data without forwarding all cases to the central authorities. It also recommended clearer verification processes, such as interviewing parents or guardians to confirm birth and immigration histories. Finally, the Province called for improved digital connectivity between the Department of Provincial Administration and the Royal Thai Police to facilitate background and criminal record checks. Note: Pseudonyms are used for all sources to protect their identities and ensure their safety. eng editor 3 Fri, 2026-10-02 - 11:01 * Feature * stateless people * indigenous people * Chiang mai (Feed generated with FetchRSS)
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
'ณัฐวุฒิ' ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้ออกแนวทางปล่อยผู้ต้องขัง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
dlvr.it
'ณัฐวุฒิ' ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้ออกแนวทางปล่อยผู้ต้องขัง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
'ณัฐวุฒิ' ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้ออกแนวทางปล่อยผู้ต้องขัง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข auser15 Fri, 2026-10-02 - 18:28 'ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ให้ออกแนวทางปฏิบัติให้อัยการทั่วประเทศ ไปในทิศทางเดียวกัน ในการปล่อยตัวผู้ต้องหา ผู้ต้องขังที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 แฟ้มภาพแมวส้ม 2 ตุลาคม 2569 เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่า ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นหนังสือถึงนายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด กรณีเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 โดยมี นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับหนังสือ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ตามบทบัญญัติในมาตรา 7 และมาตรา 8 ของกฎหมายนี้มีความชัดเจนว่า กฎหมายบังคับใช้ให้ผู้ที่ต้องคดีความตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน รวมถึงผู้ที่จำขังอยู่สามารถที่จะได้รับผลทางนิรโทษกรรมตามกฎหมายได้ทันที สำหรับ 3 กลุ่มหลักที่เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ถึง 2568 มี กลุ่มเสื้อแดง, กลุ่มพันธมิตรและกปปส. และกลุ่มเยาวชน ทั้ง 3 กลุ่มหลักนี้มีคนรวมกันไม่น้อยกว่า 6,000 คนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ตนได้ประสานกับทั้ง 3 กลุ่มมาโดยตลอด มีการยื่นคำร้องต่อศาลร้องขอให้ยุติการดำเนินคดีในส่วนที่คดียังไม่ถึงที่สุด ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยตัวในกรณีคดีถึงที่สุด ผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวจำนวนขณะนี้ยังไม่แน่นอน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ที่ประชุมศาลฎีกามีหนังสือด่วนที่สุด โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งถึงหน่วยงานในสังกัดให้มีแนวปฏิบัติแบบเดียวกันว่า ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจและออกคำสั่งได้ทันที ในกรณีคดีความใดก็ตามที่ตรงตามบัญชีแนบท้ายใน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข และมีความชัดเจนว่า เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ทางนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน มีการประชุมนัดแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อกลั่นกรอง 1 ชุดและประชาสัมพันธ์ 1 ชุด มีการทำหนังสือแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบแนวปฏิบัติตามกรอบกฎหมายฉบับดังกล่าว นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การไต่สวนคดีความของแต่ละกลุ่มยังคงมีการดำเนินการที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น พนักงานอัยการในฐานะโจทก์ได้ยื่นคัดค้านการออกคำสั่งของศาล ตนประสงค์จะให้การดำเนินการนี้เป็นไปด้วยความราบรื่นตามกรอบกฎหมาย ตามเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เห็นชอบร่วมกันที่ผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้ออกมา จึงขอเรียนให้ทางอัยการสูงสุดกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อพนักงานอัยการทุกภาคส่วนทั่วประเทศให้เป็นไปแนวทางเดียวกัน ถ้าเป็นคดีที่จะมีการไต่สวนเพื่อที่จะขอรับการปล่อยตัวของจำเลยทั้งหลาย หากปรากฏชัดแจ้งว่า ไม่เป็นตามข้อต้องห้าม และเป็นไปตามบัญชีแนบท้าย ขอความกรุณาให้พนักงานอัยการไม่คัดค้าน และคดีใดอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอให้ถอนฟ้อง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และลบบาดแผลจากความขัดแย้งของสังคมไทยมาอย่างยาวนานให้ได้ลดความลงไปอย่างมีนัยสำคัญ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนได้ประสานงานกับทีมกฎหมายของกลุ่ม นปช.ยังมีการไต่สวนอีกหลายคดีทั้งในเดือนต.ค.และพ.ย. ซึ่งศาลได้กำหนดนัดวันไต่สวนไว้แล้ว บางคดีแต่ละคนจะมีเหตุปัจจัยทางคดีส่วนตัวไม่เหมือนกันอย่างเช่นกรณี นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋งดอกจิก แต่ละคนจะมีเหตุปัจจัยเฉพาะต้องแยกดำเนินการเป็นรายกรณีไป และผู้ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศมีหลายคน หากคดีความที่มีเหตุไม่ต้องลี้ภัยตามบัญชีแนบท้ายก็จะได้มีโอกาสกลับคืนสู่ภูมิลำเนา ขอให้ติดต่อไปยังทนายความที่เคยดูแลคดีความให้ทุกคนที่จะอำนวยความสะดวกในการพิจารณาช่องทางในการช่วยเหลือ ส่วนผู้ต้องขังในคดีเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งที่มีข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยังถูกจำขังอยู่ ในสัปดาห์หน้าจะมีการประสานงานกับทางกรมราชทัณฑ์เพื่อเข้าไปพบเพื่อหารือว่า มีแนวทางอย่างไรที่จะผ่อนปรนให้ผู้ที่ยังต้องถูกจำขัง ต่อไป นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หลังได้รับนิรโทษกรรมแล้ว ในอนาคตหากจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก เป็นสิทธิเสรีภาพโดยชอบและได้รับการยอมรับคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น ตนจะไปหวงห้ามหรือจะไปร้องถามจากใครว่าผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมแล้วจะเคลื่อนไหวหรือไม่คงทำแบบนั้นไม่ได้ แม้แต่ตัวเองก็พูดเช่นนั้นไม่ได้ เพราะสถานการณ์จะเป็นตัวกำหนด เพียงแต่เจตนารมณ์ฝ่ายนิติบัญญัติและหลายส่วนในสังคมเห็นด้วยที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ เพื่อลดทอนบาดแผลจากความขัดแย้งให้หลาย ๆ ฝ่ายได้ถอยกลับมาตั้งหลัก ได้มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น รับฟังกันมากขึ้น มีพื้นที่ความเข้าใจกันได้มากขึ้น ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ กล่าวว่า ก่อนจะมีกฎหมายฉบับนี้ มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความคิดเห็นต่างกันหลายกลุ่ม และตามมาด้วยเกิดคดีความทั้งหลาย มีทั้งที่พิพากษาเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล หรืออยู่ในการพิจารณาของอัยการและพนักงานสอบสวน เป็นเหตุผลที่มาของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 หรือเรียกง่ายๆ ว่า กฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายฉบับนี้กำหนดเหตุครอบคลุมการกระทำของผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค.2568 เท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่เกี่ยว และไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าว ขอบเขตของกฎหมายมีการบังคับใช้ทั้งในส่วนที่กฎหมายไม่ครอบคลุมและกฎหมายครอบคลุมถึงทางอาญาและครอบคลุมถึงทางแพ่ง นายประยุทธ กล่าวว่า กฎหมายไม่ครอบคลุม 1.ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, 2.ความผิดเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ตำแหน่งหน้าที่, 3.ความผิดที่ไปชุมนุมแล้วมีคนตาย และ 4.เมื่อชุมนุมแล้วมีคนบาดเจ็บสาหัส ทั้ง 4 กรณีไม่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ หากเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองไม่ว่าฟากฝั่งใดได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2569 ในคดีอาญา ถ้าต้องคดีถึงที่สุดจำคุกอยู่ต้องปล่อยตัวออก ถ้าจำคุกแล้วต้องถือว่าไม่เคยรับโทษ ไร้มลทิน ถ้าอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลต้องจำหน่ายคดี ถ้าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการต้องยุติการดำเนินคดี หากอยู่ระหว่างชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการยุติเรื่องเช่นกัน ส่วนความผิดทางแพ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ ส่วนงานของรัฐหลายแห่งกระทบกับภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐนั้น กระทบถึงหลักร้อยล้าน พันล้าน ก็ให้ถือว่าไม่มีเช่นกัน ให้ยกเว้นการรับผิดทางแพ่งให้โดยสิ้นเชิง ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุดเชื่อว่า มีคดีทำนองนี้อยู่หลายสำนักงานทั่วประเทศ เมื่อเช้าทางอัยการสูงสุดได้ประชุมกับอธิบดี ผู้บริหารสำนักงานคดี ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ได้สั่งการเบื้องต้นให้ดำเนินการตามกฎหมายนี้ทันที โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้รับหนังสือจากสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เรื่องแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายนี้ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางอัยการสูงสุดได้นำเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มีข้อสั่งการเร่งให้มีข้อสั่งการไปที่สำนักงานวิชาการซักซ้อมแนวทางและเรียนให้พนักงานอัยการทั่วประเทศได้ทราบ และให้ทางโฆษกชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า สิทธิเรื่องสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองฝั่งไหน ทุกคนสามารถได้ประโยชน์ภายใต้กฎหมายฉบับนี้เสมอกัน ครบถ้วน และสิทธิของประชาชนไม่ว่า จะเป็นกลุ่มการเมืองใดวินาทีเดียวก็รอไม่ได้ อัยการสูงสุดให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างยิ่ง ฉะนั้น อัยการเจ้าของสำนวนจำเป็นที่จะต้องกลับมาทบทวนคดีทั้งหมด หากพนักงานอัยการท่านใดมีคดีใดที่อยู่ในระดับความรับผิดชอบของตัวเอง ต้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยสำนักงานอัยการสูงสุดจะมีหนังสือเวียนแนวทางปฏิบัติให้สำนักงานอัยการทั่วประเทศ เพื่อคืนเสรีภาพให้แก่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายกำหนดฉบับนี้ นายประยุทธ กล่าวว่า สำหรับกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จำคุกแล้วไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้ ต่างจากคดีที่ศาลยกฟ้องเมื่อไม่ผิดในตอนท้าย เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อเสริมสร้างสังคมให้สันติสุข หากมีค่าเสียหายทางแพ่งไปชำระแล้วไม่สามารถเรียกคืนได้ แต่หากยังไม่ชำระก็ไม่ต้องชำระ หากติดคุกแล้วพ้นโทษแล้ว ไม่สามารถไปเรียกร้องได้ แต่ถือให้เป็นผู้ที่ไม่มีมลทิน * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข * นิรโทษกรรม * ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ * กระบวนการยุติธรรม
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
โฉมหน้า 'บ้านใหญ่' ในรอบ 60 ปี 2 รัฐประหารทุบโอกาสก้าวกระโดด 'ประจักษ์' บรรยายที่คณะเศรษฐศาสตร์
dlvr.it
โฉมหน้า 'บ้านใหญ่' ในรอบ 60 ปี 2 รัฐประหารทุบโอกาสก้าวกระโดด 'ประจักษ์' บรรยายที่คณะเศรษฐศาสตร์
โฉมหน้า 'บ้านใหญ่' ในรอบ 60 ปี 2 รัฐประหารทุบโอกาสก้าวกระโดด 'ประจักษ์' บรรยายที่คณะเศรษฐศาสตร์ ภาพปก: ประจักษ์ ก้องกีรติ  XmasUser Fri, 2026-10-02 - 17:19 “เปิดผังตระกูลบ้านใหญ่ม้าทองคำ “อัศวเหม” จากรุ่น 1 ถึงรุ่น 3” พาดหัวโดยกรุงเทพธุรกิจ “การเมือง - เจาะสนามเลือกตั้ง : ‘บ้านใหญ่เทียนทอง’ปะทะ‘บ้านใหม่เขาฉกรรจ์’ ‘สระแก้ว’เดือดพลั่ก !” พาดหัวโดยแนวหน้าออนไลน์ เมื่อปี 2566 ฯลฯ เวลามีการเลือกตั้ง สส. โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีหลังเป็นต้นมา ‘บ้านใหญ่’ หรือตระกูลอิทธิพลการเมืองท้องถิ่นมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนไหวของพวกเขามักส่งผลถึงคะแนนเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ และยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เพราะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคภูมิใจไทยที่มีบ้านใหญ่เยอะที่สุด สามารถครองเสียงข้างมาก และได้จัดตั้งรัฐบาล Rocket Media Lab ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้าน ‘Data Journalism’ ได้รวบรวมข้อมูลพรรคการเมืองไหนมีบ้านใหญ่เยอะที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 อันดับที่ 1 ไม่ใช่ใครอื่น คือพรรคภูมิใจไทย รองลงมาอันดับที่ 2 คือ พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 คือ พรรคกล้าธรรม และอันดับที่ 4 พรรคสีฟ้า ‘ประชาธิปัตย์’ หรือแม้แต่ว่าพรรคประชาชนที่ชู ‘การเมืองคนรุ่นใหม่’ ก็มีตระกูลบ้านใหญ่เช่นเดียวกัน เมื่อ 16 ก.ย. 2569 วิชา ‘ประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเบื้องต้น’ ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เชิญ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาบรรยายหัวข้อ ‘เศรษฐศาสตร์การเมืองประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์’ (Patronage Democracy)  การบรรยายของอาจารย์ประจักษ์ทำให้เข้าใจตั้งแต่นิยามและความหมายของบ้านใหญ่ หรือกลุ่มตระกูลทางการเมือง (Political Family/Dynasty) จุดเริ่มอิทธิพลทางการเมืองของบ้านใหญ่ และการลงหลักปักฐานช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบ เศรษฐศาสตร์การเมืองประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์ค้ำชู และจุดเปลี่ยนหลังเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ก่อให้เกิดการแข่งขันเชิงนโยบาย ลดอิทธิพลบ้านใหญ่ ก่อนจะฟื้นคืนกลับมาในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557 เมื่อทหารอยากสืบทอดอำนาจ จึงต้องกลับไปพึ่งบ้านใหญ่อีกครั้ง What is บ้านใหญ่ ? ประจักษ์ เริ่มต้นด้วยนิยามของ ‘การเมืองบ้านใหญ่’ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน คำว่า ‘บ้านใหญ่’ หรือ ‘ตระกูลทางการเมือง’ (Political family หรือ Political dynasty) คือครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลที่ขยับขยายอำนาจทางการเมืองของตัวเองผ่านสมาชิกครอบครัวและเครือญาติ เรื่องนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะการเมืองไทย แต่หลายแห่งก็มีสภาพการณ์นี้เช่นเดียวกัน  ตระกูลที่ประสบความสำเร็จจะมีสมาชิกครอบครัวที่ครองตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่งพร้อมกัน เช่น พ่อเป็นนายกฯ ลูกเป็นรัฐมนตรี ญาติคนอื่นได้เป็น สส. สว. หรือนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่มิติทางด้านเวลา บ้านใหญ่มักจะส่งผ่านอำนาจทางการเมืองให้กับรุ่นลูก และรุ่นหลานอีกด้วย  ยกตัวอย่างกัมพูชาที่เราจะเห็นฮุน เซน ส่งมอบอำนาจทางการเมืองให้กับ ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชาคนปัจจุบัน หรือบองบอง มาร์กอส ที่เป็นลูกของเฟอร์ดินาน มาร์กอส อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจ’ สร้างชนชั้นนำทางธุรกิจหัวเมือง  การเกิดขึ้นของบ้านใหญ่ไม่ได้เกิดจากสุญญากาศ แต่มีเหตุและปัจจัยจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ในด้านกลับกัน หากสภาพเศรษฐกิจและสังคมไม่เอื้อต่อการเล่นการเมืองแบบบ้านใหญ่ กลุ่มตระกูลทางการเมืองเหล่านี้ก็สามารถหายไปได้เหมือนกัน  ประจักษ์อธิบายว่า การเกิดขึ้นของการเมืองบ้านใหญ่มีจุดเริ่มต้นในช่วงปี 2500 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องมาจนถึงจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งมีการประกาศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 - 2509) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านระบบการผลิตจากเกษตรกรรมไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า เกิดภาคการค้าและบริการ และการลงทุนจากต่างชาติ แต่จุดสำคัญคือการพัฒนาเศรษฐกิจตามหัวเมือง มีการสร้างถนนเชื่อมจากกรุงเทพฯ ไปสู่หัวเมืองต่างๆ เกิดห้างสรรพสินค้า ขนส่งสาธารณะ โดยหัวเมืองเด่นๆ ทางภาคเหนือจะเป็นเชียงใหม่ ภาคอีสานจะเป็นอุดรธานี ขอนแก่น และนครราชสีมา และภาคใต้ก็จะนึกถึงสงขลา  การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่กระจายตัวไปตามหัวเมือง ทำให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา คือ ‘ชนชั้นนำทางธุรกิจตามหัวเมือง’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1  'รับเหมาก่อสร้าง' ธุรกิจยอดฮิตชนชั้นนำนักธุรกิจต่างจังหวัด ลักษณะทางธุรกิจที่ทำให้คนตามหัวเมืองมั่งคั่งร่ำรวย มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ  * ธุรกิจถูกกฎหมาย เช่น รับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม หอพัก อาคารให้เช่า การเดินรถ หรือการค้าขายบริการทั่วไป  ธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากชนชั้นนำทางธุรกิจตามหัวเมืองก็คือธุรกิจรับเหมาก่อนสร้าง ซึ่งเราจะเห็นนักการเมืองท้องถิ่นเติบโตมาจากธุรกิจนี้ค่อนข้างเยอะ เหตุผลที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ได้อาศัยเงินทุน ความเชี่ยวชาญ หรือเทคโนโลยีระดับสูง เพียงแค่อาศัยกำลังแรงงานอย่างเข้มข้นก็สามารถทำได้แล้ว และจะยิ่งสะสมทุนได้เร็วขึ้น หากสามารถผูกขาด ประมูลงานขนาดใหญ่ของรัฐได้  * ธุรกิจผิดกฎหมาย หรือธุรกิจกึ่งผิดกฎหมาย เช่น ขายหวยเถื่อน เปิดบ่อนการพนัน ขายยาเสพติด การค้าสินค้าเถื่อน การหาผลประโยชน์จากการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติ การลักลอบทำไม้เถื่อน หรือทำเหมืองแร่ผิดกฎหมาย  ประจักษ์ กล่าวต่อว่า คนที่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองมักเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่ผิดกฎหมายเนื่องจากความเสี่ยงของคนกลุ่มนี้คือการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม วิธีการแก้ไขปัญหา ก็คือการจ่ายสินบนกับเจ้าหน้าที่ให้มากพอจนพวกเขาเอาหูไปนาเอาตาไปไร่  กลุ่มรับเหมาก่อสร้างก็มีความปรารถนาที่จะชนะประมูลโครงการก่อสร้างของรัฐ ซึ่งมีปริมาณงบประมาณและเม็ดเงินมหาศาล พวกเขาก็จะใช้เส้นสาย จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ ให้ตำรวจหรือทหารมาเป็นผู้บริหารของบริษัท เพื่อสร้างเครือข่ายช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเอง ขณะเดียวกันก็อาจให้เจ้าหน้าที่กลั่นแกล้งคู่แข่งให้ได้รับความลำบากในการประกอบธุรกิจ ดังนั้น การเข้าไปมีที่ทางทางการเมืองจะทำให้เขาประกอบธุรกิจได้สะดวกขึ้น ทศวรรษ 2510-2520 ยุคบารมีเจ้าพ่อ เข้าถึงชาวบ้าน ประจักษ์ กล่าวต่อว่า เขาขอขยับมาสู่อีกคำหนึ่ง คำนี้ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับนักธุรกิจที่ใช้อิทธิพลในการประกอบธุรกิจ ผู้รับเหมาก่อสร้างหรือธุรกิจที่ไม่ใสสะอาด ธุรกิจผิดกฎหมาย เปิดบ่อนการพนัน ซ่อง หวยเถื่อน ยาบ้า คนกลุ่มนี้มักจะเลี้ยงพรรคพวกที่พร้อมจะใช้ความรุนแรง อย่างนักเลงหรือมือปืน เวลาที่เกิดการปะทะหรือตกลงผลประโยชน์ไม่ลงตัว ก็มักจะส่งมือปืนไปข่มขู่ ลอบสังหาร เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘เจ้าพ่อ หรือ เจ้าแม่’  ทศวรรษ 2510- 2520 เกิดคนกลุ่มเจ้าพ่อ ขึ้นตามหัวเมืองต่างๆ คำนี้หมายถึงนักธุรกิจ กึ่งนักเลง ใช้อิทธิพลในการประกอบธุรกิจและขยายอาณาจักรของตัวเอง โดยจังหวัดที่มีเจ้าพ่อเจ้าแม่เยอะและมีการใช้ความรุนแรงสูง เช่น ชลบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และอุทัยธานี เป็นต้น  อาจารย์ มธ. ได้ยกตัวอย่างบทสัมภาษณ์ของนักวิชาการรายหนึ่งคุยกับ ‘กำนันเป๊าะ’ หรือสมชาย คุณปลื้ม เจ้าพ่อคนดัจากจังหวัดชลบุรี ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว  “กำนันเป๊าะ บอกว่าประชาชนพึ่งข้าราชการไม่ได้ ข้าราชการมีเงินเดือนน้อย ส่วนผมมีเยอะ และแจกได้เยอะ เมื่อไรก็ตามที่ผมนั่งที่ร้านกาแฟจะมีคนมาหาและมาปรึกษา ผมเป็นคนของประชาชนไปแล้ว ผมเข้าถึงได้ง่ายกว่าข้าราชการ เรื่องไหนที่ข้าราชการช่วยเหลือไม่ได้ ผมช่วยได้ และผมเต็มใจทำ ทำได้เร็วกว่า ซึ่งมันสะดวกกับประชาชนมาก สิ่งที่ผมทำทำให้เกิดการจ้างงาน และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในท้องถิ่น” กำนันเป๊าะกล่าว  อาจารย์รัฐศาสตร์กล่าวว่า บทสัมภาษณ์ของกำนันเป๊าะ สะท้อนภาพลักษณ์ของกลุ่มเจ้าพ่อต่อสายตาของประชาชนในช่วงเวลานั้น เพราะเวลาประชาชนคนไหนเดือดร้อน เจ้าพ่อก็จะช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การฝากลูกเข้าทำงาน หรือเข้าโรงเรียนดีๆ พ่อแม่ต้องเข้าโรงพยาบาลไม่ได้คิว เจ้าพ่อก็ลัดคิวให้ หรืองานบุญ งานบวช งานศพ งานแต่งงาน เจ้าพ่อก็ไปช่วยอุดหนุน ทำหน้าที่แทนข้าราชการ เกิดเป็นความนิยมและผลประโยชน์ต่างตอบแทน เมื่อเข้าเทศกาลเลือกตั้ง เจ้าพ่อก็จะขอให้ประชาชนเลือกตัวเขาเป็นการตอบแทน ให้เขาชนะการเลือกตั้ง กลายเป็นระบบอุปถัมภ์ ภาพกำนันเป๊าะได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเบียร์ ‘ขุนแผนซูเปอร์เบียร์’ พร้อมสโลแกน “หนักแน่น แต่นุ่มนวล” สะท้อนให้เห็นถึงพระเดชพระคุณ และความนิยมของประชาชนต่อกลุ่มคนที่เป็นเจ้าพ่อ (จากกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะ ภาพเก่าในอดีต) ในแต่ละจังหวัด เราจะเห็นกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดยมีภูมิหลังคล้ายกัน คือการเป็นนักธุรกิจมาก่อน รับเหมาก่อสร้าง การค้าบริการ ทำกิจการต่างๆ ประมูลโครงการได้สัมปทานของรัฐ จนร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นมา กลายเป็นชนชั้นนำ (elite) ในต่างจังหวัด จนคนเริ่มมาเข้าหาและมาขอความช่วยเหลือ เขาก็อุปถัมภ์คนจำนวนมาก กลายเป็นบารมีขึ้นมา ในเวลาต่อมา เมื่อการเมืองเปิดมากขึ้น คนเหล่านี้ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งและเข้าสู่วงการทางการเมือง  โดยสรุป แหล่งอำนาจของเจ้าพ่อ เกิดจากการเข้ามาทำธุรกิจมั่งคั่งและร่ำรวย และสร้างเครือข่ายของตัวเองขึ้นมา ทั้งในระดับต่อตัวเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อชาวบ้าน ลักษณะอิทธิพลของเจ้าพ่อจะไม่มีการขยายข้ามเขตจังหวัด เว้นแต่บางกรณีที่พิเศษจริงๆ เพราะการหล่อเลี้ยงเครือข่ายอำนาจของตัวเองใช้ต้นทุนมหาศาล มีลูกน้องหรือลูกสมุนทำหน้าที่หลายอย่างทั้งถูกและผิดกฎหมาย ต้องมีข้าราชการท้องถิ่นเป็นพวก สร้างความสัมพันธ์อันดีเลี้ยงดูข้าราชการ และตำรวจ เพื่อให้การใช้อำนาจได้โดยสะดวก ต้องมีพวกพ้องเครือข่ายทำธุรกิจด้วยกัน เพื่อให้ตัวเองสามารถผูกขาดสัมปทานงานประมูลภาครัฐ แต่ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ต้องนำไปสู่ความรุนแรง 14 ตุลาฯ ล้มจอมพลถนอม ถึงเวลาเจ้าพ่อเล่นการเมือง จุดเปลี่ยนการเมืองไทยที่สำคัญคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่ทำให้ยุคเผด็จการทหารสิ้นสุดลง ทหารถอยออกจากการเมืองชั่วคราว และการเมืองแบบประชาธิปไตยเปิดกว้างมากขึ้น มีการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง และอนุญาตให้มีการตั้งพรรคการเมือง  ในยุคนี้เราจะเห็นเจ้าพ่อ นักธุรกิจ หรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น กระโจนเข้ามาเล่นการเมืองมากขึ้น เพราะการเลือกตั้งยุคเผด็จการทหาร กองทัพเป็นผู้คุมการเลือกตั้งทั้งหมด ทำให้นักธุรกิจท้องถิ่น หรือคนธรรมดา ไม่มีแรงจูงใจลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะสมัครลงเลือกตั้งก็แพ้กองทัพอยู่ดี  พอการเมืองการเลือกตั้งเปิดกว้างมากขึ้น เจ้าพ่อหรือนักธุรกิจที่ปกป้องผลประโยชน์ผ่านการจ่ายสินบนหรือคอร์รัปชัน เริ่มมีความคิดที่ไม่อยากทำแบบนี้ไปตลอด และเริ่มหาช่องทางเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองโดยตรง หรือมีอำนาจเหนือข้าราชการ เพื่อที่เวลาทำธุรกิจจะไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ หรือกลัวตำรวจมารีดไถ ถ้ามีอำนาจทางการเมือง ก็สามารถสั่งหรือคุมข้าราชการได้  ดังนั้น การเลือกตั้งในปี 2518 2519 2522 และ 2526 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เจ้าพ่อ และนักธุรกิจท้องถิ่นเริ่มเข้ามาสู่เวทีการเมืองไทย นักการเมืองคนสำคัญหลายคน เริ่มเป็น สส.ครั้งแรกในปี 2518-2519 เช่น บรรหาร ศิลปอาชา จากเมืองสุพรรณบุรี อย่างไรก็ดี มีบางครอบครัวที่สามารถชนะการเลือกตั้งตั้งแต่ยุครัฐบาลทหารได้เหมือนกัน แต่ก็เป็นกรณีที่พิเศษมาก อย่างตระกูลชิดชอบ ซึ่งชัย ชิดชอบ พ่อของเนวินเป็น สส.ครั้งแรกปี 2512 ยุคจอมพลถนอม ประจักษ์ อธิบายว่า พอนักธุรกิจบ้านใหญ่ลงเล่นการเมืองก็มีอำนาจต่อรองค่อนข้างสูง เพราะภูมิทัศน์ทางการเมืองและโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่คือคนต่างจังหวัดมากกว่าคนกรุง ถ้าเทียบกับการเมืองยุคปัจจุบัน กรุงเทพฯ มี สส.แค่ 33 คน จาก สส.ทั้งหมด 500 คนในสภาฯ ดังนั้น ถ้าต้องการเป็นรัฐบาล ต้องให้ สส.บ้านใหญ่เข้ามาช่วย ทำให้ สส.บ้านใหญ่ หรือนักธุรกิจต่างจังหวัด มีอำนาจในการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองสูงตามไปด้วย  “พรรคการเมืองทุกพรรคที่อยากเป็นพรรคขนาดใหญ่ ต้องง้อพวก สส.ต่างจังหวัด โดยเฉพาะ สส.เจ้าพ่อต่างจังหวัดที่มีอิทธิพล ถ้าดึงเขามาสังกัดพรรคคุณได้ คุณก็มีโอกาสชนะการเลือกตั้งเยอะ เดิมพันในการชนะการเลือกตั้งของประเทศไทย คือพื้นที่ต่างจังหวัด ไม่ใช่การชนะในกรุงเทพฯ” ประจักษ์ กล่าว ประจักษ์ มองว่า การเมืองแบบอุปถัมภ์หรือบ้านใหญ่ ทำให้พรรคการเมืองมีความอ่อนแอ คนที่มีอำนาจในพรรคการเมืองตัวจริงคือเจ้าพ่อและนักธุรกิจหัวเมือง ซึ่งเป็นหัวหน้าก๊วน หรือมุ้งการเมือง (Political faction) โดยในแต่ละพรรคจะมีก๊วนการเมืองหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะแข่งขันเพื่อแย่งชิงโควตาการเป็นรัฐมนตรี ซึ่งสำคัญในการผันงบฯ หรือผลักดันนโยบายเพื่อมาป้องกันเครือข่ายธุรกิจและผลประโยชน์ของตนเอง แต่ละก๊วนก็จะพยายามหา สส.เข้ามาในสังกัด ยิ่งมี สส.เยอะ อำนาจการต่อรองก็จะสูงขึ้น  นอกจากนี้ การย้ายพรรคการเมืองในสมัยนั้นยังเป็นเรื่องที่ปกติมาก เพราะคนไม่ได้เลือกนักการเมืองที่พรรคหรือนโยบาย เขาเลือกที่ตัวบุคคล ต่อให้นักการเมืองจะย้ายอีกกี่พรรค ถ้าสามารถดูแลอุปถัมภ์เครือข่ายของตัวเองและดูแลชาวบ้านได้ดี ประชาชนก็ยังจะเลือกนักการเมืองคนนั้นอยู่ดี  อาจารย์ มธ. ยกตัวอย่าง หนึ่งในคนที่เป็นโมเดลของการเมืองบ้านใหญ่ที่ใครๆ ก็พยายามทำตาม คือ บรรหาร ศิลปอาชา โดยวิธีการก็คือ ดูแลคนในจังหวัดและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนจังหวัดยิ่งใหญ่ เมื่อลงเลือกตั้ง คนก็ตามมาเลือก หรือเวลาลูกหลานลงเล่นการเมือง คนก็ตามมาเลือกอยู่ดี เพราะเขามองว่าเราสร้างคุณงามความดีในจังหวัด พอได้เป็นรัฐมนตรี หรือนายกฯ ก็ผันงบประมาณมาลงจังหวัด ก็ทำให้ฐานอำนาจทางการเมืองมั่นคงมากขึ้น   ประจักษ์ ชี้ให้เห็นด้วยว่า กลุ่มเจ้าพ่อหรือนักธุรกิจต่างจังหวัดได้เริ่มเข้ามีอำนาจในพรรคการเมืองมากขึ้น เพราะในพรรคการเมือง 3 พรรคใหญ่ช่วงนั้น ต่างมีกรรมการบริหาร หรือหัวหน้าพรรคที่มีภูมิหลังจากนักธุรกิจต่างจังหวัดทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง พรรคชาติไทย หัวหน้าพรรคคือบรรหาร ศิลปอาชา พรรคกิจสังคม หัวหน้าพรรคคือ มนตรี พงษ์พานิช หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีสุเทพ เทือกสุบรรณ และสนั่น ขจรประศาสน์ เข้ามร่วมพรรคแล้ว  ประชาธิปไตยครึ่งใบ การเมืองบ้านใหญ่ ลงหลักปักฐาน อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. กล่าวต่อว่า เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2520 การเมืองแบบบ้านใหญ่ หรือการเมืองแบบอุปถัมภ์เริ่มลงหลักปักฐานในการเมืองไทย โดยเฉพาะในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่กองทัพและนักการเมืองแชร์อำนาจกัน ช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่ากองทัพยังกุมอำนาจทางการเมือง แต่ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม และการที่โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้กองทัพตระหนักได้ว่าไม่สามารถรวบอำนาจไว้กับตัวเองได้อีกแล้ว เพราะไม่เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ กองทัพจึงเปิดให้มีการเลือกตั้ง และให้ตั้งพรรคการเมืองแข่งกัน โดยมีข้อแม้ว่าทหารยังต้องคุมการเมืองอยู่ เลยเกิดเป็น ‘สูตรครึ่งใบ’ หรือเผด็จการครึ่งหนึ่ง นักการเมืองครึ่งหนึ่ง ในช่วงของการเลือกตั้งยุคดังกล่าว นักการเมืองที่ร่ำรวย หรือมีเงินทุนมากกว่าคนอื่นๆ จะลงขันกันตั้งพรรคการเมืองแล้วให้ตัวเองเป็นหัวหน้าหรือรองหัวหน้าพรรค โดยหวังว่าถ้าได้ที่นั่ง สส. รวม 100 ที่นั่งก็จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หรือต่อให้ได้ 30 ที่นั่ง เป็นพรรคขนาดกลาง ก็ต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อเข้าไปผันงบประมาณและนโยบายเพื่อมาดูแลหล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ ประจักษ์ กล่าวว่า ในยุคนี้พรรคการเมืองยังไม่มีความเป็นสถาบันทางการเมือง อ่อนแอ และอายุสั้น ส่วนใหญ่มีอายุแค่ 2 การเลือกตั้งเท่านั้น ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ “นักธุรกิจหรือเจ้าพ่อ มองพรรคการเมืองเหมือนเป็นธุรกิจที่ตัวเองจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืน ลงทุนระดับหนึ่ง และได้ผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืน แต่เมื่อไรบริษัทไม่ทำกำไร เขาก็จะเลิกกิจการ และไปตั้งบริษัทใหม่ พรรคการเมืองจึงล้มหายตายจากได้ง่าย การเมืองไทยจึงเป็นการเมืองที่อ่อนแอในยุคนี้ และเต็มไปด้วยการใช้เงิน เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์” ประจักษ์ กล่าว นอกจากนี้ กองทัพจะไม่ยอมให้นักการเมือง หรือเจ้าพ่อ นักธุรกิจต่างจังหวัดได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยเด็ดขาด ดูจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศยาวนานถึง 8 ปี ขณะที่กระทรวงสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของชาติ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม หรืออื่นๆ ทหารจะเป็นคนคุมเอง ไม่ก็แต่งตั้งข้าราชการ หรือเทคโนแครต มาดูแลแทน อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่านักการเมืองพลเรือน หรือนักธุรกิจต่างจังหวัด ไม่ได้เล็งกระทรวงเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะไม่ได้มีผลประโยชน์ที่น่าดึงดูดใจ แต่เขาสนใจคุมกระทรวงที่มีงบประมาณเยอะ และเกี่ยวข้องกับโครงการรัฐ อย่างกระทรวงคมนาคม ศึกษาธิการ หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการออกนโยบาย หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายของเขา อย่างเกษตรฯ และพาณิชย์ รัฐสภาจึงกลายเป็นพื้นที่ต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ 3 กลุ่ม คือ กองทัพ ข้าราชการ และนักการเมืองที่เป็นนักธุรกิจและเจ้าพ่อ ทำให้มีปัญหาการคอร์รัปชันสูง เพราะการคอร์รัปชันไม่มีทางเกิดได้จากกลุ่มคนกลุ่มเดียวเพียงลำพัง ต้องเกื้อกูลกันทั้ง 3 กลุ่ม เปรียบเสมือน ‘สามเหลี่ยมของการคอร์รัปชัน’ กองทัพกุมอำนาจ ข้าราชการกุมระเบียบ และนักธุรกิจและนักการเมืองยื่นผลประโยชน์ให้ผู้คุมอำนาจเหล่านั้น แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ทำให้การเลือกตั้งแต่ละครั้งแข่งขันกันรุนแรง เพราะว่าการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองมีเดิมพันและผลประโยชน์สูง นักการเมืองเขาไม่ได้หวังแค่ตำแหน่ง สส. แต่ต้องการอำนาจปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ประจักษ์ อธิบายว่า สื่อมวลชนจะเรียกการเมืองยุคนี้ว่า ‘ธนกิจการเมือง’ (Money politics) เพราะนักการเมืองต้องทุ่มทุนมหาศาลในการเลือกตั้ง ใช้เงินซื้อเสียงโหวตในสภาฯ ออกนโยบายเพื่อให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของตัวเอง รวมถึงการใช้ความรุนแรงจัดการฝ่ายตรงข้าม การลอบสังหารนักการเมืองเป็นเรื่องที่ปรากฏบนสื่ออย่างแพร่หลาย  “อาจารย์ต้องเข้าใจก่อนว่า ‘incentive’ คืออะไร ถ้าไม่มีผลประโยชน์ ก็ไม่มีการยิงกันในการเลือกตั้งหรอก มันไม่คุ้ม มันไม่มีผู้สมัครฯ คนไหนฆ่าคนอื่นเพื่อให้ได้ตำแหน่งช่วยเหลือประชาชน คนยากจน ไม่มีหรอก ยอมเสี่ยงผิดกฎหมาย ยอมเสียเงินอีกเป็นล้าน ไปจ้างมือปืน เพื่อไปฆ่าคนอื่นเพื่ออะไร ต้องวิเคราะห์ให้เห็นผลประโยชน์เบื้องหลัง” ประจักษ์ เล่าถึงการสัมภาษณ์นักการเมืองรายหนึ่งในเพชรบุรี ระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่องความรุนแรงทางการเมือง  ภาพยนตร์ ‘มือปืน’ ฉายครั้งแรก 1 ก.ค. 2526 กำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรี เฉลิมยุคล (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ The Film Archrive และนำมาฉายซ้ำอีกครั้งเมื่อปี 2525 ที่หอภาพยนตร์) เศรษฐศาสตร์การเมืองแบบบ้านใหญ่ ทำงานอย่างไร  ประจักษ์ อธิบายว่า ถ้านักการเมืองไม่ได้อยู่พรรคการเมืองใหญ่ก็จะไม่ได้มีเงินสนับสนุน นักการเมืองจะพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ต้องออกเงินหาเสียงเอง และจุดสำคัญอยู่ที่การจ้าง ‘หัวคะแนน’  หัวคะแนนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ * หัวคะแนนหลัก - จะมีหน้าที่ร่วมประชุมวางแผน และให้คำปรึกษาผู้สมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับแจกจ่ายงานให้หัวคะแนนรอง * หัวคะแนนรอง - จะมีความสำคัญมาก เพราะคนกลุ่มนี้จะต้องไปหาคะแนนมาให้ผู้สมัครฯ เพราะว่าบางเขต มีบ้านเรือนหลายร้อยหลัง ผู้สมัครหาเสียงเองไม่ไหว หัวคะแนนรองจะไปเคาะตามประตูบ้าน แจกเงิน คุยกับประชาชน เพื่อให้เลือกผู้สมัคร   แล้วการเมืองแบบอุปถัมภ์ทำงานยังไง คือ เจ้าพ่อ หรือนักธุรกิจต่างจังหวัด ก็จะอยากชนะเพื่อเข้าไปเป็น สส. นั่นคือบันไดขั้นแรกในการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง เมื่อก่อน สส.มีงบฯ ในมือ 20 หรือ 30 ล้านบาท เพื่อเอาไปใช้จ่ายพัฒนาจังหวัด ตอนหลังเขาตัดงบฯ สส.ออกไป เพราะมองเป็นช่องทางคอร์รัปชัน แต่ สส.ยังสามารถเข้าไปนั่ง กมธ.ต่างๆ เข้าไปรู้ข้อมูลวงในล่วงหน้า รัฐจะออกกฎหมาย หรือนโยบายอะไร สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ทั้งสิ้น  “แน่นอนว่าทุกคนอยากเป็นมากกว่า สส. ทุกคนก็ต้องสะสมบารมีเพื่อต่อรองกับพรรคการเมืองตัวเอง เพื่อให้ได้เป็นตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนนายกฯ มันหวังยาก ทั้งประเทศมีนายกฯ ได้คนเดียว แต่ รัฐมนตรีมีได้ 35-36 คน มันยังเป็นตำแหน่งที่เอื้อมถึง ถ้าคุณเป็น สส.คนหนึ่ง คุณก็คาดหวังว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี แต่ก่อนที่จะไปเป็นรัฐมนตรีได้ คุณก็ต้องอุปถัมภ์คนในกลุ่มคุณ ให้คนเคารพนับถือคุณ จนคุณได้เป็นหัวหน้ากลุ่มหรือหัวหน้ามุ้ง พอได้เป็นหัวหน้ามุ้งเมื่อจัดตั้ง ครม.ได้แล้ว หัวหน้ามุ้งจะได้ตำแหน่งก่อน การเมืองไทยมีสูตรง่ายๆ ก็คือว่า ถ้านักการเมืองคนไหนมีเสียงในมือ 70-80 เสียงจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง  “เมื่อได้เป็นตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ระบบอุปถัมภ์ทำงานยังไงต่อไป คุณก็ต้องหล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ให้มันคงอยู่ รัฐมนตรีเมื่อคุณได้ผลประโยชน์มหาศาลแล้ว ก็ต้องแจกจ่ายคนในสังกัดของคุณ เขาจะได้หนุนคุณต่อไป สส.ก็เอาเงินเหล่านั้นไปจ่ายให้หัวคะแนนหลักที่ช่วยหาเสียงช่วงการเลือกตั้ง หัวคะแนนหลัก จ่ายให้หัวคะแนนรอง หัวคะแนนรองก็เอาเงินเหล่านั้นแจกจ่ายไปให้ชาวบ้านในเขตเลือกตั้งตัวเอง  “ถ้าเลี้ยงดูระบบอุปถัมภ์ ได้อย่างดี พอถึงฤดูกาลเลือกตั้งจะไปลงพรรคไหนไม่สำคัญ ชาวบ้านก็ตามไปเลือกคุณ คุณเป็น สส. ต่อรองได้ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยิ่งได้เงินหล่อเลี้ยงกลับมา อันนี้คือโฟลวชาร์ต การเมืองแบบอุปถัมภ์” ประจักษ์ กล่าว  ยุคหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 บทบาทเจ้าพ่อซบเซา  ประจักษ์ กล่าวว่า การมาของรัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางการเมือง อำนาจทางการเมืองของเจ้าพ่อหรือบ้านใหญ่ลดลง เพราะประชาชนมีฉันทามติร่วมกันว่า ต้องการปฏิรูปการเมือง เพราะการเมืองก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยปัญหาและการคอร์รัปชัน ใช้ตำแหน่งทางการเมืองไปแสวงประโยชน์เพื่อตัวเอง การเมืองอ่อนแอ ไม่มีการแข่งขันเชิงนโยบาย การเมืองไร้เสถียรภาพ เพราะพรรคฯ อ่อนแอ ตั้งรัฐบาลก็อยู่ได้ไม่นานต้องยุบสภาฯ พอกลับไปเลือกตั้งก็แข่งกันดุเดือด ใช้เงินเยอะ เสร็จแล้วก็กลับมาหาผลประโยชน์ จึงเกิดกระแสปฏิรูปการเมือง  เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ40 ต้องการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ลดอิทธิพลเจ้าพ่อ หรือกลุ่มมุ้งการเมืองย่อย ผ่านการออกแบบกติกาทางการเมืองต่างๆ เช่น ห้ามย้ายพรรค พรรคการเมืองมีอำนาจเหนือสมาชิกพรรคได้มากขึ้น มีการออกแบบองค์กรอิสระใหม่ เพื่อทำให้การเมืองบริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนคนจัดการเลือกตั้งคือกระทรวงมหาดไทย ถ้านักการเมืองคนไหนคุมมหาดไทยได้ก็คุมการเลือกตั้งได้ทั้งหมด เขาก็บอกว่าแบบนี้ไม่แฟร์ ต้องออกแบบองค์กรอิสระไม่ให้มีพรรคการเมืองไหนคุมได้ ให้มาดูแลจัดการเลือกตั้งแทน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป้าหมายสำคัญเพื่อให้การเมืองแบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น ไปสู่การเมืองเชิงนโยบายระดับชาติ มีวิสัยทัศน์ระยะยาวในการพัฒนาประเทศ นักการเมืองต้องเสนอชุดนโยบายให้ประชาชนเลือก ไม่ใช่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เฉพาะหน้า หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ปรากฏว่าประสบความสำเร็จในช่วงแรก การเมืองแข่งขันนโยบายมากขึ้น เจ้าพ่ออิทธิพลลดลง ประชาชนเลือกพรรคที่นโยบายมากกว่าตัวบุคคล ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และมีความเป็นสถาบันทางการเมืองมากขึ้น การเมืองมีเสถียรภาพ พรรคการเมืองเอานโยบายที่หาเสียงตอนเลือกตั้งมาทำเป็นนโยบายที่ใช้ได้จริง ยกตัวอย่าง พรรคไทยรักไทย มีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือกองทุนหมู่บ้าน ทุกจังหวัดมีนโยบายลักษณะเดียวกัน มากกว่าการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระยะสั้นระหว่างประชาชนกับเจ้าพ่อ  อำนาจทางการเมืองเกิดการเปลี่ยนผ่านไปอยู่ที่พรรคการเมือง ไม่ต้องผ่านเจ้าพ่อ หรือผู้มีอิทธิพล เพราะว่าคนตามไปเลือกพรรคการเมืองแทน กลายเป็นพรรคมีความสำคัญมากกว่าตัวบุคคลแล้ว การเมืองพลิกผัน รัฐประหาร 2 ครั้ง ฟื้นคืนอิทธิพลบ้านใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเมืองเชิงนโยบายระดับชาติมันไม่เกิด เพราะจุดเปลี่ยนการเมืองใหญ่ คือ การทำรัฐประหารปี 2549 ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 2550 ทหารเขากลัวไม่อยากให้มีพรรคการเมืองพรรคเดียวที่เข้มแข็งมากเกินไป รัฐธรรมนูญปี 2550 จึงออกแบบมาเพื่อลดความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ซ้ำเติมด้วยการทำรัฐประหารปี 2557 ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2560 ยิ่งเลวร้ายไปกว่าเก่า ออกแบบมาเพื่อทำให้ระบบพรรคการเมืองทุกพรรคอ่อนแอลง เพื่อให้รับประกันว่าต่อให้มีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง จะไม่มีพรรคไหนสามารถได้เสียงข้างมากจนเป็นพรรคขนาดใหญ่ได้ ระบอบแบบนี้จะเอื้อประโยชน์ให้ทหารและกองทัพสามารถคุมการเมืองได้ ไม่เกิดความเชื่อมโยงผู้เลือกตั้งกับพรรคการเมือง ไม่เกิดความผูกพัน ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทหารสามารถบีบให้พรรคการเมืองสลับขั้วไปมาเหมือนเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี ไม่ว่าพรรคไหนชนะเลือกตั้งเท่าไร ทหารสามารถเลือกที่จะคุมเกมอยู่เบื้องหลัง และให้เกิดรัฐบาลแบบที่ตัวเองต้องการได้ เพราะว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนมีเสียงข้างมากมากพอที่จะตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว เราเห็นเลยว่าการเลือกตั้งปี 2562 และปี 2566 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งหลังจากการทำรัฐประหาร พรรคการเมืองทุกพรรคอ่อนแอหมด  ประจักษ์ กล่าวต่อว่า ในเวลาเดียวกับที่พรรคการเมืองถูกทำให้อ่อนแอ ช่วงการเลือกตั้งปี 2562 ทหารอยากสืบทอดอำนาจต่อ จึงได้ตั้งพรรคการเมืองของตัวเองขึ้นมา คือ พรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เพื่อสืบทอดอำนาจต่อ  อย่างไรก็ตาม กองทัพในประวัติศาสตร์การเมือง ไม่เคยมีทักษะด้านการหาเสียง พวกเขาเลยกลับไปใช้บริการบ้านใหญ่ให้มาช่วยทำการเมืองแทน เพราะว่านักการเมืองบ้านใหญ่ เข้าถึงชาวบ้าน สร้างเครือข่ายหัวคะแนนเก่ง สามารถแบ่งปันผลประโยชน์ได้ ทำให้พรรคพลังประชารัฐ เป็นโมเดลความร่วมมือกันระหว่างกองทัพและบ้านใหญ่ ทำให้การเมืองบ้านใหญ่ที่ควรจะค่อยๆ หายไปหลังการปฏิรูปการเมืองปี 2540 ถูกฟื้นกลับขึ้นมา เพื่อช่วยพรรคทหารสืบทอดอำนาจ  จนกระทั่งในปี 2569 พรรคทหาร 2 พรรค คือ พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ พ่ายแพ้อย่างหมดรูป พรรคชนชั้นนำทางการเมืองเดิมหมดอำนาจลง แต่ด้วยความที่พวกเขาต้องการคุมการเมืองต่อ ก็เลยหันไปพึ่งพาพรรคการเมืองแบบบ้านใหญ่ที่เข้มแข็งที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย นำมาสู่สภาวะการเมืองแบบในปัจจุบัน ทำให้การเมืองแบบบ้านใหญ่ ประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์จึงกลับมาอีกครั้ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งคลิปวิดีโอสื่อสารกับประชาชน ในการหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ที่ จ.สุโขทัย (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก พรรคพลังประชารัฐ) โดยสรุปการเมืองประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์ * ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศ แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ในเวลาที่เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย หลายประเทศมีประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์ * วิกฤตทางการเมือง หรือสภาพแวดล้อมทางการเมือง มีผลต่อการเปลี่ยนลักษณะประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์ พูดง่ายๆ ถ้าไม่เกิดวิกฤตความขัดแย้งและรัฐประหาร แนวโน้มที่ควรจะเป็นพรรคการเมืองไทยจะเหลือพรรคการเมืองใหญ่ 2-3 พรรค และแข่งกันด้วยนโยบาย ระบบเจ้าพ่อและบ้านใหญ่ ควรจะค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปหลังจากรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่พอมาเกิดวิกฤตความขัดแย้ง ทหารต้องพึ่งพานักการเมืองแบบบ้านใหญ่ เพื่อสืบทอดอำนาจ พรรคการเมืองแบบบ้านใหญ่ และการเมืองแบบบ้านใหญ่ เลยถูกปลุกฟื้นคืนชีพขึ้นมา  * การออกจากประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์จะทำยังไง กติกาทางการเมืองสำคัญมากๆ เราต้องออกแบบกติกาใหม่ เพื่อสร้างแรงจูงใจใหม่ให้การแข่งขัน โดยเน้นไปที่นโยบาย ระหว่างพรรคการเมืองมากขึ้น มากกว่าที่เป็นการแข่งขันระหว่างตัวบุคคล ตระกูลการเมืองต่างๆ ที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระยะสั้นกับชาวบ้านในพื้นที่   * รายงานพิเศษ * การเมือง * บ้านใหญ่ * ระบบอุปถัมภ์ * ประจักษ์ ก้องกีรติ * คณะรัฐศาสตร์ * มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ * เจ้าพ่อ * เจ้าแม่ * ประชาธิปไตยครึ่งใบ * พรรคพลังประชารัฐ * บรรหาร ศิลปอาชา * สมชาย คุณปลื้ม * มือปืน
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
ไทยพีบีเอสออกแถลงการณ์ ปมเปลี่ยนแหล่งรายได้ ชี้ต้องมีหลักประกันสื่ออิสระ
dlvr.it
ไทยพีบีเอสออกแถลงการณ์ ปมเปลี่ยนแหล่งรายได้ ชี้ต้องมีหลักประกันสื่ออิสระ
ไทยพีบีเอสออกแถลงการณ์ ปมเปลี่ยนแหล่งรายได้ ชี้ต้องมีหลักประกันสื่ออิสระ auser15 Fri, 2026-10-02 - 18:10 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ "ไทยพีบีเอส" ออกแถลงการณ์ เรื่อง หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ภายใต้ข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ขององค์การ ระบุจำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันอย่างน้อยสองหลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และ ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่พึงเน้นย้ำหลักการหนึ่งได้รับการคุ้มครองจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการลง 2 ตุลาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า จากกรณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอการแก้ไข พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 หรือ ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะแห่งเดียวในประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญในการยกเลิกเงินบำรุงองค์การ ที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และ มาตรา 16) และเปลี่ยนรูปแบบเป็นการรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 นั้น วันนี้ (2 ต.ค.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)/ไทยพีบีเอส ออกถ้อยแถลง เรื่อง หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะภายใต้ข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ขององค์การ ระบุว่า ตามที่มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญให้เปลี่ยนแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามกฎหมายจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี นั้น ส.ส.ท. ตระหนักและเคารพต่ออำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตลอดจนหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ ทั้งนี้ เห็นว่าการทบทวนกฎหมายให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารราชการแผ่นดินที่เปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ที่พึงดำเนินการได้โดยเปิดเผยและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. มิได้เป็นเพียงประเด็นด้านการเงินหรืองบประมาณเท่านั้น หากแต่ผูกพันโดยตรงกับหลักประกันเชิงสถาบันเรื่อง "ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ" ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งองค์การ ส.ส.ท. ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่สื่อสาธารณะ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ให้บริการข่าวสารที่เที่ยงตรง รอบด้าน สมดุล และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ ตลอดจนดำเนินงานโดยปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ ความเป็นอิสระดังกล่าวจึงมิใช่สิทธิประโยชน์ขององค์กร ผู้บริหาร หรือผู้ปฏิบัติงาน หากแต่เป็น "หลักประกันของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและพื้นที่สาธารณะ ที่เป็นอิสระจากอำนาจของรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทางธุรกิจ" ด้วยเหตุนี้ ส.ส.ท.เห็นว่า การพิจารณาปรับเปลี่ยนแหล่งรายได้ของ ส.ส.ท. จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันอย่างน้อยสองหลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และ ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่พึงเน้นย้ำหลักการหนึ่งได้รับการคุ้มครองจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากจะเปลี่ยนแหล่งรายได้ของ ส.ส.ท.ไปสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำเป็นต้องมีหลักประกันทางกฎหมายและเชิงสถาบันที่แน่ชัดว่า กระบวนการจัดสรร การพิจารณา ตลอดจนการปรับเพิ่มหรือลดงบประมาณ จะไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ หรือการทำหน้าที่ทางวิชาชีพและเสรีภาพของบรรณาธิการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส.ส.ท.จึงเห็นว่าก่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ควรมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งต่อความเป็นอิสระทางการเงิน ความต่อเนื่องของภารกิจสาธารณะ เสรีภาพของกองบรรณาธิการ และความสามารถในการวางแผนระยะยาว พร้อมทั้งพิจารณากลไกทางเลือกที่สามารถรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ควบคู่กับการคงหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะที่ไม่ต่ำกว่าเจตนารมณ์และมาตรฐานที่กฎหมายปัจจุบันรับรองไว้ ส.ส.ท.พร้อมสนับสนุนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการพิจารณาร่างกฎหมายด้วยข้อมูล หลักฐาน และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบสื่อสาธารณะ รวมทั้งพร้อมร่วมพัฒนาทางเลือกเชิงนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบในการใช้ทรัพยากร ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ และความเป็นอิสระอันเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะ ท้ายที่สุด ไม่ว่าโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. จะได้รับการพิจารณาให้เป็นรูปแบบใด ส.ส.ท.ขอยืนยันในหลักการอันเป็นรากฐานสำคัญว่า ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำ ของผู้ถืออำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุคใดยุคหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะสื่อสาธารณะเป็นสถาบันของสังคมที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไทยพีบีเอส * สื่อมวลชน
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
'ฝัง/กลบ/จำ' นิทรรศการลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา ที่ Sapphic Riot เชียงใหม่
dlvr.it
'ฝัง/กลบ/จำ' นิทรรศการลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา ที่ Sapphic Riot เชียงใหม่
'ฝัง/กลบ/จำ' นิทรรศการลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา ที่ Sapphic Riot เชียงใหม่ Pazzle Fri, 2026-10-02 - 16:19 Sapphic Riot บาร์สำหรับชาวแซฟฟิกเชียงใหม่จัดแสดงนิทรรศการ “ลบมรดก 6 ตุลา ฝัง/กลบ/จำ”    2 ต.ค. 2569 Sapphic Riot เชียงใหม่ จัดแสดงนิทรรศการ “ลบมรดก 6 ตุลา ฝัง/กลบ/จำ” 50 ปีผ่านไป มรดกของ 6 ตุลา ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในการเมือง ในความทรงจำ หรือแม้แต่ในร่างกายและความสัมพันธ์ของเรา มรดกของเผด็จการฝังรากลึกไว้ในชีวิตประจำวันของเรา Sapphic Riot ชวนตั้งคำถามผ่านผลงานศิลปะ สำรวจความทรงจำ มองหาร่องรอยของ 6 ตุลา ที่ยังคงอยู่ในชีวิตของเรา และอำนาจนิยมจากเหตุการณ์ 6 ตุลา รวมถึงสำรวจประเด็นผ่านเลนส์เรื่องเพศ ร่างกาย เพศวิถี ความเป็นเควียร์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจนิทรรศการ “ลบมรดก 6 ตุลา ฝัง/กลบ/จำ” จะจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. - 6 ต.ค. 2569 เวลา 19.30 - 23.00 น.                นอกจากนี้ในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ เครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา ยังได้รณรงค์ร่วมลงชื่อยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 มรดกจาก 6 ตุลา ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 และทำให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้น จากการใช้สิทธิเสรีภาพ โดยต้องการ 50,000 รายชื่อ ขณะนี้มีประชาชนร่วมลงชื่อแล้ว 32,749 คน  iLaw เปิดข้อเสนอลบมรดก 6 ตุลา รื้ออัตราโทษที่รัฐประหารทิ้งไว้ ระบุ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ที่หลายคนลืมไม่ได้ จำไม่ลง การล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตามมาด้วยการสลายการชุมนุม การสังหารโหด และการจับกุมคุมขังผู้ชุมนุม แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในเย็นวันเดียวกัน คือ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้ทำการรัฐประหาร ภายใต้การนำของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ โดยอ้างเหตุผลว่า ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ และเข้าใช้อำนาจปกครองประเทศ เพียง 15 วันหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ออกคำสั่งไปถึง 47 ฉบับ! โดยครอบคลุมการแก้ไขกฎหมายหลายเรื่อง เช่น ให้คดีความผิดของพลเรือนต้องขึ้นศาลทหาร  ให้ยกเลิกกฎหมายเลือกตั้งส.ส. สั่งผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์ต้องขออนุญาตจากคณะรัฐประหารทุกราย ฯลฯ เรียกได้ว่า เป็นช่วงเวลาของการใช้อำนาจคณะรัฐประหารเปลี่ยนแปลงกฎหมายจากระบอบประชาธิปไตยเข้าสู่ระบอบเผด็จการทหารเพื่อการควบคุมอำนาจโดยสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ คำสั่งหลายฉบับถูกยกเลิกในเวลาต่อมา และบางฉบับก็สิ้นผลไปโดยปริยาย แต่มีฉบับหนึ่งที่ยังคงมีผลใช้บังคับต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน คือ คำสั่งฉบับที่ 41 ให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาทั้งหมด 12 มาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นทั้งหมด ให้เพิ่มอัตราโทษให้สูงขึ้นเป็นเท่าตัว โดยให้เหตุผลในการออกคำสั่งเพียงสั้นๆ ว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเห็นว่า อัตราโทษในความผิดต่างๆ เหล่านี้ “ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน” จึงสมควรแก้ไขอัตราโทษให้สูงขึ้น  นั่นหมายความว่า อัตราโทษความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นที่สังคมไทยใช้ต่อเนื่องมานานกว่า 50 ปี เป็นอัตราโทษที่คณะรัฐประหารเมื่อปี 2519 กำหนดขึ้น แม้เวลาจะผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ และสถานการณ์บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อัตราโทษเหล่านี้ยังไม่เคยถูกทบทวนหรือปรับลดให้สอดคล้องกับสังคมในระบอบประชาธิปไตย มีเพียงการขยับอัตราโทษปรับให้สอดคล้องกับค่าเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น กฎหมาย “หมิ่น” ทั้งระบบจึงกลายเป็น “มรดก” ที่ตกทอดมาจากคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจเพื่อควบคุมเหตุการณ์ความรุนแรงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์      * ข่าว * การเมือง * สังคม * Sapphic Riot * เชียงใหม่ * ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ
dlvr.it
พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ
พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ Event Date Tuesday, October 6, 2026 - 09:30 user8 Fri, 2026-10-02 - 17:23 หลักสูตรปริญญาตรีสาขาอาณาบริเวณศึกษา และหลักสูตรปริญญาโทสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาณาบริเวณศึกษาเปรียบเทียบ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สมาคมภูมิภาคศึกษา สมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพ กระทรวงการต่างประเทศ รายการประวัติศาสตร์นอกตำรา มติชนออนไลน์ และประชาไท ขอเชิญผู้สนใจร่วมงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ “พม่า: ประวัติศาสตร์ รัฐประหาร และรูปแบบรัฐ” จากหนังสือเขียนโดย รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช 📅 วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ⏰ เวลา 09.30–12.00 น. 📍 ห้อง 401 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กำหนดการ 09.30–09.40 น. แนะนำวัตถุประสงค์การจัดงานและขอบเขตการอภิปราย 09.40–10.20 น. ปาฐกถา “พม่าจากมุมมองนักการทูต” โดย พิษณุ สุวรรณชฎ อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงย่างกุ้ง และนายกสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพ กระทรวงการต่างประเทศ 10.20–12.00 น. เสวนาอภิปราย โดย * รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา * รศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย * อดิศักดิ์ ศรีสม ผู้อำนวยการผลิตรายการประวัติศาสตร์นอกตำรา ดำเนินรายการโดย จงเจริญ ขันทอง นักเขียนสารคดีรายการประวัติศาสตร์นอกตำรา และผู้บริหารประจำสมาคมภูมิภาคศึกษา
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
นิสิตจุฬาฯ จัดงาน "50 ปี ตุลารำลึก" 3 และ 5 ต.ค. นี้ ครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
dlvr.it
นิสิตจุฬาฯ จัดงาน "50 ปี ตุลารำลึก" 3 และ 5 ต.ค. นี้ ครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
นิสิตจุฬาฯ จัดงาน "50 ปี ตุลารำลึก" 3 และ 5 ต.ค. นี้ ครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 auser15 Fri, 2026-10-02 - 16:12 ฝ่ายส่งเสริมสิทธิและมนุษยธรรม องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ จัดงานรำลึกครบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในวันที่ 3 และ 5 ตุลาคม 2569 ที่ศาลาพระเกี้ยว ประกอบด้วยบรรยายวิชาการ วงล้อมวงเล่ากับคนเดือนตุลา นิทรรศการวัตถุจากเหตุการณ์จริง เวิร์กช็อปจำลองประสบการณ์ และดนตรี พร้อมเชิญสื่อมวลชนร่วมงาน 2 ตุลาคม 2569 ฝ่ายส่งเสริมสิทธิและมนุษยธรรม องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญชวนร่วมงาน "50 ปี ตุลารำลึก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ภายใต้แนวคิด "ย้อนความหลัง ณ อดีตศูนย์กลางกิจกรรมก้าวหน้าในจุฬาฯ" เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์และร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญของนิสิตในอดีต งานจัดขึ้นที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 วัน ได้แก่ วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–16.00 น. และวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00–20.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม เริ่มด้วยการเปิดนิทรรศการและกิจกรรมจำลองประสบการณ์เมื่อ 50 ปีก่อนเวลา 09.00 น. ตามด้วยวงล้อมวงเล่ารอบเช้าเวลา 09.30 น. จากนั้นเวลา 12.20 น. มีการแสดงของวงประสานเสียง The Nightingales และเวลา 12.40 น. เป็นการบรรยายโดย รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ก่อนวงล้อมวงเล่ารอบบ่ายเวลา 13.00 น. และปิดงานเวลา 16.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม เปิดนิทรรศการและกิจกรรมจำลองประสบการณ์เวลา 16.00 น. ตามด้วยบรรยายวิชาการโดย รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล เวลา 16.20 น. วงประสานเสียง The Nightingales เวลา 16.50 น. วงล้อมวงเล่าเวลา 17.00 น. และปิดงานเวลา 20.00 น. นอกจากการบรรยาย การเล่าเรื่อง และการแสดงดนตรี งานยังมีนิทรรศการจัดแสดงวัตถุในเหตุการณ์จริง และเวิร์กช็อปจำลองประสบการณ์จริงเมื่อ 50 ปีที่แล้ว * ข่าว * การเมือง * จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย * 6 ตุลา 2519
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
หลังประหารล้มเหลว แอมเนสตี้จี้รัฐเทนเนสซีเปลี่ยนโทษ 'คริสตา ไพก์' และระงับประหารทั้งหมด
dlvr.it
หลังประหารล้มเหลว แอมเนสตี้จี้รัฐเทนเนสซีเปลี่ยนโทษ 'คริสตา ไพก์' และระงับประหารทั้งหมด
หลังประหารล้มเหลว แอมเนสตี้จี้รัฐเทนเนสซีเปลี่ยนโทษ 'คริสตา ไพก์' และระงับประหารทั้งหมด auser15 Fri, 2026-10-02 - 15:39 หลังการประหารชีวิต 'คริสตา ไพก์' ที่ล้มเหลวเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า เหตุการณ์นี้แสดงถึงความโหดร้ายของการลงโทษประหาร และเรียกร้องให้ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซีลดโทษให้ผู้ต้องขังและระงับการประหารโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด 2 ตุลาคม 2026 ภายหลังความพยายามของรัฐเทนเนสซีในการบังคับใช้โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิตคริสตา ไพก์ที่ล้มเหลวเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา จัสติน มาซโซลา รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การประหารที่ล้มเหลวเป็นตัวอย่างที่รุนแรงของความโหดร้าย และเป็นเครื่องเตือนว่าการลงโทษประหารเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มาซโซลากล่าวว่า บิล ลี ผู้ว่าการรัฐ มีอำนาจสั่งยุติการประหารชีวิตได้ แต่ไม่ได้ดำเนินการ สถานการณ์แย่ลงเมื่อรัฐเทนเนสซีเร่งประหาร แม้ศาลอุทธรณ์กลางจะมีคำสั่งระงับชั่วคราวแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับการละเมิดทางเพศและบาดแผลทางใจในวัยเด็กที่เกิดกับคริสตา ไพก์ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้นำเสนออย่างเหมาะสมในระหว่างการพิจารณาคดี เรื่องนี้ไม่ควรลุกลามมาถึงขั้นนี้ มาซโซลาระบุว่า นี่เป็นครั้งที่สองในเวลาไม่ถึง 5 เดือนที่รัฐเทนเนสซีประหารไม่สำเร็จ ก่อนหน้านี้เกิดเหตุในลักษณะคล้ายกันกับโทนี่ คาร์รูเธอร์ส เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐเทนเนสซีมีประวัติการประหารที่ล้มเหลวมายาวนาน แต่หน่วยงานรัฐยังมุ่งดำเนินการประหาร แม้ใช้กระบวนการฉีดยาที่มีการปกปิดข้อมูลเป็นความลับ การกระทำที่โหดร้ายเช่นนี้เป็นสัญญาณว่าเหตุใดจึงต้องยกเลิกโทษประหารโดยทันที เนื่องจากไม่มีวิธีประหารใดที่มีมนุษยธรรม ระบบโทษประหารเป็นระบบที่ผิดพลาดจนยากต่อการเยียวยา เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่มีรัฐบาลใดควรมีอำนาจดำเนินการเช่นนี้ต่อไป มาซโซลากล่าวว่า ผู้ว่าการรัฐลีระบุว่าจะระงับการประหารทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในปีนี้เป็นการชั่วคราว แต่การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงพอ ผู้ว่าการรัฐต้องลดโทษให้คริสตา ไพก์และนักโทษประหารคนอื่นทั้งหมด และเปลี่ยนโทษของพวกเขา และต้องจัดทำข้อตกลงชั่วคราวเพื่อพักใช้การประหารทั้งหมดทันที โดยไม่มีการกำหนดวันสิ้นสุด ไม่ใช่เพียงการระงับไม่กี่เดือน เหตุการณ์เมื่อวันก่อนต้องนำไปสู่ความมุ่งมั่นใหม่ในการกดดันรัฐเทนเนสซีให้ยกเลิกโทษประหารอย่างถาวร มาซโซลากล่าวว่า ขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกลดการใช้โทษประหาร สหรัฐอเมริกายังเป็นหนึ่งในประเทศส่วนน้อยที่ใช้โทษประหารมากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐเทนเนสซีและสหรัฐอเมริกาต้องยุติการประหารผู้คนในนามของความยุติธรรม และยกเลิกการลงโทษที่โหดร้ายเช่นนี้ เพื่อให้เหลือเพียงข้อมูลในหนังสือประวัติศาสตร์ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล คัดค้านโทษประหารชีวิตในทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด ไม่ว่าจะมีความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารแบบใด ในปี 2568 สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษ 47 คนใน 11 รัฐ เป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2552 โดยการประหาร 19 ครั้งในรัฐฟลอริดาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดรวมเพิ่มสูงขึ้น ตามด้วยรัฐเซาท์แคโรไลนา เท็กซัส และแอละแบมา แต่ละรัฐมีการประหารรัฐละ 5 ครั้ง รัฐอื่นที่มีการประหารชีวิต ได้แก่ รัฐเทนเนสซี 3 ครั้ง แอริโซนา 2 ครั้ง อินเดียนา 2 ครั้ง มิสซิสซิปปี 2 ครั้ง โอคลาโฮมา 2 ครั้ง มิสซูรี 1 ครั้ง และหลุยเซียนา 1 ครั้ง สหรัฐฯ อยู่ในกลุ่ม 5 ประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในปี 2568 จนถึงปัจจุบันในปี 2569 มีการประหารชีวิตในสหรัฐฯ แล้ว 29 ครั้ง โดยรัฐเทนเนสซีประหารนักโทษไปแล้ว 11 คนนับตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบัน มี 113 ประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทุกประเภท และมี 145 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ คิดเป็น 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลก * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล * โทษประหารชีวิต * คริสตา ไพก์ * สหรัฐอเมริกา
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
ช่องโหว่ระเบียบเนรเทศใหม่ ส่งกลับต่างชาติสีเทา-แสกมเมอร์ ห่วงแรงงานข้ามชาติ-ผู้ลี้ภัยโดนหางเลข
dlvr.it
ช่องโหว่ระเบียบเนรเทศใหม่ ส่งกลับต่างชาติสีเทา-แสกมเมอร์ ห่วงแรงงานข้ามชาติ-ผู้ลี้ภัยโดนหางเลข
ช่องโหว่ระเบียบเนรเทศใหม่ ส่งกลับต่างชาติสีเทา-แสกมเมอร์ ห่วงแรงงานข้ามชาติ-ผู้ลี้ภัยโดนหางเลข รายงาน: ณัฐพล เมฆโสภณ ภาพปก: ชนิสรา ริมธีระกุล  ภาพประกอบ: พีระพล บุณยเกียรติ XmasUser Fri, 2026-10-02 - 12:47 หากเปิดโซเชียลมีเดีย ไถฟีดอ่านข่าวช่วงที่ผ่านมา เราน่าจะพบปัญหาที่เกิดจากอาชญากรรมที่เกิดจากคนต่างชาติแทบทุกสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น ขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ หรือก็คือคู่สามี-ภรรยาชาวจีนที่จ้างให้คนไทยมาเป็นสามี เพื่อให้ลูกชาวจีนของพวกเขาได้รับสัญชาติไทย หรือขบวนการทุจริตออกบัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย ขบวนการสแกมเมอร์ที่สร้างความเจ็บซ้ำ หลอกลวงเงินคนไทยปีละมหาศาล นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย ไม่เคารพกฎหมาย ตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล และ ‘นอมินี’ ทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจ หรือกว้านซื้อที่ดินในประเทศไทย เหล่านี้คือการแสวงประโยชน์เพื่อตนเองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในรูปแบบต่างๆ ปัญหาและความไม่พอใจเหล่านี้สะสมมาเรื่อยๆ จนนำมาสู่การขยับเขยื้อนของรัฐบาล ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 (ระเบียบเนรเทศ) เพื่อให้การเนรเทศคนต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีระบบที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ โดยได้เริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 28 ส.ค. 2569 เป็นต้นมา  โดยความผิดที่มีสิทธิโดนเนรเทศจะอยู่ในข้อที่ 4 ว่าด้วยพฤติการณ์ที่เข้าข่ายออกคำสั่งเนรเทศ และข้อที่ 5 เกี่ยวกับฐานความผิดที่บุคคลต่างชาติมีสิทธิโดนเนรเทศ  ข้อที่ 4 ของระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ระบุว่า บุคคลต่างชาติที่มีพฤติกรรมขัดศีลธรรมอันดี ความสงบเรียบร้อย หรือความผาสุกของประชาชน ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือคนที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ พิจารณาส่งเรื่องให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งผลักดันออกนอกไทยได้ ระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเนรเทศ ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ระบุว่า ความผิดข้อหาดังนี้  * เข้าเมืองผิดกฎหมาย * ทำงานหรือประกอบอาชีพธุรกิจผิดประเภท * ทำเอกสารปลอม เช่น เอกสารตัวตน หรือสัญชาติ * คดีอาญาร้ายแรง ที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป * ครอบคลุมตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนให้กระทำผิด หากมีคำพิพากษาจนถึงที่สุด หรือได้รับการปล่อยจากเรือนจำแล้ว ปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือคนที่ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงมหาดไทย สามารถส่งเรื่องให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาออกคำสั่งผลักดันออกนอกประเทศไทย และสามารถสั่งห้ามเดินทางกลับเข้ามาไทยได้  หลังระเบียบว่าด้วยการเนรเทศ เริ่มใช้ไม่นานมีชาวต่างชาติถูกออกคำสั่งเนรเทศไปแล้ว 2 ราย โดยรายแรกเป็นชาวอิสราเอล เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 และรายที่สองเป็นชาวฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา  ฟังผิวเผิน ระเบียบตัวนี้ดูเหมือนจะเข้ามาจัดการปัญหาที่เกิดจากคนต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายได้อย่างทันท่วงที แต่ในสายตาของภาคประชาสังคม แม้ว่าจะทันทีท่วงที แต่ความรอบคอบอาจถูกลืม เพราะระเบียบเนรเทศยังมีข้อกังวล ทั้งในความคลุมเครือว่าคนต่างชาติกลุ่มใดบ้างที่เข้าข่ายการบังคับใช้ภายใต้ระเบียบเนรเทศ หรือพฤติการณ์ความผิดที่ระบุไว้อย่างกว้างขวาง นิยามได้หลากหลาย จนอาจทำให้กลุ่มเปราะบาง อย่างแรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัย พลอยโดนหางเลข กลายเป็นระเบียบที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน กระทบเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นบนเวทีนานาชาติ 'ยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว' ก่อนพูดถึงข้อกังวล อยากชวนทำความเข้าใจเรื่องอรรถประโยชน์ของระเบียบนี้เพิ่มสักนิด เพราะแม้แต่ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ก็ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายดังกล่าว สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รองผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รอง ผบก.สส.สตม.) มองว่า แม้ว่าระเบียบดังกล่าวจะเป็นส่วนเสริมของ พ.ร.บ.เนรเทศ พ.ศ. 2499 ซึ่งกำกับดูแลภายใต้กระทรวงมหาดไทย แต่สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ก็ยังได้ประโยชน์จากระเบียบนี้ โดยเฉพาะการลดงบประมาณภาระค่าใช้จ่าย และลดความแออัดของห้องกัก  สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว (คนที่ 2 จากซ้าย) สุรศักดิ์ ฉายภาพปัญหาว่า สืบเนื่องมาจากในปี 2568 มีการจับกุมตัวแก๊งอาชญากรชาวต่างชาติจำนวนมาก เนื่องมาจากการปราบขบวนการสแกมเมอร์ที่พื้นที่เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งตามขั้นตอน กรณีผู้ที่ถูกควบคุมตัวไม่ได้เป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์จะต้องถูกส่งดำเนินคดี และเมื่อคุมขังเสร็จสิ้น หรือศาลตัดสินให้รอลงอาญา ก็ต้องส่งตัวกลับประเทศต้นทาง ตามปกติ หากเป็นคนต่างชาติ 3 สัญชาติ คือ ลาว เมียนมา และกัมพูชา ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สามารถผลักดันกลับได้เลย โดยการขับรถไปส่งตามด่านชายแดน แต่ถ้าไม่ได้เป็นประเทศที่ติดชายแดนไทย ผู้ต้องกักต้องออกเงินค่าตั๋วเดินทางด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้ต้องกักไม่ยอมกลับประเทศ มีทั้งที่ไม่อยากกลับ หรือไม่มีทุนทรัพย์ซื้อตั๋วเครื่องบิน  ทั้งนี้ แม้จะมีกลไกความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ในการร่วมดูแลค่าใช้จ่ายในการส่งกลับผู้ต้องกัก แต่จะสามารถช่วยเหลือได้เฉพาะกลุ่มผู้เสียหาย ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์เท่านั้น ช่องว่างทางกฎหมายนี้ ทำให้เกิดภาวะที่มีผู้ต้องกักตกค้างอยู่ให้ห้องกักระยะยาวนานหลายปี  สุรศักดิ์ ระบุว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลผู้ต้องกักกลุ่มนี้เฉลี่ยปีละ 24,000 บาทต่อคน โดยยังไม่รวมค่ารักษาพยาบาล กรณีที่เจ็บป่วยหนักและต้องพาไปส่งโรงพยาบาล บางกรณีค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลักแสน กลับกัน ถ้าสามารถออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้ต้องกักเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ ค่าใช้จ่ายอาจตกคนละประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป ซึ่งถูกกว่าการดูแลภายในห้องกัก แต่ปัญหาคือมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ยังไม่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้งบประมาณออกค่าเครื่องบินผลักดันผู้ต้องกักได้  การมีระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเนรเทศฉบับล่าสุด จะเข้ามาอุดช่องโหว่ ทำให้ภาครัฐสามารถใช้งบประมาณ ผลักดันผู้ต้องกักออกนอกประเทศได้เลย โดย สตม.ระบุว่า ตอนนี้มีประมาณ 400 คนที่ยังกลับประเทศต้นทางไม่ได้ หากส่งกลุ่มนี้กลับไป ก็จะช่วยลดความแออัดของสถานกักกันคนต่างด้าว  ไม่เพียงแค่นั้น ความเห็นของธัญสุดา หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ สังกัดกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มองว่า การเร่งรัดกระบวนการผลักดันกลับภายใต้ระเบียบสำนักนายกฯ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ไม่เสี่ยงตกเป็นผู้ต้องหา ในกรณีการกระทำโหดร้าย และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมาน มาตรา 6 จากการคุมขังผู้ต้องกักโดยไม่มีกำหนดด้วย   สำหรับมุมมองของภาครัฐ จึงเล็งเห็นว่าระเบียบดังกล่าวเหมือนยิงนัดเดียว ได้นกหลายตัว  พื้นที่สีเทาของระเบียบ กลุ่มผู้ลี้ภัย-แรงงานข้ามชาติ เสี่ยงโดนหางเลข แม้ว่าตัวระเบียบสำนักนายกฯ แต่ภาคประชาสังคมยังคงมีข้อกังวล เนื่องจากในระเบียบฯ มีความคลุมเครืออยู่ 2 ส่วน คือ กลุ่มเป้าหมาย และฐานความผิดและพฤติการณ์เข้าข่ายการเนรเทศ   * กลุ่มเป้าหมายที่จะถูกบังคับใช้ภายใต้ พ.ร.บ.เนรเทศ และระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเนรเทศ ที่ไม่ได้ระบุอย่างเจาะจงว่าจะบังคับใช้กับใครบ้าง * พฤติการณ์ที่เข้าข่ายถูกเนรเทศ ที่มีความกว้างขวาง และไม่ชัดเจน  อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงาน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) แสดงข้อกังวลว่า แม้ว่าภาครัฐยืนยันว่าเจตนารมณ์ของระเบียบฯ พุ่งเป้าไปที่คนต่างชาติที่เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล กลุ่มจีนดำ จีนเทา หรือสแกมเมอร์หลอกเงินคนไทย แต่เนื่องจากระเบียบฯ ไม่ได้ระบุกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน ก็ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า คนต่างชาติทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มเปราะบางอย่าง แรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัย อาจถูกหางเลขไปด้วย  เมื่อยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ตัวของผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติทั้งถูกและผิดกฎหมายจะได้รับผลกระทบจากระเบียบทั้งข้อ 4 และข้อ 5  ในข้อที่ 4 ของระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเนรเทศ ให้อำนาจปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือคนที่ปลัด มท. มอบหมาย ส่งเรื่องให้ รมว.มหาดไทย พิจารณาออกคำสั่งเนรเทศได้ หากชาวต่างชาติคนใดมีพฤติการณ์ หรือพฤติกรรม 3 อย่างนี้ ได้แก่  * ขัดศีลธรรมอันดี * ขัดความสงบเรียบร้อย * ขัดกับความผาสุกของประชาชน คำเหล่านี้มีความคลุมเครือ นิยามได้กว้างขวาง จนไม่สามารถระบุอย่างเจาะจงได้ว่า พฤติกรรมแบบไหนเข้าข่ายระเบียบเนรเทศ เมื่อไม่มีความชัดเจน อดิศร ประเมินว่า ก็จะเป็นการสร้างบรรยากาศความกลัวต่อแรงงานข้ามชาติ พวกเขาก็จะไม่กล้าใช้สิทธิทางการเมือง การชุมนุม หรือเรียกร้องสิทธิสวัสดิการแรงงาน เพราะไม่รู้ว่าจะโดนส่งกลับประเทศหรือไม่ หรือเรียกว่า “ไม่ทำตัวแหลม น่าจะดีกว่า” อดิศร มีข้อกังวลด้วยว่า ความไม่ชัดเจนของระเบียบฯ อาจทำให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มชาตินิยม อาจจะประท้วงกดดันภาครัฐ ในการเนรเทศกลุ่มชาวต่างชาติบางกลุ่มได้อีกด้วย  อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ส่วนในข้อที่ 5 ซึ่งระบุเป็นฐานความผิด ที่กระทบกับทั้งผู้ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติ คือ ฐานความผิดการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และการทำงานผิดประเภท   ทั้งนี้ สำหรับกรณีของผู้ลี้ภัย เนื่องด้วยประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และยังไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิในฐานะผู้ลี้ภัย ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยที่ลักลอบเดินทางเข้ามายังประเทศไทย กรณีที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย แต่อยู่จนเกินวีซา หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ลี้ภัยที่ได้รับสถานะจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติ (UNHCR) มีสิทธิถูกเจ้าหน้าที่ ตม. จับกุม และถูกดำเนินคดี ‘เข้าเมืองผิดกฎหมาย’ ภายใต้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 อดิศร กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา แรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะจากพม่า กำลังประสบปัญหาหลุดออกจากระบบจำนวนมาก เนื่องจากปัญหาระบบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานออนไลน์ หรือ E-WorkPermit ที่ยังมีความล่าช้า ซึ่งเขาประเมินด้วยว่า หากระเบียบฯ ครอบคลุมกลุ่มแรงงานข้ามชาติ อาจมีคนได้รับผลกระทบ 500,000-600,000 คนที่ต้องถูกเนรเทศ เยาวชนและแรงงานพม่ากังวลสูง ถูกส่งกลับไปเกณฑ์ทหาร ภาคประชาสังคม แสดงความเห็นว่าหากมีการผลักดันแรงงานข้ามชาติพม่ากลับประเทศต้นทางผ่านระเบียบการเนรเทศ อาจส่งผลกระทบกับไทย ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดหลักไม่ผลักดันกลับไปเผชิญอันตรายที่ประเทศต้นทาง และภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก ประภาพร ปรียาภัสวรสกุล จากมูลนิธิ “เสมสิกขาลัย” ให้ความเห็นว่า จากการคุยกับเยาวชน และหนุ่มสาวพม่า ที่เข้ามายังประเทศไทย พวกเขามีความกังวลต่อระเบียบว่าด้วยการเนรเทศอย่างมาก เพราะว่าพวกเขาไม่อยากถูกผลักดันกลับไปเผชิญการบังคับเกณฑ์ทหารของกองทัพพม่า ประภาพร กล่าวว่า การบังคับเกณฑ์ทหารของกองทัพพม่า ไม่ใช่การเกณฑ์ทหารอย่างปกติ ไม่ได้มีการจับฉลาก แต่มีข่าวรายงานบ่อยครั้งว่าทหารของกองทัพพม่าเข้าไปบุกค้นตามบ้านเรือน และลักพาตัวคนหนุ่มสาวไปเป็นทหารในหลายเมือง อีกทั้งทหารใหม่ก็ไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างเพียงพอ แต่กลับถูกส่งไปประจำการแนวหน้าของการสู้รบแล้ว เวลาพูดคุยกับหนุ่มสาวชาวพม่า พวกเขาจะมีความกลัวการถูกส่งกลับ เพราะในมุมมองของเขา การเกณฑ์ทหารให้กองทัพพม่า คือการกลับไปตาย ต้องแยกกลุ่มแรงงานข้ามชาติ-ผู้ลี้ภัยออกจากระเบียบให้ชัดเจน แนวทางการแก้ไขของภาคประชาสังคม จึงมองว่า ภาครัฐต้องระบุให้ชัดเจนว่า ระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเนรเทศ จะบังคับใช้กับชาวต่างชาติกลุ่มไหน เพื่อที่จะได้ไม่เกิดช่องโหว่บังคับใช้กลุ่มคนที่อาจไม่ได้เป็นเป้าหมายของภาครัฐ ขัดกับเจตนารมณ์ของระเบียบฯ  พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอให้ภาครัฐขึ้นทะเบียนผู้อพยพจากชายแดนตะวันตกทุกคน ไม่ว่าจะเป็น แรงงานข้ามชาติ ผู้อพยพจากสงครามกลางเมืองและกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหาร และผู้ลี้ภัยที่เป็นสมาชิกขบวนการอารยขัดขืน (CDM) ยกตัวอย่างกลุ่มแพทย์ และพยาบาล โดยเอาคนกลุ่มนี้เข้ามาทำงานในประเทศไทย เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากการที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว  พงศกร รอดชมภู “ประเทศเราจะได้ประโยชน์อะไร เราอยู่ในภาวะของสังคมคนชราขาดแคลนแรงงาน ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ยกตัวอย่าง พวกที่เป็นหมอ เป็นพยาบาล ถ้ามาเป็นแรงงานกรรมกร เขาทำไม่ค่อยดีหรอก แต่ว่าให้เขามีอาชีพเช่นเป็นผู้ช่วยหมอ ผู้ช่วยพยาบาล อย่างที่หมอขาดแคลนบุคลากรตาม รพ.ชายแดน หมอคนไทยก็ไม่อยากอยู่ พวกนี้เขาอยู่ได้หมด รพ.ละ 1 หรือ 2 คน ให้เขาทำแทน และเรา (หมอไทย) ทำหน้าที่ตรวจสอบ แพทย์พม่าดูแลปัญหาเรื่องของสุขภาพคนพม่า ดูแลคนไทยได้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะคนต่างชาติ นี่คือหลักการ” พงศกร กล่าว อย่างไรก็ดี อดิศร ให้ความเห็นว่า ระเบียบเนรเทศอาจไม่ได้บังคับใช้แรงงานข้ามชาติ เนื่องจากรัฐมีกลไกจัดการปัญหาที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การออกมติ ครม. ให้ขึ้นทะเบียนแรงงานที่หลุดออกจากระบบ หรือมติผ่อนผันให้อาศัยและทำงานในไทยได้ชั่วคราว หรือ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ก็มีแนวทางปฏิบัติ และกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนว่า ต้องผลักดันแรงงานข้ามชาติที่ทำผิดกฎหมายภายใน 6 วัน  ภาครัฐยืนยันไม่มีการส่งกลับไปเผชิญอันตรายที่ต้นทาง ช่วงที่ระเบียบออกมาแรกๆ ภาคประชาสังคม ก็มีข้อกังวลว่า ระเบียบดังกล่าวอาจเปิดทางให้รัฐบาลส่งกลับผู้ลี้ภัยไปเผชิญอันตรายที่ประเทศต้นทางได้เร็วขึ้น แม้ว่าข้อที่ 8 ของระเบียบฯ จะเปิดช่องไว้ว่า บุคคลต่างชาติที่ไม่สามารถกลับประเทศต้นทาง ให้องค์กรระหว่างประเทศ หรือสถานทูตของต่างประเทศ ส่งหนังสือทางการทูตมายับยั้งกระบวนการส่งกลับประเทศต้นทางได้ ภายใน 7 วันหลังมีคำสั่งเนรเทศประกาศออกมา หลังจากนั้น องค์กรที่เกี่ยวข้องจะมีระยะเวลาดำเนินการพาตัวไปประเทศที่ 3 ภายใน 30 วัน แต่หากกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น สามารถขยายเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน ดังนั้น จะมีเวลาดำเนินการรวมทั้งหมด 90 วัน แต่อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมมีข้อสงสัยว่าในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะการหาประเทศที่ 3 ไม่ได้ง่ายนัก ในสภาวะที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน และมีสงครามเกิดขึ้นหลายแห่ง ทำให้ปริมาณผู้ต้องการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่ 3 มีจำนวนมาก และต้องใช้เวลานานขึ้นในการประเทศที่ 3 บางรายใช้เวลานานนับปี  สรพงค์ ศรียานงค์ รองเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่าไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ เพราะข้อ 6 ของระเบียบฯ ระบุไว้ชัดเจนว่าการออกคำสั่งเนรเทศชาวต่างชาติคนใดก็ตาม ต้องอยู่ใต้กฎระเบียบ มติ ครม. กฎหมายในประเทศ และพันธกรณีที่ไทยมีส่วนเกี่ยวข้อง  "เราจะดำเนินการเนรเทศภายใต้ข้อ 6 ถ้ามันมีกฎหมาย มีพันธกรณีระหว่างประเทศ เราก็ต้องคำนึงถึง และเรายังคำนึงถึงมาตรา 13 (พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565) ดังนั้น สบายใจได้ว่าระเบียบนี้ยังอยู่ภายใต้กฎหมายอื่นๆ" รองเลขาฯ สมช. กล่าวให้การยืนยัน  พักตร์วิภา อาวิพันธุ์ อัครราชทูต ณ​ กรุงพนมเปญ ปฏิบัติหน้าที่ราชการกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ มองในทิศทางเดียวกันว่า ข้อ 6 ของระเบียบสำนักนายกฯ ทำให้ข้อกังวลเรื่องการละเมิดหลักการไม่ผลักดันใครก็ตามกลับไปเผชิญอันตรายกลับไปที่ประเทศต้นทางผ่อนคลายลง รวมถึงการกำหนดระยะเวลา ก็จะทำให้ผู้ต้องกักไม่ต้องอยู่ในสถานกักกันคนต่างด้าวยาวนานจนเกินไป  ในส่วนที่มีข้อกังวลเรื่องระยะเวลาการดำเนินการไปประเทศที่ 3 น้อยเกินไปหรือไม่ พักตร์วิภา มองว่า การกำหนดระยะเวลามีความสมเหตุสมผล และได้มีการพิจารณาร่วมกันแล้วว่าเป็นระยะเวลาที่ดำเนินการได้ สรพงค์ กล่าวว่า หากกรณีที่จนแล้วจนรอด ครบ 90 วันแล้ว แต่ยังไม่สามารถไปที่ประเทศที่ 3 ได้ ก็จะมี 2 ทางเลือก คือ  * ส่งกลับประเทศต้นทางของคนต่างชาติ * เปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ ยื่นหนังสือทางการทูตของรับตัว และดำเนินการรับไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ประเทศของตัวเอง  หากมีกรณีที่ส่งไปกลับประเทศต้นทาง แต่ประเทศต้นทางไม่ยอมรับพลเมืองของตัวเองกลับไป ทาง สุรศักดิ์ ตัวแทนจาก สตม. บอกว่า สตม.ก็ต้องรับกลับมาดูแลในห้องกักตัวคนต่างด้าวต่อไป นอกจากนี้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 13 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานฯ มีหลักการ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ธัญสุดา จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานฯ เผยว่า ทางสำนักงานฯ กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนคู่มือการประเมินและตีความ (SOP) มาตรา 13 พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานฯ เพื่อเป็นแนวทางการประเมินให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ธัญสุดา กล่าวว่า ใน SOP จะระบุถึงแนวทางการประเมินความเสี่ยงหรือเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะถูกทรมาน การกระทำโหดร้าย หรืออุ้มหาย รวมถึงใครเป็นผู้ที่ถูกห้ามกระทำการส่งกลับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ และให้ข้อเสนอแนะกับทุกฝ่าย โดยเราเสนอให้แต่ละหน่วยงานมีการคณะกรรมการกลาง และเป็นอิสระ พิจารณาหลักการและตรวจสอบการทำงาน และหลักการการประเมินเหล่านี้จะยึดหลักการตามสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ซึ่งคาดว่าคู่มือ SOP ไม่เกิน 1 เดือนน่าจะสามารถเผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆ นำไปปรับใช้อย่างเป็นทางการ 'ขอให้สิทธิมนุษยชน นำกฎหมาย' พงศกร อดีตรองเลขาฯ สมช. มีข้อเสนอถึงการออกแบบ SOP ว่าด้วยการตีความมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานฯ ว่า เขาอยากให้รัฐเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนนำหน้ากฎหมาย เพราะหากเราบังคับใช้ตามกฎหมายทุกกระเบียดนิ้ว อาจทำให้ผู้หนีภัยประหัตประหารต้องถูกส่งกลับไปเผชิญอันตรายที่ประเทศต้นทาง ยกตัวอย่างกรณีของพม่า ที่ยังมีข้อถกเถียงกันด้านการตีความว่า การส่งกลับแรงงานพม่า ถือเป็นการละเมิดหลักไม่ผลักดันกลับไปเผชิญอันตรายที่ประเทศต้นทาง (Non-Refoulement) หรือไม่ เนื่องจากทางภาคประชาสังคม ก็มองว่าเข้าข่าย แต่ทาง สตม. มองว่า การเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องของหน้าที่พลเมือง ต้องไปปกป้องประเทศชาตื จึงไม่สามารถเป็นเหตุให้ยุติการส่งกลับได้ และ สตม.ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าคนที่ถูกส่งกลับต้องกลับไปเกณฑ์ทหารหรือไม่  พงศกร มองว่า ในประเด็นที่มีช่องโหว่ หรือมีเรื่องต้องให้พิจารณาจากหลายฝ่าย อย่างเช่น กรณีของพม่า สตม.อาจต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ เพราะว่าการเกณฑ์ทหารไม่ได้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ปกติ แต่การเกณฑ์ทหารของเผด็จการกองทัพ และต้องไปสู้ในสงครามกลางเมือง ต่อสู้กับประชาชนในประเทศตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั่วโลกรับรู้และอยู่ในรายงานของสหประชาชาติ การส่งกลับให้กับรัฐบาลทหารพม่าเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่ ทาง สตม.อาจต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วย  การออกแบบ SOP ควรมีการหารือกันหลายฝ่าย ทั้งภาคประชาสังคม ฝ่ายวิชาการ หรือภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมออกแบบให้ละเอียด และอยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชนให้มากที่สุด ลดข้อบกพร่อง หรือจุดอ่อนในส่วนต่างๆ เพื่อให้การทำงานของเจ้าหน้าที่อยู่ยึดโยงอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ เขาอยากเสนอให้เลื่อนการออก SOP (แนวทางปฏิบัติ) ออกไปก่อน เพื่อให้มีเวลาพิจารณา และออกแบบให้รัดกุม เพราะถ้ามีข้อผิดพลาด การปฏิบัติจริงก็อาจมีปัญหา  ควรมีคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนออกคำสั่งเนรเทศ อดิศร ตัวแทนจาก MWG เผยว่า จุดยืนของเขา คืออยากให้ยกเลิกการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ และหันไปแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และ พ.ร.บ.เนรเทศ โดยอาจมีการแก้ไขตัวกฎหมายให้เท่าทันกับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน  อย่างไรก็ดี ถ้าไม่สามารถยกเลิกระเบียบได้ สมาชิก MWG อยากเสนอให้มีการออกแบบคู่มือหลักการปฏิบัติงาน (SOP) วางกรอบและระบบการพิจารณาการออกคำสั่งเนรเทศให้ชัดเจน  ต้องมีการหารือกับหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ประเทศที่รับผู้ลี้ภัย และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เข้ามานั่งดูตัว พ.ร.บ.เนรเทศ ด้วยกัน เพื่อให้การออกแบบแต่ละขั้นตอนเอื้อประโยชน์ต่อการเนรเทศอย่างแท้จริง และคุ้มครองคนที่ไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้ เขายังมองด้วยว่า พ.ร.บ.เนรเทศ ยังมีข้อดีที่สามารถนำมาประยุกต์ช่วยออกแบบแนวทางการปฏิบัติได้อีกด้วย  นอกจากนี้ สมาชิกของ MWG เสนอว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควรใช้อำนาจออกประกาศตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่อง ก่อนส่งเรื่องให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ รมว.มหาดไทย เพื่อให้การผลักดันชอบด้วยกฎหมาย มีความรอบคอบ และไม่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน  อดิศร กล่าวต่อว่า เนื่องจาก พ.ร.บ.เนรเทศ ไม่ได้มีการบังคับใช้มานาน ควรมีระบบกลไกการอุทธรณ์ เพื่อให้กรณีที่ชาวต่างชาติที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งเนรเทศ สามารถอุทธรณ์เพื่อเพิกถอนคำสั่งได้  ในเรื่องการออกแบบคู่มือ SOP การออกคำสั่งเนรเทศของกระทรวงมหาดไทย เขามองว่าต้องเชื่อมโยงกับ SOP ของกระทรวงยุติธรรม ที่มีกลไกการคัดกรองคนที่ไม่สามารถส่งกลับประเทศต้นทางได้ ในระยะยาว อดิศร มองว่า โจทย์สำคัญคือรัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการผลักดันผู้ลี้ภัย พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ร.บ.เนรเทศ และ พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยหลายฝ่ายควรมานั่งประเมินสถานการณ์ร่วมกัน และวางทิศทางว่าเราจะแก้ไขกฎหมายอย่างไรต่อจากนี้ * รายงานพิเศษ * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * แรงงานข้ามชาติ * เมียนมา * พม่า * อดิศร เกิดมงคล * สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง * พงศกร รอดชมภู * สรพงค์ ศรียานงค์ * ผู้ลี้ภัย * สภาความมั่นคงแห่งชาติ * พักตร์วิภา อาวิพันธุ์ * กระทรวงการต่างประเทศ * กระทรวงยุติธรรม * พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย * พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 * พ.ร.บ.เนรเทศ * พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน * ธัญสุดา หน่อแก้ว
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
ประชาธิปัตย์เสนอรัฐบาลปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม ช่วยรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน
dlvr.it
ประชาธิปัตย์เสนอรัฐบาลปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม ช่วยรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน
ประชาธิปัตย์เสนอรัฐบาลปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม ช่วยรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน auser15 Fri, 2026-10-02 - 15:20 พรรคประชาธิปัตย์ เสนอรัฐบาลจัดสินเชื่อผ่านธนาคารออมสิน วงเงิน 20,000–200,000 บาท ปลอดดอกเบี้ย 3 ถึง 6 เดือน ก่อนคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี พร้อมเสนอใช้ฐานข้อมูลเดิมโครงการรัฐ เร่งเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย และให้ความช่วยเหลือครอบคลุมเครื่องมือทำมาหากิน ไม่จำกัดเฉพาะเจ้าของอาคาร 2 ตุลาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายกรณ์ จาติกวณิช พร้อมด้วย นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจของพรรค แถลงข่าวเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยระบุว่า แม้ระดับน้ำเริ่มลดลง แต่ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังกลับไปประกอบอาชีพกำลังประสบปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน หลังขาดรายได้เกือบ 1 สัปดาห์ ขณะที่ร้านค้า ร้านอาหาร ยานพาหนะ และอุปกรณ์ประกอบอาชีพได้รับความเสียหายนายกรณ์ จึงเสนอให้รัฐบาลสั่งการสถาบันการเงินของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารออมสิน จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม วงเงินตั้งแต่ 20,000–200,000 บาท โดยเสนอให้ 3 เดือนแรก หรือ 6 เดือนแรกปลอดดอกเบี้ย และหลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี พร้อมผ่อนชำระเงินต้นภายใน 2 ปี เพื่อให้ประชาชนมีเงินทุนกลับมาประกอบอาชีพและลดความเสี่ยงจากการเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ ด้าน ดร.การดี เสนอให้รัฐบาลใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส หรือคนละครึ่ง ซึ่งมีข้อมูลเชิงพื้นที่และพิกัดร้านค้า มาเชื่อมต่อกับธนาคารออมสิน เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้รวดเร็ว โดยไม่เพิ่มภาระให้ประชาชนต้องพิสูจน์ตัวตนซ้ำ พร้อมเสนอให้มาตรการเยียวยาครอบคลุมเครื่องมือทำมาหากิน เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถเข็นขายของ ไม่จำกัดเฉพาะความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างนอกจากนี้ ทีมเศรษฐกิจ ปชป.ยังเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายกองทุนภัยพิบัติที่เคยหาเสียงไว้ โดยเฉพาะแนวทางใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจจับข้อมูลและจ่ายเงินเยียวยา 100,000 บาท ให้เกิดขึ้นจริงและรวดเร็ว ส่วนกรณีผู้เช่าบ้านหรือผู้พักอาศัยในแฟลต มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นแรงงานพลัดถิ่นและเป็นเพียงผู้เช่า จะได้รับความเป็นธรรมจากการจ่ายเงินเยียวยาหรือไม่ นายกรณ์ระบุว่า การเยียวยาควรให้ความสำคัญกับ ตัวคนมากกว่าตัวอาคาร เนื่องจากแม้อาคารที่พักอาศัยจะไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง แต่ผู้พักอาศัยอาจได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและเครื่องมือประกอบอาชีพ ประกอบกับผู้อาศัยบางคนเป็นเพียงผู้เช่า แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของอาคาร จึงไม่ควรยึดเฉพาะทะเบียนบ้านหรือเอกสารสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเป็นเงื่อนไขในการช่วยเหลือ * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พรรคประชาธิปัตย์ * ภัยพิบัติ * น้ำทุ่ม
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
สมัชชาคนจนบุกเวทีเจรจา FTA ไทย-อียู ที่ภูเก็ต ค้าน UPOV 1991 ชี้กระทบสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร
dlvr.it
สมัชชาคนจนบุกเวทีเจรจา FTA ไทย-อียู ที่ภูเก็ต ค้าน UPOV 1991 ชี้กระทบสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร
สมัชชาคนจนบุกเวทีเจรจา FTA ไทย-อียู ที่ภูเก็ต ค้าน UPOV 1991 ชี้กระทบสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร auser15 Fri, 2026-10-02 - 14:49 เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 69 สมัชชาคนจนชุมนุมที่โรงแรมอังสนา ลากูน่า อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่เจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป เรียกร้องให้รัฐบาลถอนประเด็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 ออกจากการเจรจา โดยระบุว่าอาจทำให้เกิดการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ เพิ่มต้นทุนการผลิต และกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 สมัชชาคนจนชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 หรือ UPOV 1991 ออกจากการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ที่โรงแรมอังสนา ลากูน่า อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมเจรจา สมัชชาคนจนระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นช่องทางนำไปสู่การแก้กฎหมายเพื่อรองรับ UPOV 1991 โดยการเจรจามีเป้าหมายเร่งรัดข้อบทที่ยังเหลืออยู่ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงได้ภายในปีนี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาชน แถลงการณ์ของสมัชชาคนจนระบุผลกระทบต่อเกษตรกรไว้ 4 เรื่อง เรื่องแรกคือการจำกัดสิทธิในการเก็บและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ แถลงการณ์เทียบกับกฎหมายไทยปัจจุบันที่เปิดให้เกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์พืชคุ้มครองไว้เพาะปลูกในฤดูถัดไปได้ สมัชชาคนจนกังวลว่า UPOV 1991 จะขยายสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ให้ครอบคลุมส่วนขยายพันธุ์มากขึ้น และอาจทำให้การเก็บ ใช้ แบ่งปัน หรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างเกษตรกรมีข้อจำกัด อีกเรื่องคือต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นและความเสี่ยงต่อการผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์ สมัชชาคนจนกังวลว่าเกษตรกรอาจต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทด้านการเกษตร เมล็ดพันธุ์ และเทคโนโลยีชีวภาพข้ามชาติในแต่ละรอบการเพาะปลูก ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนปัจจัยการผลิตและกระทบต่ออธิปไตยทางอาหารของประเทศ อีกเรื่องคือความเสี่ยงทางกฎหมายและคดีความ แถลงการณ์ระบุว่าขอบเขตการคุ้มครองภายใต้ UPOV 1991 อาจครอบคลุมไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากผลผลิต หากเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตไปปลูก อาจถูกกล่าวหาว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงความเสี่ยงต่อการถูกยึดผลผลิตหรือห้ามจำหน่ายสินค้า อีกเรื่องคือผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและพันธุ์พืชพื้นเมือง สมัชชาคนจนเห็นว่าการเพิ่มสิทธิให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์อาจทำให้ภาคธุรกิจด้านการเกษตร เมล็ดพันธุ์ และเทคโนโลยีชีวภาพมีอำนาจเหนือฐานทรัพยากรชีวภาพมากขึ้น และอาจกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรในการเก็บ คัดเลือก และพัฒนาพันธุ์พืชพื้นบ้าน ซึ่งอาจกระทบต่อความหลากหลายของพันธุ์พืชไทยและอธิปไตยทางอาหารของชุมชน สมัชชาคนจนระบุว่า ไม่สามารถยอมรับการที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 รวมถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อขยายการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาด้านพันธุ์พืชและทรัพยากรชีวภาพ โดยกังวลว่าเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรสืบทอดจากบรรพบุรุษจะถูกทำให้กลายเป็นสินค้า และจำกัดการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองและการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกร สมัชชาคนจนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและผู้แทนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ถอนประเด็น UPOV 1991 ออกจากการเจรจาโดยทันทีและตลอดไป ด้านรัตนาภรณ์ แจ้งใจดี คนภูเก็ตที่ร่วมชุมนุม กล่าวปราศรัยว่า ในฐานะคนภูเก็ต อาจไม่ได้เป็นคนปลูกหรือผลิตพืชพันธุ์เหล่านี้โดยตรง แต่เป็นผู้บริโภคที่ต้องแบกรับต้นทุนอาหารที่สูงขึ้นทุกวัน ท่ามกลางเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ระบบอาหารพึ่งพาเกษตรกรทั่วประเทศ รัตนาภรณ์ยกตัวอย่างแกงส้ม อาหารที่อยู่ในแทบทุกมื้อของคนภูเก็ตและคนใต้ แกงส้มหนึ่งหม้อประกอบด้วยพืชผักและเครื่องแกงหลายชนิด ทั้งพริก ขมิ้น และวัตถุดิบอีกหลายอย่างที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางพืชพันธุ์และภูมิปัญญาของเกษตรกร สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการคัดเลือก เก็บรักษา และส่งต่อเมล็ดพันธุ์ของบรรพบุรุษมาหลายรุ่น รัตนาภรณ์ระบุว่า หากวัตถุดิบที่ใช้ทำแกงส้มถูกพัฒนาพันธุ์และได้รับการคุ้มครองสิทธิในลักษณะที่ทำให้การเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน หรือขยายพันธุ์มีข้อจำกัดมากขึ้น ต้นทุนการผลิตอาจเพิ่มขึ้น และต้นทุนเหล่านี้จะกลับมาที่ผู้บริโภค แกงส้มที่เคยกินจึงไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่เป็นเรื่องสิทธิในเมล็ดพันธุ์และสิทธิในการเข้าถึงอาหาร รัตนาภรณ์กล่าวว่า วันนี้ยังซื้อพริก ขมิ้น หรือผักต่างๆ ในตลาดได้ตามปกติ แต่ไม่รู้ว่าในอนาคต กติกาเรื่องพันธุ์พืชจะเปลี่ยนไปอย่างไร และจะกระทบต่อเกษตรกรที่เป็นต้นทางของอาหารและผู้บริโภคมากแค่ไหน ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะรู้ว่ารัฐบาลกำลังเจรจาอะไร ใครได้ประโยชน์ และประชาชนต้องแบกรับต้นทุนหรือข้อจำกัดอะไรในอนาคต เพราะเรื่อง UPOV 1991 ไม่ใช่แค่เรื่องเมล็ดพันธุ์ แต่เป็นเรื่องปากท้อง เรื่องอาหาร และเรื่องสิทธิของทุกคนที่จะยังเข้าถึงอาหารที่หลากหลายได้ในราคาที่เป็นธรรม * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สมัชชาคนจน * การค้าเสรี * FTA ไทย-อียู * UPOV 1991
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
กสม.แนะจัดหาน้ำสะอาดและไฟฟ้าให้ชุมชนชาวเลมอแกน คุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์
dlvr.it
กสม.แนะจัดหาน้ำสะอาดและไฟฟ้าให้ชุมชนชาวเลมอแกน คุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์
กสม.แนะจัดหาน้ำสะอาดและไฟฟ้าให้ชุมชนชาวเลมอแกน คุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ auser15 Fri, 2026-10-02 - 13:26 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แนะ อบต.เกาะพยาม จ.ระนอง - กฟภ. จัดหาน้ำสะอาดและไฟฟ้าให้ชุมชนชาวเลมอแกน ตามหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ - เผยข้อเสนอแนะปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำเชิงโครงสร้างรับมือวิกฤตอุทกภัย ระบุปัญหาใหญ่คือช่องว่างทางกฎหมายและการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงาน - เตรียมเสนอแก้ไขร่างกฎหมายการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง ซึ่งรวมถึงสถานีรถไฟ 177 แห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม และคำนึงถึงสิทธิในที่อยู่อาศัยของผู้ยากไร้ 2 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายจุมพล  ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 33/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 1. กสม. แนะ อบต.เกาะพยาม จ.ระนอง - กฟภ. จัดหาน้ำสะอาดและไฟฟ้าให้ชุมชนชาวเลมอแกน ตามหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2569 จากผู้ร้องรายหนึ่งระบุว่า ชาวเลมอแกนอาศัยอยู่ที่เกาะพยาม อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ประสบปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าและน้ำประปา ต้องหาบน้ำจากบ่อน้ำตื้นในหมู่บ้านเพื่ออุปโภคบริโภค และต้องจุดตะเกียงเพื่อให้แสงสว่าง ซึ่งเมื่อเดือนมกราคม 2569 ผู้ร้องเคยประสานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะพยาม (อบต.เกาะพยาม) (ผู้ถูกร้องที่ 2) แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้งความมั่นคงในการถือครองที่ดินและที่อยู่อาศัย จึงขอให้ตรวจสอบ จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ชาวเลมอแกนประกอบอาชีพประมงและทำมาหากินอยู่บนเรือในทะเลอันดามันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 300 ปี โดยเริ่มตั้งถิ่นฐานครั้งแรกที่เกาะเหลาเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ก่อนจะขยายชุมชนออกไปยังเกาะอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง หลังเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 และบางส่วนได้ตั้งถิ่นฐานถาวรบริเวณใกล้อ่าวเขาควายบนเกาะพยาม มีบ้านเรือนรวม 45 ครัวเรือน ประชากร 157 คน ดำรงชีวิตด้วยการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ที่ตั้งของชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยามเดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งต่อมาถูกจำแนกให้เป็นป่าชายเลนในเขตอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2530 ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 (เมืองระนอง) (ผู้ถูกร้องที่ 1) คำร้องมีประเด็นพิจารณาแยกเป็น 3 ประเด็น สรุปได้ดังนี้ ประเด็นแรกความมั่นคงในการถือครองที่ดิน กสม. เห็นว่า ชาวเลมอแกนเกาะพยามเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตทำกินและอาศัยอยู่ในแถบทะเลอันดามันมาอย่างยาวนาน จึงมีสิทธิในที่ดินและสิทธิในการปกป้องและได้รับการรับรองจากการกระทำใด ๆ ที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องถูกพรากจากที่ดินและที่อยู่อาศัยของตน ชาวเลมอแกนได้รับการประกันสิทธิในที่อยู่อาศัยและทำกินจากมติคณะรัฐมนตรีมาเป็นระยะ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ได้บังคับขับไล่หรือให้ย้ายออกจากพื้นที่อยู่อาศัยบนเกาะพยาม กระทั่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ซึ่งรวมถึงป่าชายเลน และต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่ป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยามเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้สำรวจขอบเขตชุมชนไว้เบื้องต้นแล้ว ซึ่งในระหว่างการดำเนินการดังกล่าว หากชาวเลมอแกนประสงค์จะซ่อมแซมหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่ชำรุดทรุดโทรมก็สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสม ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวเลมอแกนเกาะพยาม ประเด็นที่สอง การเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ชุมชนชาวเลมอแกนไม่มีระบบประปาของรัฐเข้าถึง สมาชิกชุมชนต้องอาศัยน้ำจากบ่อน้ำตื้นเป็นหลัก ซึ่งผลการตรวจคุณภาพน้ำพบการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียที่ไม่ปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภคและเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ เมื่อพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 ประกอบมาตรา 68 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่พัฒนาตำบลและจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง แต่ อบต.เกาะพยาม ผู้ถูกร้องที่ 2 ยังไม่อาจจัดหาน้ำที่สะอาดและปลอดภัยให้แก่ชุมชนชาวเลมอแกนได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง อันกระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดและเพียงพอ จึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนการเข้าถึงไฟฟ้า แม้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จะกำหนดให้ผู้ถูกร้องที่ 2 มีหน้าที่พัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งจัดหาพลังงานไฟฟ้า แต่ระบบการจัดการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยยังไม่มีการกระจายอำนาจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบกับข้อจำกัดของพื้นที่เกาะพยามซึ่งอยู่ห่างไกลจากระบบสายส่งหลักของรัฐ ส่งผลให้เกาะพยามต้องใช้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าจากเอกชนซึ่งมีค่าบริการอัตราสูง นอกจากนี้ ชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยามยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เนื่องจากการเดินสายไฟพาดผ่านพื้นที่ไปยังชุมชนต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าของชาวเลมอแกนจึงเกิดจากข้อจำกัดหลายประการ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า อบต.เกาะพยาม ผู้ถูกร้องที่ 2 ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวเลมอแกน ส่วนประเด็นที่สาม ปัญหาสถานะบุคคลและสถานะทางทะเบียน ปรากฏว่าสมาชิกชุมชนส่วนใหญ่ได้รับการรับรองสถานะและมีบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ที่เหลืออยู่ระหว่างการพิสูจน์สถานะและตรวจสารพันธุกรรม โดยอำเภอเมืองระนอง (ผู้ถูกร้องที่ 3) ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และต่อมาได้เข้าร่วมโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนของสำนักงาน กสม. ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติให้กับชาวเลมอแกนเกาะพยามที่ยังไม่มีบัตรประจำตัว จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 3 ละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไปยัง อบต.เกาะพยาม ให้เร่งจัดหาน้ำที่สะอาดและปลอดภัยให้แก่ชุมชนชาวเลมอแกนอย่างเพียงพอและทั่วถึง เช่น การจัดให้มีเครื่องกรองน้ำที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งประสานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกาะพยาม ตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เร่งดำเนินการตามประกาศ เรื่อง ข้อกำหนด หลักเกณฑ์ มาตรการการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 27 มกราคม 2569 โดยกำหนดแผนการดำเนินงานและกรอบระยะเวลาการดำเนินการในแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน และประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนกลุ่มเป้าหมายได้รับทราบและมีส่วนร่วมในการดำเนินการ พร้อมกันนี้ให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดทำข้อมูลประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมอแกนเกาะพยาม ตามมาตรา 32 พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นฐานข้อมูลประกอบการพิจารณากำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย และร่วมกับ อบต.เกาะพยาม สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ครัวเรือนให้กับชุมชนชาวเลมอแกนเกาะพยาม รวมทั้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ศึกษาและพัฒนาแนวทางการจัดให้มีไฟฟ้าบนพื้นที่เกาะห่างไกล โดยใช้พลังงานทางเลือกหรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กอัจฉริยะร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานระดับชุมชน ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 2. กสม. เผยข้อเสนอแนะปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำเชิงโครงสร้างเพื่อรับมือวิกฤตอุทกภัยของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ระบุปัญหาใหญ่คือช่องว่างทางกฎหมายและการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ นายจุมพล  ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้พิจารณาและเห็นชอบผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเบื้องต้นเรื่องการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจะมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่อไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขณะนี้หลายพื้นที่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล กำลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างรุนแรง จึงเห็นควรเสนอผลการศึกษาเพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มาของเรื่องนี้คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุทกภัยในประเทศไทยเกิดขึ้นฉับพลัน ยาวนาน และถี่ขึ้นต่อเนื่องหลายปี กระทบต่อสิทธิในชีวิต สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2568 กสม. จึงได้ศึกษารวบรวมข้อมูลและลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภูมิภาคต่าง ๆ และขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวในฐานะประเด็นสำคัญด้านสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีผ่านกลไกสมัชชาสิทธิมนุษยชนมาจนถึงปี 2569 กสม. เห็นว่า ความเสียหายร้ายแรงจากอุทกภัยที่เกิดซ้ำซากทุกปี มิได้เกิดจากความรุนแรงของภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากระบบการบริหารจัดการของรัฐที่ยังเน้นการรับมือเมื่อเกิดเหตุและการช่วยเหลือภายหลังมากกว่าการลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ดังเห็นได้จากความเสียหายในอดีต เช่น อุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2554 หรืออุทกภัยช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2567 ที่ส่งผลกระทบ 36 จังหวัด และก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจเกือบ 30,000 ล้านบาท จากการลงพื้นที่และประมวลข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วน กสม. พบปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้ ประการแรก หน่วยงานทำงานแยกส่วน ขาดเอกภาพ ภารกิจด้านน้ำ ภัยพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระจายอยู่ใน 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำและค่าทดแทนพื้นที่รับน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ดูแลการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลการเปิดปิดประตูระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำ แต่ละหน่วยงานต่างสร้างเครื่องมือของตนเองโดยไม่มีกลไกเชื่อมโยงข้อมูลกัน ปัญหานี้เห็นได้ชัดที่สุดเมื่อเกิดวิกฤต พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 ให้นายกรัฐมนตรีตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจในภาวะวิกฤตด้านน้ำ ขณะที่พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 วางโครงสร้างบังคับบัญชาของตนเองตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับท้องถิ่น โดยกฎหมายทั้งสองฉบับไม่ได้ออกแบบให้ทำงานร่วมกัน เมื่อเกิดวิกฤตเป็นวงกว้างจึงมีศูนย์บัญชาการหลายศูนย์ ทั้งของราชการพลเรือน ทหาร ท้องถิ่น และเอกชน สุดท้ายนายกรัฐมนตรีต้องอาศัยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจขึ้นแทนการใช้กลไกตามกฎหมายเฉพาะทั้งสองฉบับ ประการที่สอง การป้องกันยังหยุดอยู่แค่ในแผน และงบประมาณยังเน้นตั้งรับเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว สิ่งก่อสร้างป้องกันน้ำท่วม เช่น คลองผันน้ำ หรือพนังกั้นน้ำ มักลดความเสี่ยงในพื้นที่หนึ่งด้วยการย้ายความเสี่ยงไปให้อีกพื้นที่หนึ่ง ส่วนระบบ Thai WaterPlan ซึ่งหน่วยงานใช้เสนอโครงการด้านน้ำเพื่อขอรับงบประมาณ ตรวจสอบเพียงว่าโครงการซ้ำซ้อนกันหรือไม่ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หรือไม่ แต่ไม่ได้กลั่นกรองว่าโครงการจะสร้างความเสี่ยงให้แก่พื้นที่ใด และขาดการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน งบประมาณส่วนใหญ่เบิกจ่ายได้ก็ต่อเมื่อประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ใช้งบประมาณเพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุจึงต้องแบกรับความเสี่ยงทางกฎหมายเอง ประการที่สาม ระบบข้อมูลและการเตือนภัยไปไม่ถึงทุกคน การเตือนภัย การอพยพ และการช่วยเหลือฉุกเฉิน เป็นหลักประกันขั้นต่ำที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนในภาวะวิกฤต แต่ข้อมูลน้ำและความเสี่ยงถูกเก็บแยกในระบบของแต่ละหน่วยงาน ไม่มีฐานข้อมูลกลางที่รวมไว้บนแผนที่เดียวกัน ข้อมูลอุทกวิทยาอยู่กับกรมชลประทานและ สทนช. ข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่และการพยากรณ์อยู่กับกรมอุตุนิยมวิทยา ปภ. และหน่วยงานด้านภูมิอากาศ ส่วนข้อมูลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ คนพิการ และเด็กเล็ก กระจายอยู่ตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยงานสวัสดิการสังคม ซึ่งไม่ได้จำแนกตามเพศ อายุ และความพิการ และไม่มีแผนอพยพเฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้ ข้อมูลเตือนภัยจากส่วนกลางต้องผ่านการรวบรวมและประมวลผลหลายทอด จึงไปถึงประชาชนล่าช้า และมักอยู่ในรูปแบบค่าทางเทคนิคที่เข้าใจยาก เช่น ระดับน้ำ ณ สถานีวัด หรือปริมาณฝนเป็นมิลลิเมตร ทั้งยังไม่มีการสื่อสารเป็นภาษาถิ่น ยิ่งไปกว่านั้น ระบบข้อมูลของรัฐยังไม่ได้รวมผู้เช่าที่อยู่อาศัย แรงงานย้ายถิ่น ผู้ไม่มีเอกสารสิทธิ และบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติไว้ในแผนรับมือตั้งแต่ต้น ทำให้คนเหล่านี้ตกหล่นจากการเตือนภัย การอพยพ และการช่วยเหลือ ประการที่สี่ ชุมชนช่วยเหลือกันเองได้จริง แต่รัฐยังไม่รับรอง ในหลายพื้นที่ ชุมชนได้พัฒนาระบบเฝ้าระวัง ครัวกลาง และหน่วยกู้ภัยชุมชนขึ้นเอง ซึ่งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับไม่มีสถานะทางกฎหมายรองรับและไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ประการที่ห้า การเยียวยายังเป็นการ “สงเคราะห์” ตามดุลพินิจ มากกว่าการเยียวยาตาม “สิทธิ” ทั้งต่อประชาชนในพื้นที่รับน้ำและผู้ประสบภัยทั่วไป ข้อเท็จจริงปรากฏว่า รัฐผันน้ำเข้ากักเก็บในพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มต่ำ เช่น ทุ่งบางระกำ และทุ่งรับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อปกป้องพื้นที่เมืองและเขตเศรษฐกิจ แต่ประชาชนในพื้นที่รับน้ำกลับยังไม่ได้รับค่าทดแทนจากการที่ถูกจำกัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินของตน (การรอนสิทธิ) ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ทั้งที่รัฐมีหน้าที่ต้องจ่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 37 ขณะที่การเยียวยาผู้ประสบภัยทั่วไปยังผูกติดอยู่กับกรรมสิทธิ์ที่ดินและทะเบียนบ้าน เงินช่วยเหลือจึงจ่ายตามอัตราเบื้องต้นที่ไม่สัมพันธ์กับความเสียหายจริง และกีดกันผู้เช่าหรือผู้ไม่มีเอกสารสิทธิออกจากการช่วยเหลือ เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น กสม. มีข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างเพื่อปรับเปลี่ยนระบบจากการตั้งรับไปสู่การป้องกัน แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง วางกลไกพื้นฐานของระบบ ได้แก่ (1) จัดตั้งกลไกบูรณาการระดับจังหวัดที่มีฐานะถาวร ทำงานร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำฯ โดยให้ สทนช. ร่วมกับ ปภ. ต่อยอดจากโครงสร้างระดับจังหวัดที่มีอยู่ตามกฎหมายทั้งสองฉบับ ให้มีอำนาจประสานแผนด้านน้ำ ด้านสาธารณภัย และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมฝ่ายเลขานุการที่ชัดเจน (2) เพิ่มสัดส่วนผู้แทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบให้เข้ามาร่วมตัดสินใจในกลไกระดับจังหวัด (3) กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบแหล่งน้ำขนาดเล็กและลำน้ำข้ามเขต (4) ปรับเกณฑ์การถ่ายโอนภารกิจด้านน้ำให้ อปท. (5) จัดทำฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติแบบเปิด (Open Data) ที่ประชาชนเข้าถึงได้ โดยรวมข้อมูลกลุ่มเปราะบางไว้บนแผนที่เดียวกัน และ (6) รับรองและอุดหนุนงบประมาณแก่กลไกอาสาสมัครและองค์กรชุมชน ส่วนที่สอง ข้อเสนอแนะตามวงจรภัยพิบัติ 3 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะก่อนเกิดภัย ให้เบิกจ่ายงบประมาณเพื่อป้องกันได้ทันทีเมื่อค่าพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์ถึงเกณฑ์วิกฤต (ระบบงบประมาณเชิงรุกบนฐานการพยากรณ์) โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีความผิดแม้ภัยจะไม่เกิดขึ้นจริง พร้อมกำหนดให้โครงการป้องกันน้ำท่วมขนาดกลางขึ้นไปต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนก่อนอนุมัติงบประมาณในระบบ Thai WaterPlan (2) ระยะระหว่างเกิดภัย ให้รวมศูนย์บัญชาการของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นศูนย์เดียว มีสายการสั่งการที่ชัดเจน และให้ อปท. ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที (3) ระยะหลังเกิดภัย ให้เปลี่ยนฐานการจ่ายเงินเยียวยาจากผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็น “ผู้ได้รับผลกระทบจริง” โดยใช้การรับรองของประชาคมหมู่บ้านสำหรับผู้ไม่มีเอกสารสิทธิ พร้อมทั้งให้เร่งบังคับใช้มาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำฯ เพื่อจ่ายค่าทดแทนแก่ประชาชนในพื้นที่รับน้ำอย่างเป็นธรรม โดยคำนวณจากค่าเสียโอกาสและค่าขาดรายได้ ทั้งนี้ ในทุกระยะต้องนับรวมแรงงานข้ามชาติและบุคคลไร้สัญชาติไว้ในระบบเตือนภัยและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วย ส่วนที่สาม แก้ไขกฎหมาย 2 ชั้น เพื่อขจัดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ชั้นแรก คือระเบียบที่หน่วยงานแก้ไขได้เองโดยไม่ต้องเสนอรัฐสภา เช่น ระเบียบกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้เพิ่มรายการสนับสนุนครัวกลางและศูนย์ช่วยเหลือภาคประชาชน เปลี่ยนฐานการจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นผู้ได้รับผลกระทบจริง เพิ่มรายการค่าเสียโอกาสและค่าขาดรายได้ รวมทั้งให้อัตราช่วยเหลือเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่น้ำท่วม และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนของ อปท. ให้นำงบสะสมมาใช้ป้องกันภัยได้ล่วงหน้า ส่วนชั้นที่สอง คือการแก้ไขกฎหมายที่เป็นฐานของระบบ ได้แก่ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อจัดตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำระดับจังหวัดแบบถาวร รวมศูนย์บัญชาการในภาวะวิกฤตเป็นศูนย์เดียว กำหนดให้การเตือนภัยล่วงหน้าเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย และรับรองความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ อปท. และอาสาสมัครในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ กสม. จะแจ้งข้อเสนอแนะเรื่องการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่อไป เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเอกภาพ และคุ้มครองสิทธิพร้อมทั้งเยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างเป็นธรรม 3. กสม. เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี – ครม. แก้ไขร่างกฎหมายการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง ซึ่งรวมถึงสถานีรถไฟ 177 แห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม และคำนึงถึงสิทธิในที่อยู่อาศัยของผู้ยากไร้ นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาชนหลายรายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2569 ต่อกระบวนการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. .... หรือ กฎหมาย TOD (Transit Oriented Development Act) ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ผู้ถูกร้อง ซึ่งมีแนวคิดการพัฒนาเมืองกับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งพื้นที่รอบสถานีรถไฟทั่วประเทศไทย และจะมีการนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบก่อนเสนอสภานิติบัญญัติ โดยจังหวัดขอนแก่นเป็นหนึ่งในเมืองนำร่องตามแนวคิดดังกล่าวนั้น ทั้งนี้ ผู้ร้องมีข้อห่วงกังวลในประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียและเนื้อหาของร่างกฎหมาย TOD ที่หากมีการประกาศใช้อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชนและสิทธิในที่อยู่อาศัย จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยัง สนข. โดยมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมลงพื้นที่บริเวณชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางรางในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ผลการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนพบข้อห่วงกังวลสำคัญเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างกฎหมาย TOD ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะก่อผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง โดยเฉพาะชุมชนที่เช่าหรือมีสิทธิเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อปลูกสร้างบ้านมั่นคงและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หลายประเด็น เช่น วัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาพื้นที่ขาดประเด็นการส่งเสริมและพัฒนาที่อยู่อาศัย การไม่ระบุให้มีการประเมินผลกระทบด้านสังคมและสิทธิมนุษยชน สัดส่วนที่ไม่เหมาะสมของคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ที่มาจากภาคประชาสังคมและผู้ทรงคุณวุฒิ การไม่ระบุให้มีการขอความยินยอมจากบุคคลหรือชุมชนในการพัฒนาโครงการ ตลอดจนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ควรระบุให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผนโครงการและออกแบบแผนผังการพัฒนา เป็นต้น กสม. เห็นว่า แม้ สนข. จะได้ดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่ได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และรับว่าจะนำความเห็นและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมาย TOD แล้วก็ตาม แต่พบข้อมูลว่า สนข. มีแผนดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางรางครอบคลุม 177 พื้นที่รอบสถานีรถไฟทั่วประเทศไทย ทำให้ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ครอบคลุมไปถึงประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ตามแผนดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งควรได้รับทราบข้อมูลและมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมือง รวมถึงสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เห็นว่าควรให้ความสำคัญกับการบรรจุแผนงานด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองตามแนวคิดการพัฒนาเมืองและชุมชนโดยใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะเป็นศูนย์กลางซึ่งต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนรอบระบบขนส่งมวลชนสาธารณะควบคู่กับการส่งเสริมและพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและพาณิชยกรรมอย่างสมดุล ความเห็นดังกล่าวเป็นหลักสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อห่วงกังวลของภาคประชาชนเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างกฎหมาย TOD ที่อาจสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อสิทธิชุมชน สิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย รวมถึงสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ของประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 จึงเห็นควรให้มีหนังสือแจ้งข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. .... ไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอ ครม. พิจารณากำกับและติดตามให้ สนข. ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ในประเด็นการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พร้อมทั้งพิจารณาข้อเสนอแนะของ กสม. เกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมาย TOD ด้วย * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ชาวเลมอแกน * คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม.
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
ปภ.เตือน 10 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา-กทม. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น
dlvr.it
ปภ.เตือน 10 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา-กทม. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น
ปภ.เตือน 10 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา-กทม. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น auser15 Fri, 2026-10-02 - 12:37 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแจ้งเตือน 10 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ หลังกรมชลประทานเตรียมระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,200-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้น้ำเพิ่มจากปัจจุบันประมาณ 0.40-0.70 เมตร พร้อมสั่งศูนย์ ปภ.เขต เตรียมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และรถปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง 2 ตุลาคม 2569 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือน 10 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ หลังกรมชลประทานเตรียมระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,200-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้น้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.40-0.70 เมตร พร้อมกำชับศูนย์ ปภ.เขต เตรียมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกล และรถปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ปภ.ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้รับแจ้งจากกรมชลประทาน ตามหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 30 กันยายน 69 ว่า วันที่ 2 ตุลาคม 69 สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดประมาณ 3,010 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีน้ำจากลำน้ำสาขาสมทบ ทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตรา 2,200-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การระบายน้ำดังกล่าวจะทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 0.40-0.70 เมตร พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จังหวัดอ่างทอง ที่อำเภอวิเศษชัยชาญ ป่าโมก ไชโย และเมืองอ่างทอง จังหวัดสิงห์บุรี ที่อำเภออินทร์บุรี พรหมบุรี และเมืองสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท ที่อำเภอสรรพยา การระบายน้ำครั้งนี้จะไม่กระทบต่อพื้นที่ชุมชนในคันกั้นน้ำ กอปภ.ก.ประสาน 10 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนประชาชนและผู้ประกอบกิจการริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและนอกคันกั้นน้ำ ให้เตรียมรับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมกันนี้ได้สั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1 ปทุมธานี เขต 2 สุพรรณบุรี และเขต 16 ชัยนาท ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เตรียมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย รถปฏิบัติการ และชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) ให้พร้อมเข้าพื้นที่หากสถานการณ์รุนแรงหรือขยายวงกว้าง และช่วยจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวและการช่วยเหลือประชาชน สำหรับกรุงเทพมหานคร กอปภ.ก.ประสานให้แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยา และประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำ ให้ติดตามระดับน้ำและเตรียมรับสถานการณ์ ปภ.ขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและนอกคันกั้นน้ำติดตามระดับน้ำและประกาศจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยติดตามการแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน THAI DISASTER ALERT แจ้งเหตุผ่านไลน์ ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784 หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
ผลสำรวจ KPI Poll ชี้ประชาชนเกือบ 3 ใน 4 ไม่เชื่อมั่นว่าเงินบริจาควัดถูกใช้ตรงวัตถุประสงค์
dlvr.it
ผลสำรวจ KPI Poll ชี้ประชาชนเกือบ 3 ใน 4 ไม่เชื่อมั่นว่าเงินบริจาควัดถูกใช้ตรงวัตถุประสงค์
ผลสำรวจ KPI Poll ชี้ประชาชนเกือบ 3 ใน 4 ไม่เชื่อมั่นว่าเงินบริจาควัดถูกใช้ตรงวัตถุประสงค์ auser15 Fri, 2026-10-02 - 11:04 สถาบันพระปกเกล้าเปิดผลสำรวจประชาชน 2,000 คน ระหว่าง 18–21 ก.ย. 2569 พบว่า 73.2% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นเลยว่าเงินบริจาควัดจะถูกใช้ตามวัตถุประสงค์ ขณะที่ 32.3% ตัดสินใจพักหรือหยุดบริจาคเงินหลังมีข่าวนำเงินวัดไปใช้โดยมิชอบ และ 36.4% เห็นว่าแนวทางเพิ่มความโปร่งใสที่ควรทำมากที่สุดคือการเปิดเผยรายรับรายจ่ายให้ตรวจสอบได้ 2 ตุลาคม 2569 ศูนย์วิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 40 เรื่อง "ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริจาคและการจัดการเงินวัด" สำรวจจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18–21 กันยายน 2569 เมื่อถามว่าข่าวการนำเงินวัดไปใช้โดยมิชอบส่งผลต่อการตัดสินใจบริจาคอย่างไร ผู้ตอบ 32.3% ตัดสินใจพักหรือหยุดบริจาคเงินให้วัด ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุด รองลงมา 21.1% ยังบริจาคแต่ตรวจสอบข้อมูลของวัดมากขึ้น 18.2% ไม่ได้บริจาคเงินให้วัดอยู่แล้ว 9.2% เปลี่ยนไปบริจาคสิ่งของแทนเงิน 8.9% ยังบริจาคตามปกติ 7.9% ลดจำนวนเงินที่บริจาค และ 2.4% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น ในรายภาค ผู้ตอบภาคใต้ 42.6% เลือกเปลี่ยนไปบริจาคสิ่งของแทนเงิน เช่นเดียวกับภาคเหนือ 36.1% และกรุงเทพมหานคร 35.2% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27.5% ยังบริจาคแต่ตรวจสอบข้อมูลของวัดมากขึ้น ภาคกลาง 24.0% ลดจำนวนเงินที่บริจาค และภาคตะวันออก 18.8% ยังคงบริจาคตามปกติ ด้านความเชื่อมั่น ผู้ตอบ 73.2% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นเลยว่าเงินที่ประชาชนบริจาคให้วัดจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ขณะที่ 20.7% ค่อนข้างเชื่อมั่นหรือเชื่อมั่นมาก และ 6.1% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น สำหรับแนวทางสร้างความโปร่งใส 36.4% ระบุว่าควรเปิดเผยรายรับรายจ่ายให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ สูงสุด รองลงมา 17.2% ให้ผู้ตรวจสอบภายนอกตรวจบัญชีอย่างสม่ำเสมอ 15.0% แยกบัญชีเงินวัดออกจากบัญชีส่วนบุคคลอย่างชัดเจน 8.5% ให้ตัวแทนประชาชนในชุมชนร่วมกำกับดูแลการใช้เงิน 7.7% กำหนดให้การเบิกจ่ายต้องได้รับอนุมัติจากผู้รับผิดชอบหลายคน และอีก 7.7% มีช่องทางร้องเรียนและแจ้งผลการตรวจสอบที่ชัดเจน ขณะที่ 2.2% เห็นว่าระบบที่มีอยู่เพียงพอแล้ว และ 5.3% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น เมื่อแยกรายภาค ผู้ตอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46.8% เลือกการเปิดเผยรายรับรายจ่าย สูงสุด รองลงมาคือภาคตะวันออก 40.2% ภาคกลาง 36.5% ภาคเหนือ 33.1% และภาคใต้ 27.8% ส่วนกรุงเทพมหานคร 37.7% เลือกให้มีช่องทางร้องเรียนและแจ้งผลการตรวจสอบที่ชัดเจน สูงสุด สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า ความเชื่อมั่นต่อการใช้เงินบริจาคของวัดยังเป็นประเด็นสำคัญ และการสร้างความเชื่อมั่นควรทำให้ผู้บริจาคเห็นว่าเงินถูกใช้อย่างไร ผ่านการเปิดเผยรายรับรายจ่ายที่เข้าใจง่าย การแยกบัญชีเงินวัดกับเงินส่วนบุคคล และการตรวจสอบสม่ำเสมอ ควบคู่กับช่องทางร้องเรียนที่ติดตามผลได้ โดยออกแบบให้เหมาะกับขนาดและความพร้อมของแต่ละวัด   * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * วัฒนธรรม * คุณภาพชีวิต * โพล * KPI Poll * บริจาคเงินวัด
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
กมธ.ดีอี ชี้รัฐลงทุนระบบดิจิทัลซ้ำซ้อน เสนอปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพใช้จ่ายภาครัฐ
dlvr.it
กมธ.ดีอี ชี้รัฐลงทุนระบบดิจิทัลซ้ำซ้อน เสนอปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพใช้จ่ายภาครัฐ
กมธ.ดีอี ชี้รัฐลงทุนระบบดิจิทัลซ้ำซ้อน เสนอปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพใช้จ่ายภาครัฐ auser15 Fri, 2026-10-02 - 10:44 กมธ.ดีอี ชี้รัฐลงทุนระบบดิจิทัลซ้ำซ้อน ยกกรณี TH-AI Passport จัดทำระบบ E-Learning ทั้งที่ภาครัฐมีระบบอยู่แล้ว เสนอปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพใช้จ่ายภาครัฐ พร้อมสนับสนุนกลุ่มผู้เริ่มประกอบธุรกิจ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ว่า นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ พร้อมด้วย นางการดี เลียวไพโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอี) เปิดเผยว่า กมธ. ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วยงาน ถึงปัญหาการลงทุนพัฒนาบริการดิจิทัลของภาครัฐที่มีความซ้ำซ้อน โดยพบว่าบางหน่วยงานจัดทำระบบใหม่ทั้งที่มีบริการหรือแพลตฟอร์มที่ภาครัฐพัฒนาไว้แล้ว กมธ. ต้องการให้เกิดการบูรณาการบริการดิจิทัลของประเทศ โดยให้มีการตรวจสอบระบบหรือบริการที่มีอยู่ก่อนการจัดทำโครงการและของบประมาณใหม่ พร้อมเชื่อมโยงกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ พร้อมยกตัวอย่างโครงการ TH-AI Passport ซึ่งมีการจัดทำระบบ E-Learning ด้วยงบประมาณประมาณ 10-20 ล้านบาท ทั้งที่สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) มีระบบ E-Learning อยู่แล้ว จึงเห็นว่าควรนำระบบที่มีอยู่มาใช้ร่วมกัน เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน ด้านนางการดี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการพิจารณารายละเอียดโครงการพบว่าบางโครงการใช้งบประมาณสูง ทั้งที่สามารถใช้กลไกหรือระบบที่ภาครัฐมีอยู่แล้วได้ จึงควรปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณให้ตรวจสอบบริการเดิมก่อน พร้อมเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนกลุ่มผู้เริ่มประกอบธุรกิจ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต นอกจากนี้ ขอให้ติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับบัญชีนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ยังมีคุณสมบัติด้านนวัตกรรม รวมถึงป้องกันการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะที่จำกัดการแข่งขันและกรณีราคาสูงกว่าตลาด เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่าและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * การศึกษา * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ * การดี เลียวไพโรจน์ * TH-AI Passport
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
มาเลเซียจับแก๊งไลฟ์สดหลอกเงินรางวัล - สิงคโปร์สอบสวน 259 คน เชื่อมโยงสแกม 648 คดี
dlvr.it
มาเลเซียจับแก๊งไลฟ์สดหลอกเงินรางวัล - สิงคโปร์สอบสวน 259 คน เชื่อมโยงสแกม 648 คดี
มาเลเซียจับแก๊งไลฟ์สดหลอกเงินรางวัล - สิงคโปร์สอบสวน 259 คน เชื่อมโยงสแกม 648 คดี auser15 Fri, 2026-10-02 - 10:05 เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2026 ตำรวจมาเลเซียบุกค้นบังกะโลหรู 3 หลังในปีนัง ทลายแก๊งหลอกลวงออนไลน์แบบขูดบัตรลุ้นรางวัล จับผู้ต้องสงสัยต่างชาติ 29 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและกัมพูชา แก๊งนี้ไลฟ์สดหลอกเหยื่อในจีนและกัมพูชาให้โอนเงินอ้างค่าดำเนินการหลังอ้างว่าได้รางวัล ยึดของกลางจำนวนมาก - ขณะที่สิงคโปร์เปิดปฏิบัติการ 2 สัปดาห์สอบสวนผู้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง 259 คน เชื่อมโยง 648 คดี มูลค่าความเสียหายราว 5.2 ล้านดอลลาร์ ภาพจาก: Utusan สื่อมาเลเซียรายงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ว่า ผู้บัญชาการตำรวจปีนัง เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2026 จับผู้ต้องสงสัยต่างชาติ 29 คน อายุระหว่าง 20 ถึง 63 ปี เพื่อสอบสวนการทำงานของแก๊งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจปีนัง ระบุว่า การบุกค้นครั้งแรกในเตลุกกุมบาร์จับชายชาวจีน 14 คน การบุกค้นครั้งที่สองที่บังกะโลอีก 2 หลังใกล้กันในเตลุกกุมบาร์จับผู้ต้องสงสัยอีก 7 คน เป็นชายชาวจีน 3 คนและชาวกัมพูชา 4 คน ในจำนวนนี้เป็นหญิง 3 คน การบุกค้นครั้งต่อมาที่บังกะโลในพื้นที่บูกิตเบลาห์ เขตตะวันตกเฉียงใต้ จับผู้ต้องสงสัยอีก 8 คน เป็นชายชาวจีน 2 คนและหญิงชาวกัมพูชา 6 คน จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า แก๊งนี้ทำงานมา 2 ถึง 3 เดือน เช่าบังกะโลในราคาเดือนละประมาณ 10,000 ริงกิต และดัดแปลงเป็นฐานปฏิบัติการ ผู้ที่ทำหน้าที่ไลฟ์ได้รับเงินเดือนสูงสุดเดือนละ 8,000 ริงกิต ทำหน้าที่ไลฟ์สดหลอกลวงบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึง Facebook Live และ LINE โดยมุ่งเป้าไปที่เหยื่อในจีนและกัมพูชาเป็นหลัก ผู้บัญชาการตำรวจปีนัง อธิบายว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุจะไลฟ์สดและชวนเหยื่อซื้อบัตรขูดแล้วลุ้นรางวัล จากนั้นแจ้งเหยื่อว่าได้รางวัลใหญ่ ก่อนขอให้โอนเงินโดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการ ค่าภาษี และค่าประกัน ผ่านคิวอาร์โค้ด แต่เหยื่อไม่เคยได้รับรางวัลและไม่สามารถถอนเงินคืนได้ ตำรวจยึดของกลางได้แก่ โทรศัพท์มือถือกว่า 200 เครื่อง แล็ปท็อป 17 เครื่อง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง ชุดโมเด็ม 6 ชุด เอกสารใบอนุญาตปลอม บัตรขูด และอุปกรณ์สตูดิโอถ่ายทอดสด ผู้ต้องสงสัยบางคนไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้องและพักอาศัยอยู่ในบ้านเช่าที่ใช้เป็นฐาน ผู้บัญชาการตำรวจปีนัง ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 29 คนยังถูกควบคุมตัว การสอบสวนดำเนินไปตามมาตรา 420 ประกอบมาตรา 120B ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 6(1) และมาตรา 15(1)(c) ของกฎหมายคนเข้าเมือง 1959/63 ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดถูกฝากขังจนถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2026 ขณะที่ตำรวจเร่งตามหาตัวผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการหลัก สิงคโปร์สอบ 259 คน เอี่ยวหลอกลวง 648 คดี เสียหาย 5.2 ล้านดอลลาร์ เว็บไซต์ Singapore Police Force รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการไซเบอร์และกองบังคับการตำรวจภูธร 7 แห่ง ของสิงคโปร์ เปิดปฏิบัติการ 2 สัปดาห์ระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2026 ถึง 23 กันยายน 2026 มีผู้เกี่ยวข้อง 259 คน เป็นชาย 181 คน หญิง 78 คน อายุระหว่าง 16 ถึง 82 ปี อยู่ระหว่างช่วยการสอบสวนในฐานะผู้หลอกลวงหรือบัญชีม้า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงกว่า 648 คดี ส่วนใหญ่เป็นคดีหลอกลวงซื้อของออนไลน์ หลอกลวงแบบฟิชชิง หลอกลวงหางาน แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกลงทุน และหลอกว่าได้รางวัล เหยื่อเสียหายประมาณ 5.2 ล้านดอลลาร์ บุคคลเหล่านี้ถูกสอบสวนในข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน หรือให้บริการชำระเงินโดยไม่มีใบอนุญาต ความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 420 ของประมวลกฎหมายอาญา 1871 มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีและปรับ ความผิดฐานฟอกเงินตามกฎหมายว่าด้วยการทุจริต การค้ายาเสพติด และอาชญากรรมร้ายแรงอื่น (การริบทรัพย์) 1992 มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุด 500,000 ดอลลาร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดฐานทำธุรกิจให้บริการชำระเงินโดยไม่มีใบอนุญาตตามมาตรา 5 ของกฎหมายบริการชำระเงิน 2019 มีโทษปรับสูงสุด 125,000 ดอลลาร์ จำคุกสูงสุด 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ที่เป็นสมาชิกแก๊งหลอกลวงหรือผู้ชักชวนจะถูกเฆี่ยนอย่างน้อย 6 ครั้ง สูงสุด 24 ครั้ง ส่วนบัญชีม้าที่ช่วยฟอกเงิน จัดหาซิมการ์ด หรือให้ข้อมูล Singpass จะถูกเฆี่ยนตามดุลยพินิจสูงสุด 12 ครั้ง ซึ่งรวมถึงความผิดฟอกเงินบางฐานตามกฎหมายว่าด้วยการทุจริต การค้ายาเสพติด และอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ความผิดเกี่ยวกับ Singpass ตามกฎหมายการใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่ผิด และความผิดเกี่ยวกับซิมการ์ดบางฐานตามกฎหมายความผิดเบ็ดเตล็ด ตำรวจระบุว่า ผู้ที่พบว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าวจะต้องรับผิดชอบ ภายใต้กรอบจำกัดการใช้บริการ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความผิดบัญชีม้า ไม่ว่าจะอยู่ระหว่างสอบสวนและประเมินว่ามีความเสี่ยง หรือถูกตักเตือน ถูกสั่งปรับ ถูกดำเนินคดี หรือถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจถูกจำกัดบริการด้านธนาคารและการสมัครใช้บริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อป้องกันการช่วยหลอกลวงซ้ำ   * ข่าว * ต่างประเทศ * สแกมเมอร์ * อาชญากรรมออนไลน์ * หลอกลวงออนไลน์ * แก๊งคอลเซ็นเตอร์ * อาเซียน * มาเลเซีย * สิงคโปร์
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 02/10/2026
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ปกป้องไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน
dlvr.it
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ปกป้องไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ปกป้องไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน auser15 Fri, 2026-10-02 - 08:48 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมออกแถลงการณ์ คัดค้านข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยที่จะเปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดสรรจากภาษีสุราและยาสูบเป็นงบประมาณรายปี โดยเห็นว่าเสี่ยงให้รัฐแทรกแซงและเกิดการเซ็นเซอร์ตนเอง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎรถึง 14 ต.ค. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมออกแถลงการณ์ "ปกป้องสื่อสาธารณะ: ไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน" หลังมีข่าวว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ระหว่างวันที่ 30 กันยายน–14 ตุลาคม 2569 การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เกิดจากข้อเสนอของศุภชัย ใจสมุทร ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ เป็นเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปัจจุบันกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรหักภาษีดังกล่าวส่งให้ไทยพีบีเอสโดยตรง โดยมีเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี ชมรมระบุว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อเสนอขัดกับวัตถุประสงค์การก่อตั้งไทยพีบีเอส ซึ่งต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระทางการเงินด้วยภาษีที่จัดสรรเฉพาะ ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน และแม้ข้อเสนออ้างเหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่การปรับโครงสร้างรายได้ไม่อาจคำนึงเพียงด้านนี้ เพราะสื่อสาธารณะต้องปราศจากการครอบงำจากรัฐและทุน แถลงการณ์ระบุว่า ข้อเสนอนี้เปิดช่องให้สื่อสาธารณะเสี่ยงถูกอำนาจรัฐยึดกุม และนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตนเอง เพราะเกรงถูกตัดงบประมาณรายปี ซึ่งกระทบการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐ โดยตั้งคำถามว่า "สื่อสาธารณะจะกล้าตรวจสอบรัฐได้อย่างไร หากรัฐเป็นผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษผ่านการจัดสรรงบประมาณสำหรับองค์กรสื่อสาธารณะเสียเอง" ชมรมยังชี้ว่า ข่าวสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวพันกับสิทธิชุมชน เป็นเรื่องที่สื่อพาณิชย์มักหลีกเลี่ยงหรือทำได้ยาก เพราะไม่มีผลตอบแทนเชิงโฆษณา ไทยพีบีเอสจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่สื่อไม่กี่แห่งของประชาชนที่ทำหน้าที่นี้ต่อเนื่อง และบ่อยครั้งเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสังคมจากการดำเนินการของรัฐและกลุ่มทุนใหญ่ ชมรมจึงขอคัดค้านการยกเลิกมาตรา 12–16 ในพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 และขอให้คงกลไกภาษีจัดสรรเฉพาะไว้ พร้อมเชิญชวนเครือข่ายภาคประชาชน ภาคสิ่งแวดล้อม และประชาชนทั่วไป แสดงความเห็นคัดค้านผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม * สื่อมวลชน * ไทยพีบีเอส
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 01/10/2026
16 Years On, Red Shirt Crackdown Cases Near Expiry with No Progress
dlvr.it
16 Years On, Red Shirt Crackdown Cases Near Expiry with No Progress
16 Years On, Red Shirt Crackdown Cases Near Expiry with No Progress The cases concerning the crackdown on the United Front for Democracy Against Dictatorship (UDD), also known as the Red Shirt protests in April–May 2010, have now reached their 16th year. In the 12 years since the military coup by the National Council for Peace and Order (NCPO), the cases have stagnated with no progress and only four years now remain before they expire. The case files have passed back and forth between various state agencies. As far as can be understood from statements by the relevant authorities, prosecutors have now referred the case back to the Department of Special Investigation (DSI) to conduct another round of investigation. This raises questions about how much physical evidence from the crime scenes still remains after all these years, and how many witnesses are still alive and available to testify in court.  “This case is a case that is about politics. We cannot deny that, because it arose from political protests. There was a crackdown on the protests and orders to use force, which comes from politics.” said Chokchai Angkaew, one of a loosely organised group of lawyers who are helping the families of those killed in the crackdown pursue the cases and who have represented them in several inquests into the deaths.  “There are clear signs that those who were in power at the time, including the military itself, do not want this matter reopened. If it were reopened it would be clear, because the facts from the findings of the court inquests into the deaths show who was responsible,” Chokchai believes that responsibility for prosecuting these cases ultimately lies with the state. However, this has left members of the public with little ability to advance the cases, contributing to their stagnation. The inquests into the deaths, which made some progress under the government of Yingluck Shinawatra, were not pursued further following the military coup in 2014, which was led by officers who had been involved in the 2010 crackdown. Criminal proceedings against state officials, which the activist group argues should be heard in the criminal courts, fall under the jurisdiction of the National Anti-Corruption Commission (NACC), where no progress has been made. Military prosecutors have also declined to indict in cases referred to military courts, including the six deaths at Wat Pathum Wanaram. Where do the cases stand now? In May 2026, Pol Lt Gen Rutthaphon Naowarat, Minister of Justice, addressed the Senate in response to a question from Senator Thewarit Maneechai regarding progress in cases related to the crackdown on the protests. He said the Ministry has established a “Main Operations Centre for the Investigation of Special Cases Concerning the 2010 Unrest” to expedite investigations and prevent 383 cases from reaching the statute of limitations. The cases are divided into four categories: 156 terrorism-related; 25 involving threats or coercion against the government; 181 involving attacks on members of the public and state officials; and 21 involving damage to government military equipment. Under the third category, the Department of Special Investigation (DSI) has recommended prosecution and taken legal action in 13 cases. 13 Cases where the Department of Special Investigation has recommended prosecution and taken legal action Case Location Status 2 assault cases Lumpini Police Station Police sought prosecution and issued arrest warrants, but suspects were not arrested before the statute of limitations expired. 6 murder/attempted murder cases Sala Daeng BTS station and U Chu Liang Building, Rama IV Road All defendants were acquitted due to insufficient evidence. 3 cases involving Abhisit and Suthep — Supreme Court dismissed the cases, ruling they fall under NACC jurisdiction. NACC later dismissed the complaints and instructed DSI to identify perpetrators. DSI has suspended investigations after failing to identify suspects. Wat Pathum Wanaram (6 deaths) Wat Pathum Wanaram Military prosecutors decided not to indict. M79 grenade attack (attempted murder) Lumpini Police Station Attorney General ordered the case not to proceed with prosecution. Status of Cases involving deaths The Minister of Justice’s statement does not clarify the status of cases involving deaths. Thida Thavornseth, a leader of the UDD and co-founder of the People's Council Demanding Justice for 2010, provided reporters with a document from the DSI’s Bureau of Security Crime that had been submitted to the House Committee on Law, Justice and Human Rights in October 2024.  The document identifies 89 deaths that fall under the DSI’s responsibility but does not include one case in Khon Kaen (Songsak Sinongbua), two cases in Udon Thani (Aphichat Rachiwa and Phoen Wongma), and one case linked to tear gas exposure (Anan Chinnasongkhram). Local police investigators conducted post-mortem examinations in all 89 cases under Section 150, Paragraph 1, of the Criminal Procedure Code, which requires an inquest to determine the cause of death in cases of unnatural death. Of these, 58 cases ended at the post-mortem examination stage. The DSI subsequently took the following actions in these cases: 40 cases were discontinued; 9 cases resulted in no prosecution orders; 2 cases resulted in no prosecution orders because the suspects had died; and 7 cases led to prosecutions, but the courts later acquitted the defendants. The seven deaths that led to prosecution orders included three main cases. In the “Black Shirt” case involving five military personnel killed by M67 grenades at Dinso Road, all five defendants were acquitted due to unreliable evidence and concerns over double jeopardy. In the case of Kittiphong Somsuk, a UDD protester found dead at Central World, the court ruled he died from fire-related suffocation but could not prove arson by the defendants; one person was convicted only for violating the Emergency Decree, while three others were acquitted. In the case of Thanyanan Thaepthong, who died in an explosion on Silom Road on 22 April 2010, no court reports or judgment details were found. The other 31 cases in which the DSI determined that deaths were potentially caused by state officials proceeded under Section 150, Paragraph 3, requiring a court inquest. Of these, 25 investigations were discontinued, while 6 cases involving deaths at Wat Pathum Wanaram were referred to military prosecutors and later dismissed on the grounds of insufficient evidence.  Outside these 31 cases, there are additional incidents suggesting that deaths may have been caused by state officials. These include the case of Sane Nilluang, who was shot on Rama IV Road on the afternoon of 14 May 2010, during the military advance from the Lumphini Park area toward Bon Kai. A foreign photographer, positioned behind the military line, captured soldiers aiming their weapons at protesters at the moment Saneh fell. Another case involves Samaphan Srithep and Suphacheep Chullathat, who were killed on Ratchaprarop Road on the morning of 15 May 2010. Both were found lying face down, facing a military checkpoint. Photographs, eyewitness accounts, and post-mortem findings suggest that the bullets may have originated from military positions. There are also incidents from the night of 14 May near the Din Daeng area on Ratchaprarop Road, including the death of Boonthing Pansila, a volunteer emergency responder killed while on duty. Video footage shows him facing the military line at the moment he was shot, and the direction of his wounds is consistent with this account. These cases have seen no meaningful progress for years. The DSI’s own briefing document indicates that the cases proceeded only as far as the post-mortem examinations before prosecutors ordered the investigations suspended.  Prosecutors later reopened the investigations, but many of the original crime scenes have since changed significantly. For example, the Bon Kai area on Rama IV Road has been redeveloped into a shopping complex. Whether witnesses can still be located and brought forward to testify remains a question for investigators.  Family members who have spent years waiting for justice for their loved ones have gradually passed away. The younger sister of Italian photojournalist Fabio Polenghi travelled across continents from Italy to personally follow the investigation into her brother’s death for several years but died of cancer in April 2014. Questions around Abhisit–Suthep’s acquittal Last year, former Prime Minister Abhisit Vejjajiva said that the courts had acquitted both him and his former Deputy Prime Minister, Suthep Thaugsuban, at the Court of First Instance, the Court of Appeals, and the Supreme Court over their roles in the crackdown on protests, a ruling that sparked heated debate. At the time, Abhisit ordered the establishment of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), while Suthep served as its Director during the crackdown on Ratchadamnoen Avenue on 10 April. Command was later transferred to Gen Anupong Paochinda, then army chief, before the second phase of the crackdown took place around the Ratchaprasong intersection between 13 and 19 May. The acquittals did not result from the courts’ assessment of the facts, but were based on jurisdictional grounds. In 2014, the Court of First Instance ruled that the case fell under the jurisdiction of the Criminal Division for Persons Holding Political Positions of the Supreme Court, with the NACC responsible for the initial inquiry into whether the case should proceed. During the proceedings, Thongchai Senamontri, the Chief Justice of the Criminal Court, issued a dissenting opinion under his authority arguing that the Criminal Court did in fact have jurisdiction. He also allowed injured parties, including Samorn Maithong, and the family of Phan Khamkong, killed beneath the Airport Rail Link station at Ratchaprarop on 14 May 2010, to join the case as co-plaintiffs. This was one of the first inquests in which the court found that the death was caused by military officers. Thongchai argued that the death of Phan Khamkong and the injuries sustained by Samorn Maithong constituted criminal offences, namely jointly committing or ordering intentional murder and attempted murder. This was based on the inquest finding that Phan was killed by military officers acting under claims of official duty, and that Suthep had authorised the use of weapons, live ammunition and sniper units, indicating acceptance that lethal force could be used against civilians. He further argued that murder falls outside official duties and should be treated as a criminal offence against the state. In his view, even if the NACC found no grounds for misconduct in office, the Criminal Court would still retain jurisdiction. Dismissing the case on jurisdictional grounds risked preventing victims from pursuing criminal proceedings. He argued that where a single act may constitute multiple offences, the cases could be consolidated, with the Supreme Court empowered to transfer or combine proceedings. At the time, the case was still under consideration by both the Criminal Court and the NACC, with no final ruling yet issued.  Despite these dissenting opinions, all three levels of the criminal courts ultimately ruled that the case was outside their jurisdiction. The NACC later concluded that there were insufficient grounds to proceed. As a result, cases brought by members of the public affected by the crackdown under the Abhisit administration have remained without meaningful progress to this day. What about the military courts? In September 2019, the case concerning Phan Khamkong, with Samorn Maithong also appearing as an injured witness, was filed by the families and their lawyers directly with the Criminal Court. However, both the Court of First Instance and the Court of Appeal ruled that the case fell under the jurisdiction of the military court, on the grounds that the alleged perpetrators were soldiers, despite the fact that CRES included not only military officers but also civilian officials and politicians. In the same month, the DSI also forwarded the case concerning the six deaths at Wat Pathum Wanaram to the military court. In the inquest proceedings, the court had already made a clear finding that soldiers positioned on the BTS tracks in front of the temple, as well as those advancing from Rama I Road, were responsible for the shootings that killed all six victims. The inquest included photographic evidence taken by police officers stationed at the Royal Thai Police headquarters, which captured the military operation, as well as testimony from police witnesses who had recorded both photographs and video footage. However, this case concluded more quickly than the Phan Khamkong case. Under the Military Court Act, only military prosecutors have the authority to file cases in military courts. After the DSI submitted the case file to the military prosecutor, the military prosecutor later issued a non-prosecution order, stating that “in this case, it does not appear that there are eyewitnesses, circumstantial evidence, or any other form of evidence that can confirm that the eight suspects committed the alleged offences.”  Did the NCPO hit the brakes? It is important to note that the 31 inquest cases in which the DSI submitted petitions for the courts to initiate death inquests on the basis that the deaths were caused by military officers had gradually begun moving forward. Within a two-year period, cases involving deaths entered the initial judicial stage at an average rate of about 15 cases per year. While this could not be described as fast, it did show steady progress. Then the National Council for Peace and Order (NCPO) led by Prayuth Chan-o-cha staged a coup in 2014. In 2010, he had served on CRES board as Deputy Army Commander, alongside other senior military figures, many of whom later rose steadily through the ranks. Among them was Apirat Kongsompong, then a colonel and commander of the 11th Infantry Regiment (King’s Guard), who later retired as Commander-in-Chief of the Royal Thai Army. Just 24 hours after the NCPO staged the coup, Tharit Pengdit, then Director-General of the DSI, was removed from his position, along with Attapon Yaisawang, the Attorney General who had overseen cases related to the crackdown deaths. Tharit believed that these prosecutions were a key reason behind the military coup. The Supreme Court sentenced Tharit to two years in prison for malfeasance in office under Sections 157 and 200 of the Criminal Code, on the grounds that he had acted dishonestly with intent to cause others to face criminal punishment. This verdict was given after Abhisit and Suthep were acquitted on jurisdictional grounds. Two days before the verdict, he revealed that he was also threatened and the DSI prosecution of the high-ranking military officials was a key reason behind the military coup.  “I was summoned to a military camp on Ratchadamnoen Road. The name of the person who summoned me should perhaps not be disclosed, but he was a very high-ranking military officer and was involved in the coup. He told me ‘Tharit, do not proceed with the 99 death cases. If you do not listen and our lot stage a coup, what would you do?’ “When the court had already ruled that the deaths were caused by military personnel using war weapons, and there were orders, if I did not act, I would not be able to remain in my position. Others would have to take over. It was unavoidable, and I did not act alone. It was handled by an investigation committee that included the police and prosecutors. Is there still hope? Each year’s commemoration is a countdown toward the expiry of the statute of limitations for the families of the deceased, yet there has never been a clear answer from the justice system. The current government, Chokchai noted, has not shown any effort to revive or accelerate these cases. With the current administration potentially remaining in power for up to four years, this period nearly coincides with the time remaining before the statute of limitations expires. “I look at the trajectory from the incident until now. It’s already been 16 years. It turns out that there have only been certain periods in which these death-related cases were actually pursued under the law.” At most, Chokchai said, it is up to the families of the deceased, or civic movements to continue pressuring the government to keep the issue alive.  Some possible solutions have been proposed including amendments to the Organic Act on the Prevention and Suppression of Corruption, to allow citizens to directly bring cases against politicians, and the Organization of Military Courts Act so that criminal cases involving military personnel could be brought before civilian courts instead.  Thida called for cases involving state officials to be returned to the jurisdiction of the criminal courts. She warned that opening a channel for citizens to file complaints directly with the NACC risks shifting cases to an independent body that has often been used by conservative factions to target democratically elected politicians. Moreover, offences relating to misconduct in public office carry a maximum penalty of five years in prison, even in cases involving deaths, significantly lower than the penalties available under the Criminal Code. Thida proposed three measures: first, to amend the law so that cases arising from the 2010 crackdown are not subject to any statute of limitations; second, to ensure that military officers and politicians who commit criminal offences against civilians are tried in the ordinary criminal courts; and third, to accept the jurisdiction of the International Criminal Court, at least in specific cases. Thida argued that these measures would not only deliver justice for the families of the deceased but could also serve as a deterrent: “If in the future a political party colludes with the military to suppress the people again, they will be afraid.” She added, “We are pushing for these amendments to the law. Even if we do not succeed on the matter of the events in 2010, we hope it will be useful in the future.” eng editor 1 Thu, 2026-10-01 - 15:18 * Feature * red shirts * April-May 2010 massacre * April-May 2010 political violence (Feed generated with FetchRSS)
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 01/10/2026
Supreme Court convicts activists for royal defamation charge over protest speech
dlvr.it
Supreme Court convicts activists for royal defamation charge over protest speech
Supreme Court convicts activists for royal defamation charge over protest speech The Supreme Court has sentenced activists Jatupat Boonpattararaksa and Atthapol Buapat to prison on a royal defamation charge for speeches made during a protest in Chaiyaphum in 2021. Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) said on Wednesday (30 September) that Jatupat was sentenced to 2 years and 12 months, or almost 3 years, in prison, while Atthapol was sentenced to 2 years. The Supreme Court ruled that, although the royal defamation law mentions the monarch as an individual and not the monarchy as a whole, the monarchy includes the reigning monarch as well as past monarchs in the Chakri Dynasty. This is because there are continuous cultural and historical ties as well as legal structures, and because the respect the people have for the monarchy is partially the result of what each king has done. The Court ruled that Jatupat’s speech defamed the King and past kings because he accused them of not being righteous. The Court believed that the monarch and the monarchy were connected and that issues concerning the monarchy were national security issues, so Jatupat’s speech referred to every monarch.  It ruled that Atthapol’s speech caused a misunderstanding that the King ordered the blasting of a mountain for the benefit of a cement factory in Saraburi. It also ruled that being a monarch could not be considered a position in the same way as other bureaucratic positions. It ruled not to suspend the sentence because the speech was given in public, defamed the King, and caused others to believe that the King is not righteous. Jatupat and Atthapol were charged with royal defamation, sedition, and violation of the Emergency Decree and the Sound Amplifier Act for speeches they made at protests in front of Phu Khiao Police Station and Phu Khiao School in Chaiyaphum on 1 February 2021. The protest was to call for the police to apologize for intimidating students who registered for a “Ratsadon on Tour” camp, a forum organised by pro-democracy activists to exchange opinions about issues in the country. Jatupat and Atthapol gave speeches about monarchy reform, with Jatupat talking about the monarchy’s financial standing while Atthapol called for reducing the budget allocated to the royal family. In September 2024, the Phu Khiao Provincial Court found them guilty of royal defamation. Jatupat was sentenced to 2 years and 12 months in prison, while Atthapol was sentenced to 2 years. A year later, in September 2025, the Appeal court upheld the verdict. Jatupat and Atthapol have been detained pending appeal since 3 September 2025. On 11 March 2026, the Supreme Court granted them bail on the condition that they must wear an electronic monitoring bracelet. However, they remained in prison on other charges relating to participation in protests and have been transferred to the Bangkok Remand Prison. They are required to wear the monitoring devices although they are still in prison. After the Supreme Court’s verdict was delivered, Jatupat’s mother, who is also his guarantor, asked about the petition to have their electronic monitoring devices removed. The judge told her that, due to the floods around the Ratchadapisek Criminal Court and Bangkok Remand Prison, it was not possible to bring Jatupat and Atthapol to court to process removal of the monitoring devices. Prison officials will do so once the floods recede. eng editor 1 Thu, 2026-10-01 - 12:56 * News * Atthapol Buapat * Jatupat Boonpattararaksa * Section 112 * Royal defamation (Feed generated with FetchRSS)
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 01/10/2026
สำรวจ 4 จุดท่วมหนักกรุงเทพฯ ปชช.ขาดน้ำ-อาหาร กระทบเที่ยวบินสุวรรณภูมิ จนท.เร่งระบายน้ำกู้วิกฤต
dlvr.it
สำรวจ 4 จุดท่วมหนักกรุงเทพฯ ปชช.ขาดน้ำ-อาหาร กระทบเที่ยวบินสุวรรณภูมิ จนท.เร่งระบายน้ำกู้วิกฤต
สำรวจ 4 จุดท่วมหนักกรุงเทพฯ ปชช.ขาดน้ำ-อาหาร กระทบเที่ยวบินสุวรรณภูมิ จนท.เร่งระบายน้ำกู้วิกฤต ภาพประกอบ และรายงาน : ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์  XmasUser Fri, 2026-10-02 - 02:41 สำรวจสถานการณ์กรุงเทพฯ พื้นที่ท่วมหนัก 4 จุด เคหะร่มเกล้า-เคหะคลองจั่น เจอสูง 1.5 เมตร ประชาชนเดือดร้อน ขาดแคลนน้ำ-อาหาร กระทบเที่ยวบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำกู้วิกฤต   ผลกระทบจากฝนตกหนักสะสมยาวนานถึง 48 ชม. ส่งผลให้หลายพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร เกิดน้ำท่วมขังฉับพลัน โดยเฉพาะพื้นที่แอ่งกระทะ และโซนตะวันออก 4 จุด ได้แก่ เคหะคลองจั่น ถนนเพชรบุรี ถนนรามคำแหง และเคหะร่มเกล้า กำลังได้รับความเดือดร้อน ประชาชนหลายพันครอบครัวขาดแคลนอาหารและน้ำ ผู้อ่านสามารถคลิกลูกศร ซ้าย-ขวา เพื่อเลื่อนดูภาพได้ เคหะคลองจั่น วิกฤตหนัก น้ำท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร ระหว่าง 27-29 ก.ย. 69 ที่ชุมชนเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ เผชิญระดับน้ำท่วมสูง 1-1.5 เมตร รถยนต์และจักรยานยนต์จมน้ำเสียหายทั้งหมด กระทบประชาชนกว่า 5,000 ครอบครัว เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจำเป็นต้องตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย ก่อนทยอยจ่ายไฟกลับมาช่วง 20.00 น. และสั่งห้ามเข้า-ออกพื้นที่ ชาวบ้านบนแฟลตขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม ต้องรอคอยความช่วยเหลือผ่านทางเรือเท่านั้น ล่าสุด กทม. ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำท่อซิ่ง บริเวณแยกนิด้าและถนนเสรีไทย เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ถนนเพชรบุรี อัมพาต รถจมน้ำจอดทิ้งเกลื่อน บริเวณถนนเพชรบุรี ใจกลางเมือง เกิดน้ำท่วมขังฉับพลันสูง 40-50 ซม. โดยเฉพาะช่วงแยกมักกะสัน และช่วงทองหล่อถึงพัฒนาการ ส่งผลให้รถยนต์ที่สัญจรผ่านเครื่องยนต์ดับ ตกค้างอยู่บนถนนเป็นจำนวนมาก รามคำแหงน้ำท่วมสูงถึงอก นศ.เดินลุยน้ำซื้อชาเย็นหวานร้อย ย่านรามคำแหง เขตบางกะปิ คลองแสนแสบเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ต่ำ ระดับน้ำสูงถึงหน้าอก แต่ช่วงเย็นบรรยากาศยังคงคึกคัก บรรดานักศึกษา ม.รามคำแหง พากันเดินลุยน้ำออกมาหาซื้ออาหารกันเป็นจำนวนมาก และที่ขาดไม่ได้คือชาเย็นหวานร้อย โดยนักศึกษาจากจังหวัดนราธิวาส บอกว่า "ตัวเองเป็นคนนราธิวาส เจอน้ำท่วมเป็นประจำ และน่ากลัวกว่านี้มาก เพราะเป็นน้ำป่าไหลแรง อันนี้แค่น้ำขังเท่านั้น" 'เคหะร่มเกล้า' จมน้ำ กระทบถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะที่ชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสุดท้ายของกรุงเทพฯ ระดับน้ำท่วมขังสูงกว่า 1.5 เมตร โดยเฉพาะโซนตึกชั้นในระดับน้ำสูงถึงคอ รถยนต์จมน้ำมิดคัน ชาวบ้านขาดแคลนน้ำ อาหาร และน้ำที่ท่วมขังเริ่มส่งกลิ่นเหม็น  เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระดมความช่วยเหลือ แต่การระบายน้ำเป็นไปได้ช้า เนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำสุดในโซนตะวันออก สถานการณ์น้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากพนักงานและเจ้าหน้าที่ภาคพื้น ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้เที่ยวบินของสายการบินไทยประสบปัญหาล่าช้าเกือบ 100% ประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปแล้ว 33 เที่ยวบิน และมีกระเป๋าสัมภาระตกค้างสะสมถึง 5,600 ใบ โดยผู้โดยสารต้องรอรับกระเป๋านานกว่า 12 ชั่วโมง โดยไม่มีการแจ้งข้อมูลล่วงหน้า ทางด้านสำนักการระบายน้ำ กทม. ระบุว่า ขณะนี้ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เข้าประจำจุดวิกฤตทั้งหมดแล้ว เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด * รายงานพิเศษ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * น้ำท่วมกรุงเทพ * มหาวิทยาลัยรามคำแหง * เคหะคลองจั่น * เขตบางกะปิ * เขตลาดกระบัง * เคหะร่มเกล้า * ถนนเพชรบุรี * กรุงเทพมหานคร * ภัยธรรมชาติ
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 01/10/2026
'สุชาดา' ท้า 'โรม' เปิดหลักฐาน หลังพาดพิงสามีเอี่ยวสแกมเมอร์ จ่อเอาผิดถึงที่สุด
dlvr.it
'สุชาดา' ท้า 'โรม' เปิดหลักฐาน หลังพาดพิงสามีเอี่ยวสแกมเมอร์ จ่อเอาผิดถึงที่สุด
'สุชาดา' ท้า 'โรม' เปิดหลักฐาน หลังพาดพิงสามีเอี่ยวสแกมเมอร์ จ่อเอาผิดถึงที่สุด ภาพปก: แฟ้มภาพ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ (ที่มา: เฟซบุ๊ก ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์) XmasUser Thu, 2026-10-01 - 21:54 ‘สุชาดา’ ท้า ‘โรม’ พรรคประชาชน เปิดหลักฐาน หลังกล่าวพาดพิงว่าสามีเธอเอี่ยวสแกมเมอร์อย่างเลื่อนลอย เป็นกล่าวหาอย่างไม่มีหลักฐาน เตรียมปรึกษาทนายเอาผิดถึงที่สุด   1 ต.ค. 2569 เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (1 ต.ค.) เวลา 13.50 น. สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย แถลงต่อสื่อมวลชน หลังจากรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวพาดพิงในช่วงกระทู้ถามสด สอบถามความคืบหน้ามีผู้เสนอให้สินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) จำนวน 40 ล้านบาท โดยมีการกล่าวถึงสามีของสุชาดา และให้ไปตรวจสอบอาชีพของสามีนั้น โดยสุชาดา มองว่าเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย และไม่มีหลักฐาน การกล่าวในสภาฯ อันทรงเกียรติ และมีผู้รับชมการถ่ายทอดสดจำนวนมาก การกล่าวอะไรควรมีหลักฐานเสียก่อน โดยเฉพาะท่านที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร สุชาดา กล่าวต่อว่า ท่านรู้เรื่องกฎหมาย จะใช้ กมธ.ของท่านตรวจสอบหรือทำตามระเบียบก็ได้ แต่การกล่าวถึงโดยที่ไม่มีหลักฐานและทำให้ครอบครัวของเธอเสียหาย ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และท่านไม่ได้มีเจตจำนงที่จะรับผิดชอบ หรือถอนคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องจริง พิสูจน์ไม่ได้ เธอคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้  ต่อคำถามที่สื่อถามว่า กรณีดังกล่าวจะมีช่องทางเอาผิดทางกฎหมายเรื่องการหมิ่นประมาทหรือไม่ สุชาดา กล่าวว่า เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องจริง เธอคิดว่าในเรื่องของกฎหมายก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่ที่สุด เดี๋ยวออกจากตรงนี้ แผลยังสด หลังจากนี้จะไปปรึกษาทางทนายและจะเอาผิดถึงที่สุด ต่อกรณีที่สื่อถามว่ารังสิมันต์ โรม กล่าวว่ามีหลักฐาน พร้อมชี้แจงใช่หรือไม่ สุชาดา กล่าวว่า “มีหลักฐานแล้ว ทำไมไม่เปิด ท่านจะมาพูดจาเลื่อนลอยทำไม ที่นี่คือสภาฯ ประชาชนดูอยู่ทั้งบ้านเต็มไปหมด ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนจะพูดอะไรหลักฐานต้องมีกองแล้ว ต้องมีการพิสูจน์ได้ ท่านพูดเฉยๆ โดยที่สามีของดิฉันไม่สามารถมาชี้แจงในสภาฯ ได้ เป็นการเอาเปรียบ โดยตำแหน่งของท่าน ซึ่งดิฉันไม่เห็นข้อเท็จจริง ทั้งนี้ หากในอนาคตมีหลักฐานก็พร้อมที่จะพิสูจน์ เพราะไม่มีอยู่แล้ว ดิฉันชี้แจงบัญชีทรัพย์สินทุกอย่างตามกฎหมาย ด้วยความถูกต้องทุกอย่าง ดิฉันพร้อม พร้อมที่จะสู้ แต่รับไม่ได้ ท่านอย่ามากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ท่านโตแล้ว”  สำหรับสามีของสุชาดา คือ ไทหยาง ซาง ถือสัญชาติออสเตรเลีย กลายมาเป็นประเด็น เพราะว่าระหว่างการประชุมสภาฯ ช่วงถาม-ตอบกระทู้ รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายสอบถาม ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีมีผู้เสนอให้สินบนจำนวน 40 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รังสิมันต์ ได้กล่าวระหว่างอภิปรายพาดพิง สส.หญิง จังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และคู่สมรส ว่ามีส่วนพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้สุชาดา ซึ่งเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 4 ชัยภูมิ ลุกขึ้นมาประท้วง และขอให้โรม ถอนคำพูดดังกล่าว ขณะที่มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ขอให้รังสิมันต์ โรม ถอนคำพูดเช่นกัน แต่โรม ยืนยันว่าไม่ยอมถอน มัลลิกา จึงสั่งให้โรม ออกจากห้องประชุมสภาฯ และไม่ให้กลับเข้ามาร่วมการประชุมตลอดวัน  เมื่อโรม จุดประเด็นดังกล่าว ทำให้มีหลายสื่อไปตรวจสอบทรัพย์สินสุชาดา และคู่สมรส พบว่า สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ มีทรัพย์สินส่วนตัว 130 ล้านบาท ขณะที่สามีของเธอมีทรัพย์สิน 1,843 ล้านบาท และมีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน ฉะนั้น เมื่อรวมทรัพย์สินของทั้ง 2 คน จะอยู่ที่ 1,974,908,877.24 บาท และมีหนี้สินรวม 454,286.88 บาท รายการสำคัญในทรัพย์สินของไทหยาง คือ เงินให้กู้ยืมมากกว่า 1,440 ล้านบาท และยังมีเงินฝาก เงินลงทุน อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินอื่นตามรายการที่แจ้งต่อกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลตามบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นตามกฎหมาย และไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้โดยตัวเองว่า ทรัพย์สินแต่ละรายการเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น  * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ * ชัยภูมิ * พรรคภูมิใจไทย * ไทหยาง ซาง * พรรคประชาชน * รังสิมันต์ โรม
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 01/10/2026
เครือข่าย 6 ตุลาฯ ชวน 'ประชาธิปัตย์ - เพื่อไทย' ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา คืนเสรีภาพให้ ปชช.
dlvr.it
เครือข่าย 6 ตุลาฯ ชวน 'ประชาธิปัตย์ - เพื่อไทย' ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา คืนเสรีภาพให้ ปชช.
เครือข่าย 6 ตุลาฯ ชวน 'ประชาธิปัตย์ - เพื่อไทย' ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา คืนเสรีภาพให้ ปชช. รายงานและถ่ายภาพ โดยแมวส้ม ประชาไท XmasUser Thu, 2026-10-01 - 18:37 เครือข่าย 6 ตุลาฯ ยื่นหนังสือ “พรรคประชาธิปัตย์ - พรรคเพื่อไทย” ชวนลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 โดยเฉพาะคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 ส่งผลให้มีการเพิ่มโทษกฎหมายอาญาหลายมาตรา โดยไม่ผ่านสภาฯ ซึ่งหนึ่งในนั้น มาตรา 112 ยืนยันหลักการกฎหมายควรทุกฉบับควรมจากประชาชน    1 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (1 ต.ค.) เวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา แยกเกียกกาย เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ นำโดยกลุ่ม Thumb Rights และประชาชนทั่วไป เข้ายื่นหนังสือต่อ "พรรคประชาธิปัตย์" และ "พรรคเพื่อไทย" เชิญชวนร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ คืนเสรีภาพให้ประชาชน โดยเรียกร้องถึงพรรคการเมืองในรัฐสภาให้ร่วมกันยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขเพิ่มโทษกฎหมายอาญาหลายมาตราโดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ หนึ่งในนั้นคือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ให้มีโทษสูงขึ้นจากเดิมที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำ เพิ่มเป็นโทษจำคุกเป็น 3-15 ปี   ผู้อ่านสามารถคลิกลูกศรเลื่อนซ้าย-ขวา เพื่อเลื่อนรับชมภาพได้ นักกิจกรรมที่ยื่นหนังสือ มองว่า กฎหมายและคำสั่งที่เป็นมรดกจากคณะรัฐประหารไม่ควรดำรงอยู่โดยปราศจากการทบทวน และอยากเชิญชวนพรรคการเมืองทุกพรรคร่วมกันสะสางมรดกของคณะรัฐประหาร เพื่อยืนยันในหลักการว่ากฎหมายควรมาจากประชาชน และระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ ก่อนยื่นหนังสือถึงพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการยื่นหนังสือถึงพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน  'เพื่อไทย' รับศึกษา หาทางลบมรดก รปห. บรรยากาศการยื่นหนังสือวันนี้ จาตุรนต์ ฉายแสง และอดิศร เพียงเกษ เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย รับหนังสือ พร้อมกล่าวว่า พวกเขาตั้งใจจะนั่งสนทนาถึงประเด็นที่มายื่นหนังสือวันนี้ เรา 2 คนเป็นผู้ถูกกระทำจากการรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ซึ่งคนใช้คำนี้ไม่มากนักในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา  เนื่องจากคนมักจะใช้คำสั้นๆ กันว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และคนจะนึกถึงการล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสนามหลวง แต่เขายืนยันมาตลอดว่า เหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ’ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่มันคือการรัฐประหารในเย็นวันนั้นที่มีผลต่อทุกมหาวิทยาลัยและประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการใช้คำว่า ‘เราเป็นผู้ถูกกระทำจากการรัฐประหาร 6 ตุลา’ เป็นการใช้คำที่ตนคิดว่าตรงกับความเป็นจริง จาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา การเสนอประเด็นและการเรียกร้องในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มักจะเป็นการพูดถึงการใช้ความรุนแรงของรัฐที่กระทำต่อประชาชนที่ต้องการเสรีภาพประชาธิปไตย ทำให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย เป็นบทเรียนที่สังคมควรจะนำมาคิดเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการกระทำซ้ำ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีการพูดถึงเช่นกัน คือ ต้องเห็นความเลวร้ายของการรัฐประหาร ที่ทำให้สังคมย้อนกลับจากที่เป็นประชาธิปไตยไปเป็นเผด็จการอย่างเกือบจะสมบูรณ์ หลังจาก 6 ตุลา 2519 ยังมีรัฐประหารปี 2520, 2534 และสลับด้วยการมีประชาธิปไตยหลังมีปฏิรูปการเมืองหลังปี 2535 เรื่อยมาจนมีรัฐธรรมนูญปี 2540 และมีรัฐประหารอีกในปี 2549  จาตุรนต์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นในเบื้องต้น พรรคเพื่อไทยพร้อมศึกษาหาทางแก้ปัญหาลบมรดกจากการรัฐประหาร 6 ตุลา แต่อาจต้องเชื่อมโยงมรดกจากการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 ร่วมด้วย เนื่องจากการรัฐประหารครั้งดังกล่าวยังคงมีผลต่อสังคมไทย และทำให้เกิดการจำกัดสิทธิเสรีภาพมาจนทุกวันนี้ ทับซ้อนความเลวร้ายจากการรัฐประหาร 6 ตุลา ปชป.รับพิจารณา ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ มีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นตัวแทนรับหนังสือ และกล่าวว่าสำหรับบรรดาพรรคการเมืองในรัฐสภาที่ยังมีชีวิตอยู่ตั้งแต่ปี 2519 จนถึงปัจจุบัน มีเพียงพรรคเดียว คือพรรคประชาธิปัตย์ แต่ความจริงแล้วถ้าหากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ รัฐบาลพลเรือนที่ถูกยึดอำนาจคือรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และมีรัฐมนตรี 3 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกไล่ล่าจนต้องหนีเอาชีวิตรอด หนึ่งในนั้นคือ “ชวน หลีกภัย” เพราะฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเผด็จการที่เข้ามายึดอำนาจในขณะนั้น หลังจากนั้นมาจุดยืนของพรรคมีการต่อสู้กับเผด็จการทหารในยุคนั้นอย่างเข้มข้น แต่ก็เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ในยุคหลัง พรรคอาจจะถูกกล่าวหาอีกหลายเรื่อง แต่เขาเรียนว่า พรรคประชาธิปัตย์ในยุคอภิสิทธิ์ ​เวชชาชีวะ เราเปิดกว้างที่จะรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายและยึดหลักประชาธิปไตยเป็นหลัก  สาทิตย์ กล่าวว่า พรรคจะรับเรื่องไปพิจารณาร่วมกับอีกหลายๆ เรื่องที่เคยทำมาในอดีต อย่างน้อยพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการยกเลิก พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ และตามที่พูดถึงว่า การแก้ไขกฎหมายให้สำเร็จด้วยพรรคการเมืองเดียวนั้นอาจทำไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็มียุครุ่งเรือง และยุคตกต่ำ ปัจจุบันเรามี สส. 21 คน และเสียงข้างมากในรัฐสภาก็ไม่ใช่เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรายินดีที่จะรับหนังสือนี้ไปพิจารณา และแนวความคิดที่เสนอมานั้น ก็คิดว่าถึงจุดหนึ่งประวัติศาสตร์หน้าการเมืองต่างๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * 6 ตุลาคม 2519 * เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ * Thumb Rights * พรรคเพื่อไทย * พรรคประชาธิปัตย์ * สาทิตย์ วงศ์หนองเตย * จาตุรนต์ ฉายแสง * อดิศร เพียงเกษ * มาตรา 112
000
Prachatai Feeds @prachataifeeds.bsky.social · 01/10/2026
สมาคมสถาปนิกสยามฯ ยื่น 'กรมธนารักษ์' ขึ้นทะเบียน 'หอพักอ่างแก้ว' เป็นอาคารอนุรักษ์
dlvr.it
สมาคมสถาปนิกสยามฯ ยื่น 'กรมธนารักษ์' ขึ้นทะเบียน 'หอพักอ่างแก้ว' เป็นอาคารอนุรักษ์
สมาคมสถาปนิกสยามฯ ยื่น 'กรมธนารักษ์' ขึ้นทะเบียน 'หอพักอ่างแก้ว' เป็นอาคารอนุรักษ์ Pazzle Thu, 2026-10-01 - 15:42 สมาคมสถาปนิกสยามฯ ออกหนังสือถึงกรมธนารักษ์ เชียงใหม่ ขอให้บรรจุอาคาร “หอพักหญิง อ่างแก้ว” และอาคาร “แฟลตฝายหิน” ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าสู่บัญชีรายชื่ออาคารทรงคุณค่าที่ควรอนุรักษ์เพิ่มเติมของกรมธนารักษ์ พร้อมรายงานการกำหนดคุณค่าทางศิลปสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์   1 ต.ค. 2569 สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกหนังสือถึงกรมธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ เสนอขอให้กรมธนารักษ์บรรจุอาคาร “หอพักหญิง อ่างแก้ว” และอาคาร “แฟลตฝายหิน” ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าสู่บัญชีรายชื่ออาคารทรงคุณค่าที่ควรอนุรักษ์เพิ่มเติมของกรมธนารักษ์ พร้อมรายงานการกำหนดคุณค่าทางศิลปสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ โดยมี รศ.ดร.สันต์ สุวัจฉราภินันท์ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นตัวแทนเดินทางไปยื่นหนังสือต่อกรมธนารักษ์เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569  ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักศึกษาและประชาชนได้รวมตัวกันล่ารายชื่อ #Saveหอพักอ่างแก้ว #Saveแฟลตฝายหิน เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทบทวนแผนรื้อถอน “หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน” เนื่องจากทาง มช. มีแผนการทุบทำลายอาคารทั้งสองเพื่อปรับปรุงพื้นที่ ขณะที่มีนักศึกษาและประชาชนที่ทราบข่าวและไม่เห็นด้วยกับการรื้อถอนอาคารได้เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยอนุรักษ์ตัวอาคารที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์นี้ไว้ ก่อนหน้านี้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ก็ได้มีการยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง มช. แสดงจุดยืนคัดค้านการรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้วโดยเห็นว่าหอพักอ่างแก้วเป็นมรดกสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นอันทรงคุณค่าอาคารหนึ่งในหลายๆอาคารในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ได้รับการออกแบบอย่างดี โดยอาจารย์อมร ศรีวงศ์ ซึ่งเป็นสถาปนิกผู้มีบทบาทและมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทยจากการออกแบบผลงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและทรงคุณค่าทั้งด้านความงามและเทคนิคการก่อสร้างที่ยากที่จะทำซ้ำในยุคปัจจุบัน ทางสมาคมสถาปนิกสยามฯ ยินดีให้ความร่วมมือและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางวิชาการด้านการอนุรักษ์และการปรับประโยชน์ใช้สอย (Adaptive Reuse) เพื่อร่วมศึกษา ประเมินคุณค่า และหารือแนวทางที่เหมาะสมในการอนุรักษ์หอพักอ่างแก้ว รวมถึงอาคารเก่าหรืออาคารที่มีความสำคัญทางสถาปัตยกรรมอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้การพัฒนาและการอนุรักษ์สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างเหมาะสม หอพักอ่างแก้ว     * ข่าว * สังคม * หออ่างแก้ว * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ * สมาคมสถาปนิกสยาม
000