dlvr.it
โฉมหน้า 'บ้านใหญ่' ในรอบ 60 ปี 2 รัฐประหารทุบโอกาสก้าวกระโดด 'ประจักษ์' บรรยายที่คณะเศรษฐศาสตร์
โฉมหน้า 'บ้านใหญ่' ในรอบ 60 ปี 2 รัฐประหารทุบโอกาสก้าวกระโดด 'ประจักษ์' บรรยายที่คณะเศรษฐศาสตร์
ภาพปก: ประจักษ์ ก้องกีรติ
XmasUser
Fri, 2026-10-02 - 17:19
“เปิดผังตระกูลบ้านใหญ่ม้าทองคำ “อัศวเหม” จากรุ่น 1 ถึงรุ่น 3” พาดหัวโดยกรุงเทพธุรกิจ
“การเมือง - เจาะสนามเลือกตั้ง : ‘บ้านใหญ่เทียนทอง’ปะทะ‘บ้านใหม่เขาฉกรรจ์’ ‘สระแก้ว’เดือดพลั่ก !” พาดหัวโดยแนวหน้าออนไลน์ เมื่อปี 2566
ฯลฯ
เวลามีการเลือกตั้ง สส. โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีหลังเป็นต้นมา ‘บ้านใหญ่’ หรือตระกูลอิทธิพลการเมืองท้องถิ่นมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนไหวของพวกเขามักส่งผลถึงคะแนนเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ และยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เพราะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคภูมิใจไทยที่มีบ้านใหญ่เยอะที่สุด สามารถครองเสียงข้างมาก และได้จัดตั้งรัฐบาล
Rocket Media Lab ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้าน ‘Data Journalism’ ได้รวบรวมข้อมูลพรรคการเมืองไหนมีบ้านใหญ่เยอะที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 อันดับที่ 1 ไม่ใช่ใครอื่น คือพรรคภูมิใจไทย รองลงมาอันดับที่ 2 คือ พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 คือ พรรคกล้าธรรม และอันดับที่ 4 พรรคสีฟ้า ‘ประชาธิปัตย์’ หรือแม้แต่ว่าพรรคประชาชนที่ชู ‘การเมืองคนรุ่นใหม่’ ก็มีตระกูลบ้านใหญ่เช่นเดียวกัน
เมื่อ 16 ก.ย. 2569 วิชา ‘ประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเบื้องต้น’ ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เชิญ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาบรรยายหัวข้อ ‘เศรษฐศาสตร์การเมืองประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์’ (Patronage Democracy)
การบรรยายของอาจารย์ประจักษ์ทำให้เข้าใจตั้งแต่นิยามและความหมายของบ้านใหญ่ หรือกลุ่มตระกูลทางการเมือง (Political Family/Dynasty) จุดเริ่มอิทธิพลทางการเมืองของบ้านใหญ่ และการลงหลักปักฐานช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบ เศรษฐศาสตร์การเมืองประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์ค้ำชู และจุดเปลี่ยนหลังเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ก่อให้เกิดการแข่งขันเชิงนโยบาย ลดอิทธิพลบ้านใหญ่ ก่อนจะฟื้นคืนกลับมาในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557 เมื่อทหารอยากสืบทอดอำนาจ จึงต้องกลับไปพึ่งบ้านใหญ่อีกครั้ง
What is บ้านใหญ่ ?
ประจักษ์ เริ่มต้นด้วยนิยามของ ‘การเมืองบ้านใหญ่’ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน คำว่า ‘บ้านใหญ่’ หรือ ‘ตระกูลทางการเมือง’ (Political family หรือ Political dynasty) คือครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลที่ขยับขยายอำนาจทางการเมืองของตัวเองผ่านสมาชิกครอบครัวและเครือญาติ เรื่องนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะการเมืองไทย แต่หลายแห่งก็มีสภาพการณ์นี้เช่นเดียวกัน
ตระกูลที่ประสบความสำเร็จจะมีสมาชิกครอบครัวที่ครองตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่งพร้อมกัน เช่น พ่อเป็นนายกฯ ลูกเป็นรัฐมนตรี ญาติคนอื่นได้เป็น สส. สว. หรือนักการเมืองท้องถิ่น
ขณะที่มิติทางด้านเวลา บ้านใหญ่มักจะส่งผ่านอำนาจทางการเมืองให้กับรุ่นลูก และรุ่นหลานอีกด้วย ยกตัวอย่างกัมพูชาที่เราจะเห็นฮุน เซน ส่งมอบอำนาจทางการเมืองให้กับ ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชาคนปัจจุบัน หรือบองบอง มาร์กอส ที่เป็นลูกของเฟอร์ดินาน มาร์กอส อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์
‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจ’ สร้างชนชั้นนำทางธุรกิจหัวเมือง
การเกิดขึ้นของบ้านใหญ่ไม่ได้เกิดจากสุญญากาศ แต่มีเหตุและปัจจัยจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ในด้านกลับกัน หากสภาพเศรษฐกิจและสังคมไม่เอื้อต่อการเล่นการเมืองแบบบ้านใหญ่ กลุ่มตระกูลทางการเมืองเหล่านี้ก็สามารถหายไปได้เหมือนกัน
ประจักษ์อธิบายว่า การเกิดขึ้นของการเมืองบ้านใหญ่มีจุดเริ่มต้นในช่วงปี 2500 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องมาจนถึงจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งมีการประกาศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 - 2509) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านระบบการผลิตจากเกษตรกรรมไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า เกิดภาคการค้าและบริการ และการลงทุนจากต่างชาติ แต่จุดสำคัญคือการพัฒนาเศรษฐกิจตามหัวเมือง มีการสร้างถนนเชื่อมจากกรุงเทพฯ ไปสู่หัวเมืองต่างๆ เกิดห้างสรรพสินค้า ขนส่งสาธารณะ โดยหัวเมืองเด่นๆ ทางภาคเหนือจะเป็นเชียงใหม่ ภาคอีสานจะเป็นอุดรธานี ขอนแก่น และนครราชสีมา และภาคใต้ก็จะนึกถึงสงขลา
การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่กระจายตัวไปตามหัวเมือง ทำให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา คือ ‘ชนชั้นนำทางธุรกิจตามหัวเมือง’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1
'รับเหมาก่อสร้าง' ธุรกิจยอดฮิตชนชั้นนำนักธุรกิจต่างจังหวัด
ลักษณะทางธุรกิจที่ทำให้คนตามหัวเมืองมั่งคั่งร่ำรวย มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ
* ธุรกิจถูกกฎหมาย เช่น รับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม หอพัก อาคารให้เช่า การเดินรถ หรือการค้าขายบริการทั่วไป
ธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากชนชั้นนำทางธุรกิจตามหัวเมืองก็คือธุรกิจรับเหมาก่อนสร้าง ซึ่งเราจะเห็นนักการเมืองท้องถิ่นเติบโตมาจากธุรกิจนี้ค่อนข้างเยอะ เหตุผลที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ได้อาศัยเงินทุน ความเชี่ยวชาญ หรือเทคโนโลยีระดับสูง เพียงแค่อาศัยกำลังแรงงานอย่างเข้มข้นก็สามารถทำได้แล้ว และจะยิ่งสะสมทุนได้เร็วขึ้น หากสามารถผูกขาด ประมูลงานขนาดใหญ่ของรัฐได้
* ธุรกิจผิดกฎหมาย หรือธุรกิจกึ่งผิดกฎหมาย เช่น ขายหวยเถื่อน เปิดบ่อนการพนัน ขายยาเสพติด การค้าสินค้าเถื่อน การหาผลประโยชน์จากการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติ การลักลอบทำไม้เถื่อน หรือทำเหมืองแร่ผิดกฎหมาย
ประจักษ์ กล่าวต่อว่า คนที่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองมักเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่ผิดกฎหมายเนื่องจากความเสี่ยงของคนกลุ่มนี้คือการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม วิธีการแก้ไขปัญหา ก็คือการจ่ายสินบนกับเจ้าหน้าที่ให้มากพอจนพวกเขาเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
กลุ่มรับเหมาก่อสร้างก็มีความปรารถนาที่จะชนะประมูลโครงการก่อสร้างของรัฐ ซึ่งมีปริมาณงบประมาณและเม็ดเงินมหาศาล พวกเขาก็จะใช้เส้นสาย จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ ให้ตำรวจหรือทหารมาเป็นผู้บริหารของบริษัท เพื่อสร้างเครือข่ายช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเอง ขณะเดียวกันก็อาจให้เจ้าหน้าที่กลั่นแกล้งคู่แข่งให้ได้รับความลำบากในการประกอบธุรกิจ ดังนั้น การเข้าไปมีที่ทางทางการเมืองจะทำให้เขาประกอบธุรกิจได้สะดวกขึ้น
ทศวรรษ 2510-2520 ยุคบารมีเจ้าพ่อ เข้าถึงชาวบ้าน
ประจักษ์ กล่าวต่อว่า เขาขอขยับมาสู่อีกคำหนึ่ง คำนี้ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับนักธุรกิจที่ใช้อิทธิพลในการประกอบธุรกิจ ผู้รับเหมาก่อสร้างหรือธุรกิจที่ไม่ใสสะอาด ธุรกิจผิดกฎหมาย เปิดบ่อนการพนัน ซ่อง หวยเถื่อน ยาบ้า คนกลุ่มนี้มักจะเลี้ยงพรรคพวกที่พร้อมจะใช้ความรุนแรง อย่างนักเลงหรือมือปืน เวลาที่เกิดการปะทะหรือตกลงผลประโยชน์ไม่ลงตัว ก็มักจะส่งมือปืนไปข่มขู่ ลอบสังหาร เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘เจ้าพ่อ หรือ เจ้าแม่’
ทศวรรษ 2510- 2520 เกิดคนกลุ่มเจ้าพ่อ ขึ้นตามหัวเมืองต่างๆ คำนี้หมายถึงนักธุรกิจ กึ่งนักเลง ใช้อิทธิพลในการประกอบธุรกิจและขยายอาณาจักรของตัวเอง โดยจังหวัดที่มีเจ้าพ่อเจ้าแม่เยอะและมีการใช้ความรุนแรงสูง เช่น ชลบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และอุทัยธานี เป็นต้น
อาจารย์ มธ. ได้ยกตัวอย่างบทสัมภาษณ์ของนักวิชาการรายหนึ่งคุยกับ ‘กำนันเป๊าะ’ หรือสมชาย คุณปลื้ม เจ้าพ่อคนดัจากจังหวัดชลบุรี ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว
“กำนันเป๊าะ บอกว่าประชาชนพึ่งข้าราชการไม่ได้ ข้าราชการมีเงินเดือนน้อย ส่วนผมมีเยอะ และแจกได้เยอะ เมื่อไรก็ตามที่ผมนั่งที่ร้านกาแฟจะมีคนมาหาและมาปรึกษา ผมเป็นคนของประชาชนไปแล้ว ผมเข้าถึงได้ง่ายกว่าข้าราชการ เรื่องไหนที่ข้าราชการช่วยเหลือไม่ได้ ผมช่วยได้ และผมเต็มใจทำ ทำได้เร็วกว่า ซึ่งมันสะดวกกับประชาชนมาก สิ่งที่ผมทำทำให้เกิดการจ้างงาน และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในท้องถิ่น” กำนันเป๊าะกล่าว
อาจารย์รัฐศาสตร์กล่าวว่า บทสัมภาษณ์ของกำนันเป๊าะ สะท้อนภาพลักษณ์ของกลุ่มเจ้าพ่อต่อสายตาของประชาชนในช่วงเวลานั้น เพราะเวลาประชาชนคนไหนเดือดร้อน เจ้าพ่อก็จะช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การฝากลูกเข้าทำงาน หรือเข้าโรงเรียนดีๆ พ่อแม่ต้องเข้าโรงพยาบาลไม่ได้คิว เจ้าพ่อก็ลัดคิวให้ หรืองานบุญ งานบวช งานศพ งานแต่งงาน เจ้าพ่อก็ไปช่วยอุดหนุน ทำหน้าที่แทนข้าราชการ เกิดเป็นความนิยมและผลประโยชน์ต่างตอบแทน เมื่อเข้าเทศกาลเลือกตั้ง เจ้าพ่อก็จะขอให้ประชาชนเลือกตัวเขาเป็นการตอบแทน ให้เขาชนะการเลือกตั้ง กลายเป็นระบบอุปถัมภ์
ภาพกำนันเป๊าะได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเบียร์ ‘ขุนแผนซูเปอร์เบียร์’ พร้อมสโลแกน “หนักแน่น แต่นุ่มนวล” สะท้อนให้เห็นถึงพระเดชพระคุณ และความนิยมของประชาชนต่อกลุ่มคนที่เป็นเจ้าพ่อ (จากกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะ ภาพเก่าในอดีต)
ในแต่ละจังหวัด เราจะเห็นกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดยมีภูมิหลังคล้ายกัน คือการเป็นนักธุรกิจมาก่อน รับเหมาก่อสร้าง การค้าบริการ ทำกิจการต่างๆ ประมูลโครงการได้สัมปทานของรัฐ จนร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นมา กลายเป็นชนชั้นนำ (elite) ในต่างจังหวัด จนคนเริ่มมาเข้าหาและมาขอความช่วยเหลือ เขาก็อุปถัมภ์คนจำนวนมาก กลายเป็นบารมีขึ้นมา ในเวลาต่อมา เมื่อการเมืองเปิดมากขึ้น คนเหล่านี้ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งและเข้าสู่วงการทางการเมือง
โดยสรุป แหล่งอำนาจของเจ้าพ่อ เกิดจากการเข้ามาทำธุรกิจมั่งคั่งและร่ำรวย และสร้างเครือข่ายของตัวเองขึ้นมา ทั้งในระดับต่อตัวเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อชาวบ้าน ลักษณะอิทธิพลของเจ้าพ่อจะไม่มีการขยายข้ามเขตจังหวัด เว้นแต่บางกรณีที่พิเศษจริงๆ เพราะการหล่อเลี้ยงเครือข่ายอำนาจของตัวเองใช้ต้นทุนมหาศาล มีลูกน้องหรือลูกสมุนทำหน้าที่หลายอย่างทั้งถูกและผิดกฎหมาย ต้องมีข้าราชการท้องถิ่นเป็นพวก สร้างความสัมพันธ์อันดีเลี้ยงดูข้าราชการ และตำรวจ เพื่อให้การใช้อำนาจได้โดยสะดวก ต้องมีพวกพ้องเครือข่ายทำธุรกิจด้วยกัน เพื่อให้ตัวเองสามารถผูกขาดสัมปทานงานประมูลภาครัฐ แต่ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ต้องนำไปสู่ความรุนแรง
14 ตุลาฯ ล้มจอมพลถนอม ถึงเวลาเจ้าพ่อเล่นการเมือง
จุดเปลี่ยนการเมืองไทยที่สำคัญคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่ทำให้ยุคเผด็จการทหารสิ้นสุดลง ทหารถอยออกจากการเมืองชั่วคราว และการเมืองแบบประชาธิปไตยเปิดกว้างมากขึ้น มีการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง และอนุญาตให้มีการตั้งพรรคการเมือง
ในยุคนี้เราจะเห็นเจ้าพ่อ นักธุรกิจ หรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น กระโจนเข้ามาเล่นการเมืองมากขึ้น เพราะการเลือกตั้งยุคเผด็จการทหาร กองทัพเป็นผู้คุมการเลือกตั้งทั้งหมด ทำให้นักธุรกิจท้องถิ่น หรือคนธรรมดา ไม่มีแรงจูงใจลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะสมัครลงเลือกตั้งก็แพ้กองทัพอยู่ดี
พอการเมืองการเลือกตั้งเปิดกว้างมากขึ้น เจ้าพ่อหรือนักธุรกิจที่ปกป้องผลประโยชน์ผ่านการจ่ายสินบนหรือคอร์รัปชัน เริ่มมีความคิดที่ไม่อยากทำแบบนี้ไปตลอด และเริ่มหาช่องทางเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองโดยตรง หรือมีอำนาจเหนือข้าราชการ เพื่อที่เวลาทำธุรกิจจะไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ หรือกลัวตำรวจมารีดไถ ถ้ามีอำนาจทางการเมือง ก็สามารถสั่งหรือคุมข้าราชการได้
ดังนั้น การเลือกตั้งในปี 2518 2519 2522 และ 2526 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เจ้าพ่อ และนักธุรกิจท้องถิ่นเริ่มเข้ามาสู่เวทีการเมืองไทย นักการเมืองคนสำคัญหลายคน เริ่มเป็น สส.ครั้งแรกในปี 2518-2519 เช่น บรรหาร ศิลปอาชา จากเมืองสุพรรณบุรี อย่างไรก็ดี มีบางครอบครัวที่สามารถชนะการเลือกตั้งตั้งแต่ยุครัฐบาลทหารได้เหมือนกัน แต่ก็เป็นกรณีที่พิเศษมาก อย่างตระกูลชิดชอบ ซึ่งชัย ชิดชอบ พ่อของเนวินเป็น สส.ครั้งแรกปี 2512 ยุคจอมพลถนอม
ประจักษ์ อธิบายว่า พอนักธุรกิจบ้านใหญ่ลงเล่นการเมืองก็มีอำนาจต่อรองค่อนข้างสูง เพราะภูมิทัศน์ทางการเมืองและโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่คือคนต่างจังหวัดมากกว่าคนกรุง ถ้าเทียบกับการเมืองยุคปัจจุบัน กรุงเทพฯ มี สส.แค่ 33 คน จาก สส.ทั้งหมด 500 คนในสภาฯ ดังนั้น ถ้าต้องการเป็นรัฐบาล ต้องให้ สส.บ้านใหญ่เข้ามาช่วย ทำให้ สส.บ้านใหญ่ หรือนักธุรกิจต่างจังหวัด มีอำนาจในการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองสูงตามไปด้วย
“พรรคการเมืองทุกพรรคที่อยากเป็นพรรคขนาดใหญ่ ต้องง้อพวก สส.ต่างจังหวัด โดยเฉพาะ สส.เจ้าพ่อต่างจังหวัดที่มีอิทธิพล ถ้าดึงเขามาสังกัดพรรคคุณได้ คุณก็มีโอกาสชนะการเลือกตั้งเยอะ เดิมพันในการชนะการเลือกตั้งของประเทศไทย คือพื้นที่ต่างจังหวัด ไม่ใช่การชนะในกรุงเทพฯ” ประจักษ์ กล่าว
ประจักษ์ มองว่า การเมืองแบบอุปถัมภ์หรือบ้านใหญ่ ทำให้พรรคการเมืองมีความอ่อนแอ คนที่มีอำนาจในพรรคการเมืองตัวจริงคือเจ้าพ่อและนักธุรกิจหัวเมือง ซึ่งเป็นหัวหน้าก๊วน หรือมุ้งการเมือง (Political faction) โดยในแต่ละพรรคจะมีก๊วนการเมืองหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะแข่งขันเพื่อแย่งชิงโควตาการเป็นรัฐมนตรี ซึ่งสำคัญในการผันงบฯ หรือผลักดันนโยบายเพื่อมาป้องกันเครือข่ายธุรกิจและผลประโยชน์ของตนเอง แต่ละก๊วนก็จะพยายามหา สส.เข้ามาในสังกัด ยิ่งมี สส.เยอะ อำนาจการต่อรองก็จะสูงขึ้น
นอกจากนี้ การย้ายพรรคการเมืองในสมัยนั้นยังเป็นเรื่องที่ปกติมาก เพราะคนไม่ได้เลือกนักการเมืองที่พรรคหรือนโยบาย เขาเลือกที่ตัวบุคคล ต่อให้นักการเมืองจะย้ายอีกกี่พรรค ถ้าสามารถดูแลอุปถัมภ์เครือข่ายของตัวเองและดูแลชาวบ้านได้ดี ประชาชนก็ยังจะเลือกนักการเมืองคนนั้นอยู่ดี
อาจารย์ มธ. ยกตัวอย่าง หนึ่งในคนที่เป็นโมเดลของการเมืองบ้านใหญ่ที่ใครๆ ก็พยายามทำตาม คือ บรรหาร ศิลปอาชา โดยวิธีการก็คือ ดูแลคนในจังหวัดและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนจังหวัดยิ่งใหญ่ เมื่อลงเลือกตั้ง คนก็ตามมาเลือก หรือเวลาลูกหลานลงเล่นการเมือง คนก็ตามมาเลือกอยู่ดี เพราะเขามองว่าเราสร้างคุณงามความดีในจังหวัด พอได้เป็นรัฐมนตรี หรือนายกฯ ก็ผันงบประมาณมาลงจังหวัด ก็ทำให้ฐานอำนาจทางการเมืองมั่นคงมากขึ้น
ประจักษ์ ชี้ให้เห็นด้วยว่า กลุ่มเจ้าพ่อหรือนักธุรกิจต่างจังหวัดได้เริ่มเข้ามีอำนาจในพรรคการเมืองมากขึ้น เพราะในพรรคการเมือง 3 พรรคใหญ่ช่วงนั้น ต่างมีกรรมการบริหาร หรือหัวหน้าพรรคที่มีภูมิหลังจากนักธุรกิจต่างจังหวัดทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง พรรคชาติไทย หัวหน้าพรรคคือบรรหาร ศิลปอาชา พรรคกิจสังคม หัวหน้าพรรคคือ มนตรี พงษ์พานิช หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีสุเทพ เทือกสุบรรณ และสนั่น ขจรประศาสน์ เข้ามร่วมพรรคแล้ว
ประชาธิปไตยครึ่งใบ การเมืองบ้านใหญ่ ลงหลักปักฐาน
อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. กล่าวต่อว่า เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2520 การเมืองแบบบ้านใหญ่ หรือการเมืองแบบอุปถัมภ์เริ่มลงหลักปักฐานในการเมืองไทย โดยเฉพาะในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่กองทัพและนักการเมืองแชร์อำนาจกัน
ช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่ากองทัพยังกุมอำนาจทางการเมือง แต่ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม และการที่โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้กองทัพตระหนักได้ว่าไม่สามารถรวบอำนาจไว้กับตัวเองได้อีกแล้ว เพราะไม่เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ กองทัพจึงเปิดให้มีการเลือกตั้ง และให้ตั้งพรรคการเมืองแข่งกัน โดยมีข้อแม้ว่าทหารยังต้องคุมการเมืองอยู่ เลยเกิดเป็น ‘สูตรครึ่งใบ’ หรือเผด็จการครึ่งหนึ่ง นักการเมืองครึ่งหนึ่ง
ในช่วงของการเลือกตั้งยุคดังกล่าว นักการเมืองที่ร่ำรวย หรือมีเงินทุนมากกว่าคนอื่นๆ จะลงขันกันตั้งพรรคการเมืองแล้วให้ตัวเองเป็นหัวหน้าหรือรองหัวหน้าพรรค โดยหวังว่าถ้าได้ที่นั่ง สส. รวม 100 ที่นั่งก็จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หรือต่อให้ได้ 30 ที่นั่ง เป็นพรรคขนาดกลาง ก็ต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อเข้าไปผันงบประมาณและนโยบายเพื่อมาดูแลหล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์
ประจักษ์ กล่าวว่า ในยุคนี้พรรคการเมืองยังไม่มีความเป็นสถาบันทางการเมือง อ่อนแอ และอายุสั้น ส่วนใหญ่มีอายุแค่ 2 การเลือกตั้งเท่านั้น ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่
“นักธุรกิจหรือเจ้าพ่อ มองพรรคการเมืองเหมือนเป็นธุรกิจที่ตัวเองจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืน ลงทุนระดับหนึ่ง และได้ผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืน แต่เมื่อไรบริษัทไม่ทำกำไร เขาก็จะเลิกกิจการ และไปตั้งบริษัทใหม่ พรรคการเมืองจึงล้มหายตายจากได้ง่าย การเมืองไทยจึงเป็นการเมืองที่อ่อนแอในยุคนี้ และเต็มไปด้วยการใช้เงิน เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์” ประจักษ์ กล่าว
นอกจากนี้ กองทัพจะไม่ยอมให้นักการเมือง หรือเจ้าพ่อ นักธุรกิจต่างจังหวัดได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยเด็ดขาด ดูจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศยาวนานถึง 8 ปี ขณะที่กระทรวงสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของชาติ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม หรืออื่นๆ ทหารจะเป็นคนคุมเอง ไม่ก็แต่งตั้งข้าราชการ หรือเทคโนแครต มาดูแลแทน
อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่านักการเมืองพลเรือน หรือนักธุรกิจต่างจังหวัด ไม่ได้เล็งกระทรวงเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะไม่ได้มีผลประโยชน์ที่น่าดึงดูดใจ แต่เขาสนใจคุมกระทรวงที่มีงบประมาณเยอะ และเกี่ยวข้องกับโครงการรัฐ อย่างกระทรวงคมนาคม ศึกษาธิการ หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการออกนโยบาย หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายของเขา อย่างเกษตรฯ และพาณิชย์
รัฐสภาจึงกลายเป็นพื้นที่ต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ 3 กลุ่ม คือ กองทัพ ข้าราชการ และนักการเมืองที่เป็นนักธุรกิจและเจ้าพ่อ ทำให้มีปัญหาการคอร์รัปชันสูง เพราะการคอร์รัปชันไม่มีทางเกิดได้จากกลุ่มคนกลุ่มเดียวเพียงลำพัง ต้องเกื้อกูลกันทั้ง 3 กลุ่ม เปรียบเสมือน ‘สามเหลี่ยมของการคอร์รัปชัน’ กองทัพกุมอำนาจ ข้าราชการกุมระเบียบ และนักธุรกิจและนักการเมืองยื่นผลประโยชน์ให้ผู้คุมอำนาจเหล่านั้น แลกเปลี่ยนผลประโยชน์
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ทำให้การเลือกตั้งแต่ละครั้งแข่งขันกันรุนแรง เพราะว่าการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองมีเดิมพันและผลประโยชน์สูง นักการเมืองเขาไม่ได้หวังแค่ตำแหน่ง สส. แต่ต้องการอำนาจปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ประจักษ์ อธิบายว่า สื่อมวลชนจะเรียกการเมืองยุคนี้ว่า ‘ธนกิจการเมือง’ (Money politics) เพราะนักการเมืองต้องทุ่มทุนมหาศาลในการเลือกตั้ง ใช้เงินซื้อเสียงโหวตในสภาฯ ออกนโยบายเพื่อให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของตัวเอง รวมถึงการใช้ความรุนแรงจัดการฝ่ายตรงข้าม การลอบสังหารนักการเมืองเป็นเรื่องที่ปรากฏบนสื่ออย่างแพร่หลาย
“อาจารย์ต้องเข้าใจก่อนว่า ‘incentive’ คืออะไร ถ้าไม่มีผลประโยชน์ ก็ไม่มีการยิงกันในการเลือกตั้งหรอก มันไม่คุ้ม มันไม่มีผู้สมัครฯ คนไหนฆ่าคนอื่นเพื่อให้ได้ตำแหน่งช่วยเหลือประชาชน คนยากจน ไม่มีหรอก ยอมเสี่ยงผิดกฎหมาย ยอมเสียเงินอีกเป็นล้าน ไปจ้างมือปืน เพื่อไปฆ่าคนอื่นเพื่ออะไร ต้องวิเคราะห์ให้เห็นผลประโยชน์เบื้องหลัง” ประจักษ์ เล่าถึงการสัมภาษณ์นักการเมืองรายหนึ่งในเพชรบุรี ระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่องความรุนแรงทางการเมือง
ภาพยนตร์ ‘มือปืน’ ฉายครั้งแรก 1 ก.ค. 2526 กำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรี เฉลิมยุคล (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ The Film Archrive และนำมาฉายซ้ำอีกครั้งเมื่อปี 2525 ที่หอภาพยนตร์)
เศรษฐศาสตร์การเมืองแบบบ้านใหญ่ ทำงานอย่างไร
ประจักษ์ อธิบายว่า ถ้านักการเมืองไม่ได้อยู่พรรคการเมืองใหญ่ก็จะไม่ได้มีเงินสนับสนุน นักการเมืองจะพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ต้องออกเงินหาเสียงเอง และจุดสำคัญอยู่ที่การจ้าง ‘หัวคะแนน’
หัวคะแนนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
* หัวคะแนนหลัก - จะมีหน้าที่ร่วมประชุมวางแผน และให้คำปรึกษาผู้สมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับแจกจ่ายงานให้หัวคะแนนรอง
* หัวคะแนนรอง - จะมีความสำคัญมาก เพราะคนกลุ่มนี้จะต้องไปหาคะแนนมาให้ผู้สมัครฯ เพราะว่าบางเขต มีบ้านเรือนหลายร้อยหลัง ผู้สมัครหาเสียงเองไม่ไหว หัวคะแนนรองจะไปเคาะตามประตูบ้าน แจกเงิน คุยกับประชาชน เพื่อให้เลือกผู้สมัคร
แล้วการเมืองแบบอุปถัมภ์ทำงานยังไง คือ เจ้าพ่อ หรือนักธุรกิจต่างจังหวัด ก็จะอยากชนะเพื่อเข้าไปเป็น สส. นั่นคือบันไดขั้นแรกในการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง เมื่อก่อน สส.มีงบฯ ในมือ 20 หรือ 30 ล้านบาท เพื่อเอาไปใช้จ่ายพัฒนาจังหวัด ตอนหลังเขาตัดงบฯ สส.ออกไป เพราะมองเป็นช่องทางคอร์รัปชัน แต่ สส.ยังสามารถเข้าไปนั่ง กมธ.ต่างๆ เข้าไปรู้ข้อมูลวงในล่วงหน้า รัฐจะออกกฎหมาย หรือนโยบายอะไร สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ทั้งสิ้น
“แน่นอนว่าทุกคนอยากเป็นมากกว่า สส. ทุกคนก็ต้องสะสมบารมีเพื่อต่อรองกับพรรคการเมืองตัวเอง เพื่อให้ได้เป็นตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนนายกฯ มันหวังยาก ทั้งประเทศมีนายกฯ ได้คนเดียว แต่ รัฐมนตรีมีได้ 35-36 คน มันยังเป็นตำแหน่งที่เอื้อมถึง ถ้าคุณเป็น สส.คนหนึ่ง คุณก็คาดหวังว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี แต่ก่อนที่จะไปเป็นรัฐมนตรีได้ คุณก็ต้องอุปถัมภ์คนในกลุ่มคุณ ให้คนเคารพนับถือคุณ จนคุณได้เป็นหัวหน้ากลุ่มหรือหัวหน้ามุ้ง พอได้เป็นหัวหน้ามุ้งเมื่อจัดตั้ง ครม.ได้แล้ว หัวหน้ามุ้งจะได้ตำแหน่งก่อน การเมืองไทยมีสูตรง่ายๆ ก็คือว่า ถ้านักการเมืองคนไหนมีเสียงในมือ 70-80 เสียงจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง
“เมื่อได้เป็นตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ระบบอุปถัมภ์ทำงานยังไงต่อไป คุณก็ต้องหล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ให้มันคงอยู่ รัฐมนตรีเมื่อคุณได้ผลประโยชน์มหาศาลแล้ว ก็ต้องแจกจ่ายคนในสังกัดของคุณ เขาจะได้หนุนคุณต่อไป สส.ก็เอาเงินเหล่านั้นไปจ่ายให้หัวคะแนนหลักที่ช่วยหาเสียงช่วงการเลือกตั้ง หัวคะแนนหลัก จ่ายให้หัวคะแนนรอง หัวคะแนนรองก็เอาเงินเหล่านั้นแจกจ่ายไปให้ชาวบ้านในเขตเลือกตั้งตัวเอง
“ถ้าเลี้ยงดูระบบอุปถัมภ์ ได้อย่างดี พอถึงฤดูกาลเลือกตั้งจะไปลงพรรคไหนไม่สำคัญ ชาวบ้านก็ตามไปเลือกคุณ คุณเป็น สส. ต่อรองได้ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยิ่งได้เงินหล่อเลี้ยงกลับมา อันนี้คือโฟลวชาร์ต การเมืองแบบอุปถัมภ์” ประจักษ์ กล่าว
ยุคหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 บทบาทเจ้าพ่อซบเซา
ประจักษ์ กล่าวว่า การมาของรัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางการเมือง อำนาจทางการเมืองของเจ้าพ่อหรือบ้านใหญ่ลดลง เพราะประชาชนมีฉันทามติร่วมกันว่า ต้องการปฏิรูปการเมือง เพราะการเมืองก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยปัญหาและการคอร์รัปชัน ใช้ตำแหน่งทางการเมืองไปแสวงประโยชน์เพื่อตัวเอง การเมืองอ่อนแอ ไม่มีการแข่งขันเชิงนโยบาย การเมืองไร้เสถียรภาพ เพราะพรรคฯ อ่อนแอ ตั้งรัฐบาลก็อยู่ได้ไม่นานต้องยุบสภาฯ พอกลับไปเลือกตั้งก็แข่งกันดุเดือด ใช้เงินเยอะ เสร็จแล้วก็กลับมาหาผลประโยชน์ จึงเกิดกระแสปฏิรูปการเมือง
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ40 ต้องการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ลดอิทธิพลเจ้าพ่อ หรือกลุ่มมุ้งการเมืองย่อย ผ่านการออกแบบกติกาทางการเมืองต่างๆ เช่น ห้ามย้ายพรรค พรรคการเมืองมีอำนาจเหนือสมาชิกพรรคได้มากขึ้น มีการออกแบบองค์กรอิสระใหม่ เพื่อทำให้การเมืองบริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนคนจัดการเลือกตั้งคือกระทรวงมหาดไทย ถ้านักการเมืองคนไหนคุมมหาดไทยได้ก็คุมการเลือกตั้งได้ทั้งหมด เขาก็บอกว่าแบบนี้ไม่แฟร์ ต้องออกแบบองค์กรอิสระไม่ให้มีพรรคการเมืองไหนคุมได้ ให้มาดูแลจัดการเลือกตั้งแทน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เป้าหมายสำคัญเพื่อให้การเมืองแบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น ไปสู่การเมืองเชิงนโยบายระดับชาติ มีวิสัยทัศน์ระยะยาวในการพัฒนาประเทศ นักการเมืองต้องเสนอชุดนโยบายให้ประชาชนเลือก ไม่ใช่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เฉพาะหน้า
หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ปรากฏว่าประสบความสำเร็จในช่วงแรก การเมืองแข่งขันนโยบายมากขึ้น เจ้าพ่ออิทธิพลลดลง ประชาชนเลือกพรรคที่นโยบายมากกว่าตัวบุคคล ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และมีความเป็นสถาบันทางการเมืองมากขึ้น การเมืองมีเสถียรภาพ พรรคการเมืองเอานโยบายที่หาเสียงตอนเลือกตั้งมาทำเป็นนโยบายที่ใช้ได้จริง ยกตัวอย่าง พรรคไทยรักไทย มีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือกองทุนหมู่บ้าน ทุกจังหวัดมีนโยบายลักษณะเดียวกัน มากกว่าการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระยะสั้นระหว่างประชาชนกับเจ้าพ่อ
อำนาจทางการเมืองเกิดการเปลี่ยนผ่านไปอยู่ที่พรรคการเมือง ไม่ต้องผ่านเจ้าพ่อ หรือผู้มีอิทธิพล เพราะว่าคนตามไปเลือกพรรคการเมืองแทน กลายเป็นพรรคมีความสำคัญมากกว่าตัวบุคคลแล้ว
การเมืองพลิกผัน รัฐประหาร 2 ครั้ง ฟื้นคืนอิทธิพลบ้านใหญ่
อย่างไรก็ตาม การเมืองเชิงนโยบายระดับชาติมันไม่เกิด เพราะจุดเปลี่ยนการเมืองใหญ่ คือ การทำรัฐประหารปี 2549 ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 2550 ทหารเขากลัวไม่อยากให้มีพรรคการเมืองพรรคเดียวที่เข้มแข็งมากเกินไป รัฐธรรมนูญปี 2550 จึงออกแบบมาเพื่อลดความเข้มแข็งของพรรคการเมือง
ซ้ำเติมด้วยการทำรัฐประหารปี 2557 ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2560 ยิ่งเลวร้ายไปกว่าเก่า ออกแบบมาเพื่อทำให้ระบบพรรคการเมืองทุกพรรคอ่อนแอลง เพื่อให้รับประกันว่าต่อให้มีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง จะไม่มีพรรคไหนสามารถได้เสียงข้างมากจนเป็นพรรคขนาดใหญ่ได้ ระบอบแบบนี้จะเอื้อประโยชน์ให้ทหารและกองทัพสามารถคุมการเมืองได้ ไม่เกิดความเชื่อมโยงผู้เลือกตั้งกับพรรคการเมือง ไม่เกิดความผูกพัน ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทหารสามารถบีบให้พรรคการเมืองสลับขั้วไปมาเหมือนเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี ไม่ว่าพรรคไหนชนะเลือกตั้งเท่าไร ทหารสามารถเลือกที่จะคุมเกมอยู่เบื้องหลัง และให้เกิดรัฐบาลแบบที่ตัวเองต้องการได้ เพราะว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนมีเสียงข้างมากมากพอที่จะตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว เราเห็นเลยว่าการเลือกตั้งปี 2562 และปี 2566 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งหลังจากการทำรัฐประหาร พรรคการเมืองทุกพรรคอ่อนแอหมด
ประจักษ์ กล่าวต่อว่า ในเวลาเดียวกับที่พรรคการเมืองถูกทำให้อ่อนแอ ช่วงการเลือกตั้งปี 2562 ทหารอยากสืบทอดอำนาจต่อ จึงได้ตั้งพรรคการเมืองของตัวเองขึ้นมา คือ พรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เพื่อสืบทอดอำนาจต่อ
อย่างไรก็ตาม กองทัพในประวัติศาสตร์การเมือง ไม่เคยมีทักษะด้านการหาเสียง พวกเขาเลยกลับไปใช้บริการบ้านใหญ่ให้มาช่วยทำการเมืองแทน เพราะว่านักการเมืองบ้านใหญ่ เข้าถึงชาวบ้าน สร้างเครือข่ายหัวคะแนนเก่ง สามารถแบ่งปันผลประโยชน์ได้ ทำให้พรรคพลังประชารัฐ เป็นโมเดลความร่วมมือกันระหว่างกองทัพและบ้านใหญ่ ทำให้การเมืองบ้านใหญ่ที่ควรจะค่อยๆ หายไปหลังการปฏิรูปการเมืองปี 2540 ถูกฟื้นกลับขึ้นมา เพื่อช่วยพรรคทหารสืบทอดอำนาจ
จนกระทั่งในปี 2569 พรรคทหาร 2 พรรค คือ พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ พ่ายแพ้อย่างหมดรูป พรรคชนชั้นนำทางการเมืองเดิมหมดอำนาจลง แต่ด้วยความที่พวกเขาต้องการคุมการเมืองต่อ ก็เลยหันไปพึ่งพาพรรคการเมืองแบบบ้านใหญ่ที่เข้มแข็งที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย นำมาสู่สภาวะการเมืองแบบในปัจจุบัน ทำให้การเมืองแบบบ้านใหญ่ ประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์จึงกลับมาอีกครั้ง
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งคลิปวิดีโอสื่อสารกับประชาชน ในการหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ที่ จ.สุโขทัย (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก พรรคพลังประชารัฐ)
โดยสรุปการเมืองประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์
* ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศ แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ในเวลาที่เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย หลายประเทศมีประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์
* วิกฤตทางการเมือง หรือสภาพแวดล้อมทางการเมือง มีผลต่อการเปลี่ยนลักษณะประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์ พูดง่ายๆ ถ้าไม่เกิดวิกฤตความขัดแย้งและรัฐประหาร แนวโน้มที่ควรจะเป็นพรรคการเมืองไทยจะเหลือพรรคการเมืองใหญ่ 2-3 พรรค และแข่งกันด้วยนโยบาย ระบบเจ้าพ่อและบ้านใหญ่ ควรจะค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปหลังจากรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่พอมาเกิดวิกฤตความขัดแย้ง ทหารต้องพึ่งพานักการเมืองแบบบ้านใหญ่ เพื่อสืบทอดอำนาจ พรรคการเมืองแบบบ้านใหญ่ และการเมืองแบบบ้านใหญ่ เลยถูกปลุกฟื้นคืนชีพขึ้นมา
* การออกจากประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์จะทำยังไง กติกาทางการเมืองสำคัญมากๆ เราต้องออกแบบกติกาใหม่ เพื่อสร้างแรงจูงใจใหม่ให้การแข่งขัน โดยเน้นไปที่นโยบาย ระหว่างพรรคการเมืองมากขึ้น มากกว่าที่เป็นการแข่งขันระหว่างตัวบุคคล ตระกูลการเมืองต่างๆ ที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระยะสั้นกับชาวบ้านในพื้นที่
* รายงานพิเศษ
* การเมือง
* บ้านใหญ่
* ระบบอุปถัมภ์
* ประจักษ์ ก้องกีรติ
* คณะรัฐศาสตร์
* มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
* เจ้าพ่อ
* เจ้าแม่
* ประชาธิปไตยครึ่งใบ
* พรรคพลังประชารัฐ
* บรรหาร ศิลปอาชา
* สมชาย คุณปลื้ม
* มือปืน