Sign in

BenchaMFP

@benchamfp.bsky.social
40 followers 15 following 80 posts

Bencha Saengchantra Member of the House of Representatives Member of Parliament,Thailand (Future Forward Party-Move Forward Party) Thailand Liberté égalité fraternité

PostsRepliesMedia
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 01/10/2026
dlvr.it
เมื่อช่อง YouTube กลายเป็นพรรคการเมือง: Sanseito กับการเปลี่ยนเกมการเมืองญี่ปุ่น
เมื่อช่อง YouTube กลายเป็นพรรคการเมือง: Sanseito กับการเปลี่ยนเกมการเมืองญี่ปุ่น ภทรกรณ์ ฟองมูล ผู้เขียน ชนิสรา ริมธีระกุล ภาพ admin666 Thu, 2026-10-01 - 13:02 หากย้อนกลับไปมองการเมืองญี่ปุ่นในยุคที่พรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ LDP ครองอำนาจอย่างมั่นคง พรรคการเมืองต้องสร้างฐานเสียงจากพื้นที่จริง นักการเมืองต้องมีเครือข่ายสนับสนุนส่วนบุคคล มีชื่อเสียง มีเงินทุน และมีความสัมพันธ์กับคนในเขตเลือกตั้ง สูตรดั้งเดิมของการเมืองญี่ปุ่นมักเรียกกันว่า jiban–kanban–kaban ได้แก่ ฐานเสียง ชื่อเสียง และกระเป๋าเงิน หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โอกาสที่นักการเมืองหน้าใหม่จะเข้าสู่สนามระดับชาติก็แทบไม่มี แต่ Sanseito เดินสวนทางกับสูตรนี้เกือบทั้งหมด พรรคไม่ได้เริ่มจากการสร้างเครือข่ายในหมู่บ้าน เมือง หรือสมาคมท้องถิ่น ไม่ได้มีนักการเมืองอาชีพชื่อดังเป็นทุนเดิม และไม่ได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ จุดเริ่มต้นของพรรคคือช่อง YouTube ซึ่งค่อย ๆ สร้างผู้ติดตาม ก่อนเปลี่ยนผู้ชมให้เป็นสมาชิก ผู้บริจาค อาสาสมัคร และท้ายที่สุดคือผู้ลงคะแนนเสียง การเติบโตของ Sanseito จึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่า ญี่ปุ่นมีพรรคฝ่ายขวาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งพรรค แต่สะท้อนว่ากระบวนการสร้างพรรคการเมืองกำลังกลับหัวกลับหาง ในอดีต องค์กรมาก่อนการสื่อสาร ส่วนในกรณีของ Sanseito การสื่อสารมาก่อนองค์กร จากนักการเมืองที่แพ้เลือกตั้ง สู่เจ้าของชุมชนออนไลน์ โซเฮ คามิยะ ผู้ก่อตั้ง Sanseito เคยลงสมัครเลือกตั้งหลายครั้ง แต่ไม่สามารถก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติได้ แทนที่จะกลับไปสะสมเครือข่ายแบบนักการเมืองญี่ปุ่นรุ่นก่อน เขาเลือกลงทุนกับ YouTube ช่องของคามิยะนำเสนอประเด็นประวัติศาสตร์ การศึกษา ชาตินิยม อาหาร สุขภาพ และความไม่ไว้วางใจต่อระบบการเมืองเดิม เนื้อหาเหล่านี้ไม่ได้พูดกับผู้ชมแบบการหาเสียงทั่วไป แต่ค่อย ๆ สร้างความรู้สึกว่า คนดูเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่เข้าใจ “ความจริง” บางอย่างร่วมกัน เมื่อเริ่มโครงการ Political Party DIY ในปี 2020 ผู้ติดตามไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารอีกต่อไป พวกเขาถูกชวนให้มีส่วนร่วมกับการสร้างพรรคตั้งแต่ต้น ทั้งการเสนอความเห็น เข้าร่วมกิจกรรม และสนับสนุนค่าใช้จ่าย ในจังหวะที่ Sanseito จดทะเบียนเป็นพรรคอย่างเป็นทางการ พรรคจึงไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ฐานผู้ติดตามมีอยู่แล้ว ความผูกพันก็มีอยู่แล้ว ที่เหลือคือการเปลี่ยนพลังออนไลน์ให้กลายเป็นองค์กรการเมือง โมเดลเช่นนี้ต่างจาก LDP อย่างชัดเจน เครือข่ายสนับสนุนแบบดั้งเดิมหรือ koenkai ต้องอาศัยความสัมพันธ์แบบพบหน้ากัน นักการเมืองไปงานแต่ง งานศพ ช่วยแก้ปัญหาให้ครอบครัวในพื้นที่ และดูแลฐานเสียงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แต่ Sanseito สร้างความใกล้ชิดผ่านจอ ผู้ติดตามจำนวนมากรู้สึกว่าคามิยะพูดกับพวกเขาโดยตรง แม้ไม่เคยพบกันจริงก็ตาม ความสัมพันธ์เช่นนี้มักเรียกว่า parasocial relationship คือความรู้สึกผูกพันกับบุคคลในสื่อราวกับเป็นคนคุ้นเคย เมื่อความไว้ใจเกิดขึ้น ผู้ติดตามก็พร้อมรับฟัง สนับสนุน และปกป้องผู้นำจากคำวิจารณ์ของคนภายนอกได้มากขึ้น YouTube ไม่ใช่แค่สื่อหาเสียง พรรคการเมืองจำนวนมากใช้ YouTube เป็นเพียงอีกหนึ่งช่องทางประชาสัมพันธ์ แต่สำหรับ Sanseito แพลตฟอร์มนี้เป็นทั้งเวทีหาเสียง ห้องประชุม ระบบสมาชิก และเครื่องมือระดมทุน กฎหมายเลือกตั้งญี่ปุ่นควบคุมช่วงหาเสียงอย่างเข้มงวด แต่ YouTube เปิดให้พรรคสื่อสารกับผู้ติดตามได้ตลอดทั้งปี Sanseito จึงไม่ต้องรอให้เข้าสู่ฤดูเลือกตั้งจึงจะเริ่มพูดกับประชาชน พรรคสร้างความสัมพันธ์และสะสมฐานสนับสนุนล่วงหน้าได้นานหลายปี พรรคยังออกแบบเส้นทางจากผู้ชมไปสู่สมาชิกอย่างเป็นระบบ คนทั่วไปเริ่มจากการดูวิดีโอฟรี ก่อนถูกชวนเข้าสู่พื้นที่สมาชิกซึ่งแบ่งหลายระดับ ผู้ที่จ่ายค่าสมาชิกสูงขึ้นจะเข้าถึงเนื้อหา กิจกรรม หรือกระบวนการภายในพรรคได้มากขึ้น ระบบนี้ทำให้ Sanseito สร้างรายได้โดยไม่ต้องพึ่งทุนขนาดใหญ่ พร้อมกันนั้นก็สร้างสมาชิกที่ทุ่มเทสูง คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุนในวันเลือกตั้ง แต่ช่วยจัดกิจกรรม ผลิตเนื้อหา และขยายเครือข่ายให้พรรคต่อไป อีกกลยุทธ์หนึ่งที่สำคัญคือการใช้ข้อจำกัดของแพลตฟอร์มเป็นประโยชน์ เมื่อวิดีโอบางชิ้นถูกลบหรือจำกัดการมองเห็น พรรคมักอธิบายว่า “ความจริงกำลังถูกปิดกั้น” เนื้อหาที่ถูกเซ็นเซอร์จึงไม่ได้ทำให้พรรคเสียเปรียบเสมอไป กลับช่วยตอกย้ำความรู้สึกในหมู่ผู้ติดตามว่า พวกเขากำลังต่อสู้กับสื่อกระแสหลักและอำนาจที่ไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ความจริง เนื้อหาส่วนหนึ่งยังถูกแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นแรกเผยแพร่ใน YouTube ส่วนที่อ้างว่า “พูดในที่สาธารณะไม่ได้” ถูกสงวนไว้สำหรับสมาชิกแบบจ่ายเงิน ความลับจึงกลายเป็นทั้งเครื่องมือสร้างความผูกพันและแหล่งรายได้ จากวัคซีนสู่ “Japanese First” ความสำเร็จของ Sanseito ไม่ได้เกิดจากเทคนิคดิจิทัลเพียงอย่างเดียว พรรคยังมีความสามารถในการจับความไม่พอใจของผู้คน แล้วนำมาเล่าใหม่ให้เป็นเรื่องเดียวกัน ในการเลือกตั้งสภาสูงปี 2022 พรรคได้รับแรงสนับสนุนจากผู้ที่ไม่พอใจมาตรการโควิด วัคซีน และนโยบายสาธารณสุข กลุ่มผู้สนับสนุนในช่วงนั้นมีทั้งคนรุ่นใหม่และครอบครัวที่เหนื่อยล้าจากการระบาด เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2025 พรรคขยับเนื้อหาไปสู่ชาตินิยม ต่อต้านผู้อพยพ ต่อต้านทุนต่างชาติ และชูคำขวัญ “Japanese First” มากขึ้น พรรคเปลี่ยนเรื่องที่ใช้ปลุกอารมณ์ได้โดยไม่เปลี่ยนอุดมการณ์แกนกลาง ในปี 2022 ความไม่ไว้วางใจพุ่งเป้าไปที่วัคซีน องค์การอนามัยโลก และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ส่วนในปี 2025 ความไม่พอใจถูกโยงเข้ากับผู้อพยพ โลกาภิวัตน์ และกลุ่มทุนจากต่างประเทศ โครงเรื่องยังคงเดิม นั่นคือ “คนญี่ปุ่นธรรมดากำลังถูกทำร้ายโดยอำนาจที่มองไม่เห็น” สิ่งที่เปลี่ยนคือศัตรูในแต่ละช่วงเวลา Sanseito จึงทำงานคล้ายพรรคที่มีสินค้าทางการเมืองเดิม แต่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความกลัวและความกังวลของผู้คนในแต่ละจังหวะ พรรคไม่ได้ออกแบบนโยบายใหม่ตามความต้องการของตลาดทั้งหมด แต่รู้ว่าจะหยิบความไม่พอใจเรื่องใดขึ้นมาเล่า และควรเล่าอย่างไรให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าตนเองมีประสบการณ์ร่วมกัน จากหนึ่งที่นั่งสู่พรรคที่ยื่นกฎหมายได้ ในการเลือกตั้งสภาสูงปี 2022 Sanseito ได้หนึ่งที่นั่งและคะแนนเสียงเกินเกณฑ์ที่ทำให้ได้รับสถานะพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ ความสำเร็จครั้งนั้นพิสูจน์ว่า โมเดล YouTube-first สามารถเปลี่ยนผู้ติดตามให้เป็นคะแนนเสียงได้จริง สามปีต่อมา พรรคขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ได้ 14 ที่นั่ง และก้าวข้ามเกณฑ์ที่ทำให้สามารถยื่นร่างกฎหมายได้ด้วยตนเอง การเติบโตครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตของ LDP ทั้งข่าวอื้อฉาวด้านเงินการเมือง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าเงินเยนอ่อน และความผิดหวังต่อพรรคฝ่ายค้านกระแสหลัก ความโกรธของผู้เลือกตั้งจึงไม่ได้ไหลไปยังฝ่ายค้านเดิมทั้งหมด แต่ไหลเข้าสู่พรรคที่สื่อสารกับคนไม่พอใจได้รวดเร็วและตรงกว่า ข้อมูลผู้ลงคะแนนยังชี้ว่า Sanseito ได้รับการสนับสนุนจากคนหนุ่มสาวในสัดส่วนสูง แต่ฐานเสียงของพรรคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวัยรุ่น คนวัย 40 และ 50 ปี โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตในช่วงเศรษฐกิจซบเซาหลังฟองสบู่แตก ก็เป็นฐานสำคัญเช่นกัน คนเหล่านี้จำนวนมากเป็น floating voters ไม่ได้ผูกพันกับพรรคใดในระยะยาว พวกเขาพร้อมเปลี่ยนพรรคเมื่อเจอคำอธิบายที่ตรงกับความไม่พอใจของตนมากกว่า นั่นทำให้ความสำเร็จของ Sanseito มีทั้งความแข็งแรงและความเปราะบาง พรรคมีสมาชิกและผู้ติดตามที่ทุ่มเทสูงจริง แต่คะแนนเสียงอีกส่วนหนึ่งมาจากผู้เลือกตั้งที่พร้อมเปลี่ยนใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากมีพรรคอื่นเสนอเรื่องเล่าที่น่าเชื่อถือกว่า พรรคการเมืองในยุคที่อัลกอริทึมมีอำนาจ Sanseito ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าความนิยมออนไลน์จะกลายเป็นความสามารถในการบริหารประเทศได้ พรรคอาจเก่งในการดึงดูดความสนใจ ระดมสมาชิก และสร้างกระแส แต่การปกครองต้องอาศัยความรู้ นโยบาย บุคลากร และการประนีประนอมซึ่งซับซ้อนกว่าการทำวิดีโอให้แพร่หลาย ถึงกระนั้น พรรคได้เปลี่ยนกติกาการแข่งขันไปแล้ว ความสำเร็จของ Sanseito ทำให้เห็นว่า พรรคใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นหรือทุนขนาดใหญ่เสมอไป ชุมชนออนไลน์สามารถกลายเป็นฐานสมาชิก แหล่งเงินทุน และองค์กรทางการเมืองได้ ในอดีต นักการเมืองญี่ปุ่นต้องมี jiban–kanban–kaban (ฐานพื้นที่–ป้ายชื่อ–กระเป๋าเงิน) แต่ในยุคดิจิทัล พรรคอาจเริ่มจากผู้ติดตาม อัลกอริทึม และความสามารถในการผลิตเรื่องเล่าที่คนอยากส่งต่อ คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า Sanseito จะรักษาคะแนนเสียงไว้ได้นานเพียงใด แต่รวมถึงพรรคกระแสหลักจะปรับตัวอย่างไร เมื่อคู่แข่งไม่ต้องรอสร้างองค์กรหลายสิบปี และสามารถเปลี่ยนชุมชนใน YouTube ให้กลายเป็นพรรคการเมืองได้ภายในเวลาไม่กี่ปี การเมืองญี่ปุ่นอาจยังไม่พ้นยุคของ LDP แต่ยุคที่พรรคการเมืองสร้างฐานอำนาจโดยไม่ต้องผ่านสื่อ ไม่ต้องผ่านเครือข่ายเดิม และไม่ต้องเริ่มต้นจากพื้นที่จริง ได้เริ่มขึ้นแล้ว   --- บทความนี้เรียบเรียงจากงานศึกษาของภทรกรณ์ ฟองมูล เรื่อง “การเมืองแบบ YouTube-First: Sanseito และการเปลี่ยนผ่านของระบบพรรคการเมืองญี่ปุ่นในยุคดิจิทัล” ในรายวิชาการปกครองและการเมืองของญี่ปุ่น ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรณาธิการชุดโดย รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ เอกสารอ้างอิง Fahey, Robert A. 2025. From Conspiracy Theory Movement to Challenger Party: The Case of Japan’s Sanseitō. WIAS Discussion Paper No. 2024-001. Tokyo: Waseda Institute for Advanced Study. Krauss, Ellis S., and Robert J. Pekkanen. 2011. The Rise and Fall of Japan’s LDP: Political Party Organizations as Historical Institutions. Ithaca: Cornell University Press. Lees-Marshment, Jennifer. 2001. “The Product, Sales and Market-Oriented Party.” European Journal of Marketing 35(9/10): 1074–1084. Shimizu, Mamiko. 2025. “Japan’s Upper House Election: Democracy at a Critical Crossroads.” Blavatnik School of Government, University of Oxford. * ข่าว * การเมือง * ต่างประเทศ * ญี่ปุ่นศึกษา * ซังเซโต * Sanseito * ยูทูบ * พรรคการเมืองญี่ปุ่น * พรรคเสรีประชาธิปไตย * LDP
001
Reposted by BenchaMFP
Francis Fukuyama @frankfukuyama.bsky.social · 06/09/2026
Why America Is Losing the New Cold War open.substack.com/pub/persuasi...
open.substack.com
Why America Is Losing the New Cold War
We must stop repeating the same mistakes.
3188
Reposted by BenchaMFP
Francis Fukuyama @frankfukuyama.bsky.social · 16/09/2026
How To Talk to a Tyrant open.substack.com/pub/persuasi...
open.substack.com
How To Talk to a Tyrant
Why Mark Carney knew what an ancient philosopher did not.
096
Reposted by BenchaMFP
Michael McFaul @mcfaulmike.bsky.social · 22/07/2026
It was a pleasure to spend the morning with the Fisher Family Summer Fellows at @stanfordcddrl.bsky.social discussing the ideas in Autocrats vs. Democrats. I enjoyed our discussion and look forward to more conversations in the days and weeks ahead!
15110
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 16/09/2026
dlvr.it
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'?
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'? ภาพจาก กรีนพีซ ประเทศไทย admin666 Wed, 2026-09-16 - 21:57 16 ก.ย. 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรเครือข่ายจัดเสวนาสะท้อนปัญหาจากการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่ส่งผลต่อภาวะโลกรวนและกระทบต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ และขณะนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ Gastech2026 อยู่ที่ไบเทคบางนา กรุงเทพ โดยมีทั้งหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจมาร่วมทำข้อตกลงในการขยายอุตสาหกรรมพลังงาน การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นในชื่อ “ภาพลวงตาของอุตสาหกรรมฟอสซิล : สำรวจอำนาจของภาคธุรกิจ เส้นทางการเงินและต้นทุนที่ซ้อนเร้นในงาน Gastech2026” โดยมีทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและตัวแทนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซในพื้นที่มานำเสนอปัญหาของอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังขยายเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการพัฒนาที่กระทบต่อการทำมาหากินและสุขภาพของชุมชนรอบๆ ทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรี ดีลใน Gastech2026 มีเพื่อขยายอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวถึง การประชุม Gastech2026 เป็นการประชุมที่รัฐบาลและบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจพลังงานฟอสซิลมาทำข้อตกลงและขยายสัญญาการซื้อขายก๊าซระยะยาว การสร้างวาทกรรมใหม่ให้กับการคงอยู่และขยายตัวของอุตสาหกรรม LNG เอาไว้ต่อไปหลังเกิดวิกฤตสงครามที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ แม้ว่าเดิมทีการประชุม Gastech เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิล จากเดิมที่เคยเป็นเพียงการประชุมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนเมื่อปี 2015 แต่ก็พัฒนามาจนกลายเป็นเวทีประชุมขนาดใหญ่ระดับโลก โดยปีนี้กระทรวงพลังงานของไทยก็เป็นเจ้าภาพหลักพร้อมโฆษณาว่าเป็นงานโชว์นิทรรศการและการประชุมแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีแก๊ส และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน อีกทั้งยังรวมถึงเรื่องดาต้าเซนเตอร์และเอไอด้วย โดยมีสปอนเซอร์และผู้ร่วมจัดหลักของงานเป็นบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Chevron Exxon และ Shell ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดวาระของการประชุมพร้อมกับมีบริษัทด้านพลังงานของไทยเป็นผู้ร่วมจัดด้วยเช่น ปตท. และ Gulf ด้วย มนูญกล่าวว่าเวทีนี้จึงเป็นการรวมผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลระดับโลกและระดับประเทศมาเจอกัน ทำให้มีเรื่องต้องจับตาเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย และยังมีเรื่อง “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593” หรือ PDP 2026 ซึ่งแผนดังกล่าวนี้ยังคงมีการคาดการณ์ถึงการใช้พลังงานจากแก๊สอยู่ตลอดในทุกฉากทัศน์ของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026  “คำถามสำคัญที่เราถามก็คือใครจะต้องจ่ายค่าความสูญเสียหรือภาระระลอกใหม่จากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นในการประชุม Gastech ครั้งนี้ จึงไปตั้งคำถามกับสิ่งที่รัฐบาลไทยไปส่งเสริมกำลังสร้างภาระให้กับประชาชนด่านหน้าในภาคตะวันออกทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี และชลบุรีที่อยู่ในเขต EEC” ตัวแทนจากกรีนพีซกล่าว บริษัทพลังงานต้องร่วมรับผิดชอบภาวะ "โลกเดือด" มนูญกล่าวถึงบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่มาเป็นผู้ร่วมจัดงาน Gastech ก็ถือเป็นอาชญากรทางด้านสิ่งแวดล้อมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดติด 10 อันดับแรกของโลก ไม่ว่าจะเป็น Chevron อันดับ 4 Exxon อันดับ 5 และ Shell อันดับ 9  ส่วนบริษัทในเอเชียที่เข้าร่วมอกจากของประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว ของไทยก็ยังมีบริษัทบ้านปูและบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.อันดับที่ 100 และ 125 ตามลำดับ  “วิกฤตโลกเดือดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่มันเกิดโดยมีผู้ก่อ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการรับผิดรับชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจและต้องคำนึงถึงความสำคัญในการมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรมเพื่อลดวิกฤตโลกเดือดให้กับประชาชนอีก 99%” มนูญกล่าวว่างาน Gastech ที่พื้นที่ของการทำข้อตกลงเพื่อขยายการทำอุตสาหกรรมฟอสซิล เพราะงานในปี 2015 เปโตรไชน่าลงนามข้อตกลงหลายฉบับเพื่อซื้อขาย LNG ในระยะยาวและยังมีบริษัทอื่นๆ จำนวนมากที่เข้าไปทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิลและโครงสร้างการผลิตและใช้พลังงานฟอสซิลด้วยเช่นกัน ใน Gastech ปีนี้เพียงแค่ผ่านมา 1 วันบริษัทอย่าง BGrimm Power PCL ก็ทำข้อตกลงในการทำห่วงโซ่อุปทานของกังหันก๊าซที่ใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานก๊าซ และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยก็ออกมายอมรับว่าสามารถบรรลุข้อตกลงมูลค่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วยตอกย้ำศักยภาพของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานโลกด้วย นอกจากเรื่องมูลค่าทางธุรกิจจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายในงาน ตัวแทนจากกรีนพีซยังยกตัวอย่างการกำหนดวาทกรรมและวาระการผลิตการใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปมากมายจากทั้งรัฐบาลไทยและบริษัทเอกชนไทยและต่างประเทศด้วย เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยที่บอกว่าแก๊สยังต้องไปต่อและเป็นส่วนสำคัญในอุตสหากรรมของไทย  หรือบริษัทพลังงานรายใหญ่ 5 รายพูดในงานว่าจำเป็นต้องฟื้นฟูห่วงโซ่อุปทานของแก๊ซกลับขึ้นมาหลังเกิดวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง โดย Shell ได้พูดถึงการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน หรือ Chevron เองก็พูดในงานไปในทางเดียวกัน ส่วน Exxon ก็พูดถึงการเพิ่มกำลังผลิต LNG เป็นสองเท่าและมองว่าเอเชียจะเป็นตลาดสำคัญในอนาคตเนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นจากธุรกิจดาต้าเซนเตอร์และการใช้เอไอ ไปจนถึงการผูกเรื่องความมั่นคงทางพลังงานกับการรักษาตลาด LNG เอาไว้ ไทยยังวางแผนใช้ก๊าซต่อไปเรื่อยๆ  ส่วนผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง ปตท.ก็ยังมองว่ายังต้องนำเข้า LNG อีก 20-30 ปีโดยทำควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและยังสำคัญต่อไทย ส่วน BGrimm บอกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติยังสามารถอยู่ร่วมกับการใช้พลังงานหมุนเวียนได้เพราะต้องใช้พลังงาน 24 ชั่วโมง ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็กล่าวถึงการจัดหา LNG ในระยะยาวไปจนถึงการใช้พื้นที่รองรับ LNG ในมาบตาพุด 2 และมาบตาพุด 3 โดยเชื่อมโยงกับความพยายามเชื่อมพาวเวอร์กริดในอาเซียนด้วย มนูญมองว่าวาทกรรมเหล่านี้เป็นมองภาพการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซ และเมื่อเทียบกับแผน PDP2026 ก็เห็นชัดเจนว่าทุกช่วงและทุกทางเลือกยังคงมีการใช้พลังงานก๊าซทั้งหมด จากแผนจะเห็นภาพชัดว่าการใช้ก๊าซในการผลิตพลังงานจะคงอยู่กับคนไทยไปอีกนาน และจะยังคงมีการนำเข้า LNG อยู่  ภาพจากสไลด์ของมนูญแสดงให้เห็นการวางฉากทัศน์การเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026 โดยการใช้ก๊าซถูกระบุใน CCGT มนูญกล่าวว่าจาก แผน PDP2026 ที่ยังคงใช้พลังงานก๊าซเช่นนี้ประกอบกับการทำข้อตกลงต่างๆ ในงาน Gastech ที่ทำให้เห็นความพยายามขยายอุตสาหกรรมก๊าซและใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ทำให้องค์กรภาคประชชนตั้งข้อสังเกตว่าแผนพลังงานของไทยอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันกับแผนลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็น Net Zero ภายในปี 2050 ได้ มนูญได้กล่าวถึงข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่มีต่อรัฐบาล กระทรวงพลังงานและภาคธุรกิจ * ยุติการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่ ปตท.ประกาศ LNG Hub จะต้องทบทวนใหม่และมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม * ต้องยุติการฟอกเขียวที่ไม่แก้ปัญหาโลกเดือด อย่างเช่น โครงการดักจับคาร์บอน  * ปฏิรูปการจัดทำแผน PDP2026 จะต้องมีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เพราะที่ผ่านมาประชาชนกลับถูกกีดกันและแผนนี้ยังไม่สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสในการลดก๊าซเรือนกระจก และแผน PDP ต้องมีกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนหรือถูกครอบงำจากการกำหนดนโยบายจากธุรกิจพลังงาน * ยกระดับทำกฎหมายประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์หรือ SEA โดยเฉพาะโครงการที่จะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นใดที่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมจะต้องทำกระบวนการ SEA ก่อน * ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องยกระดับธรรมาภิบาลการลงทุน บังคับให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงคุ้มครองผู็ที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก “เราไม่อยากเห็นพี่น้องของเราถูกตั้งค่าหัวหรือถูกใช้ SLAPP (ฟ้องคดีปิดปาก) จากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องผลประโยชน์สาธารณะรวมถึงภาคธุรกิจหรือสถาบันการเงินมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตามคำชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตามกรอบที่จะต้องเคารพ เยียวยาในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ใช่ภาคสมัครใจแต่ต้องเป็นภาคบังคับ” มนูญกล่าว โรงไฟฟ้ากำลังจะมาแย่งชิงทรัพยากรกับชุมชน จิราพัชร ช้ำเกตุ ตัวแทนกลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์กล่าวถึงการต่อสู้ของภาคประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราในการคัดค้านโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์มาตลอด 18-19 ปี ตั้งแต่ยังเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินจนเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซในทุกวันนี้ เพราะให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เข้าสู่ระบบเมื่อไหร่ก็จะมีโอกาสเกิดโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มขึ้นอีก เพราะโรงไฟฟ้าบูรพาเกือบเป็นโรงไฟฟ้าแห่งสุดท้ายแล้วที่ยังอยู่ในระบบตอนนี้ จิราพัชร ช้ำเกตุ ส่วนการต่อสู้ของชุมชนไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นโรงไฟฟ้าบูรพาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย เพราะผลกระทบต่อพื้นที่และเกษตรกรในพื้นที่ที่มีอยู่แต่เดิมก็มีคำถามแล้วว่าจะจัดการอย่างไร แต่เมื่อมีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะจัดการอย่างไร จึงมีทั้งการประท้วงและยื่นหนังสือการติดตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ไปจนถึงการใช้สิทธิทางกฎหมายในการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงจัดทำข้อมูลจัดเวทีชุมชน ก็เป็นการยกระดับการต่อสู้ของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย “การต่อสู้ของคนในชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องโรงไฟฟ้าบูรพา แต่เป็นการพูดถึงระบบที่เชื่อมโยงกัน เช่น เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในการเกษตรและอากาศที่ใช้หายใจซึ่งเป็นทรัพยากรใช้ร่วมกันอยู่กับโรงไฟฟ้าบูรพา”  จิราพัชรกล่าวว่าประเด็นที่ภาคประชาชนชี้แจงเข้าไปในรายงาน EIA และภาครัฐทั้งหลายเป็นการตอกย้ำปัญหาของชุมชุน โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทางที่จะถูกเอามาใช้กับโรงไฟฟ้าบูรพามีน้ำไม่เพียงพอแล้วต่อการใช้ของชุมชนแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ยังมีน้ำ ถ้ามีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะใช้มีการแย่งชิงทรัพยากรของชุมชนอีกแค่ไหน ชุมชนต้องแบกรับความเสี่ยงอีกนานเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ก็ส่งผลกระทบกับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว มะม่วงไม่ติดดอกแล้ว เกษตรอินทรีย์ก็ได้ผลผลิตน้อยลง ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวเองเพราะไม่มีเอกชนรายไหนยอมรับว่าตัวเองทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ทำให้คนในชุมชนต้องแบกรับปัญหาไว้เองทั้งที่คนในชุมชนไม่ควรต้องมาแบกรับภาระเหล่านี้แทน จิราพัชรกล่าวว่า เมื่อการพัฒนาไม่สอดคล้องกับชุมชนยิ่งทำให้ความเปราะบางของชุมชนเพิ่มมากขึ้นและยังเพิ่มขึ้นอีกจากอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลทั้งหลาย ดังนั้นเวลาพูดเรื่องโรงไฟฟ้าบูรพาจึงไม่ใช่แค่มีคำถามว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างผลกระทบแค่ไหน แต่พื้นที่ยังสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ด้วย จิราพัชรกล่าวถึงข้อเสนอและข้อเรียกร้องว่า ถ้าการเข้ามาของโรงไฟฟ้าบูรพาจะยิ่งซ้ำปัญหาของพื้นที่ดังนั้นคนในพื้นที่ต้องการคือไม่มีโรงไฟฟ้าก๊าซโรงใหม่แล้วก็การใช้พลังงานฟอสซิลในแผน PDP และต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่ได้เข้าไปร่วมออกแบบแผนพลังงาน  ชาวประมงระยองได้ผลกระทบจากอุตสาหกรรม LNG มาหลายสิบปี  ปวัตร กาญจนะวงศ์ จากเครือข่ายชุมชนประมงเรือเล็กระยอง กล่าวถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ระยองตั้งแต่สมัยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซและปิโตรเคมีหลังพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปี 2516 ทำให้มีการถมทะเลและสร้างท่าเรือน้ำลึก จนกระทั่งเกิดอีสเทิร์นซีบอร์ดทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตแรง ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของ EEC   ปวัตร กาญจนะวงศ์ ปวัตรกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาทั้งการถมทะเลและการก่อมลพิษอีกทั้งเมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนเกิดน้ำขุ่นทั้งปีทำให้พื้นที่ทำกินของชาวประมงลดน้อยลงจนต้องออกทะเลไปไกลขึ้นเพื่อทำประมง จนปี 2556 เกิดเหตุน้ำมันรั่วเข้าเกาะเสม็ดเหตุการณ์นี้ทำให้สัตว์น้ำหายไป 8 ปีและชายหาดเต็มไปด้วยก้อนคาร์บอน จนปลายปี 2564 เมื่อสัตว์น้ำเริ่มกลับมาชาวบ้านในระยองก็เริ่มมีความหวังจะได้กลับมาทำมาหากินแต่ปี 2565 ก็เกิดเหตุน้ำมันรั่วซ้ำอีกทำให้ทะเลระยองกลับสู่สภาพสัตว์น้ำหายไปหมด  อีกทั้งน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ และน้ำจากการหล่อเย็นยังถูกปล่อยลงทะเลจนทะเลระยองกลายเป็นสีดำ มีสัตว์แปลกๆ พัดขึ้นมาเต็มหาดอย่างที่ชาวระยองไม่เคยเห็น ในขณะที่ชาวระยองกำลังสูญเสียรายได้ทุกวันนี้จับปูกันได้แบบนับตัวจากเดิมที่เคยออกทะเลครั้งหนึ่งได้กันหลายสิบกิโล แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่พูดอะไร ตัวแทนจากเครือข่ายชุมชนประมงยังกล่าวถึงวิกฤตซ้ำซ้อนจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดคลื่นลมแรงมากขึ้นทะเลกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้นจนกระทบต่อการทำมาหากิน อีกทั้งเมื่อชาวประมงออกทะเลไปลึกขึ้นก็ต้องเจอกับคลื่นลมแรงมากขึ้นด้วย ผลกระทบเหล่านี้ทำให้ชุมชนประมงเปราะบางมาก  “การฟื้นตัวทางธรรมชาติมีอยู่ทะเลฟื้นตัวได้แต่พอโดนกระทำซ้ำๆ มันฟื้นตัวไม่ทัน โดยเฉพาะชุมชนมันส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมด้วยชุมชนก็เลยไม่เหลือเกราะป้องกันและศักยภาพในการตั้งรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ทัน”  “อุปสรรคใหญ่คือโครงสร้างอำนาจไม่เท่ากัน วันนี้เราเห็นทุนขนาดใหญ่ รัฐเปิดโอกาสให้เขาสนับสนุน งดเว้นภาษี งดเว้นทุกอย่างนำแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา คนในพื้นที่กลับถูกมองข้าม คนที่อยู่มาดั้งเดิมกลับถูกละเลย กระบวนการ EIA EHIA ก็ไม่ได้รับฟังอย่างเต็มที่ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดรวมถึงโรงงานก็อ้างว่ากฎหมาย EIA กำหนดให้รับฟังแค่รัศมี 5 กิโล 10 กิโลแค่นั้น แต่จริงๆ มันกระทบทั้งหาดระยองยาว 20-30 กิโล” ปวัตรเสนอว่า อยากให้รัฐบาลหยุดขยายพลังงานฟอสซิลที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงอยากให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังหมุนเวียนอย่างโซลาร์ภาคประชาชนให้มากขึ้น และรัฐต้องทำกฎหมาย SEA รวมถึงผลักดันกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษหรือ PRTR เพื่อจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ และยกเลิก EEC หรือเขตเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะพื้นที่ไม่มีศักยภาพในการรับมือการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ข้ามกฎหมายควบคุมที่มี นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอต่อสถาบันการเงินด้วยคือ ให้หยุดสนับสนุนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานฟอสซิลเพราะการดำเนินงานของบริษัท  “สถาบันทางการเงินควรรับผิดชอบต่อคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่เกิดขึ้นด้วย อยากให้คุณตระหนักไว้ว่าคุณสนับสนุนบริษัทที่ทำก๊าซฟอสซิล เท่ากับว่าคุณคือหุ้นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตให้กับโลก สิ่งแวดล้อมและกับผู้คนด้วย” ปวัตรกล่าว เสียงประชาชนปราจีนฯ ที่ถูกโยนทิ้งน้ำเน่าจากโรงงานขยะทุนจีน สุเมธ เหรียญพงษ์นาม จากกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง กล่าวว่าสำหรับปราจีนบุรีตอนนี้มีผลกระทบรายวันที่หนักมากไม่มีคนควบคุมดูแลอาชากรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถ้าภาพของงาน Gastech คือการจับมือกันระหว่างรัฐบาลกับบริษัทใหญ่ สำหรับจังหวัดปราจีนบุรีก็มีภาพของรัฐบาลผู้ออกนโยบาย และนายทุน ชนชั้นนำในจังหวัดที่จับมือกับทุนจีนทั้งถูกกฎหมายและทุนจีนเทา จนถึงทุนจีนเถื่อน  สุเมธกล่าวว่าจังหวัดปราจีนเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จะขาดก็เพียงแค่ไม่มีทะเลเท่านั้น อีกทั้งรายได้ต่อหัวของประชาชนในจังหวัดยังสูงเป็นอันดับ 6 เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่กลุ่มทุนกลับลงไปซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมในจังหวัด ทุกวันนี้ก็จะเห็นข่าวไฟไหม้ ปล่องควันจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง และกำลังจะมีโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มอีก 3 โรง เป็นวิกฤตที่กำลังเพิ่มขึ้นในจังหวัด   นอกจากนั้น ตัวแทนกลุ่มปราจีนฯ เห็นว่าการลงทุนอุตสาหกรรมที่เข้ามาในจังหวัดไม่ได้มีความหลากหลายอย่างระยอง แต่ปราจีนบุรีมีแค่ประเทศเดียวที่มาลงทุนคือ ทุนจีนแต่กลุ่มนี้ไม่ได้เอาเทคโนโลยีมาลงให้กับประชาชนมาก กลายเป็นว่าโรงงานที่มาคือโรงงานคัดแยกขยะ(ประเภท 105) กับโรงงานรีไซเคิล(ประเภท 106) เป็นส่วนใหญ่ และแม้ว่าโรงงานเหล่านี้จะจดจัดตั้งอย่างถูกกฎหมายก็ยังมีการปล่อยผลมลพิษออกมาอยู่ อีกทั้งภายในโรงงานถูกกฎหมายเหล่านี้ก็แอบทำโรงหลอมขยะเถื่อนข้างในใช้เตาเผารุ่นเก่าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและไม่มีระบบการป้องกัน สุเมธยกตัวอย่างว่า ตอนไปตรวจพื้นที่ตำบลหนองกี่นักเรียนอนุบาลต้องใส่หน้ากากเรียนกัน เพราะควันจากโรงหลอมทุนจีน หรือแหล่งน้ำข้างบ้านเด็กก็เจอว่ามีโรงงานจีนที่ปล่อยน้ำเสียออกมา “บางทีประชาชนเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรหรือไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมไป Gastech เหมือนกัน แต่นายกฯ ไม่รับฟังข้อเสนอของเรา ไม่ฟังเสียงประชาชน”   สุเมธกล่าวต่อว่า เมื่อจะมีการเปิดโรงงานต่างๆ ก็ไม่เคยถามประชาชนว่าอยากได้โรงงานหรืออุตสาหกรรมแบบนี้หรือไม่ อยากให้มาแก้ปัญหาที่เป็นอยู่หรือไม่ แต่เสียงของประชาชนถูกกลืนหายไปในส่วนไหนของการพัฒนา  “รัฐบาลของเราเอง ส่วนราชการของเราเองกลับเอาเสียงของเราโยนลงไปในน้ำเน่า ซึ่งมันก็จะหายไปไม่มีทางดังขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราได้รับผลกระทบในจังหวัดปราจีนบุรี การแก้ปัญหามันแก้เพื่อให้โรงงานอยู่ได้หรือให้ประชาชนได้คลายความทุกข์” ดังนั้นสุเมธจึงได้กล่าวถึงข้อเสนอว่า ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงของประชาชนแล้วผลักดัน EEC ต่อไปจะทำให้ปราจีนบุรีต้องเจอปัญหาอีกมาก จึงอยากให้อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานบอร์ด EEC ยกเลิกคำสั่งขยาย EEC เพื่อตัดวงจรนี้ และให้ประชาชนได้เข้าไปบริหารจังหวัดตนเองเพื่อให้พวกเขาได้อยู่อย่างมีความสุข ใครคือผู้ตัดสินใจขยายอุตสาหกรรมก๊าซ? ดาวอน ฮวัง ตัวแทนของ Solutions for Our Climate (SFOC) จากประเทศเกาหลีใต้ ทำงานติดตามเส้นทางเงินลงทุนจากกองทุนสาธารณะที่ใช้จ่ายให้กับอุตสาหกรรมก๊าซ โดยเริ่มจากชวนคุยถึงประเด็น “ใครเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อทำให้ก๊าซเกิดขึ้น” เพราะผู้ที่ตัดสินใจให้เงินทุนในการสร้างสถานีรับก๊าซทุกแห่ง ท่อส่งก๊าซทุกเส้น และโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซทุกโรง มักจะอยู่ห่างไกลจากสถานที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ และทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ที่วิทยากรคนอื่นๆ เล่าไว้อย่างไร ดาวอนได้กล่าวถึงแนวคิดของการประชุม Gastech ว่าเป็น “จุดที่ความต้องการพลังงานทั่วโลกมาพบกับอุปทาน” โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงในงานคือการมองว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเติบโตเร็วที่สุดในโลก  ดาวอนเล่าย้อนไปว่า ในการประชุมเมื่อปีที่แล้วตัวแทนรัฐบาลไทยซึ่งมีตำแหน่งระดับเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเองก็ยังเคยไปขึ้นเวทีพูดในทำนองว่า LNG เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกำไรจากคำอธิบายเช่นนี้ก็คือบรรดา ธนาคาร หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก และบริษัทพลังงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของ SFOC อธิบายกลไกว่า เนื่องโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมก๊าซมีราคาแพงและมีความเสี่ยงสูง ทำให้การสร้างสถานีรับก๊าซ ท่อส่งก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าสักแห่งหนึ่ง เท่ากับการผูกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไว้เป็นเวลาหลายทศวรรษ จึงไม่มีใครรับประกันได้ว่าการดำเนินโครงการจะคุ้มค่าทางการเงิน ทำให้กลายเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ไม่เต็มใจจะแบกรับ ดาวอนกล่าวต่อว่า นี่คือจุดที่กองทุนสาธารณะอย่างหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกและธนาคารของรัฐเข้ามามามีบทบาทเติมช่องว่างนั้น ด้วยการให้กู้ยืม การค้ำประกัน และการประกันความเสี่ยง รัฐไม่เริ่มลงทุน อุตสาหกรรมก๊าสก็ไม่ได้ไปต่อ “การทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน ประการแรก พวกเขาทำให้โครงการที่อาจไม่สามารถหาเงินทุนได้ กลายเป็นโครงการที่ธนาคารยอมให้เงินทุน ประการที่สอง การเข้ามาของพวกเขาส่งสัญญาณถึงความปลอดภัย และกระตุ้นให้เงินทุนเอกชนที่รออยู่ข้างสนามไหลตามกองทุนสาธารณะเข้ามา” ดาวอนชี้ว่าโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเหล่านี้จำนวนมากจะไม่มีวันไปถึงขั้นการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายหากไม่มีเงินจากกองทุนสาธารณะเหล่านั้นเข้ามา กองทุนสาธารณะจึงไม่ได้เพียงให้เงินทุนแก่อุตสาหกรรมก๊าซ แต่ทำให้อุตสาหกรรมก๊าซเกิดขึ้นได้ “ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ส่วนมากมีสิ่งที่เรียกว่า “หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก” ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐที่มีหน้าที่ช่วยให้บริษัทในประเทศได้งานในต่างประเทศ หน่วยงานนี้ให้กู้ยืม ค้ำประกัน และประกันความเสี่ยง เพื่อให้เมื่อบริษัทในประเทศยื่นประมูลโครงการในต่างประเทศ บริษัทนั้นจะเข้าร่วมพร้อมการสนับสนุนจากรัฐบาล” ดาวอนอธิบายถึงแหล่งที่มาของเงินจากกองทุนสาธารณะ ดาวอนยกตัวอย่างประเทศของเธอเองว่า ความสำเร็จด้านการส่งออกของเกาหลีใต้สร้างขึ้นบนอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ การต่อเรือ เหล็ก และการก่อสร้างโรงงาน เมื่อบริษัทวิศวกรรมเกาหลีต้องการสร้างสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้มีแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือด้านเงินทุน เพราะสัญญาก่อสร้างจะตกเป็นของบริษัทเกาหลี ผลที่ตามมาเมื่อมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมก๊าซในต่างประเทศก็จะมีคำสั่งซื้อกลับมาที่เกาหลีใต้ ดาวอนอธิบายต่อว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งเกาหลี หรือ KEXIM ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมีขั้นตอนที่ KEXIM จะออกเอกสารที่เรียกว่า “หนังสือแสดงความสนใจ” หรือ “หนังสือแสดงเจตจำนง” สิ่งนี้ส่งสัญญาณให้บริษัทเกาหลีทราบว่าธนาคารพร้อมจะพิจารณาให้เงินทุนแก่ข้อตกลงของบริษัทนั้น โดยผลในทางปฏิบัติ หนังสือเหล่านี้ก็คือรายการซื้อของของธนาคารที่ทำให้เห็นว่ากำลังจะมีโครงการอะไรเกิดขึ้นบ้าง เกาหลีสร้าง ไทยจ่าย ดาวอนกล่าวว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วรายการของธนาคาร KEXIM มีโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่รอการจัดหาเงินทุนอยู่ 11 โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะมีการประกาศการตัดสินใจให้เงินทุนขั้นสุดท้าย ได้แก่  * ไทย - สถานีนำเข้า LNG 1 แห่งในประเทศไทย * อินโดนีเซีย - โครงการปิโตรเคมี 5 โครงการและโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมที่ใช้ถ่านหินและก๊าซ 1 แห่ง  * เวียดนาม - โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซ 4 โครงการ  ดังนั้นการให้เงินทุนแก่โครงการเหล่านี้จึงเป็นรอยนิ้วมือแรก หากติดตามดูสักโครงการหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบก็จะพบว่าเกาหลีเข้ามามีส่วนในทุกขั้นตอน ทั้งการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ผู้ให้เงินทุน และผู้ก่อสร้าง  ดาวอนกล่าวถึงการสร้างสถานีรับ LNG แห่งที่สามที่มาบตาพุด ที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดในปี 2029 โครงการนี้สัญญาก่อสร้างมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านวอน(ประมาณ 3.64 หมื่นล้านบาท) จะตกเป็นของบริษัทเกาหลี คือ POSCO E&C ดาวอนชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องกังวล เพราะการสร้างสถานีรับก๊าซเพิ่มเป็นแห่งที่สามทั้งที่รัฐบาลไทยเองประเมินว่าสถานีรับ 2 แห่งเดิมเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศถึงปี 2030 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่มอีก แต่สถานีที่สามนี้ก็จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้รับเหมาต่างชาติโดยชำระค่าก่อสร้างด้วยเงินจากประชาชนตลอดหลายปีหลังจากนั้น และการลงทุนของเกาหลีใต้ในลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในเวียดนามด้วยเช่นกัน “โครงสร้างแบบเดียวกันกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตราบใดที่ยังมีคนยืนยันว่าภูมิภาคนี้ต้องการก๊าซเพิ่ม หน่วยงานและบริษัทเกาหลีก็ไม่น่าจะปล่อยให้โอกาสผ่านไป” ดาวอนกล่าว มีแค่สัญญาในกระดาษ แต่ไม่หยุดใช้ก๊าซ ตัวแทนจาก SFOC กล่าวว่า แม้บริษัทและธนาคารของเกาหลีใต้เหล่านี้จะประกาศคำมั่นสัญญา ต่อสาธารณะว่าจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ทุกแห่งและถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่คำมั่นก็ไม่ใช่แผนงาน ไม่มีกรอบเวลา มีแค่คำมั่นในกระดาษ ไม่มีสถาบันใดในกลุ่มนี้กำหนดวันที่จะหยุดให้เงินทุนหรือหยุดก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับน้ำมันและก๊าซ  ดาวอนกล่าวถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากข้อผูกพันระยะยาวในสัญญาซื้อขาย LNG  เพราะราคาพลังงานไม่ได้อยู่นิ่ง แม้วันที่ลงนามในสัญญาราคาก๊าซอาจถูก แต่เมื่อเกิดแรงกระแทกต่อตลาดเชื้อเพลิงชนิดเดียวกันนี้ราคาอาจสูงขึ้นเกินกว่าจะจ่ายไหว และสัญญาระยะเวลา 20 ปีไม่ได้ปรับตามราคาที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ รวมถึงสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเพื่อดำเนินงานเป็นเวลา 40 ปีก็เช่นเดียวกัน ทำให้ประเทศที่รับซื้อจะถูกผูกติดอยู่หลายทศวรรษและแบกรับความเสี่ยงด้านราคา ขณะที่ผู้ให้เงินทุนสร้างไม่ได้แบกรับความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย ดาวอนย้อนกลับไปที่งาน Gastech มิลานเมื่อปีที่แล้ว งานครั้งนั้นทำให้เกิดข้อตกลงด้านพลังงานระยะยาวระหว่างสหภาพยุโรปและ ExxonMobil และงาน Gastech ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็จะเกิดสิ่งเดียวกันในอาเซียน ที่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นในห้องประชุมตลอดสัปดาห์นี้อาจกำหนดทิศทางระบบพลังงานและงบประมาณสาธารณะของประเทศในอาเซียนไปอีก 30 ปี ตัวแทนจาก SFOC ทิ้งท้ายว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานจากก๊าซฟอสซิลไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของธรรมชาติ แต่มาจากสถาบันต่างๆ เป็นผู้ตัดสินใจ มีการลงนามอนุมัติกันในห้อง มีกองทุนสาธารณะอยู่ในใจกลางของแทบทุกทางเลือก เงินก้อนเดียวกันนี้สามารถนำไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่พวกเขาเคยให้คำมั่นไว้แล้วแทนได้ “กองทุนสาธารณะคือคานงัด มันทำให้การขยายตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้ และมันก็สามารถหยุดการขยายตัวนี้ได้เช่นกัน เงินมาจากเกาหลี และการตัดสินใจหยุดก็ต้องมาจากเกาหลีเช่นกัน เราขอเรียกร้องให้ผู้ให้เงินทุนภาครัฐและบริษัทพลังงานของรัฐเกาหลี หยุดให้เงินสนับสนุนการขยายตัวของก๊าซที่กำลังเร่งให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น และถอนตัวจากโครงการเหล่านี้”  * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * Gastech 2026 * สุเมธ เหรียญพงษ์นาม * โลกเดือด * ภาวะโลกร้อน * มนูญ วงษ์มะเซาะห์ * ปวัตร กาญจนะวงศ์
011
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/08/2026
dlvr.it
สกัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย ตรวจ 10 ตู้แหลมฉบัง พบ 6 ตู้แอบปนแผงวงจร
สกัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย ตรวจ 10 ตู้แหลมฉบัง พบ 6 ตู้แอบปนแผงวงจร auser15 Sat, 2026-08-29 - 09:51 ศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้อนุสัญญาบาเซล หลังตรวจตู้สินค้าต้องสงสัย 10 ตู้ตามข้อมูลแจ้งเตือนจาก Basel Action Network พบ 6 ตู้สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียมแต่มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปน ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามนำเข้า กรมควบคุมมลพิษรายงานว่า ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 คพ. ร่วมกับสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกตู้สินค้าต้องสงสัยจำนวน 10 ตู้คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี หลังได้รับข้อมูลแจ้งเตือนจาก Basel Action Network (BAN) โดยสินค้าสำแดงเป็นเศษเหล็ก (Metal Scrap) และเศษอะลูมิเนียม น้ำหนักสุทธิรวมกว่า 202.89 ตัน มูลค่าตามสำแดงประมาณ 12.39 ล้านบาท จากการตรวจสอบตู้สินค้าทั้ง 10 ตู้ ในพื้นที่ท่าเรือ 2 แห่ง พบตู้สินค้าจำนวน 6 ตู้ ซึ่งสำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม แต่มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนอยู่ภายใน ซึ่งเข้าข่ายเป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้าประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการลักลอบนำของเสียอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศภายใต้การสำแดงสินค้าในลักษณะอื่น ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า คพ. จะเร่งสรุปผลการตรวจสอบและแจ้งข้อมูลให้กรมศุลกากรใช้ประกอบการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมรายงานผลการดำเนินงานต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลต่อไป “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดน และไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากต่างประเทศ” ดร.สุรินทร์ กล่าว * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ขยะอิเล็กทรอนิกส์
031
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 05/07/2026
dlvr.it
เตือนไทยเสี่ยง "Government Shutdown" แบบสหรัฐฯ หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% เมื่อรวมหนี้แฝง
เตือนไทยเสี่ยง "Government Shutdown" แบบสหรัฐฯ หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% เมื่อรวมหนี้แฝง auser15 Sun, 2026-07-05 - 16:13 รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เตือนไทยเสี่ยง "Government Shutdown" แบบสหรัฐฯ หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% เมื่อรวมหนี้แฝง ชี้งบประมาณปี 2570 รายจ่ายประจำพุ่งจนใกล้ชนรายได้ ขณะที่งบลงทุนกลับหดตัว เรียกร้องปฏิรูปภาครัฐและขยายฐานภาษีก่อนติดล็อกกฎหมายวินัยการคลัง 5 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ไทยมีความเสี่ยงที่รายจ่ายประจำจะสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งอาจติดล็อกกฎหมายวินัยการคลังที่กำหนดให้รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 20 ของงบประมาณทั้งหมด และกฎหมายหนี้สาธารณะที่จำกัดการขาดดุลไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรวมรายจ่ายคืนต้นเงินกู้ หากรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายประจำและไม่สามารถปฏิรูปได้ทันเวลา อาจนำไปสู่การปิดที่ทำการรัฐบาลชั่วคราว หรือ Government Shutdown แบบที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา รศ.ดร.อนุสรณ์ ชี้สัญญาณอันตรายจากงบประมาณปี 2570 ที่รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 หรือ 131,000 ล้านบาท จนแตะ 2.78 ล้านล้านบาท เมื่อรวมกับรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,000 ล้านบาท จะเท่ากับรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายจ่ายลงทุนกลับลดลง 72,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.4 สะท้อนว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอนาคตอาจถดถอยลงจากการลงทุนที่หดตัว นอกจากนี้ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการยังมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัญหาระบบเบิกจ่ายตรงที่ขาดการควบคุมต้นทุนและตรวจสอบความจำเป็น ขณะที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีผลดำเนินงานติดลบสูงถึง 43,339 ล้านบาท ในประเด็นหนี้สาธารณะ รศ.ดร.อนุสรณ์อ้างอิงกรอบพลวัตหนี้สาธารณะของ IMF ระบุว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุเพดานร้อยละ 70 ไปแล้ว เมื่อรวมหนี้จาก พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท และหนี้ธนาคารรัฐตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง โดยงานวิจัยที่อ้างอิงระบุว่าสัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ร้อยละ 74.99 ในปี 2570 และอาจแตะร้อยละ 76.69 ในปี 2572 สอดคล้องกับการประเมินของสำนักงบประมาณของรัฐสภาที่คาดว่าอาจทะลุร้อยละ 76.73 หากไม่มีการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ ปัญหาเชิงโครงสร้างของรายได้ภาษีไทยที่พึ่งพาภาษีทางอ้อมอย่างภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตสูงถึงร้อยละ 55 ของรายได้ภาษีรวม ทำให้ผู้มีรายได้น้อยแบกรับภาระภาษีในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้มีรายได้สูงเมื่อเทียบกับรายได้จริง ขณะเดียวกันงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจมีเพียง 671 ล้านบาท และงบกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมยังลดลงร้อยละ 4.5 หรือกว่า 6,000 ล้านบาท สะท้อนว่างบประมาณปี 2570 ไม่ได้ผลักดันโครงการใหม่ที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนภาคพลังงาน หรือการลงทุนด้าน AI ในช่วงท้าย รศ.ดร.อนุสรณ์ สรุปว่างบประมาณปี 2570 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท ไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและงบลงทุนเหลือเพียงร้อยละ 20.8 ของวงเงินทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงพอต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * อนุสรณ์ ธรรมใจ * หนี้สาธารณะ * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 * งบประมาณ 70
031
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/06/2026
dlvr.it
เปิดงบที่เกี่ยวข้องสถาบันกษัตริย์ ปี 2570 รายจ่ายโดยตรง เพิ่มขึ้นราว 2,300 ล้านบาท
เปิดงบที่เกี่ยวข้องสถาบันกษัตริย์ ปี 2570 รายจ่ายโดยตรง เพิ่มขึ้นราว 2,300 ล้านบาท admin666 Mon, 2026-06-29 - 18:38 รายงานงบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์โดยตรง ตามร่างและเอกสารประกอบที่เผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักงบประมาณ (เอกสารขาวคาดแดง) ปี 2570 ตามหน่วยรับงบต่างๆ พบว่ามีการตั้งวงเงินงบประมาณการใช้จ่ายเกี่ยวกับสถาบันฯ โดยตรงราว 23,090 ล้านบาท หรือประมาณ 0.6096% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จากวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท โดยปีนี้พบว่ามีงบประมาณรายจ่ายโดยตรงเพิ่มขึ้นจากปี 2569 ประมาณ 2,300 ล้านบาท หลักๆ เลยเพิ่มขึ้นจาก  * หน่วยงานส่วนราชการในพระองค์ 632 ล้านบาท  * หน่วยงาน: สำนักเลขาธิการนายกฯ การถวายความปลอดภัยด้านการบินพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้รับความปลอดภัยสูงสุด 1,700 ล้านบาท หน่วยงานที่ใช้งบประมาณมากที่สุดคือ ส่วนราชการในพระองค์ เป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มีการจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลเป็นการเฉพาะให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย  อย่างไรก็ตาม รายละเอียดงบประมาณที่ปรากฏในเล่มขาวคาดแดงมีเพียงแผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ งบประมาณ 9,904.0720 ล้านบาท ซึ่งมีการชี้แจงประมาณ 8 หน้า ซึ่งมีรายละเอียดเท่ากับปีที่ผ่านๆ มา ตารางแสดงงบประมาณส่วนราชการในพระองค์เทียบกับจำนวนหน้าเอกสารชี้แจงการใช้งบ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563-2570 ปีงบประมาณ 2563 2564 2565 2566 2567 2568 2569 2570 งบประมาณ  (หน่วย: ล้านบาท) 7,685 8,981 8,761 8,611 8,478 8,475 9,272 9,904 รายละเอียด (หน้า) ไม่มี ไม่มี 7 9 8 8 8 8 ส่วนราชการในพระองค์ประกอบด้วย 3 หน่วยงาน คือ  1) สำนักงานองคมนตรี มีหน้าที่สนับสนุนภารกิจขององคมนตรีในการปฏิบัติหน้าที่ถวายพระมหากษัตริย์ และการอื่นตามพระราชอัธยาศัย  2) สำนักพระราชวัง มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการในพระองค์ทั่วไป การเลขานุการในพระองค์ การจัดการพระราชวัง และงานพระราชพิธี การดูแลรักษาทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ และการอื่นตามพระราชอัธยาศัย  3) หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ มีหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานงาน บังคับบัญชา ควบคุม กำกับดูแลและปฏิบัติงานในการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ และบุคคลอื่นตามที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบหมาย อ้างอิง * เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 3 งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เล่มที่ 17 * เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 3 งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เล่มที่ 1 * ข่าว * การเมือง * งบประมาณ 70 * งบสถาบันกษัตริย์
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 25/06/2026
dlvr.it
ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มี (หลาย) สิทธิ ความเปราะบางของหลายแสนชีวิต ผู้อยู่ใน 'ทะเบียนบ้านกลาง'
ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มี (หลาย) สิทธิ ความเปราะบางของหลายแสนชีวิต ผู้อยู่ใน 'ทะเบียนบ้านกลาง' เรื่อง: เมธาสิทธิ์ ธนูเดช XmasUser Thu, 2026-06-25 - 13:08 'ทะเบียนบ้านกลาง' คืออะไร คนที่อยู่ในทะเบียนบ้านกลางคือใคร และมีจำนวนมากแค่ไหน ปัญหานี้ไม่ค่อยมีการพูดถึงนัก ทั้งที่มันส่งผลต่อสิทธิและสวัสดิการของผู้ที่ตกอยู่ในทะเบียนบ้านกลาง 'ไทยช่วยไทยพลัส' บัตรคนจน การเลือกตั้ง หรือแม้แต่จะต่อบัตรประชาชน ทั้งหมดนี้ทำไม่ได้ ตอนนี้มีผู้ตกค้างอยู่ในทะเบียนบ้านกลางกว่า 3 แสนคน   ในช่วงเวลาที่ผ่านมาในขณะที่หลายคนกำลังสมัคร 'ไทยช่วยไทยพลัส' ตลอดจนการสมัคร 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' ของผู้ที่ขาดโอกาสจำนวนไม่น้อย แต่ยังมีคนอีกกลุ่มที่ติดขัดไม่สามารถสมัครสวัสดิการเหล่านี้ได้ เนื่องจากมีชื่ออยู่ใน 'ทะเบียนบ้านกลาง' ทะเบียนบ้านกลาง คืออะไร ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโดยปกติแล้ว สถานะของเราจะขึ้นกับเอกสารสำคัญ 3 อย่าง ‘สูติบัตร’ ‘ทะเบียนบ้าน’ และ ‘มรณบัตร’ สำหรับทะเบียนบ้านปกติก็คือสมุดปกสีน้ำเงิน ทำหน้าที่ในการแสดงที่อยู่ของบุคคลและเป็นหลักฐานในการรับรองความจริงว่าบุคคลนั้นอาศัยอยู่ที่นั้นจริง ทะเบียนบ้านกลาง คือทะเบียนบ้านที่ไม่ปกติ เกิดจากกลไกของทางภาครัฐสำหรับการเคลื่อนย้ายที่อยู่ เป็นที่พักทะเบียนชั่วคราว คนที่จะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลางเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น คนนั้นถูกเจ้าบ้านย้ายชื่อออก หรือ เดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานานและไม่มีการติดต่อกลับมา  แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ต้องการจะย้ายที่อยู่ในทะเบียนบ้านกลาง แต่ถูกคัดไปอยู่ทะเบียนบ้านกลางโดยที่ไม่รู้ตัวและไม่มีทะเบียนบ้านรองรับ “ทะเบียนบ้านกลางใครๆ ก็เป็นได้ ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้เลย” คำกล่าวของ ดร.ศิวนุช สร้อยทอง ทนายความคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา กล่าว กลุ่มคนตกค้างและปัญหาการหาทะเบียนบ้านอยู่ “ทะเบียนกลางจะรู้ต่อเมื่อไปเช็กที่สำนักทะเบียน แต่ชีวิตมนุษย์เราไม่ได้ไปสำนักทะเบียนตลอดเวลา” ศิวนุช กล่าว เมื่อทราบเรื่อง ผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลางมักต้องดิ้นรนหาที่อยู่ใหม่เพื่อย้ายชื่อเข้าด้วยตนเอง คนเหล่านี้ต้องคอยพึ่งพิงทะเบียนบ้านของคนอื่น บ้างก็ถูกต่อว่า บ้างก็ถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้เขาจะให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก็ไม่มีความมั่นคงทางทะเบียน จะถูกเอาชื่อออกตอนไหนก็ไม่รู้  “ที่อยู่อาศัยไม่มีก็ต้องพึ่งพิงทะเบียนของคนอื่น ก็ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของคนอื่นละว่าเจ้าบ้านที่เป็นญาติฉัน หรือบางเคสเป็นพ่อแม่ หรือเป็นเพื่อน หรือเป็นเจ้าของบ้านเช่า เขาจะน่ารักให้เราอยู่ในทะเบียนนั้นไหม แล้วถ้าวันหนึ่งเขาเตะเราออกมา แล้วเราจะทำอย่างไง” ศิวนุช สะท้อนปัญหาที่กลุ่มคนในทะเบียนบ้านกลางต้องพบ ตัวเลขของผู้ที่มีชื่อตกค้างอยู่ในทะเบียนบ้านกลางล่าสุดอยู่ที่ 345,830 คน (ปี 2567) ศิวนุช สร้อยทอง สิทธิและสวัสดิการที่หายไปของคนอยู่ในทะเบียนบ้านกลาง เมื่อมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง สิทธิสำคัญที่เสียไปคือ การทำบัตรประชาชน เนื่องจาก พ.ร.บ บัตรประจำตัวประชาชน ระบุไว้ว่า ผู้ที่จะทำบัตรประชาชนได้จะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน แต่ทะเบียนบ้านกลางไม่ถูกนับเป็นทะเบียนบ้านเหมือนอย่างทะเบียนบ้านปกติ หรือสิทธิในการเลือกตั้งก็ไม่มีด้วยเช่นกัน ทำให้คนกลุ่มนี้ ไร้ซึ่งเสียงที่จะเรียกร้องสิทธิ บ้างก็ส่งเสียงแต่ไม่เกิดผลอะไรจนเริ่มชินชากับสภาพเป็นอยู่ของตัวเอง การที่ไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้ทำให้สิทธิต่างๆ ที่ผูกไว้กับบัตรประชาชนถูกลิดรอนไปด้วย เช่น การทำธุรกรรม หรือการสมัครโครงการต่างๆ ของรัฐ นอกจากนี้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการก็ยังถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากระเบียบที่ผูกไว้กับทะเบียนบ้าน ทำให้กลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิที่ควรได้รับเนื่องจากมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง ดังเช่นกรณีของ ป้าน้อย ที่มีการสะท้อนเรื่องราวผ่านทางเพจเฟซบุ๊กมูลนิธิกระจกเงา เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา  ป้าน้อย เป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง เนื่องจากการเงินทางบ้านล้มจึงจำเป็นต้องขายบ้านและไม่รู้ว่าชื่อจะไปอยู่ในทะเบียนบ้านกลาง รู้ตัวอีกทีคือตอนบัตรประชาชนหมดอายุ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าป้ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง ทำให้ไม่สามารถทำบัตรประชาชนใหม่ได้ เจ้าหน้าที่ให้ไปหาบ้านเลขที่เพื่อเอาชื่อเข้าที่นั่นก่อน เวลาป้าไปโรงพยาบาล จากเดิมตอนมีบัตรประชาชน เสียเงินแค่ 30 บาท เมื่อไม่มีบัตรประชาชนต้องเสียเงินถึง 3-4 พัน เพราะใช้สวัสดิการของรัฐไม่ได้ ปัจจุบัน ป้าน้อย อยู่ในกระบวนการย้ายชื่อจากทะเบียนบ้านกลางมายังทะเบียนบ้านของทางมูลนิธิกระจกเงา และระหว่างกระบวนการนั้น ป้าน้อย ก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิสวัสดิการของทางภาครัฐได้ อีกกรณี ปวีนา คงกะพันธ์ เธอพึ่งรู้ตัวเมื่อปีที่ผ่านมาว่าตัวเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง ผ่านทางแอป ThaiD และมีความพยายามจะหาทะเบียนบ้านอยู่ ตอนแรกไปขอความช่วยเหลือจากน้อง แต่ว่าถูกปฏิเสธ ช่วงที่ตกงานปวีนาต้องอาศัยหาที่นอนแถวสนามหลวง จนกระทั่งไปพบกับสดชื่นสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับคนไร้บ้านของทางกระจกเงา และพบว่าตัวเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง เสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง  ปัจจุบัน ปวีนาทำงานอยู่ในครัวของทางมูลนิธิกระจกเงา และยังพอใช้สิทธิต่างๆ ได้อยู่ เพราะบัตรประชาชนยังไม่หมดอายุ แต่ยังไร้ความมั่นคงทางทะเบียน เนื่องจากยังมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง ปวีนา คงกะพันธ์ การจำหน่ายรายการ วงจรของคนทะเบียนบ้านกลาง การจำหน่ายรายการ คือการระงับการใช้ทะเบียนของบุคคลที่ถูกจำหน่ายรายการ กลุ่มที่ถูกจำหน่ายรายการจะมีหลากหลายกลุ่ม ทั้งเรื่องทุจริต กลุ่มที่มีปัญหาเรื่องการบันทึกทะเบียนที่ผิดพลาด กับกลุ่มที่มีชื่อในทะเบียนบ้านกลางเกิน 10 ปี  ภาครัฐมองว่า คนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านกลางเกิน 10 ปีนั้นเป็นผู้สูญหายตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง บางคนก็สูญหายจริง แต่ก็มีอีกส่วนที่ไม่ได้สูญหายแต่ไม่สามารถหาทะเบียนบ้านปกติเข้าได้ คนที่ถูกจำหน่ายรายการจำเป็นต้องหาหลักฐานยืนยันตัวตน เมื่อยืนยันตัวตนแล้วยังกลับไปอยู่ในทะเบียนบ้านกลางหากยังหาบ้านไม่ได้อีก 10 ปีก็ถูกจำหน่ายรายการอีกเช่นเดิม กลายเป็นวงจรสำหรับคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง ความพยายามแก้ไขเรื่องรายชื่อตกค้างทะเบียนบ้านกลาง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เคยมีความพยายามในการนำคนเหล่านี้เข้าสู่ทะเบียนบ้านของทาง พม. แต่ติดเรื่องของกฎเกณฑ์หลายอย่าง ทำให้ความช่วยเหลือไม่เคยถึงมือผู้ที่ต้องการเสียที บางกลุ่มที่ไม่ได้เร่ร่อนแต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลางก็ไม่สามารถเพิ่มชื่อเข้าได้ เนื่องจากทางพม. ให้เหตุผลว่า ไม่ได้เป็นคนเร่ร่อน ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าการที่คัดคนเหล่านี้ออกแล้วจะเอาพวกเขาไปอยู่ที่ไหน “จริงๆ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ได้พยายามทำทะเบียนบ้านให้คนไร้บ้านนะ แต่ปรากฎว่าก็สร้างเงื่อนไขจำนวนมากจนทำให้คนไร้บ้าน ที่ไร้บ้านจริงๆ เข้าทะเบียนบ้านหลังนี้ไม่ได้ คำถามของอาจารย์คือคุณคัดเขาออกแล้วคุณเอาเขาไปไหน” ศิวนุช ตั้งข้อสังเกต สิ่งที่ทำได้ ณ ขณะนี้คือ การที่องค์กรภาคประชาสังคมเอาชื่อของผู้ที่อยู่ในทะเบียนบ้านกลางเข้าทะเบียนบ้านขององค์กรต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ มูลนิธิกระจกเงา ปัจจุบันมีการขอความช่วยเหลือจากทางกระจกเงา ประมาณ 80 คน เคสที่อายุน้อยที่สุดคือ 3 เดือน โดยมูลนิธิจะเน้นที่กลุ่มที่ลำบากที่สุดก่อน นั่นคือกลุ่มคนไร้บ้าน แต่ก็ยังมีข้อติดขัดตรงที่พอจำนวนมากๆ เข้าก็เกิดความกังวลเรื่องการทำผิดกฎหมายของสำนักทะเบียน โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนหารือกับกรมการปกครอง จากการทำงานของกระจกเงา คนที่อยู่ในทะเบียนบ้านกลางไม่ได้มีแค่คนไร้บ้าน แต่มีคนที่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งด้วย เช่น คนที่อยู่ห้องเช่า แต่การที่จะเอาชื่อเข้าไปอยู่ในบ้านที่เช่าได้ต้องให้ทางเจ้าบ้านยินยอมเพราะไม่มีกฎหมายบังคับ ทำให้มีผู้ที่อยู่ห้องเช่าจำนวนมากยังมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง ข้อเรียกร้องจากทางองค์กรภาคประชาสังคม ศิวนุช ให้ความเห็นว่า จำนวนของผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลางมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเสนอให้มีการใช้เลขประจำตัว 13 หลักแทนบัตรประชาชนสำหรับสวัสดิการของรัฐเพื่อไม่ให้มีผู้ที่หล่นจากสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ และเสนอให้มีการแก้ไขเรื่องของระเบียบในสิทธิต่างๆ ที่มีการใส่เรื่องของทะเบียนบ้านไว้ เช่น สวัสดิการคนพิการ สวัสดิการผู้สูงอายุ พร้อมกันนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การทำบัตรประชาชนทำไมต้องผูกกับทะเบียนบ้าน ในเมื่อเรามีระบบยืนยันอัตลักษณ์ เช่น ใบหน้า หรือลายนิ้วมือ “มันไม่ค่อยมีคนพูดเรื่องนี้เพราะคนที่เสียงดังไม่เดือดร้อน คนที่เดือดร้อนคือคนที่แทบจะส่งเสียงออกมาไม่ได้เลย” ศิวนุช กล่าว * รายงานพิเศษ * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ทะเบียนบ้านกลาง * ศิวนุช สร้อยทอง * มูลนิธิกระจกเงา * สิทธิสวัสดิการ
0110
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 15/06/2026
dlvr.it
'ทรัมป์' ประกาศบรรลุข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน เตรียมลงนามที่สวิส 19 มิ.ย. 2026
'ทรัมป์' ประกาศบรรลุข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน เตรียมลงนามที่สวิส 19 มิ.ย. 2026 auser15 Mon, 2026-06-15 - 08:00 ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศว่าบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านแล้ว โดยช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้เรือเดินผ่านได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และสหรัฐฯ จะถอนการปิดล้อมทางทะเลทันที ข้อตกลงนี้ได้รับการยืนยันจากรองรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน และครอบคลุมการยุติการสู้รบในทุกแนวรบรวมถึงเลบานอน โดยปากีสถาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และตุรกีเป็นตัวกลาง พิธีลงนามทางการจะจัดขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์วันที่ 19 มิถุนายน 2026 ผู้นำชาติตะวันตกแสดงความยินดีและหวังราคาพลังงานจะคลี่คลาย 15 มิถุนายน 2026 สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย. ตามเวลาสหรัฐฯ ) ว่าได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านแล้ว และช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้เรือเดินผ่านได้โดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม ข้อตกลงนี้ได้รับการยืนยันในเวลาต่อมาโดยคาเซ็ม การิบาบาดี รองรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งจะยุติการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในทันที ทรัมป์ ซึ่งมีวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 80 ปีในวันเดียวกัน โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า "ข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว" พร้อมประกาศอนุญาตให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีค่าธรรมเนียม และสั่งถอนการปิดล้อมทางทะเลของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในทันที ก่อนระบุในโพสต์ถัดมาว่าข้อตกลงนี้จะนำสันติภาพและความมั่นคงมาสู่ทั้งภูมิภาค และมีแนวโน้มจะนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ทรัมป์ยังเตือนอิหร่านว่าสหรัฐฯ อาจกลับมาปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง หรืออาจรับบทเป็น "ผู้พิทักษ์ตะวันออกกลาง" แลกกับส่วนแบ่งร้อยละ 20 จากรายได้ของภูมิภาค การประกาศของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ โพสต์ผ่าน X ว่าข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุผลแล้ว ทั้งสองฝ่ายประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบอย่างถาวรและทันที รวมถึงในเลบานอน โดยพิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2026 ชารีฟยังขอบคุณกาตาร์ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยหลัก พร้อมขอบคุณซาอุดีอาระเบียและตุรกีที่มีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดันข้อตกลงนี้ การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีการคาดเดากันมาหลายวันว่าจะมีข้อตกลง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงจะประกาศในวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) แต่สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่ออิสราเอลโจมตีทางอากาศที่ชานเมืองทางใต้ของเบรุต จนเกิดความกังวลว่าข้อตกลงอาจถูกบั่นทอน ก่อนที่ผู้นำอิหร่านจะเตือนซ้ำว่าเตหะรานพร้อมโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้การทิ้งระเบิดเบรุต ซึ่งเป็นเส้นแดงสำคัญของอิหร่าน กาตาร์ระบุว่าความร่วมมือกับปากีสถานมีส่วนสำคัญในการผลักดันบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ให้สำเร็จ โดยกระทรวงต่างประเทศกาตาร์แสดงความยินดีต่อข้อตกลงที่ครอบคลุมประเด็นเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และมองว่าเป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและโลก ด้านนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่าพร้อมสนับสนุนการเจรจาทางเทคนิคระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในขั้นต่อไป และหวังว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงาน โดยย้ำว่าเสรีภาพในการเดินเรือโดยไม่มีค่าธรรมเนียมต้องได้รับการฟื้นคืนอย่างเต็มที่และยั่งยืน ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมานูเอล มาครง ก็แสดงความยินดีต่อข้อตกลง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามข้อตกลงอย่างรวดเร็วและครบถ้วน และระบุว่าฝรั่งเศสพร้อมสนับสนุนภารกิจระหว่างประเทศร่วมกับสหราชอาณาจักรเพื่อให้การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปอย่างไม่มีเงื่อนไข พร้อมยืนยันว่าฝรั่งเศสจะสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลเลบานอนในการฟื้นฟูอธิปไตยของรัฐต่อไป ขณะที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ "ยุคใหม่" ในตะวันออกกลาง และกล่าวว่าสามารถมั่นใจได้ว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป พร้อมระบุว่าตนวางแผนจะเข้าร่วมพิธีลงนามที่สวิตเซอร์แลนด์ในสัปดาห์หน้า และหวังว่าราคาพลังงานจะปรับตัวลดลงตามมา * ข่าว * ต่างประเทศ * สงครามอิหร่าน 2026 * สงครามตะวันออกกลาง * อิหร่าน * สหรัฐอเมริกา
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 12/06/2026
dlvr.it
112WATCH ‘หยก-ธนลภย์’ เยาวชนอายุน้อยที่สุด ที่ถูกดำเนินคดีด้วย ม.112
112WATCH ‘หยก-ธนลภย์’ เยาวชนอายุน้อยที่สุด ที่ถูกดำเนินคดีด้วย ม.112 admin666 Fri, 2026-06-12 - 16:02 112WATCH เผยแพร่บทสัมภาษณ์ธนลภย์ ผลัญชัย นักกิจกรรมเยาวชน ที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ตั้งแต่ยังอายุ 14 ปี(เมื่อปี 2566)  เธอได้ปฏิเสธกระบวนการทั้งหมด และไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายเพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมตั้งแต่การจับกุมและนั่งหันหลังให้ศาลเพื่อประท้วงกระบวนการที่ไม่ยุติธรรม  112WATCH จากประสบการณ์ตรงที่หยกถูกออกหมายจับและควบคุมตัวในสถานพินิจตั้งแต่อายุยังน้อย หยกคิดว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีมาตรา 112 มีปัญหาหรือความไม่เป็นธรรมอย่างไรบ้างที่สังคมวงกว้างอาจยังไม่เคยรับรู้ ธนลภย์ : จากประสบการณ์ที่หยกเจอ หยกมองว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีมาตรา 112 มีหลายอย่างที่สังคมอาจไม่เคยรับรู้ ในตอนแรก หยกได้ขอเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ภายหลังกลับมีการดำเนินการขอหมายจับแทน วันที่ถูกจับหยกไปสถานีตำรวจเพื่อสังเกตการณ์การจับกุมของเพื่อน แต่หยกกลับถูกจับกุมอย่างกะทันหัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาตให้ติดต่อทนายความ และมีการตรวจค้นโดยตำรวจทั้งชายและหญิงนั่งทับตัวหยกล้วงเข้าไปใต้เสื้อหยกเผื่อจะเอาไอแพด จากที่หยกติดตามคดีของพี่ๆ นักกิจกรรม สิ่งที่เห็นชัดคือปัญหาเรื่องสิทธิในการประกันตัว ปัจจุบันยังมีนักโทษการเมืองหลายคนถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดี เช่น พี่เก็ท โสภณ นักรังสีเทคนิค ทนายอานนท์ ที่มีลูกเล็กหรือคุณเอกชัย ที่มีโรคประจำตัว ในบางกรณี คดีมาตรา 112 ยังมีการพิจารณาแบบลับ ไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสังเกตการณ์ มีการตีความกฎหมายอย่างกว้าง จนรวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์เชิงวิชาการหรือการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในรัชสมัยก่อน จริงแล้วปัญหาไม่ได้อยู่แค่ตัวกฎหมายมาตรา 112 แต่มีปัญหาทั้งกระบวนการยุติธรรมและระบบการคุมขังของไทย การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น การหันหลังให้บัลลังก์ศาล หรือการปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม สะท้อนถึงมุมมองของหยกต่ออำนาจรัฐและตัวกฎหมายมาตรา 112 อย่างไร คนอื่นอาจมองว่าหยกดื้อแพ่ง แต่สิ่งที่หยกทำคือการถอนการยอมรับ (withdraw legitimacy) ปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐในการดำเนินคดีมาตรา 112 ต่อประชาชน และตัดสินภายใต้ศาลในปรมาภิไธย เพราะหยกมองว่า มาตรา 112 คือกฎหมายที่ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  หยกนั่งหันหลังให้ศาลเยาวชนระหว่างการพิจารณาคดีเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าต้องการปฏิเสธอํานาจและกระบวนการยุติธรรม เมื่อ 29 มี.ค.2566 แต่ในการใช้นั้นใครก็สามารถฟ้องได้ ประชาชนธรรมดาฟ้องกันเองบ้าง มีอัตราโทษสูงเมื่อเทียบกับคดีเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกทั่วไป สถาบันกษัตริย์เป็นผู้เสียหายตามฐานความผิด แต่ผู้เสียหายไม่ได้ส่งตัวแทนมาฟ้องหรือต่อให้ส่งตัวแทนมาฟ้องศาลนั้นก็เป็นศาลที่ดำเนินการในพระปรมาภิไธยอยู่ดี ศาลไทยดำเนินกระบวนการในพระปรมาภิไธย ซึ่งก็คือการทำหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์ แต่มาตัดสินพิจารณาคดีมาตรา 112 ซึ่งในคดีนี้ผู้เสียหายคือสถาบันกษัตริย์ หยกจึงมองว่ากระบวนการดังกล่าวไม่สามารถเป็นกลางได้ ในช่วงเวลาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านปรานี ท่ามกลางอุปสรรคและการถูกจำกัดสิทธิ สิ่งใดหรือแนวคิดไหนที่เป็นสิ่งที่ทำให้หยกยังคงเข้มแข็งและยึดมั่นในจุดยืนเดิมได้ สิ่งที่ทำให้หยกยังยึดมั่นในจุดยืนมาตลอด คือความต้องการปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐในการดำเนินคดีมาตรา 112 กับประชาชน เมื่อต้องเผชิญกับความลำบาก ความเจ็บป่วย และข้อจำกัดต่างๆระหว่างถูกควบคุมตัว มันยิ่งทำให้รู้สึกว่า ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ก็ยิ่งต้องยืนหยัดต่อไป หยกอยากให้คนเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยยังมีหลายอย่างที่ควรถูกปฏิรูป และมาตรา 112 ก็ควรถูกยกเลิกหรืออย่างน้อยต้องได้รับการแก้ไข หยกอยากเห็นประเทศไทยที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนที่อุดมสมบูรณ์ ดีขึ้นและมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ก่อนหน้านี้แม่เคยไล่ให้หยกลี้ภัย เพราะหยกเคยบอกแม่ว่าอาจต้องติดคุก (เด็ก) แม่กังวลว่าหยกจะใช้ชีวิตไม่ได้ กังวลที่จะต้องไปอยู่กับเด็กพวกนั้น เป็นคำที่หยกเองก็ไม่ชอบ ในนั้นมีเพื่อนที่โอเคแต่การเข้าไปอยู่ทำให้เห็นว่าระบบในนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กแย่ลง ผื่นที่ขึ้นตามร่างกายของหยกหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากบ้านปรานี ภาพโดย แมวส้ม จนสุดท้ายก็ไม่สามารถตัดสินใจทิ้งทุกอย่างแล้วไปจากประเทศตัวเองได้จริงๆ หยกถูกคุมขังอยู่ที่บ้านปรานี จังหวัดนครปฐม เป็นเวลา 51 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตหลายอย่าง หยกไม่เคยต้องออกจากกรุงเทพนานขนาดนั้น ไม่เคยซักผ้าเองหรือใช้ชีวิตแบบนั้นมาก่อน หยกป่วยเป็นโควิด-19 และมารู้ทีหลังตอนอาการดีขึ้นแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยร้องขอการไปโรงพยาบาล แต่ได้รับเพียงยาอมแก้เจ็บคอ ช่วงเวลานั้นการหลับเหมือนการชัตดาวน์จ้องเพดานจ้องผนังแล้วหลับไปโดยไม่รู้ตัว ร้องขอในใจว่าขอให้หลับไปเลย ไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วอยากหลับไปเลยเพราะทรมานมากๆ จนไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วช่วงนั้นสติเลือนรางมากๆ โชคดีที่ยังมีเพื่อนที่ถูกกักตัวอยู่ด้วยกันคอยช่วยดูแล สิ่งที่หยกเห็นจากข้างใน ทำให้หยกรู้ว่าระบบสถานพินิจและการคุมขังของไทยยังมีปัญหาอีกมากหลายอย่างไม่มีเหตุผลรองรับและส่งผลต่อชีวิตเด็กจำนวนมาก หยกเคยตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า "ยังไม่เห็นปัญหาของ ม.112 อีกหรือ?" มาถึงวันนี้ หยกอยากส่งข้อความหรือคาดหวังอะไรจากนักการเมือง ผู้มีอำนาจ และสังคมไทยเกี่ยวกับอนาคตของมาตรา 112 และสิทธิเด็ก เศรษฐกิจแย่ลง ข้าวของแพงขึ้นแต่ค่าแรงสวนทางกัน รวมทั้งมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ล้วนเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางการเมือง รัฐธรรมนูญ และเสรีภาพในการตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ การคงอยู่ของมาตรา 112 โดยไม่มีการปรับแก้ ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และทำให้ประชาชนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างอำนาจ การจัดสรรทรัพยากร งบประมาณ และความเหลื่อมล้ำได้อย่างเสรี ทั้งที่เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ในหลายครั้ง รัฐดูเหมือนจะควบคุมความเห็นต่างได้ดีกว่าการแก้ปัญหาค่าครองชีพ งาน หรือสวัสดิการ หยกยังอยากเห็นการยกเลิกมาตรา 112 หรืออย่างน้อยคือการปรับแก้กฎหมาย รวมถึงให้นักโทษการเมืองได้รับสิทธิในการประกันตัว เพราะจริงๆ แล้วไม่ควรมีใครต้องถูกคุมขังเพียงเพราะความคิดเห็นทางการเมือง เขาควรได้ออกไปใช้ชีวิต ทำตามความฝัน และอยู่กับคนที่รัก ขณะเดียวกัน สิทธิเด็กในประเทศไทยก็ยังเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง โรงเรียนจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับการเชื่อฟัง มากกว่าสิทธิและศักดิ์ศรีของเด็ก เด็กมักถูกมองว่ายังไม่โตพอที่จะสื่อสารหรือมีความคิดเห็นทางการเมืองของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเรื่องการเมือง เพศ หรือการตั้งคำถามต่อสังคม ความคิดของเด็กมักถูกลดทอนว่าเป็นเพียงการถูกชักจูง มากกว่าจะถูกมองว่าเด็กสามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เอาจริงๆ หยกก็ไม่ได้คาดหวังกับพรรคการเมือง นักการเมืองหรือว่าผู้มีอำนาจ สักเท่าไหร่ตั้งแต่แรก แต่เราก็ยังคงต้องพูดบ้าง ต้องติดตามข่าวในฐานะที่เราเป็นประประชาชน นักการเมือง พรรคการเมือง มีอำนาจได้เพราะประชาชน หยกไม่เคยเชิดชูในพรรคใดพรรคนึงหรือผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งเลย แต่หยกอยากบอกประชาชนว่า ที่ผ่านมาหยกพูดหยกไม่คิดว่าคนจะจำหยกมากมายขนาดนี้ หยกทำหยกก็ทำในฐานะที่หยกเป็นประชาชนคนนึง เหมือนกับทุกๆ คน หยกวิจารณ์ระบอบ หยกวิจารณ์ผู้มีอำนาจ พรรคการเมือง นักการเมืองในฐานะประชาชนคนนึง ทุกคนสามารถมีคนหรือพรรคการเมืองที่ชื่นชอบได้ แต่เมื่อเขาทำในสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองเราก็ต้องกล้าที่จะวิจารณ์เขาเช่นเดียวกัน การพบกันระหว่างหยกและ ส.ศิวรักษ์ (สุลักษณ์ ศิวรักษ์) เป็นการพูดคุยสัมภาษณ์พิเศษในรายการ "คุยข้ามรุ่น" โดยมี ตะวัน (ทานตะวัน) ร่วมวงสนทนาด้วย ประเด็นหลักของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นคืออะไร และการพูดคุยข้ามเจเนอเรชันระหว่างนักเคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นใหม่และปัญญาชนมีความสำคัญอย่างไร คุยข้ามรุ่น EP.1 สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ประเด็นหลักที่พูดคุยกันในอีพีแรกคือการหาทางออกร่วมกันต่อปัญหาคดีการเมือง รวมถึงการพูดถึงกระบวนการยุติธรรมไทยและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องหาทางการเมือง การพูดคุยข้ามรุ่นระหว่างเด็กเจน Z กับปัญญาชนรุ่นก่อน มีความสำคัญเพราะทำให้เราได้แลกเปลี่ยนทั้งมุมมอง ประสบการณ์ และบทเรียนทางการเมืองของคนต่างยุค คนรุ่นใหม่อาจเข้าใจปัญหาในบริบทปัจจุบัน ขณะที่คนรุ่นก่อนก็มีประสบการณ์ต่อสู้และมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในระยะยาว สำหรับหยก การพูดคุยแบบนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย และทำให้การถกเถียงทางการเมืองไม่จำกัดอยู่แค่คนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เป็นการรับฟังเสียงของคนทุกรุ่นทุกเจน หยกขอฝากเพจ Gens Lab ด้วยนะคะ ธนลภย์ ‘หยก’ ผลัญชัย เป็นนักกิจกรรมการเมืองเยาวชนที่โดนดำเนินคดีตามมาตรา 112 ที่มีอายุน้อยที่สุด * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * หยก ธนลภย์ * ธนลภย์ ผลัญชัย * มาตรา 112 * 112WATCH
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 07/04/2026
dlvr.it
ป.ป.ช. จ่อยื่นศาลฎีกาคดี 44 สส. ชนวันแถลงนโยบาย 'ณัฐพงษ์' ไม่หวั่นถูกบล็อกอภิปราย
ป.ป.ช. จ่อยื่นศาลฎีกาคดี 44 สส. ชนวันแถลงนโยบาย 'ณัฐพงษ์' ไม่หวั่นถูกบล็อกอภิปราย Pazzle Tue, 2026-04-07 - 15:33 ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ไม่หวั่นหาก ป.ป.ช. ยื่นศาลฎีกาวินิจฉัยคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมาย ม.112 ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ ซึ่งตรงกับวันแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนช่วงสงกรานต์จริง ย่อมเป็นกระบวนการเร่งรัดและคนที่กดปุ่มสั่งเรื่องนี้ไม่ควรทำ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาบล็อกการอภิปรายในส่วนของพรรคประชาชนในวันแถลงนโยบาย   7 เม.ย. 2569 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลายสำนัก เดอะสแตนดาร์ด มติชน กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมยื่นคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ให้ศาลฎีกา ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ ซึ่งตรงกับวันแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ณัฐพงษ์ระบุ เท่าที่ตนรับทราบมากระบวนการปกติ โดยเฉพาะหากติดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ศาลควรจะรับคำร้องหรือมีคำสั่งว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ควรจะพ้นช่วงสงกรานต์ไปแล้ว แต่หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่จะหยุดสงกรานต์จริง ตนคิดว่าพื้นฐานข้อเท็จจริงรวมถึงกระบวนการเร่งรัดหากเกิดขึ้นจริง คนที่มีอำนาจในการกดปุ่มสั่งเรื่องนี้ ตนคิดว่าไม่ควรทำ เพราะไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะมาบล็อกการอภิปรายในส่วนของพรรคประชาชนในวันแถลงนโยบาย ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภา ให้พวกเราได้ทำหน้าที่ของพวกเราให้ดีที่สุด ณัฐพงษ์มองว่า คดี 44 สส. เป็นนิติสงครามที่ขั้วตรงข้ามใช้อาวุธทางกฎหมายมาสกัดกั้น ซึ่งจะยิ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชน พร้อมระบุถึงข้อสงสัยของสังคมว่า พรรคแกนนำรัฐบาลที่คุมเสียงทั้งสองสภามีอิทธิพลต่อการกำกับองค์กรอิสระหรือไม่ ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กเพจพรรคประชาชน โพสต์แจ้งให้ประชาชนเตรียมพบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ 9-10 เม.ย. นี้ ทั้งนี้ คดี 44 สส. อยู่ในขั้นตอนของ ป.ป.ช. ในการยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งรวมถึงอำนาจในการพิจารณาว่า จะมีคำสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่ง สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล เรื่องที่เกี่ยวข้อง * 10 สส.ปชน. เสี่ยงถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลัง ป.ป.ช. เคาะยื่นคำร้องศาลฎีกา ปมเสนอแก้ ม.112 * ย้อนดู คดี 44 สส. เสนอแก้ ม.112 หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดส่งศาลฎีกาฯ สำหรับกลุ่ม 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปัจจุบันมี สส.ในกลุ่มนี้จำนวน 10 คน ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ในนามพรรคประชาชน (ปชน.) ทั้ง 10 คนนี้ถูกจับตาว่ามีความเสี่ยงอาจถูกศาลฎีกาสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * ศิริกัญญา ตันสกุล * รังสิมันต์ โรม * วาโย อัศวรุ่งเรือง * ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล * ณัฐวุฒิ บัวประทุม * สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ * ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ * ธีรัจชัย พันธุมาศ * เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร   * ข่าว * การเมือง * คดี 44 สส.ก้าวไกลลงชื่อแก้ 112 * ป.ป.ช. * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * ศาลฎีกา
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 04/03/2026
dlvr.it
ควรยกเลิก MOU44 หรือไม่ เมื่อการระงับข้อพิพาททางทะเลภายใต้ UNCLOS ไม่อาจคาดผลได้ 100%
ควรยกเลิก MOU44 หรือไม่ เมื่อการระงับข้อพิพาททางทะเลภายใต้ UNCLOS ไม่อาจคาดผลได้ 100% รายงาน: ณัฐพล เมฆโสภณ  XmasUser Wed, 2026-03-04 - 15:59 การเมืองไทย หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 ก.พ. 2569 เราเริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง และจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้นโยบายที่ภูมิใจไทยให้สัญญากับประชาชนช่วงหาเสียง มีแนวโน้มที่จะได้เดินหน้าต่อ รวมถึงเรื่องการยกเลิกบันทึกข้อตกลงร่วม MOU 43 และ 44 ถัดมา ไม่นาน 2 วันหลังการเลือกตั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ หลังประชุม ครม. ว่าจะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม ตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาการยกเลิกบันทึกความตกลงร่วมระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือเรียกชื่อเล่นว่า MOU44  อนุทิน ชาญวีรกูล (ที่มา: เฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า) สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับ MOU44 บันทึกข้อตกลงร่วมฉบับนี้เป็นสนธิสัญญาที่ไทย-กัมพูชาลงนามสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ปี 2544 จุดประสงค์หลักคือเป็นกรอบการเจรจาที่ให้ไทย-กัมพูชาต้องมาตกลงกันเรื่องการอ้างสิทธิ “ทับซ้อน” เขตแดนทางทะเล เนื้อที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 พื้นที่หลัก ได้แก่  * พื้นที่เหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ขนาดเนื้อที่ 10,000 ตร.กม. ที่ไทย-กัมพูชาจะต้องมาเจรจากันพื้นที่ทับซ้อนแบ่งอาณาเขตทางทะเล * พื้นที่ใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ขนาดเนื้อที่ 16,000 ตร.กม. ไทย-กัมพูชาจะต้องมาเจรจาเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติใต้พิภพร่วมกัน เช่น ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และอื่นๆ โดยไม่ต้องแบ่งอาณาเขตทางทะเลกันก็ได้  นอกจากเรื่องพื้นที่ที่จะต้องมาเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ตัวของ MOU44 ยังกำหนดกรอบให้ไทย-กัมพูชาต้องตกลงการแบ่งเขตทางทะเล และการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมปิโตรเลียมพร้อมกัน รวมถึงทั้ง 2 ประเทศต้องเจรจาและบรรลุข้อตกลงโดยเร็วที่สุด  สำหรับผู้สนใจอ่านเพื่อทำความเข้าใจเรื่อง MOU44 สามารถคลิกได้ที่ลิงก์นี้ * รู้จัก MOU 44 แบบง่าย-ครอบคลุม กางเหตุผล ยกเลิก vs ไม่ยกเลิก   อย่างไรก็ดี บริบทการเจรจาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลอาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากวันที่ 16 ม.ค. 2569 ไม่ถึงเดือนก่อนการเลือกตั้ง สส.ของไทย รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศรับสัตยาบันอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS และจะมีผลบังคับใช้ในเดือน มี.ค. 2569   ผลจากการรับสัตยาบันของกัมพูชาจะส่งผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชาบนพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลอย่างไร ร่วมหาคำตอบไปด้วยกับ อาจารย์ภัทรพงษ์ แสงไกร จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ MOU44 และกลไกระงับข้อพิพาทภายใต้อนุสัญญา UNCLOS คืออะไร และส่งผลกระทบต่อประเทศคู่พันธะสัญญาอย่างไร  ยกเลิก MOU44 ฝ่ายเดียวได้หรือไม่  ก่อนหน้านี้เคยมีข้อถกเถียงว่า เนื่องด้วย MOU44 ระหว่างไทย-กัมพูชา มีสถานะเป็นสนธิสัญญา ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ต้องได้รับความยินยอมทั้ง 2 ฝ่ายถึงจะสามารถยกเลิกข้อตกลงร่วมกันได้ หรือเว้นแต่ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรงก่อน แต่ในความเป็นจริง MOU 44 สามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่  อาจารย์ภัทรพงษ์ ระบุว่า ตามหลักกฎหมายสนธิสัญญา ต้องไปดูก่อนว่าภายในสนธิสัญญาเขียนเรื่องการยกเลิกข้อตกลงว่าอย่างไร ถ้ามีการระบุเอาไว้ ก็ต้องทำตาม แต่ถ้าไม่ได้มีการระบุเอาไว้ในสนธิสัญญา ก็จะใช้หลักการโดยทั่วไป คือ คู่สัญญาต้อง ‘ยินยอมยกเลิกทั้ง 2 ฝ่าย’ แต่อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภัทรพงษ์ อธิบายว่า หลักการยินยอมทั้ง 2 ฝ่ายนี้มีข้อยกเว้นให้สามารถยกเลิกเพียงฝ่ายเดียวได้ โดยต้องดูที่สภาพเนื้อหาของสนธิสัญญาสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ เป็นไปตามข้อ 56(1)(b) ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) อาจารย์ภัทรพงษ์ มองว่า สำหรับฝ่ายที่ต้องการยกเลิก ก็คงจะให้เหตุผลว่าเนื้อหาสาระของ MOU44 สามารถเปิดช่องให้ฝ่ายไทยสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้ เนื่องจากเนื้อหาสาระของ MOU44 ไม่ได้เป็นความตกลงสุดท้ายที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นเพียง ‘Agreement to Negotiate’ คือให้ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันว่า "จะมาเจรจากัน" ตามกรอบที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา “(MOU44) กำหนดไว้แค่นั้น คือให้ 2 ฝ่ายมาเจรจาและไม่ได้รับประกันด้วยว่าจะบรรลุผลการเจรจาจะนำไปสู่การแบ่งเขตแดน (ทางทะเล) กันจริงๆ โดยหลักมันมีหน้าที่ต้องมาเจรจากัน และต้องเร่งว่าจะเร่งเจรจาเพื่อบรรลุผล เนื่องจาก ณ เวลานั้นมีเจตจำนงทางการเมืองร่วมกัน 2 ฝ่ายแค่นั้น ยังไม่ถึงขนาดการแบ่งเขตหรือแบ่งประโยชน์ นั่นก็หมายความว่าโดยสภาพ หากเจรจากันแล้วไม่เกิดผล ก็สามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้ เนื้อหาของ MOU44 ไม่ได้สร้างเนื้อหาสาระที่เข้มงวดมากนัก” ภัทรพงษ์ กล่าว และระบุต่อว่า หากมีการยกเลิกจริง กลไกที่เอามาระงับข้อพิพาทต่อไปจะอยู่ภายใต้กรอบของอนุสัญญา “UNCLOS” แผงผังพื้นที่อ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล แนบท้าย MOU44 (ที่มา: รายงาน "ควรบอกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 (MOU 2544) เกี่ยวกับเขตทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาหรือไม่" โดยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา) โดยที่ประชาไทเน้นเส้นให้ชัดมากยิ่งขึ้น การระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS ผลลัพธ์ที่ยากจะคาดเดา ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ มองว่า หลังจากกัมพูชารับอนุสัญญา UNCLOS ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 8 มี.ค. 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนอำนาจในการต่อรอง (Negotiation Power) อย่างมีนัยยะสำคัญ  อาจารย์ภัทรพงษ์ ระบุต่อว่า การระงับข้อพิพาทของ UNCLOS จะยุติลงเมื่อ 2 ประเทศสามารถเจรจาร่วมกันได้ แต่ถ้าหากเจรจากันไม่ได้ รัฐที่เป็นภาคีมีสิทธิจะไปใช้กลไกระงับข้อพิพาท ซึ่งมีทั้งหมด 3 รูปแบบ ประกอบด้วย  * อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ * ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ​ (ITLOS) * ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อาจารย์จาก มธ. กล่าวต่อว่า ถ้ากรณีที่ประเทศไทยและกัมพูชาตกลงกันไม่ได้ว่าจะไปศาลไหน ก็ต้องไปอนุญาโตตุลาการ แต่ถ้ายังไม่อยากไปอนุญาโตตุลาการ ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายที่สูง ก็อาจเลือกเข้าสู่กลไกการระงับข้อพิพาทภาคบังคับ หรือ “Compulsory Conciliation” เพื่อระงับข้อพิพาท หากฝ่ายไทยมั่นใจว่าข้ออ้างทางกฎหมายและพยานหลักฐานหนักแน่น และกัมพูชาลากเส้นเขตทางทะเลไม่ถูกต้อง การที่กัมพูชาจะฟ้องอนุญาโตตุลาการ ไทยก็น่าจะชนะ แต่มีปัญหาอยู่สองอย่าง คือ 1. คำตัดสินในอย่างไรจึงจะเรียกว่า "ชนะ" ข้อนี้เป็นเรื่องการวางยุทธศาสตร์การสู้คดี และ 2. ไม่มีใครกล้าฟันธง 100% ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร  "เพราะหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายใต้ UNCLOS เขียนแค่ว่า ‘ต้องแบ่งอย่างเที่ยงธรรม’ (Equitable Solution) ซึ่งไม่ได้เหมือนการขีดเส้นตรงกลางเพื่อแบ่ง 50-50 เพราะการขีดเส้นแบ่งตรงกลางมันไม่ได้ ‘เที่ยงธรรม’ เสมอไป ‘เที่ยงธรรม’ ไม่ได้แปลว่า ‘เท่ากัน’ ปัจจุบัน แต่ปัญหาหนึ่งของมันก็คือเมื่อเราเดินหน้าไปสู่กระบวนการศาล หรืออนุญาโตตุลาการมัน "ไม่สามารถคาดการณ์ได้" (Unpredictable) ได้ทั้งหมดว่าคำตัดสินจะออกไปทางไหน" ภัทรพงษ์ กล่าว  อาจารย์ภัทรพงษ์ เน้นย้ำว่า “หลักการการบรรลุด้วยความเที่ยงธรรม” ไม่ใช่ “หลักการความเท่าเทียม” 2 เรื่องนี้แตกต่างกัน เพราะข้อต่อสู้ที่กัมพูชามองออกก็คือ กัมพูชาเป็นประเทศเล็ก เป็นประเทศกำลังพัฒนา ทางออกทะเลกับเวียดนามก็น้อย ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนามากกว่ากัมพูชาด้วย เป็นไปได้ว่า หากตัดสินบนหลักการนี้กัมพูชาอาจจะได้ผลประโยชน์ หากทั้งสองประเทศเจรจากันและตกลงกันได้ ก็ถือว่าทั้งสองฝ่ายเห็นว่าผลของการเจรจานั้นเที่ยงธรรมแล้ว แต่หากตกลงกันไม่ได้ ก็อาจจะมีคนกลางมาชี้ว่า แบ่งอย่างไรจึงจะเที่ยงธรรม ข้อสงวน 298 ไม่ต้องขึ้นศาลโลก แต่ยังต้องระงับข้อพิพาทตาม UNCLOS เมื่อสอบถามว่าการที่ไทยตั้งข้อสงวน มาตรา 298 ใน UNCLOS เอาไว้จะทำให้ไทยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการศาลโลก หรืออนุญาโตตุลาการ ใช่หรือไม่ อาจารย์ภัทรพงษ์ ตอบยืนยันว่าใช่ แต่ว่าเฉพาะเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเล (boundary delimitation) เรื่องกิจกรรมทางทหาร และเรื่องที่เป็นการดำเนินการตามมติของ UNSC เท่านั้น เพราะอนุสัญญา UNCLOS ให้สิทธิแก่รัฐในเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวของหลายๆ ประเทศ และคู่กรณีอยากเจรจากันเองมากกว่า อย่างไรก็ดี ต่อให้เราไม่ใช้การระงับข้อพิพาทในเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเลตาม UNCLOS แต่กรอบอนุสัญญาฯ จะบังคับให้รัฐคู่กรณีต้องมาระงับข้อพิพาทด้วยกันอยู่ดี เป็นไปตามมาตรา 298(1) ยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับกรณีของติมอร์เลสเต และออสเตรเลีย  ภัทรพงษ์ เผยว่า ติมอร์เลสเต และออสเตรเลีย มีข้อพิพาทในทะเลติมอร์ หรือ Timor Sea (เริ่มตั้งแต่ปี 2545) ซึ่งพอจะเปรียบเทียบกับกรณีของไทยได้ สถานการณ์ในขณะนั้น พอออสเตรเลียเห็นว่าติมอร์ฯ กำลังจะเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญา UNCLOS ออสเตรเลียก็ชิงประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล และอนุญาโตตุลาการในเรื่องที่เกี่ยวกับการแบ่งเขตแดนทางทะเล   ต่อมา เมื่อติมอร์เลสเตเข้าเป็นภาคีของ UNCLOS ก็ไม่สามารถไปฟ้องอนุญาโตตุลาการในเรื่องนี้ได้ แต่ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ก็ต้องมีการตั้ง “Compulsory Conciliation” หรือการไกล่เกลี่ยข้อบังคับ (ตามภาคผนวกที่ 5 มาตรา 2) ขึ้นมา และในท้ายที่สุด ติมอร์ฯ และออสเตรเลีย สามารถระงับข้อพิพาทได้ภายใต้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ เพราะว่าข้อพิพาทยืดเยื้อยาวนาน และเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ติมอร์ฯ และออสเตรเลียตกลงพัฒนาและแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ติมอร์ฯ ก็ได้ในสิ่งที่อยากได้ คือผลประโยชน์ 90% ส่วนออสเตรเลียได้ผลประโยชน์ 10%  มอง 'กัมพูชา' เตรียมเจรจาภายใต้กรอบ UNCLOS ? ต่อประเด็นที่สื่อถามแนวโน้มทิศทางการระงับข้อพิพาทในอนาคตจะเป็นอย่างไร อาจารย์ภัทรพงษ์ มองว่า ถ้าดูทิศทางที่เจาะไปที่นายกฯ อนุทิน ที่มีการย้ำเรื่องการยกเลิก MOU44 ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ระหว่างเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็มีการตั้งคณะทำงาน เลยคิดว่าท่าทีของนายกฯ น่าจะสั่งการว่าไม่ให้การเจรจามีการผัดเวลาออกไปอีกแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจจะยกเลิก หรืออาจจะแก้ไข MOU44  ขณะเดียวกัน ถ้าเรามองข้ามช็อตออกไปทางฝั่งกัมพูชา หากเขามองว่าการเจรจา MOU44 ไม่ได้มีความคืบหน้า กัมพูชาอาจจะเสนอให้ไปใช้กลไกอนุญาโตตุลาการภายใต้ UNCLOS เข้ามาตัดสินข้อพิพาท ถ้าไม่ไทยไม่เอา ก็ต้องไปใช้กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยภาคบังคับ ดังนั้น กัมพูชาน่าจะเตรียมตัวคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน ทั้งการเจรจากับไทยตามกรอบ MOU44 และการเจรจาถ้าต้องไปใช้กลไก “Compulsory Conciliation” ไทยก็ควรเตรียมในมิติกลไกเหล่านี้และรัฐบาลควรทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย กัมพูชาเดินสายต่างประเทศ ส่วนหนึ่งของการเตรียมตัวสู้ประเด็นข้อพิพาทดินแดน ? ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า ช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เดินสายพบผู้นำประเทศต่างๆ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวสู้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกับไทยด้วยหรือไม่ อาจารย์ภัทรพงษ์ มองว่า ถ้าสังเกตจากเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ของฮุน มาเนต ยังเน้นไปที่เรื่องเขตแดนทางบก MOU43 หรือ JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา) ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะว่าประชาชนกัมพูชากึ่งกดดัน กึ่งรอฟังว่าสถานการณ์มันน่าจะเป็นยังไงต่อไป เพราะฉะนั้น การเดินหน้าไปพูดคุยออกกับสื่อ หรือพบผู้นำประเทศต่างๆ ก็ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ประชาชนภายในประเทศ อีกด้านหนึ่งก็คือกดดันไทย เพราะว่าสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชา พูดมาตลอดก็คือพื้นที่ที่ทหารไทยยึดครอง (หลังเหตุปะทะครั้งล่าสุด) อยู่มันล้ำเข้าไปในดินแดนของประเทศกัมพูชา มันเกินพื้นที่ที่ประเทศไทยเคยอ้างสิทธิไว้ ดังนั้น ส่วนที่กัมพูชาไปคุยกับสื่อหรือผู้นำต่างประเทศอาจจะยังไม่มีประเด็นทางทะเล (ซ้าย) ฮุน มาเนต และ (ขวา) เอมมานูเอล มาครง (แฟ้มภาพเมื่อ 5 ก.พ จาก Présidence de la République France) อย่างไรก็ตาม อาจารย์นิติศาสตร์ มองว่า เรื่องการไปขอให้ประเทศฝรั่งเศสช่วยเรื่องหลักฐาน อาจจะมีประเด็นทางทะเลอยู่  "ที่มองกันและอยู่ในข้อกังวล อยู่ในผลการศึกษาของ สว.ประจิตต์ ด้วยก็คือ การกำหนดทะเลอาณาเขต เส้นที่กัมพูชาอ้าง เขาลาก (ทะเลอาณาเขต) ตั้งแต่หลัก กม.ที่ 73 ยาวมาถึงตรงกลางเกาะกูด โดยเขาอ้างสนธิสัญญา หลายท่านในฝ่ายไทยยืนยันอ้างอย่างนั้นไม่ได้ เพราะสนธิสัญญาปี ค.ศ.1904 และ ค.ศ. 1907 เป็นเรื่องเขตแดนทางบก แต่กัมพูชาเขาจะเอามาใช้กับเรื่องทะเลด้วย เส้นตรงที่ลากมาจากเกาะกูด และอ้อมลงไปด้านล่าง ซึ่งเขาอ้างตามสนธิสัญญา เพราะฉะนั้น ถ้าเขาสามารถหาหลักฐานด้วยว่ามันใช้กับเรื่องทะเลอาณาเขตได้ มันก็อ้างได้อย่างที่เขาพูด แต่ฝ่ายไทยยืนยันมาตลอดว่า อ้างอย่างนั้นไม่ได้" ภัทรพงษ์ ระบุ รายงานผลการศึกษา “ควรบอกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 (MOU 2544) เกี่ยวกับเขตทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาหรือไม่” เขียนโดย ประจิตต์ โรจนพฤกษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ระบุไว้ในหน้า 3 หัวข้อ เรื่อง "กรรมสิทธิ์ของเกาะกูด" ว่า ประเทศกัมพูชาประกาศเส้นไหล่ทวีป โดยใช้เส้นตรงตามรอยประตามที่ปรากฏในแผนผังต่อท้ายของสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 ระหว่างสยาม และฝรั่งเศส มาเป็นเส้นแบ่ง “ไหล่ทวีป” และเป็นเส้น “ทะเลอาณาเขต” ระหว่างไทยและกัมพูชา ในประเด็นนี้ฝ่ายไทยแย้งว่าในหนังสือสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) ไม่ได้มีการแบ่งเส้นเขตแดนทางทะเล มีเพียงการแบ่งเขตแดนทางบกเท่านั้น และหากจะเป็นการแบ่งเขตทางทะเล ควรยกเลิก MOU44 หรือไม่ ต่อประเด็นที่ว่าเราควรยกเลิก MOU44 หรือไม่ อาจารย์ภัทรพงษ์ ให้ความเห็นว่า เรื่องการยกเลิกเป็นเพียงประเด็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ในเรื่องนี้ เพราะแม้ว่าจะไม่ยกเลิกและไทยจะเจรจาตามกรอบ MOU44 ก็ตาม แต่ ณ วันนี้มันมีความไม่ไว้ใจการเจรจาตามกรอบ MOU44 และเกิดความไม่ไว้ใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งกรมอุทกศาสตร์ กระทรวงการต่างประเทศ และนักการเมือง ส่งผลให้คณะทำงานหรือทีมเจรจามีความกดดันมากขึ้น การบรรลุการเจรจากับกัมพูชาก็ยากระดับหนึ่งแล้ว แต่ต้องเจรจาให้ผลลัพธ์ถูกใจคนไทย ซึ่งจุดหลังเป็นเรื่องที่ยากกว่า ไม่งั้นอาจจะโดนต่อต้านเหมือนกรณีปราสาทเขาพระวิหาร และหากยกเลิกไป ก็ต้องถามต่อว่าจะใช้กลไกอะไร หากไปใช้กลไกตาม UNCLOS จะทำอย่างไรให้ประชาชนที่รู้สึกไม่ไว้ใจกลับมาไว้ใจเจ้าหน้าที่และรัฐบาลได้ ภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ทำให้มองว่าไม่ว่าเราจะเจรจาตามกรอบ MOU44 หรือร่างใหม่มาทดแทน ตราบใดที่คนจำนวนหนึ่งไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ไปเจรจา ผสมรวมกับความรู้สึกของสังคม หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อปีที่แล้ว (ปี 2568) ทำให้ความรู้สึกเกลียดชังกัมพูชาเพิ่มขึ้น เลยมองไม่ออกว่าเราจะบรรลุข้อตกลงยังไง หลายคนพูดถึงขนาดที่ว่าเส้นที่ไทยอ้าง ถ้ามันไม่ได้ 100% ก็รับไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่มีทางเป็นอย่างนั้น ต้องมีการยื่นหมู ยื่นแมวกัน ฝ่ายหนึ่งยอมจุดหนึ่ง อีกฝ่ายก็ต้องยอมให้อีกจุดหนึ่ง ต้องยืดหยุ่น ดังนั้น การคงกรอบเดิม หรือมีกรอบใหม่มาทดแทน การเจรจาน่าจะบรรลุผลยาก และมันอาจจะต้องไปจบที่การระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS โดยมีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนที่เหลือคือการสื่อสารกับคนในประเทศเราว่า  “ถ้าอยากให้ข้อพิพาทเรื่องนี้ยุติเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะได้เอาน้ำมันเอาก๊าซธรรมชาติมาใช้ และเมื่อองค์กรที่ 3 ให้คำแนะนำ หรือคำตัดสินมาอย่างนี้มันก็ควรจะต้องยอมรับกันต่อไป” “มีโจทย์ 2 อันคือเจรจากับกัมพูชา สองก็คือสื่อสาร convince (โน้มน้าว) คนทั้งประเทศให้ได้ ผมให้ข้อมูลอีกนิดหนึ่งว่า ก็มีคนเสนอมาว่าทีมเจรจา หรือทีมงานควรจะมีฝ่ายไม่เอา MOU44 ด้วย ดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อเป็นตัวแทนเข้ามาร่วมตัดสินใจ มันก็เรื่องการจัดการเรื่องความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ” ภัทรพงษ์ กล่าว * รายงานพิเศษ * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * ความมั่นคง * MOU44 * ภัทรพงษ์​ แสงไกร * กัมพูชา * ไทย * อ่าวไทย * ปิโตรเลียม * เกาะกูด * อนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล * UNCLOS * เส้นไหล่ทวีป * ทะเลอาณาเขต * ฝรั่งเศส * ฮุน มาเนต
001
Reposted by BenchaMFP
The New York Times @nytimes.com · 28/02/2026
In @nytopinion.nytimes.com By attacking Iran, President Trump “is telling the American people and the world that he expects their blind trust,” the editorial board writes. “He has not earned that trust.”
nyti.ms
Opinion | Why Have You Started This War, Mr. President?
Donald Trump promised voters that he would end wars, not start them.
4227067
BenchaMFP @benchamfp.bsky.social · 03/03/2026
“ลองจินตนาการดูว่าถ้าอิหร่านทิ้งระเบิดใส่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.และสังหารโดนัลด์ ทรัมป์ หรือทิ้งระเบิดใส่กรุงเทลอาวีฟและสังหารเบนจามิน เนทันยาฮู คุณเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร? ผู้ก่อการร้าย?สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่กรุงเตหะรานสังหารผู้นำประเทศ(คาเมเนอี) ทำไมคุณเรียกสิ่งนั้นว่า ‘สันติภาพ’ ล่ะ?” — Mohamad Safa — นักการทูตและผู้แทนประจำองค์การสหประชาชาติ
100
Reposted by BenchaMFP
Justice in Southeast Asia Lab (JSEALab at UW-Madison) @jsealab.bsky.social · 18/02/2026
New translation from the Article 112 Project and @jsealab.bsky.social at UW-Madison! ** Letters from Prison: Year 2 (Nos. 140-234, 1 October 2024-26 September 2025), by Arnon Nampa (อานนท์ นำภา) ** Read/Download: bit.ly/467TWxu 1/x
157
Reposted by BenchaMFP
Justice in Southeast Asia Lab (JSEALab at UW-Madison) @jsealab.bsky.social · 18/02/2026
** งานแปลใหม่ๆ จาก @jsealab.bsky.social ** จดหมายทั้ง 95 ฉบับ ที่ ทนาย อานนท์ นำภา เขียนหลังลูกกรงในปีที่สองของการถูกจองจำในคดีมาตรา 112 ที่โดนจากการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง การเรียกร้องประชาธิปไตย และกล้าฝันถึงความยุติธรรม อ่านฉบับแปลภาษาอังกฤษตามลิงค์นี้: bit.ly/467TWxu
0411
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 21/01/2026
dlvr.it
สงครามจบ ความเดือดร้อนไม่จบ บาดแผลของคนชายแดนที่รอการเยียวยา
สงครามจบ ความเดือดร้อนไม่จบ บาดแผลของคนชายแดนที่รอการเยียวยา sarayut Wed, 2026-01-21 - 07:33 เมื่อการเยียวยายังมาไม่ถึงเหตุปะทะในพื้นที่ชายแดนช่วงเดือนสิงหาคมและธันวาคมที่ผ่านมา ไม่เพียงทิ้งร่องรอยความเสียหายทางกายภาพไว้กับบ้านเรือนของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระบวนการเยียวยาจากรัฐยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน บ้านถูกระเบิด อยู่อาศัยไม่ได้ บุญเสริม อายุ 59 ปี และสามีสมพร ไกรงาม ชาวบ้านเสาธงชัย ตำบลเสาธงชัย เป็นหนึ่งในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง บ้านสองชั้นของครอบครัว ซึ่งชั้นบนเป็นไม้ ชั้นล่างก่อปูน ถูกระเบิดตกลงด้านข้างในช่วงเหตุปะทะ แรงระเบิดทำให้เสาคอนกรีต พื้นและผนังปูนแตกร้าว หลังคาเหล็กแผ่นเปิดออก โครงสร้างไม้ชั้นบนแตกหักบางส่วน บ้านอยู่ในสภาพไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ภาพ: บ้านของบุญเสริมและสมพร ไกรงาม  วันเกิดเหตุ ครอบครัวได้อพยพไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงบ้านจารย์ใต้ ทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เมื่อกลับมา บ้านทั้งหลังเสียหาย พร้อมทรัพย์สินและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ไม่สามารถใช้งานได้อีก ครอบครัวจึงต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับนายธงชัย ไกรงาม ลูกชาย ซึ่งปลูกบ้านอยู่ติดกัน เจ้าหน้าที่จากกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดได้เข้ามาสำรวจความเสียหาย และแจ้งว่าจะมีงบประมาณสำหรับสร้างบ้านใหม่ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะได้รับเมื่อใด ความไม่แน่นอนนี้กลายเป็นความกังวลสำคัญของครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อฤดูฝนใกล้เข้ามา "ผวา ตกใจ เสียงปิดประตูรถดังๆ ก็ตกใจ เสียงลมพัดหลังคาเสียงดังตอนกลางคืนก็คิดมากว่าจะปลูกบ้านใหม่ได้ทันหน้าฝนที่จะมาถึงหรือไม่" บ้านไม่อยู่ในสภาพที่จะพักอาศัยได้ บุญเสริมและครอบครัว ต้องอพยพมาอาศัยอยู่บ้านของธงชัย ลูกชายคนโต ซึ่งบ้านของธงชัยมีสมาชิกอยู่แล้ว 3 คน และโดนระเบิดลงพังไปแล้วครึ่งหลัง    บ้านพังครึ่งหลัง แต่ยังต้องอยู่ต่อ นายธงชัย ไกรงาม อายุ 40 ปี อาศัยอยู่กับภรรยาและบุตรสามคน ในบ้านที่ยังไม่มีเลขที่ในหมู่บ้านเสาธงชัย บ้านก่อปูนชั้นเดียวของเขาได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดเช่นเดียวกัน โดยระเบิดตกบริเวณด้านหลังบ้านจนพื้นดินทรุดตัว บ้านพังไปเกือบครึ่งหลัง บ้านที่เหลือเพียงครึ่งหลังยังต้องรับครอบครัวของพ่อ-แม่ มาอยู่ด้วย แม้จะไม่มีผู้บาดเจ็บ เนื่องจากธงชัยและครอบครัวอพยพออกไปก่อนหน้า แต่โครงสร้างบ้าน ฝา และพื้นบ้านทรุดและแตกร้าวอย่างหนัก ปัจจุบันต้องทำห้องน้ำและห้องครัวชั่วคราวบริเวณลานโล่งที่เหลือหน้าบ้าน  ภาพ: สภาพโครงสร้าง หลังคาและพื้นบ้านของธงชัย หลังการสำรวจ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าบ้านของธงชัยจะได้รับการเยียวยาความเสียหายประมาณ 140,000 บาท จ่ายเป็นงวด แต่ยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาได้ เนื่องจากมีบ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก "ตอนนี้เจ้าหน้าที่โยธา ได้เอารถแบ็คโฮ และรถบรรทุกเข้ามาปรับสภาพพื้นที่บริเวณบ้าน จุดที่ถูกระเบิดทำลายแล้ว ดูสบายตาขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าจะซ่อมแซมบ้านส่วนที่เสียหายเมื่อไหร่ " ธงชัยบ่น ธงชัยระบุว่า เฉพาะในหมู่บ้านเสาธงชัย มีบ้านเรือนเสียหายมากกว่า 100 หลังคาเรือน และในจำนวนนี้เป็นบ้านที่เสียหายหนักถึง 9 หลังคาเรือน รวมถึงบ้านของเขาและพ่อแม่ เจ้าหน้าที่บอกกับธงชัยว่างบฯ ก่อสร้างมีแน่ แต่เนื่องจากมีความเสียหายจำนวนมาก จึงอาจมีความล่าช้า ยังตับไม่ได้ว่าจะลงมาเมื่อไหร่  เยียวยาเหมารวม รายได้ที่หายไปยังไม่ถูกนับ การปะทะสองครั้งทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องหยุดการประกอบอาชีพ รวมเวลามากกว่าสามสัปดาห์ จากการสอบถามในพื้นที่ พบว่ามีการจ่ายเงินเยียวยาจากเหตุปะทะในเดือนสิงหาคม ครอบครัวละ 5,000 บาท และทางจังหวัดรับปากว่าจะจ่ายเงินในอัตราเดียวกันสำหรับเหตุปะทะในเดือนธันวาคม ซึ่งยืดเยื้อนานกว่า 15 วัน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของการจ่ายเงินแบบเหมารายครัวเรือน เนื่องจากจำนวนสมาชิกในแต่ละครอบครัวแตกต่างกันอย่างมาก เงินเยียวยาจำนวนดังกล่าวจึงไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและรายได้ที่สูญเสียไป พืชผลเสียหาย ชดเชยไม่คุ้มต้นทุน ธงชัยเล่าว่า ครอบครัวทำนาและกรีดยางร่วมกับพ่อแม่ ในเหตุปะทะครั้งแรก ลูกปืนครกตกในแปลงนาสองลูก ทำให้ข้าวเสียหาย แต่เมื่อยื่นขอชดเชย ได้รับเงินเพียง 80 กว่าบาท หรือประมาณหลุมละ 40 บาท การปะทะครั้งหลัง สะเก็ดระเบิดทำให้สวนยางได้รับความเสียหาย แต่เขาตัดสินใจไม่ยื่นขอค่าชดเชย เนื่องจากขั้นตอนยุ่งยากและไม่คุ้มกับเวลาที่ต้องเสียไป เมื่อวงจรการผลิตทั้งปีสะดุด ป้าต่วน อายุ 61 ปี ชาวบ้านหนองเม็ก ต.เสาธงชัย ทำนาในที่ดินของแม่ประมาณ 20 ไร่ โดยแบ่งผลผลิตกันคนละครึ่ง เหตุปะทะทำให้ต้องอพยพออกจากพื้นที่ในช่วงที่ข้าวกำลังงอก ส่งผลให้น้ำท่วมต้นกล้าเสียหายกว่าครึ่ง และผลผลิตสุดท้ายไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคของสองครอบครัว "นกพิราบลงมากินข้าว ไล่ไม่ไหว สุดท้ายเกี่ยวข้าวได้ไม่พอกินสองครอบครัว" ภาพ: ป้าต่วน ในศูนย์อพยพ   เมื่อถามว่าข้าวไม่พอกิน จะแก้ปัญหาอย่างไร ป้าต่วนบอกว่า ต้องไปซื้อข้าวที่งานประทายข้าวที่วัดมากิน (หมายถึงบุญกองข้าว ชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกที่ได้การเก็บเกี่ยวมารวมทำบุญที่วัด แล้วผู้ที่ไม่ได้ทำนา หรือทำนาได้ข้าวไม่พอกิน ก็จะมาซื้อข้าวจากทางวัดไปเพื่อใช้บริโภคในครอบครัวในช่วงปีการผลิตนั้น) ทำนาแบ่งข้าวมันไม่คุ้ม แค่พอกิน แต่อาศัยว่าได้ใช้ที่นาหลังการเก็บเกี่ยว ที่ดินยังพอมีความชื้นอยู่ปลูกมันสำปะหลังต่อ แล้วถอนขายในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมปีถัดไป  ถึงเป็นรายได้ ใช้สอยจับจ่าย และที่สำคัญคือจ่ายค่างวดรถไถอีกปีละ 70,000 บาท ที่ป้าต่วนลงทุนซื้อผ่อนมาให้ลูกชายขับรับจ้างหาเลี้ยงชีพ หลังทำนาป้าต่วนก็จะปลูกมันสัมปะหลังลงในนาข้าว อาศัยความชื้นในดินที่เหลืออยู่ทำให้ต้นมันเติบโต เดือนพฤษภาก็ขุดขาย ได้น้ำหนักหัวมันไม่มาก เพราะเวลาสั้น แต่ก็ยังดีที่ไม่มีค่าเช่า เพราะต้องอพยพรอบสอง  นอกจากทำนา ป้าต่วนยังเช่าที่ดินปลูกมันสำปะหลัง 4 ไร่ ค่าเช่าไร่ละ 3,000 บาท  แต่การปะทะในเดือนธันวาคมทำให้ต้องอพยพขณะเตรียมนำผลผลิตไปขาย หัวมันที่ถูกขุดขึ้นมาจากดินเพื่อเตรียมนำไปขาย กับลำมันที่เตรียมไว้เป็นพันธุ์ปลูกเสียหายจำนวนมาก รายได้ที่คาดหวังหายไป ขณะที่ภาระหนี้จากการผ่อนรถไถยังคงอยู่ "ตัดลำมัน แล้วเอารถไถ ถอนหัวมันขึ้นจากแปลง ยังไม่ทันได้เอาไปขายก็มีคำสั่งให้อพยพออกจากพื้นที่ มันที่ถูกขุดขึ้นมาก็เลยถูกวางไว้ตากแดดตากน้ำค้างอยู่กับพื้น แห้งไปบางส่วนเน่าไปอีกบางส่วน กลับเข้าไปขายเหลือไม่พอค่าน้ำมันรถไถ ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือลำมันที่ตัดไว้ เพื่อจะใช้เป็นพันธุ์ปลูกต่อในที่นาของแม่ ก็เสียหายไปด้วย" ความเสียหายที่มองไม่เห็น บ้านเรือนและพืชผลที่เสียหายอาจประเมินค่าได้ด้วยตัวเลข แต่ผลกระทบต่อวิถีการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนมากกว่า การหยุดชะงักของการเพาะปลูกทั้งปี หมายถึงรายได้ที่หายไปตลอดรอบการผลิต และอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินในระยะยาว กระแสสงครามตกลงไป จนดูเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลเลือกตั้ง ขณะที่นักวิเคราะห์จากทุกสำนักยืนยันตรงกันว่า สงคราม การปะทะตามเขตแดนไทย-กัมพูชา ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอด หากตอนนี้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งยังรอการเยียวยา ความไม่แน่นอนเหล่านี้ยังคงเป็นภาระหนักที่พวกเขาต้องแบกรับ นอกจากความหวาดผวาว่า สงครามจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็คือ คำถามว่าการช่วยเหลือจากรัฐจะมาถึงเมื่อไหร่    * รายงานพิเศษ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา * บุญเสริม ไกรงาม * ธงชัย ไกรงาม * กันทรลักษณ์ * ศรีสะเกษ
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 04/11/2025
dlvr.it
มาเลเซียเตรียมพัฒนาโรงงานผลิตแม่เหล็กแรงสูง หนุนอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธ
มาเลเซียเตรียมพัฒนาโรงงานผลิตแม่เหล็กแรงสูง หนุนอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธ auser15 Tue, 2025-11-04 - 18:40 นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเผยเตรียมพัฒนาโรงงานผลิตแม่เหล็กแรงสูงมูลค่า 600 ล้านริงกิต (หรือประมาณ 4,627 ล้านบาท) หวังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธของประเทศ เว็บไซต์ The Straits Times รายงานเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 ว่า  นายอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่าการสร้างโรงงานผลิตแม่เหล็กแรงสูงมูลค่า 600 ล้านริงกิต (หรือประมาณ 4,627 ล้านบาท) ในรัฐปาหัง จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคแร่หายาก (Rare Earths) ของมาเลเซีย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 บริษัท Lynas Rare Earths จากออสเตรเลียและบริษัท JS Link จากเกาหลีใต้ได้ลงนามสัญญาพัฒนาโรงงานผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียม (neodymium magnet manufacturing) กำลังการผลิต 3,000 ตัน ซึ่งจะตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตวัสดุขั้นสูงของ Lynas ในเขตกวนตัน ของมาเลเซีย อันวาร์ระบุว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของมาเลเซียจะคอยติดตามโครงการนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการแปรรูปแร่หายาก ตามรายงานของสำนักข่าว Bernama เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน อันวาร์กล่าวว่า "JS Link ซื้อที่ดินไปแล้วและพร้อมเริ่มดำเนินการ ดังนั้นนี่ไม่ใช่แค่บันทึกความเข้าใจอีกต่อไป เงินลงทุนมีแล้ว ที่ดินก็พร้อมแล้ว ตอนนี้เหลือแค่เร่งดำเนินการให้เร็วขึ้น" นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพมาเลเซียในภาควัสดุขั้นสูงและเทคโนโลยีสะอาด พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของประเทศ มาเลเซียมีแร่หายากสำรองอยู่ประมาณ 16.1 ล้านเมตริกตัน ตามข้อมูลประมาณการของรัฐบาล แต่ยังขาดเทคโนโลยีในการขุดและแปรรูป ประเทศจึงกำลังมองหาการลงทุนจากต่างประเทศและโอกาสถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขุดและแปรรูปแร่หายาก แร่หายากมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตเทคโนโลยีชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และขีปนาวุธ มีรายงานว่ารัฐบาลมาเลเซียกำลังเจรจากับจีนเกี่ยวกับการแปรรูปแร่หายาก และในเดือนตุลาคม 2025 ได้ลงนามข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาเพื่อความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่หายากให้หลากหลายยิ่งขึ้น   * ข่าว * ต่างประเทศ * แรร์เอิร์ธ * มาเลเซีย * อาเซียน
021
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/10/2025
dlvr.it
นักวิชาการชี้ไทยยังไม่พร้อมให้สัมปทาน ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ ต้องทำ กม.รองรับ ควรให้ รบ.ใหม่ เคาะ
นักวิชาการชี้ไทยยังไม่พร้อมให้สัมปทาน ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ ต้องทำ กม.รองรับ ควรให้ รบ.ใหม่ เคาะ auser15 Tue, 2025-10-28 - 17:35 นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผย ไทยไม่พร้อมเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานการผลิตแร่แรร์เอิร์ธ เหตุยังไม่มีกฎหมายรองรับ ขาดมาตรการควบคุม ไม่มีความรู้-เทคโนโลยีที่เหมาะสม ชี้รัฐบาลชั่วคราวไม่เหมาะให้สัมปทานประเทศอื่น ควรรอรัฐบาลหน้าที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนแล้วค่อยผลักดันจะเหมาะสมกว่า ระบุ MOU ไทย-สหรัฐฯ ไม่ได้ผูกพันทางกฎหมาย “ไทย” ควรเปิดกว้าง EU-จีน และให้ทุกประเทศที่ให้ข้อเสนอดีสุด 28 ตุลาคม 2568 รศ.ดร.จารุประภา รักพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุหายาก หรือแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 ว่า ในช่วงเวลาอันใกล้หรืออย่างน้อยคือในปีนี้ ไทยยังไม่มีความเหมาะสมและความจำเป็นที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตแร่แรร์เอิร์ธ ที่ถือกันว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างได้เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมถ่านหิน เพราะไทยยังไม่มีความพร้อมใดๆ ทั้งการไม่มีกฎหมายรองรับในการควบคุมดูแลอุตสาหกรรมการผลิตแร่แรร์เอิร์ธ ไม่มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีที่ และกระบวนการผลิตที่เหมาะสมที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงไม่มีความพร้อมด้านการรับรู้และความเข้าใจของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลในปัจจุบันถือเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่เข้ามาทำภารกิจตามกรอบเวลาที่กำหนด จึงไม่เหมาะสมที่จะผลักดันในการให้สัมปทานเพื่อผลิตหรือการขุดแร่แรร์เอิร์ธแก่ประเทศอื่นๆ รวมไปถึงการนำเข้าแร่จากประเทศอื่นๆ เพื่อนำมาผลิตต่อด้วย หากต้องผลักดันสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ประเทศไทยควรมีกฎหมายเพื่อกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานการผลิตแร่แรร์เอิร์ธก่อน ซึ่งก็ต้องผ่านกระบวนถกเถียงและมีมติเห็นชอบจากรัฐสภาตามกระบวนการ ฉะนั้นรัฐบาลชุดต่อไปซึ่งได้รับการเลือกตั้ง และได้รับฉันทมติมาจากประชาชนจะมีความเหมาะสมกว่าในการผลักดันการให้สัมปทาน ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำได้และควรทำ คือการเตรียมความพร้อม ทั้งมิติการศึกษา การร่างข้อกฎหมาย หรือการหามาตรการควบคุมป้องกันผลกระทบ และสำรวจหาพื้นที่ที่มีแร่อย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเป็นการสำรวจที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษพร้อมทั้งรับเอาการถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้ ทั้งจากสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ ที่เข้ามายื่นข้อเสนอเช่นกัน นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า MOU ว่าด้วยความร่วมมือแร่แรร์เอิร์ธที่ไทยทำกับสหรัฐฯ ไม่ได้มีผลผูกพันธ์เป็นข้อบังคับทางกฎหมาย ฉะนั้นหากมีการเจรจารายละเอียดเรื่องนี้กันอีกครั้ง ประเทศไทยควรแสดงท่าทีว่าไม่ได้เปิดรับแค่การลงทุนจากสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ไทยยังเปิดกว้างที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น สหภาพยุโรป (EU) หรือจีน โดยหลักการสำคัญคือขึ้นอยู่กับข้อเสนอว่าประเทศใดมีความน่าสนใจที่สุด ซึ่งข้อเสนอที่ดีอาจไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนเงินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงมาตรการเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ดีกว่าด้วย หากไทยสามารถดำเนินการได้ตามแนวทางเหล่านี้ที่ไม่ได้อิงไปทางสหรัฐฯ มากนัก ก็จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศและเป็นการสะท้อนไปยังจีนว่าไทยไม่ได้ทิ้งน้ำหนักทางการค้าไปยังสหรัฐฯ มากเกินไป “สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือการปรับปรุงข้อกฎหมายตรวจสอบย้อนกลับเพื่อป้องกันมลพิษข้ามแดน จากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธเถื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งกำลังสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมให้กับแม่น้ำกกของไทยในเวลานี้ โดยในกรณีที่ผู้ประกอบการไทยมีการนำเข้าแร่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วนำมาผลิตต่อเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ของแร่ในไทย จะต้องไม่เป็นแร่ซึ่งมีที่มาจากเหมืองแร่ที่สร้างมลพิษทางน้ำและทางอากาศให้ไทย หากตรวจสอบย้อนกลับแล้วพบว่ามีที่มาจากเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ก็ควรจะยุติการนำเข้าทันที เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลควรเร่งดำเนินการแก้ไข” รศ. ดร.จารุประภา กล่าว * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * MOU แร่ธาตุหายากไทย-สหรัฐฯ * แรร์เอิร์ธ * สหรัฐอเมริกา * จารุประภา รักพงษ์
021
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 17/10/2025
dlvr.it
เปิดกลลวงงานสบายรายได้ดี หลอกวัยรุ่นเกาหลีใต้ไปเป็นแรงงานทาส ‘สแกมเมอร์’ ในกัมพูชา
เปิดกลลวงงานสบายรายได้ดี หลอกวัยรุ่นเกาหลีใต้ไปเป็นแรงงานทาส ‘สแกมเมอร์’ ในกัมพูชา ภาพปก: ในรายงานของ Hankook Ilbo เมื่อ 16 ต.ค. 68 พบว่าสมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งในจำนวนนี้มีชาวเกาหลีด้วย กำลังขนจอมอนิเตอร์และสัมภาระออกไปด้านนอก เตรียมย้ายฐานที่ตั้ง See Think Fri, 2025-10-17 - 16:47 ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เพิ่งจะประกาศในสัปดาห์นี้ว่าจะมีการส่งทีมปฏิบัติการเข้าไปที่กัมพูชา และสั่งห้ามพลเมืองเดินทางไปที่บางพื้นที่ของกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าทางการเกาหลีใต้เริ่มเอาจริงเอาจังมากขึ้นในเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ อะไรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ทางการเกาหลีใต้เริ่มยกระดับการปฏิบัติการ และแก๊งอาชญากรรมในกัมพูชาใช้วิธีการไหนในการล่อลวงชาวเกาหลีใต้ไปเป็นเหยื่อได้เป็นจำนวนมาก กรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีในกัมพูชากลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสนใจต่อกรณีการล่อลวงและลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ไปคุมขังเพื่อบังคับใช้แรงงานสแกมเมอร์ ซึ่งมีการทารุณกรรมและการสังหารเกิดขึ้น ในแหล่งอาชญากรรมเหล่านั้น กรณีที่เกิดขึ้นกับนักศึกษารายดังกล่าวนี้ เป็นการพบศพเมื่อที่จังหวัดกำปต ประเทศกัมพูชา มีการสันนิษฐานว่าเขาน่าจะถูกสังหารโดยแก๊งอาชญากรรมจีนที่เข้าไปตั้งศูนย์สแกมเมอร์ที่นั่น หลังจากที่แก็งค้ามนุษย์เหล่านี้ทำการล่อลวงเขาด้วยโฆษณาจ้างงานที่อ้างว่าเป็น "งานรายได้สูงในต่างประเทศ" แต่กลับลักพาตัวเขาเพื่อค้ามนุษย์และส่งไปบังคับใช้แรงงานที่แหล่งสแกมเมอร์ เรื่องดังกล่าวนี้ทำให้ทางการเกาหลีใต้แถลงเกี่ยวกับการพยายามแก้ปัญหา โดยผลักดันให้ตำรวจเอาจริงเอาจังมากขึ้น เนื่องจากพบว่าแก๊งมิจฉาชีพในกัมพูชาล่อลวงชาวเกาหลีใต้เพิ่มมากขึ้น โดยมีทั้งกรณีการลักพาตัว, กักขังหน่วยเหนี่ยวอย่างผิดกฎหมาย และกรณีการถูกสังหาร ประธานาธิบดี อีแจมย็อง ประกาศเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมาให้มีการสั่งห้ามการเดินทางไปยังบางพื้นที่ของกัมพูชา เพราะกลัวเรื่องที่ชาวเกาหลีใต้จะถูกล่อลวงไปทำงานที่ศูนย์สแกมเมอร์ เช่น พื้นที่ภูเขาโบโก จังหวัดกำปต, เมืองบาเวต และเมืองปอยเปต โดยจะมีบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนเดินทางไปยังสถานที่เหล่านี้ นอกจากนี้เกาหลีใต้ยังได้ส่งทีมปฏิบัติการฉุกเฉินที่ประกอบด้วยตำรวจและหน่วยสืบราชการลับของเกาหลีใต้เข้าไปที่กัมพูชาด้วย อีกทั้งยังมีแผนการเพิ่มความร่วมมือทางการทูตกับกัมพูชาเพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งตัวชาวเกาหลีใต้กลับประเทศและให้ตำรวจทำการสืบสวนร่วมกับทางการกัมพูชาเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีในกัมพูชา หน่วยงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้เคยแถลงไว้ก่อนหน้านี้ว่า พวกเขาวางแผนจะประสานงานกับทางการกัมพูชาในการจัดตั้งหน่วยตำรวจ "แผนกเกาหลี" เพิ่มเข้าไปในตำรวจท้องที่ของกัมพูชาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวสัญชาติเกาหลีใต้ ทางการเกาหลีใต้ระบุว่ากลุ่มแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติที่ก่อเหตุล่อลวงเช่นนี้ เดิมทีเคยเน้นตั้งศูนย์ก่อเหตุอยู่ตามชายแดน "สามเหลี่ยมทองคำ" ระหว่างสามประเทศคือ ไทย, พม่า, ลาว แต่ในตอนนี้ไปย้ายฐานไปอยู่ที่กัมพูชา โดยมีการตั้งแก๊งหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงด้วยเสียงปลอม (voice phishing) การสแกมด้วยการหลอกให้รัก การล่อลวงลงทุนคริปโต และการพนันผิดกฎหมาย องค์กรแอมเนสตีนำเสนอรายงานว่าทั่วประเทศกัมพูชามีแหล่งปฏิบัติการสแกมเมอร์ หรือศูนย์หลอกลวงต้มตุ๋นออนไลน์อยู่มากกว่า 50 แห่ง โดยที่ในปี 2568 มีชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวไปกักขังที่ศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชารวมแล้ว 252 ราย ข้อมูลของ พักชานแด ส.ส.พรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเกาหลีใต้ ระบุว่ากรณีที่ชาวเกาหลีใต้ถูกล่อลวงผ่านโฆษณาจ้างงานนั้นมีเพิ่มขึ้นจากแต่ 1 รายในปี 2565 กลายเป็น 220 รายในปี 2567 และในปีนี้ ก็มีรายงานกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว 330 กรณี จากข้อมูลที่รวบรวมมาจนถึงเดือนสิงหาคม แก๊งอาชญากรหันมาล่อลวงด้วยข้ออ้าง "จ้างงานรายได้ดี" เพิ่มมากขึ้น มีการตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มแก๊งอาชญากรได้ใช้วิธีการล่อลวงเหยื่อด้วยการอ้างว่ามีงานรายได้ดีให้ทำ โดยได้ไปโพสต์ในพื้นที่จัดหางานต่างๆ ของโลกออนไลน์ ซึ่งมักจะมีการใช้คำโฆษณาจำพวกนี้ปรากฏขึ้นบ่อยๆ เช่นว่า "ทำรายได้หลายล้านวอนต่อเดือน" หรือ "โอกาสทำงานในต่างประเทศ" โดยอ้างว่าพวกเขาจะได้เดินทางไปทำงานที่ จีน, เวียดนาม, ไทย หรือกัมพูชา ข้อความโฆษณาเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏแค่ในเว็บไซต์ภาษาเกาหลีในสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังปรากฏในกระดานหางานสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วย โดยอ้างว่าเป็นการจ้างงานเต็มเวลาของบริษัทต่างชาติในสาขาย่อยที่ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รูปแบบงานส่วนใหญ่ที่โพสต์มักจะระบุว่าเป็นงานแบบ "การตลาดผ่านทางโทรศัพท์" หรือที่เรียกว่า "เทเลมาร์เก็ตติง" นอกจากนี้ยังระบุว่าพนักงานจะได้รับที่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกที่หรูหรา มีอาหารฟรี และมีค่าตั๋วเครื่องบินให้ ระบุว่าจะมีเงินเดือนให้ระหว่าง 10-20 ล้านวอน (ราว 229,000-458,000 บาท) แต่แทนที่โพสต์เหล่านี้จะให้ข้อมูลติดต่อของบริษัท พวกเขากลับให้ไอดีของเทเลแกรมทิ้งไว้ โดยสัญญาว่าจะติดต่อสื่อสารกับผู้หางานแบบตัวต่อตัวโดยไม่ได้ระบุตัวตนของผู้จ้างวานให้เห็น มีตัวอย่างโฆษณาหางานชิ้นหนึ่งที่โพสต์ในเว็บไซต์หางานของมหาวิทยาลัยระบุว่า "ถ้าหากคุณกำลังเข้าตาจน พยายามหาเงินเลี้ยงชีพในเกาหลี หรือแค่โลภอยากได้เงิน พวกเราก็ต้อนรับคุณ จะมาเป็นคู่รัก หรือเป็นเพื่อนกันก็ยังได้ ยังไงก็ขอให้มาที่นี่ แล้วพร้อมที่จะทำเงิน พวกเราทุกคนต่างก็เคยล้มเหลวมาก่อน แล้วจะต้องกลัวอะไรอีกล่ะ" มีอยู่อีกโพสต์หนึ่งที่พยายามทำให้ผู้สมัครไว้วางใจด้วยการระบุว่า "ไม่มีการทำร้ายหรือกักขังหน่วงเหนี่ยวแน่นอน" สื่อจุงอังอิลโบ ของเกาหลีเคยส่งข้อความทางเทเลแกรมไปให้กับผู้รับสมัครงาน พวกเขาได้รับการตอบกลับมาว่า งานจะอยู่ที่สิหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา เพราะเมื่อถามถึงเงินเดือน ผู้จ้างก็บอกว่าจะได้เบื้องต้นราว 65,000 บาทต่อเดือน และมีโอกาสจะทำยอดได้เพิ่มขึ้นเป็น 200,000 กว่าบาทต่อเดือนได้ อีกทั้งยังบอกว่าจะจัดหาที่พัก เป็นห้องในหอพักสำหรับสองคนให้ด้วย มีอยู่รายหนึ่งที่ยอมรับตรงๆ เลยว่าเป็นงานสแกมแต่ก็บอกว่าไม่มีการทำร้ายร่างกายหรือลักพาตัว ผู้จ้างวานรายนี้บอกว่าพวกเขามีบริษัทตั้งอยู่ที่จังหวัดพระสีหนุ แล้วก็ยอมรับตรงๆ เลยว่าเป็นงานหลอกลวงต้มตุ๋น และเมื่อถามต่อไปว่าเป็นงานแบบหลอกลวงด้วยเสียงปลอมใช่หรือไม่ พวกเขาก็ตอบว่าเป็นงานแนว "หลอกให้ลงทุนมากกว่า" นอกจากนี้ยังอ้างว่าพวกเขา "ตั้งบริษัทมา 4-5 ปีแล้ว" และอ้างว่า "ถ้ามีปัญหาอย่างการลักพาตัวหรือทำร้ายร่างกายจริง พวกเราก็ถูกปิดไปแล้ว พวกเราพยายามรักษาบรรยากาศที่ดีไว้" สื่อเกาหลีตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้จ้างงานสแกมเมอร์น่าจะรับรู้ว่าพวกเขาตกเป็นที่จับตามองของสื่อมากขึ้น พวกเขาจึงยอมรับในทำนองว่าเป็นงานสแกมแต่ก็ปฏิเสธข้อหาเรื่องการทำร้ายหรือลักพาตัว อ้างว่าเป็น "สิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทธุรกิจมืด" และบอกว่า "มันไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราเลย" มีอีกรายหนึ่งที่ยอมรับว่าพวกเขา "ทำงานหลอกลวงด้วยเสียงปลอม" แล้วก็ถามผู้สมัครว่า "คุณโอเคไหม" มีการชี้แจงรายละเอียดเลยว่างานของพวกเขาคือการทำหน้าที่ "สวมรอยเลียนแบบอัยการ" เป็นงานที่ไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ เพียงแค่อยากทำเงินแล้วก็จะได้เงินตามงานที่ทำสำเร็จโดยจะได้รับส่วนแบ่งร้้อยละ 6 จากจำนวนเงินที่หลอกจากเหยื่อมาได้ ผู้จ้างรายเดียวกันนี้อ้างด้วยว่า เหตุการณ์เลวร้ายในหน้าข่าวที่เกิดขึ้นที่ศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชานั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแต่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล พวกเขาตั้งอยู่ในเมืองจึงเชื่อได้ว่า "มีความปลอดภัยมากกว่า" อีกทั้งยังอ้างว่าผู้สมัครงานสามารถ "เดินทางไปกลับเกาหลีได้อย่างอิสระ" เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ปี 2568 ชาวเกาหลีใต้ถูกหลอก ไปเป็น 'สแกมเมอร์' ในกัมพูชาอย่างน้อย 252 ราย กรณีที่ทำให้ทางการเกาหลีใต้ตื่นตัว แต่กัมพูชาได้ให้ความร่วมมือด้วยหรือไม่ นอกจากกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาที่กำปตเมื่อเดือน สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่กลายเป็นข่าวดังแล้ว เรื่องราวที่มีเหยื่อเป็นชาวเกาหลีใต้ถูกล่อล่วงไปทำงานก็ยังคงปรากฏในหน้าสื่ออยู่อีกหลายกรณี ในกรณีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เมื่อตำรวจเกาหลีใต้ระบุว่าจะตามหาชายชาวเกาหลีใต้อายุราว 30 ปีที่หายตัวไปหลังเดินทางไปกัมพูชา โดยที่ก่อนหน้านี้ชายผู้นี้ได้ติดต่อกลับหาครอบครัวผ่านทางเทเลแกรมอ้างว่าจะได้รับการปล่อยตัวถ้าหากส่งเงินให้เขา 20 ล้านวอน (ราว 458,000 บาท) นอกจากนี้ยังมีเหยื่อรายอื่นๆ ที่ได้รับรายงานการหายตัวไปในช่วงใกล้เคียงกัน ซึ่งทางการเกาหลีใต้เชื่อว่าผู้คนเหล่านี้ต่างก็ถูกหลอกจากโฆษณาจ้างงาน แต่พอไปถึงกัมพูชาแล้วกลับถูกริบหนังสือเดินทาง โทรศัพท์ และสิ่งของมีค่าอื่นๆ ก่อนที่จะคุมขังพวกเขาแล้วบีบให้พวกเขาทำงานสแกมเมอร์ มีกรณีที่เป็นที่รู้จักอีกรายหนึ่งคือนักศึกษาเกาหลีใต้ที่ชื่อสมมติว่า "เอ" ถูกล่อลวงด้วยข้ออ้างการจ้างงาน ต่อมาก็พบว่าเสียชีวิตที่สถานประกอบอาชญากรรมที่เรียกชื่อว่า "Wench" เหยื่ออีกรายหนึ่งได้รับการช่วยเหลือออกมาจากสถานกักกันในกัมพูชาเปิดเผยว่า เอ "ถูกทุบตีทำร้ายอย่างหนักจนเขาไม่สามารถเดินหรือหายใจได้ แล้วก็เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล" ช่วงต้นเดือนตุลาคม ที่ผ่านมาก็มีการช่วยเหลือเหยื่อจากศูนย์อาชญากรรมสแกมเมอร์ได้อีก 2 ราย ชื่อสมมติว่า "ซี" และ "ดี" พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากโรงแรมที่จังหวัดพระสีหนุหลังจากที่ถูกคุมขังโดยแก๊งอาชญากรรมที่อยู่ในกัมพูชา ผู้ที่ถูกล่อลวงเหล่านี้ถูกบังคับใช้แรงงานสแกมเมอร์ด้วยเสียงปลอมแต่ถ้าพวกเขาปฏิเสธก็จะถูกทุบตีด้วยท่อนเหล็กและถูกทารุณกรรมด้วยเครื่องช๊อตไฟฟ้า ทุกครั้งที่พวกเขาหมดสติก็จะสาดน้ำใส่ให้ตื่น ถึงแม้ว่าจะมีเหยื่อรายหนึ่งที่สามารถส่งข้อความขอความช่วยเหลือผ่านทางเทเลแกรมได้ แต่แก๊งที่จับเขามาพบเห็นข้อความของเขาเสียก่อนจึงหลบหนีตำรวจไปได้ แก๊งอาชญากรขู่เหยื่อว่าจะ "เผาทั้งเป็น" ก่อนที่ตำรวจกัมพูชาจะทำการบุกทลายโรงแรมที่เป็นศูนย์สแกมเมอร์ เหยื่อเหล่านี้ถูกจับมาบังคับใช้แรงงานเป็นสแกมเมอร์มาเป็นเวลา 160 วันก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลิอ กรณีอาชญากรรมต่อชาวเกาหลีใต้ที่เกิดถี่ขึ้นในกัมพูชา ตอกย้ำให้ทางการเกาหลีใต้เอาจริงเอาจังมากขึ้นกับปัญหานี้ และถึงแม้ว่าจะพยายามประสานความร่วมมือกับทางการกัมพูชาแต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือมากเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับการประสานความร่วมมือกับชาติอื่นๆ ที่เคยทำมา เช่นกรณีที่ทางการเกาหลีใต้ขอหลักฐานการชันสูตรศพนักศึกษาที่เสียชีวิตในกำปต และขอเข้าถึงรายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดี แต่ทางการกัมพูชาก็อ้างว่าการขอข้อมูลเหล่านี้ต้องเป็นไปตามกระบวนการการช่วยเหลือทางกฎหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่กินเวลามาก ต้องผ่านการอนุญาตจากทั้งกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงต่างประเทศจากทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ทางการกัมพูชาก็ทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีกโดยการเรียกร้องว่า ถ้าเกาหลีใต้อยากให้ช่วยเรื่องการส่งตัวผู้ต้องสงสัยก่ออาชญากรรมต่อชาวเกาหลีให้กับทางการเกาหลีใต้ พวกเขาก็ต้องส่งตัวชาวกัมพูชาฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ยูแจซอง รักษาการ ผบ.ตร. เกาหลีใต้กล่าวว่า "ความร่วมมือทางตำรวจกับกัมพูชานั้นมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ... พวกเราต้องยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป" อย่างไรก็ตามมีการเปรียบเทียบกับกรณีของญี่ปุ่นที่สามารถร่วมมือกับกัมพูชาในการช่วยเหลือประชาชนของตัวเองที่ถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์ออกจากประเทศกัมพูชาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้เชี่ยวชาญที่เรียกร้องให้เกาหลีใต้ขยายช่องทางปฏิสัมพันธ์กับกัมพูชาในทางการทูตมากขึ้นและส่งตัวหน่วยสืบสวนของตัวเองเข้าไปในกัมพูชา แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญอีกรายหนึ่งบอกว่าวิธีการทางการทูตอย่างเดียวยังไม่พอ เกาหลีใต้ควรจะส่งเจ้าหน้าที่บังคับกฎหมายของตัวเองเข้าไปที่กัมพูชาด้วย จุงแจฮวาน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอินฮา เกาหลีใต้ กล่าวว่า "ถ้าหากตำรวจกัมพูชามีศักยภาพมากพอที่จะทลายเครือข่ายแก๊งอาชญากรรมได้จริง วิธีการทางการทูตอย่างเดียวก็อาจจะเพียงพอ ... แต่ภายใต้สภาพการณ์แบบนี้ เกาหลีจะต้องมีความแข็งขันในการที่จะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจของตัวเองเข้าไป" สื่อเกาหลีพบแหล่งสแกมเมอร์สลายตัว โยกย้าย หลบหนีจ้าละหวั่นในกัมพูชา ขณะเดียวกันในรายงานล่าสุดวันนี้ (17 ต.ค.) ของ Korea Times รายงานว่าผู้สื่อข่าวของฮันกุกอิลโบ รายงานเมื่อ 16 ต.ค. ว่า ศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่หลายแห่งในกัมพูชาเริ่มถูกทิ้งร้าง หลังจากทางการสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรประกาศยึดทรัพย์และคว่ำบาตรบริษัท Prince Group ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงและค้ามนุษย์ข้ามชาติ ภายในคอมเพล็กซ์ไท่จื่อ จังหวัดตาแก้ว ประเทศกัมพูชา ซึ่งถูกร้องเรียนว่าเป็นแหล่งสแกมเมอร์ โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (16 ต.ค.) พบว่าภายในห้องพักถูกทิ้งร้าง และร่องรอยของการหลบหนีอย่างเร่งรีบ ที่มา: The Korea Times/Hankook Ilbo ในรายงานของ YouTube/Hankook Ilbo เมื่อ 16 ต.ค. 68 พบว่าที่จังหวัดพระสีหนุ สมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งในจำนวนนี้มีชาวเกาหลีด้วย กำลังขนจอมอนิเตอร์และสัมภาระออกไปด้านนอก เตรียมย้ายฐานที่ตั้ง โดยผู้สื่อข่าวฮันกุกอิลโบ ระบุว่ากลุ่มอาคารไท่จื่อในจังหวัดตาแก้ว ที่ประกอบด้วยกลุ่มอาหารสูง 4 ชั้น 11 อาคาร รองรับแรงงานได้ถึง 5,000 คน ซึ่งเคยถูกร้องเรียนว่าเป็นแหล่งสแกมเมอร์ แต่เมื่อคณะเจ้าหน้าที่และผู้สื่อข่าวเข้าไปตรวจสอบ กลับพบเพียงห้องว่าง เตียงสองชั้น และข้าวของที่ถูกทิ้งไว้ในความรีบร้อน ชาวเกาหลีใต้ที่ติดตามลงพื้นที่ด้วยระบุกับสื่อว่า “คงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะหนีได้รวดเร็วขนาดนั้น หากไม่มีคนในตำรวจท้องถิ่นช่วยแจ้งข่าว”” ไม่เพียงเท่านั้น ศูนย์หลอกลวงอีกสองแห่งใกล้กรุงพนมเปญคือ “วองกู” และ “แมงโก้” ที่เคยใช้เป็นฐานสแกมเมอร์แบบ คลิปเสียงลวง และการทรมานเหยื่อ ก็ถูกปิดเงียบ ขึ้นป้าย “ให้เช่า” แขวนอยู่หน้าทางเข้า ขณะที่ ที่จังหวัดพระสีหนุก็มีรายงานการขนย้ายอุปกรณ์และแรงงานจำนวนมากออกจากพื้นที่ คาดว่าเป็นการเคลื่อนย้ายศูนย์ไปยังจุดใหม่ นักเคลื่อนไหวชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาชี้ว่า นี่ไม่ใช่สัญญาณของการสิ้นสุด แต่คือ “การย้ายฐาน” ของเครือข่ายอาชญากรรมไปยังพื้นที่ชายแดน เช่น ปอยเปต หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ไทย และเวียดนาม พร้อมเตือนว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เหยื่อชาวเกาหลีที่ยังถูกคุมขังจะถูกย้ายตามไปด้วย “ยิ่งเวลาผ่านไป แก๊งเหล่านี้ยิ่งซ่อนตัวลึกขึ้น และการช่วยเหลือก็ยิ่งยากขึ้น” อ๊ก แฮซิล รองประธานสมาคมชาวเกาหลีในกัมพูชา ซึ่งทำงานช่วยเหลือเหยื่อมากว่าสามปี ระบุว่า “นี่คือชั่วโมงทองของสัปดาห์สุดท้ายที่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังมีโอกาสใช้กำลังตำรวจและกลไกรัฐในการช่วยเหลือผู้ถูกกักขัง ก่อนทุกอย่างจะจมหายไปในเงามืด” ล่าสุด หน่วยเฉพาะกิจร่วมเกาหลี–กัมพูชา ประกาศจัดตั้งหน่วยงานฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือเหยื่อชาวเกาหลีและเตรียมส่งตัวผู้ต้องสงสัยชาวเกาหลีกลับประเทศโดยเร็ว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในพื้นที่ ค่ายสแกมเหล่านี้อาจเพียงเปลี่ยนชื่อและย้ายที่ ตั้งต้นขบวนการใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านภายในเวลาไม่นาน ขณะเดียวกันสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ระบุว่ามีชาวเกาหลีใต้ 2 คน เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในช่วงเช้า “บุคคลสองรายที่อยู่ในกระบวนการส่งกลับจากกัมพูชาได้เดินทางถึงสนามบินอินชอนแล้วในเช้าวันนี้”  เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งกล่าว พร้อมเสริมว่ากำลังอยู่ระหว่างการหารือกับทางการกัมพูชาเพื่อเร่งรัดการส่งตัวผู้ที่เหลือกลับประเทศโดยเร็วที่สุด เมื่อเดินทางถึงเกาหลีใต้ ทั้งสองถูกส่งตัวให้กับสถานีตำรวจท้องที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ถูกส่งกลับได้ถูกตั้งข้อหาแล้ว และจะมีการออกหมายจับเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มีกำหนดกลับมาในลำดับต่อไป ตำรวจเกาหลีใต้ระบุว่ามีชาวเกาหลีใต้ถูกควบคุมตัวในกัมพูชา 63 ราย และจะดำเนินการส่งตัวชาวเกาหลีใต้ในรายที่มีหมายจับสากล (Interpol Red Notice) กลับมาก่อน ซึ่งหลังจากมีการส่งกลับล่าสุดนี้ จำนวนผู้ที่ยังอยู่ในความควบคุมของทางการกัมพูชาจึงลดเหลือ 61 คน เจ้าหน้าที่คาดว่ากระบวนการส่งตัวทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเวลาประมาณหนึ่งเดือน มีรายงานด้วยว่า เกาหลีใต้กำลังพิจารณาใช้เที่ยวบินเช่าเหมาลำเพื่อเร่งการส่งตัวกลับทั้งหมด โดยคาดว่าอาจเริ่มต้นการส่งกลับครั้งใหญ่ได้เร็วที่สุดภายในสุดสัปดาห์นี้ เรียบเรียงจาก 2 more Koreans repatriated from Cambodia as authorities target scam compounds, The Korea Times, 17-10-2025 https://www.koreatimes.co.kr/southkorea/law-crime/20251017/2-more-koreans-repatriated-from-cambodia-as-authorities-target-scam-compounds As scam sites empty in Cambodia, Korean activist says this week is ‘last golden hour’ for rescues, The Korea Times, 17-10-2025 https://www.koreatimes.co.kr/southkorea/law-crime/20251017/as-scam-sites-empty-in-cambodia-korean-activist-says-this-week-is-last-golden-hour-for-rescues South Korea bars travel to parts of Cambodia amid concerns over scam centres and reported kidnappings, CNA, 15-10-2025 https://www.channelnewsasia.com/asia/south-korea-cambodia-scam-centre-kidnappings-crime-5403341 False job ads from Southeast Asia continue to surface amid crimes against Korean nationals in Cambodia, Korean JoongAng Daily, 13-10-2025 https://koreajoongangdaily.joins.com/news/2025-10-13/national/socialAffairs/False-job-ads-from-Southeast-Asia-continue-to-surface-amid-crimes-against-Korean-nationals-in-Cambodia-/2418733 Korea finds efforts to work with Cambodia police tough going, Korea Herald, 13-10-2025 https://www.koreaherald.com/article/10592321 Cambodia fast becoming hotbed of crime targeting Koreans, Korea Times, 13-10-2025 https://www.koreatimes.co.kr/southkorea/law-crime/20251013/cambodia-fast-becoming-hotbed-of-crime-targeting-koreans * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * ไอซีที * กัมพูชา * เกาหลีใต้ * อาชญากรรม * สแกมเมอร์ * แก๊งคอลเซนเตอร์ * การหลอกลวง * แก๊งอาชญากรรม * อีแจมย็อง * การบังคับใช้แรงงาน * การค้ามนุษย์ * การล่อลวงจ้างงาน
021
Reposted by BenchaMFP
Barack Obama @barackobama.bsky.social · 09/10/2025
My statement on Middle East peace
A white graphic with a blue border includes the following text: 

My Statement on Middle East Peace
October 9, 2025 

After two years of unimaginable loss and suffering for Israeli families and the people of Gaza, we should all be encouraged and relieved that an end to the conflict is within sight; that those hostages still being held will be reunited with their families; and that vital aid can start reaching those inside Gaza whose lives have been shattered. More than that, though, it now falls on Israelis and Palestinians, with the support of the U.S. and the entire world community, to begin the hard task of rebuilding Gaza – and to commit to a process that, by recognizing the common humanity and basic rights of both peoples, can achieve a lasting peace.
782116612465
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 16/03/2024
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (3) : ผลของคดีกดเพดานสำเร็จแล้ว
dlvr.it
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (3) : ผลของคดีกดเพดานสำเร็จแล้ว
Submitted on Sat, 2024-03-16 22:20 อธึกกิต แสวงสุข : สัมภาษณ์  บุรภัทร จันทร์ประทัด : วิดีโอ/ คชรักษ์ แก้วสุราช : ภาพ ตอนสุดท้ายของสัมภาษณ์พิเศษ ‘วรเจตน์ ภาคีรัตน์’ ศาสตราจารย์และอาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยประชาไทและอธึกกิต…
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 14/03/2024
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (2) : เราอยู่ในระบอบอะไร?
dlvr.it
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (2) : เราอยู่ในระบอบอะไร?
Submitted on Fri, 2024-03-15 00:21 อธึกกิต แสวงสุข : สัมภาษณ์  บุรภัทร จันทร์ประทัด : วิดีโอ/ คชรักษ์ แก้วสุราช : ภาพ จากตอนที่ 1 ประชาไทและอธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์อิสระ สัมภาษณ์พิเศษ ‘วรเจตน์ ภาคีรัตน์’ ศาสตราจารย์และอาจารย์จากคณะนิติศาสตร์…
002
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 13/03/2024
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (1) ศาลมัดรวมทุกอย่างจนภาพเบลอ
dlvr.it
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (1) ศาลมัดรวมทุกอย่างจนภาพเบลอ
Submitted on Wed, 2024-03-13 19:48 อธึกกิต แสวงสุข : สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง : เรียบเรียง บุรภัทร จันทร์ประทัด : วิดีโอ/ คชรักษ์ แก้วสุราช : ภาพ * ‘วรเจตน์ ภาคีรัตน์’ ชี้การเสนอแก้กฎหมายไม่ใช่การที่สิทธิและเสรีภาพ แต่เป็นการใช้สถานะของ สส.…
003
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 20/09/2025
dlvr.it
ชวนทำความเข้าใจกรณีสังหาร 'ชาร์ลี เคิร์ก' อำนาจวาทกรรมฝ่ายขวา ความเห็นใจแบบเลือกปฏิบัติ และเสรีภาพที่ไม่เท่าเทียมกัน
ชวนทำความเข้าใจกรณีสังหาร 'ชาร์ลี เคิร์ก' อำนาจวาทกรรมฝ่ายขวา ความเห็นใจแบบเลือกปฏิบัติ และเสรีภาพที่ไม่เท่าเทียมกัน auser15 Sat, 2025-09-20 - 14:12 เหตุสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก ผู้พูดฝ่ายขวาจัดเจ้าขององค์กร เทิร์นนิงพอยต์ ยูเอสเอ นำมาซึ่งข้อโต้แย้งหลายประการในสังคมและการเมืองสหรัฐฯ แต่การจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าเคิร์กไม่ใช่แค่เหยื่อที่บริสุทธิ์ แต่ตัวเขาเองก็เคยเป็นผู้ยุยงความรุนแรงและสนับสนุนอาวุธปืนด้วย นอกจากนี้ยังมีความน่ากังขาของฝ่ายขวาอเมริกันที่นำความตายของเขามาเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามและแม้กระทั่งอ้างลิดรอนเสรีภาพสื่อ ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดชาวอเมริกัน | ภาพจาก : Gage Skidmore (CC BY-SA 4.0) ในวันที่ 10 กันยายน 2568 นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด ชาร์ลี เคิร์ก ถูกสังหารโดยถูกยิงจากระยะไกลขณะที่เขากำลังพูดอยู่ที่อีเวนต์ของ TPUSA มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ การเสียชีวิตของเขานำมาซึ่งข้อถกเถียงมากมาย และแม้กระทั่งตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็เป็นผู้ที่สร้างข้อถกเถียงมากมายเช่นกัน ทันทีที่สิ้นเสียงปืนสังหารเคิร์ก กลุ่มฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมก็พร้อมชี้นิ้วโยนความผิดทุกอย่างให้กับฝ่ายซ้าย หรือแม้กระทั่งกล่าวหากลุ่มคนชายขอบที่เคิร์กมักจะกล่าวโจมตีด้วยวาทะสร้างความเกลียดชัง เช่นกล่าวหาคนข้ามเพศอย่างผิดๆ ที่สื่อบางแห่งก็เล่นตามแล้วบางส่วนก็มากลับลำทีหลัง [1] แต่เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากจับผู้ต้องสงสัยอย่าง ไทเลอร์ โรบินสัน ได้ สื่อก็เริ่มเล็งเห็นว่าการระบุถึงอุดมการณ์ของผู้ต้องสงสัยที่สังหารเคิร์กนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด [2] แต่ไม่ว่าผู้ต้องสงสัยนี้จะมีแรงจูงใจใดๆ หรือไม่ก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือการพยายามอ้างใช้ความตายของเคิร์กมาเป็นเครื่องมือในการเล่นงานการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือแม้กระทั่งกลุ่มคนชายขอบ เช่น ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างใช้เหตุการณ์นี้กล่าวโจมตี "พวกซ้ายสุดโต่ง" หลังเกิดเหตุไม่นาน [2] ทั้งที่ในตอนนั้นยังไม่สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ หรือเรื่องที่สื่อบางแห่งรายงานแบบกล่าวหาคนชายขอบอย่างที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ [1] ต้องไม่ลืมว่า ชาร์ลี เคิร์ก "ไม่ใช่ฮีโร่" เราเคารพต่อชีวิตได้โดยไม่จำเป็นต้องเชิดชู เวลาที่คนไทยพูดถึงประเด็นของชาร์ลี เคิร์ก ก็มักจะขาดความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องการเมืองของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ที่มีการเมืองเรื่องอัตลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก จึงมองแค่ว่า "ไม่มีใครควรตายเพราะความเชื่อทางการเมือง" ซึ่งในทางหลักการแล้วก็เป็นคำพูดที่ถูกต้อง แต่การละเลยบริบทก็กลายเป็นการทำให้เคิร์กเป็นแค่เหยื่อที่น่าสงสาร หรือแม้กระทั่งเป็น "ฮีโร่" ของ "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ทั้งๆ ที่เคิร์กก็เป็นผู้ใช้วาจาปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งเป็นต้นเหตุของความรุนแรงเช่นเดียวกัน ชาร์ลี เคิร์ก เป็นฝ่ายขวาจัดผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรอนุรักษ์นิยมในสหรัฐฯ ชื่อ "เทิร์นนิง พอยต์ ยูเอสเอ" (TPUSA) เมื่อปี 2555 และตัวเขาเองก็เป็นผู้อำนวยการบริหารขององค์กรนี้ เขามักจะวางตัวว่าเป็น "นักดีเบต" ของฝ่ายขวา และ พยายามผลักดันขบวนการ MAGA ของพรรครีพับลิกัน รวมถึงสนับสนุนแนวทางอนุรักษ์นิยมของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลายด้าน เช่น ต่อต้านการทำแท้ง, ต่อต้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ, วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายสิทธิพลเมือง, เหยียดเชื้อชาติสีผิว ต่อต้านผู้อพยพ และวิจารณ์นักสู้ด้านสิทธิพลเมืองอย่าง มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์, รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจผิดเรื่อง COVID-19 เคิร์กยังเคยเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งนักศึกษาขึ้นรถบัสไปที่การประท้วง 6 มกราคม 2564 ที่ประท้วงต่อต้านชัยชนะในการเลือกตั้งของ โจ ไบเดน จนมีการก่อเหตุโจมตีอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ กลายเป็นเหตุจลาจลและมีความรุนแรงตามมา เจมี สตีม นักข่าวและนักพูดที่มีผลงานลงในสื่อหลายแห่งของสหรัฐฯ เตือนไว้ว่า เราต้องระวังไม่ทำให้คนแบบเคิร์กกลายเป็น "ฮีโร่" [4] โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์หนึ่งของ 911 ที่กลุ่มชาวอเมริกันบนเครื่องบิน ยูไนเต็ดไฟล์ท 93 ช่วยกันบุกเข้าไปในห้องนักบินที่ถูกยึดโดยผู้ก่อการร้ายแล้วเบนเครื่องบินที่กำลังตกไม่ให้พุ่งชนอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ แต่ไปตกในทุ่งร้างของเพนซิลเวเนียแทน สตีมระบุว่า ผู้กล้าบนยูไนเต็ตไฟล์ท 93 ต่างหากที่ควรได้รับการยกย่องให้เป็น "ฮีโร่" ของชาวอเมริกัน และในวันที่ 11 กันยายน ควรจะเป็นวันที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 รายในเหตุการณ์ 911 แต่กลับกลายเป็นว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมหันเหความสนใจมาที่การเสียชีวิตของชายคนหนึ่งที่เพิ่งจะด่าทอผู้หญิงผิวดำและใช้วาทะในแบบที่ไม่น่าจะออกสื่อได้ แล้วก็มีการพยายามยกให้เขาเสมือนเป็น "ผู้พลีชีพ" นำความตายของเขามาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง วาทะของเคิร์ก ที่ส่งเสริมความรุนแรง เคิร์ก เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดที่พูดในสิ่งที่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งในหลายประเด็น แต่ในหลายเรื่องก็ถึงขั้นเป็นการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงต่อกลุ่มอัตลักษณ์ เช่น ความรุนแรงต่อชาวยิว หรือแม้กระทั่งละเลยปัญหาความรุนแรงอย่างเช่นการสนับสนุนอาวุธปืนโดยอ้างว่ามันก็อาจจะมีผู้เสียชีวิตกันบ้าง ไปจนถึงเรื่องที่อาจจะส่งผลต่อนโยบายความอยู่รอดในอนาคตของมนุษยชาติ เช่นการปฏิเสธวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน อย่างแรกเลยคือ เคิร์ก เป็นคนที่พยายามจะดึงดูดกลุ่มชาวคริสต์อนุรักษ์นิยมที่กำลังกลัวเรื่องที่สหรัฐฯ เริ่มมีการยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทำให้เขาวิพากษ์วิจารณ์สิทธิความหลากหลายทางเพศ แล้วก็วิจารณ์หลักการเรื่องการแยกรัฐกับศาสนาออกจากกันด้วย [3] เคิร์กยังส่งเสริมให้นักศึกษาและพ่อแม่รายงานต่อศาสตราจารย์เมื่อพบเห็นว่ามีใครที่ยอมรับสิทธิความหลากหลายทางเพศ เขาถึงขั้นก่อตั้ง TPUSA Faith เพื่อรวบรวมกลุ่มศาสนามาร่วมกันต่อต้านสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น "ความ woke" ซึ่งก็คือการยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคม   ประเด็นต่อมาคือเรื่องอาวุธปืน เคิร์ก เป็นคนที่สนับสนุนเรื่องอาวุธปืนอย่างมาก โดยที่เขาเคยพูดไว้ในอีเวนต์ TPUSA Faith ปี 2566 ว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตเพราะอาวุธปืนในสังคมที่มีคนใช้อาวุธปืน โดยที่เคิร์กมองว่าการที่มีคนตายเพราะอาวุธปืนบ้างนั้นมันเป็นราคาที่ต้องจ่ายให้กับสิทธิที่จะมีอาวุธปืนตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ว่าด้วย สิทธิในการครอบครองอาวุธปิน นอกจากนี้ เคิร์กยังเป็นคนที่มีมุมมองเหยียดเชื้อชาติสีผิว เหยียดชาวยิว และต่อต้านสิทธิพลเมืองด้วย เขาเคยวิจารณ์กฎหมายสิทธิพลเมืองอเมริกัน 1964 ว่าเป็นพลังทำลายล้าง มีการด่าว่า มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ นักสิทธิพลเมืองที่มีชื่อเสียงมาก เป็นคนที่ "แย่" เพราะทำให้สังคมเมริกันยึดติดกับเชื้อชาติสีผิว อีกทั้งยังใช้วาทะแบบเหยียดผิวในการต่อต้านโครงการความหลากหลาย DEI แล้วก็ยังเคยใช้คำว่า "สวะ" เรียก จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำที่ถูกตำรวจสังหารจนเกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวด้านความเป็นธรรมทางเชื้อชาติสีผิวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ฟลอยด์ เคิร์กยังถูกวิจารณ์แม้กระทั่งจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมบางส่วนในเรื่องที่เขาเหยียดชาวยิว และมีแนวคิดแบบทฤษฎีสมคบคิดหลุดโลกว่าชาวยิวพยายามนำผู้อพยพที่ไม่ใช่คนขาวเข้ามาในสหรัฐฯ เพื่อมาแทนที่ชาวอเมริกันผิวขาว วาทะของเคิร์กส่งผลสืบเนื่อง กลายเป็นแรงจูงใจให้มีคนใช้อาวุธปืนไปกราดยิงสุเหร่าชาวยิวที่พิตต์เบิร์กในปี 2561 นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แนวทางแบบฝ่ายขวาจัดส่งผลให้เกิดความรุนแรงอย่างแท้จริงที่นอกเหนือจากความรุนแรงเชิงโครงสร้าง อีกเรื่องหนึ่งที่ เคิร์ก สร้างข้อโต้แย้งคือกรณีโลกร้อน เขาเป็นคนที่ปฏิเสธว่าวิกฤตภูมิอากาศหรือโลกร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องจริงและไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ อีกทั้งยังอ้างว่าวิกฤตภุมิอากาศเป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ถึงแม้ว่าจะเคยมีผลโพลออกมาว่าแม้แต่กลุุ่มเยาวชนอนุรักษ์นิยมเองก็มองเรื่องโลกร้อนเป็นประเด็นที่มีความสำคัญก็ตาม [3] สำหรับในเรื่องเกี่ยวกับ "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" นั้นมีจุดที่สลับซับซ้อน และชวนให้ทำความเข้าใจมากกว่าไปกว่าแค่ความคิดที่ว่า "พูดอะไรก็ได้" อ้าง "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" แต่กลับข่มขู่คุกคามนักวิชาการ? ตัวของเคิร์กเองประกาศตนว่าเป็น "ผู้สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" แต่ในขณะเดียวกันเขาก็อ้างใช้ "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ในรูปแบบที่ลิดรอนเสรีภาพของคนอื่น ไปจนถึงขั้นคุกคามคนอื่น เช่น การที่เขาขู่ว่าจะฟ้องร้องมหาวิทยาลัยที่ไม่ยอมให้เขาเข้าไปจัดเวที ทั้งๆ ที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นผู้จัดหาเวทีพูดให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเสมอไปและพวกเขามีสิทธิปฏิเสธได้ อีกทั้งยังมีผู้วิจารณ์เคิร์กว่าเขาเป็นคน "มือถือสากปากถือศีล" ในเรื่องที่เทศนาเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแต่กลับให้องค์กรของเขาคือ TPUSA ทำ "บัญชีรายชื่อหมายหัวนักวิชาการ" โดยทำการหมายหัวนักวิชาการต่างๆ ที่นักศึกษามองว่าเป็นฝ่ายซ้าย[3] อีกทั้งยังมีการคุกมคามนักวิชาการเหล่านี้ด้วย หนึ่งในเหยื่อที่ถูกเคิร์กคุกคามคือ สเตซี แพตตัน นักพูดและนักวิชาการสหรัฐฯ ที่ระบุว่าเธอเคยถูกคุกคามโดยเคิร์กและผู้สนับสนุนเคิร์กมาเป็นแรมปี หลังจากที่เธอถูกบรรจุไว้ใน "บัญชีรายชื่อหมายหัวนักวิชาการ" ของ TPUSA เมื่อปี 2567 ซึ่งเธอได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการ MAGA ที่สนับสนุนทรัมป์ [5] แพตตัน เล่าว่ามีกลุ่มคนกระหน่ำส่งอีเมลหรือวอยซ์เมลให้เธอซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นชายผิวขาว พวกเขาพ่นคำพรุสวาทต่างๆ นานาผ่านทางโทรศัพท์ด้วยถ้อยคำเหยียดเพศและมีน้ำเสียงในเชิงข่มขู่คุกคาม นอกจากนี้ยังรุมกดดันสำนักอธิการบดีมหาวิทยาลัยให้ไล่เธอออก มีการฟลัดคำร้องมากในระดับที่ทำให้ยามมหาวิทยาลัยต้องคุ้มกันเธอเพราะเกรงว่ากลุ่มนักเลงคีย์บอร์ดจะมาทำร้ายเธอจริงๆ "บัญชีหมายหัวของเคิร์กได้สร้างความหวาดกลัวต่อคณาจารย์จำนวนมากทั่วประเทศ ... ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง, คนผิวดำ, ผู้มีความหลากหลายทางเพศ, ใครก็ตามที่ท้าทายแนวคิดคนขาวเป็นใหญ่ ท้าทายวัฒนธรรมอาวุธปืน หรือท้าทายแนวคิดชาตินิยมคริสเตียน พวกเขาจะตกเป็นเป้าหมายการคุกคามแบบมีการที่ร่วมกันวางแผนก่อเหตุ" แพตตันกล่าว "นั่นคือวัฒนธรรมความรุนแรงที่ ชาร์ลี เคิร์ก สร้างขึ้น เขาทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ เขารักษาวัฒนธรรมความรุนแรงนี้ไว้ ใช้มันหาเงินเข้ากระเป๋า แล้วก็ใช้โจมตีใครก็ตามที่กล้าท้าทายการโกหกจากขบวนการของเขา" แพตตันกล่าว แพตตันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เตือนว่าไม่ควรจะทำให้ภาพลักษณ์ของเคิร์กกลายเป็น "นักดีเบตผู้มีอารยะ" เพราะสิ่งเคิร์กกระทำ เป็นการกระตุ้นความรุนแรงทั้งต่อกลุ่มคนชายขอบและกับผู้ที่เห็นต่างจากเขา และเป็นผู้ผลักดัน "นโยบายที่ทำให้ชีวิตผู้คนสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด" ฝ่ายขวายกย่องผู้คายเรื่อง "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" แต่กลับรังแกคนเห็นต่าง-ปิดกั้นสื่อ? ไม่เพียงแค่แพตตันเท่านั้นที่เผชิญการคุกคาม กลุ่มฝ่ายขวาต่างก็พยายามใช้วิธีการ Doxxing หรือ แฉที่อยู่กับข้อมูลส่วนตัวของ นักวิชาการ, ครูอาจารย์, ข้าราชการ และคนอื่นๆ ที่พูดคุยกันในประเด็นการตายของเคิร์กในแบบที่พวกเขาไม่ชอบใจ จนเป็นเหตุให้มีคนอย่างน้อย 15 ราย ถูกไล่ออกหรือถูกสั่งพักงานเพราะเรื่องนี้ โดยที่หนึ่งในตัวการส่งเสริมการคุกคามคนเห็นต่างกรณีเคิร์กคือ ชายา ไรชิก ผู้ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มล้อเลียนและวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายซ้ายชื่อช่อง "Libs of TikTok" เธอได้เผยแพร่รูปถ่ายและสถานที่ทำงานของคนที่แสดงความคิดเห็นต่อการตายของเคิร์กในแบบที่แสดงความเสียใจไม่มากพอในความคิดเห็นของพวกเขา หนึ่งในคนที่เผชิญการคุกคามแบบถูกแฉที่อยู่คืออาจารย์จากมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ที่เขียนสตอรีในไอจีของตัวเองว่า "ฉันไม่สามารถแสดงความเห็นใจต่อคนๆ นี้ได้จริงๆ ผู้คนอาจจะอ้างว่า 'เขามีครอบครัวนะ มีลูกมีเมียนะ' แต่พวกเขาเคยเห็นใจเด็กคนอื่นๆ กับครอบครัวที่สูญเสียให้กับเหตุการณ์กราดยิงมากกว่า 258 แห่งตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันบ้างไหม" [6] ไม่ใช่แค่ครูอาจารย์เท่านั้นที่เผชิญการลิดรอนเสรีภาพในการที่จะไม่รู้สึกเสียใจต่อการตายของคนที่ปลุกปั้นความเกลียดชังและสนับสนุนอาวุธปืนอย่างเคิร์ก การลิดรอนเสรีภาพกรณีนี้ลามมาถึงสื่อโทรทัศน์แล้ว จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์รอบดึก Jimmy Kimmel Live! ก็ถูกถอดผังรายการจากการออกอากาศในช่อง ABC หลังจากที่เขาพูดถึงกรณีเคิร์ก โดยก่อนหน้าที่เขาจะถูกสั่งถอดผังได้มีการกดดันจากหน่วยงานรัฐบาลกลางภายใต้รัฐบาลทรัมป์ คิมเมลไม่ได้แสดงความไม่เคารพต่อเคิร์กหรือต่อเหตุการณ์สังหารที่เกิดขึ้นเลย สิ่งที่เขาพูดเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์และเสียดสีการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ และขบวนการ MAGA ของทรัมป์ ที่ "เอาเป็นเอาตาย" เหลือเกินในการพยายามอ้างใช้การตายของเคิร์กเพื่อมา "สร้างคะแนนทางการเมือง" ให้ตัวเอง โดยที่หลังจากนั้น คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ก็กดดันช่องโทรทัศน์ ABC จนทำให้คิมเมลถูกถอดผังรายการ [7] เรื่องนี้นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนทำงานสื่อรายอื่นๆ เช่น สตีเฟน โคลเบิร์ต พิธีกรรายการ The Late Show ของช่อง CBS ผู้ที่เคยเผชิญเรื่องแบบเดียวกันเมื่อไม่กี่เดือนก่อนจากการถูกสั่งพักรายการเพราะแรงกดดันจากทรัมป์ เขาพูดเปิดรายการเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ ผ่านมาว่า "พวกเราทุกคนคือ จิมมี คิมเมล" ซึ่งเป็นวลีที่สื่อถึงว่าทุกคนอาจจะมีโอกาสถูกข่มเหงแบบเดียวกับคิมเมลได้ โคลเบิร์ต ยังพูดต่อไปว่าสิ่งที่กระทำต่อคิมเมลนั้นนับเป็น "การเซนเซอร์อย่างเห็นได้ชัด" รวมถึงเตือนว่า "กับจอมเผด็จการเช่นนี้ คุณไม่สามารถขยับเขยื้อนอะไรได้เลย แล้วถ้าหาก ABC คิดว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ระบอบพึงพอใจได้ล่ะก็ พวกเขาก็ไร้เดียงสาอย่างสุดกู่" เซธ เมเยอร์ จากรายการ Late Night with Seth Meyers ของช่อง NBC ถึงขั้นบอกว่าสหรัฐฯ "กำลังตกต่ำลงอย่างรวดเร็วไปสู่ระบอบเผด็จการกดขี่" และบอกว่ารัฐบาลทรัมป์ "กำลังจ้องปราบปรามเสรีภาพสื่อ" [7] "ความเห็นใจแบบเลือกปฏิบัติ" แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่จะรู้สึกเห็นใจผู้ประสบความสูญเสียอย่างเคิร์กรวมถึงครอบครัวของเคิร์ก ไม่ว่าเคิร์กจะเป็นคนแบบไหนก็ตาม แต่ก็มีข้อสังเกตว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ทั้งการคุกคามคนที่เห็นต่างกับเคิร์ก หรือแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเสียชีวิตของเขาแบบที่ทำให้คนบางกลุ่มไม่ชอบใจ รวมถึงการอ้างใช้การเสียชีวิตของเขาเป็นเครื่องมือในการลิดรอนเสรีภาพ ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ยกย่องเคิร์กในเรื่อง "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ทั้งหมดนี้ มันได้สะท้อนให้เห็นถึง ความลำเอียง การเลือกปฏิบัติ และแม้กระทั่งความย้อนแย้งในตนเอง ทำไมคนที่มีอภิสิทธิมากกว่าถึงสมควรได้รับความเห็นใจมากกว่า? ในขณะที่คนชายขอบถึงไม่เคยได้รับความเห็นใจแบบนี้บ้าง? ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงซึ่งเป็นผลพวงจากการโหมกระพือความเกลียดชังโดยสื่อฝ่ายขวาและพวกนักพูด "นักดีเบต" ฝ่ายขวา คริสโตเฟอร์ โรดส์ อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและอาจารย์ด้านสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ระบุว่า การถกเถียงเรื่องการตายของเคิร์กทำให้เขาเริ่มเข้าใจวลีที่ว่า "ความเห็นใจแบบเลือกปฏิบัติ" มากขึ้น โรดส์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ทรัมป์กล่าวอ้างถึง "ความรุนแรงจากฝ่ายซ้ายสุดโต่ง" หลังจากที่เกิดเหตุเกี่ยวกับเคิร์กนั้น เขาไม่ได้พูดถึงความรุนแรงจากพวกฝ่ายขวา MAGA เลย ทั้งๆ ที่เพิ่งจะเกิดเหตุฝ่ายขวายิงนักการเมืองพรรดเดโมแครตสองรายจนเสียชีวิตในปีเดียวกันเมื่อหลายเดือนก่อน มีฝ่ายขวาที่วางเพลิงเผาบ้านของผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนียจากพรรคเดโมแครตพร้อมครอบครัวที่อยู่ในบ้าน รวมถึงมีการให้อภัยโทษคนที่โจมตีตำรวจตอนที่ฝ่ายผู้สนับสนุนทรัมป์บุกก่อจลาจลรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่ง โรดส์บอกว่าเป็นความ "สองมาตรฐานอย่างเห็นแก่ตัว" [10] เรียบเรียงจาก [1] On Charlie Kirk and How the Media Helped Perpetuate a Trans Boogeyman [2] Why understanding the Charlie Kirk shooting suspect may be harder than we thought [3] Where Charlie Kirk Stood on Key Political Issues [4] Stiehm: Charlie Kirk is no hero [5] Journalist put on Charlie Kirk’s ‘hit list’ speaks out about vile abuse: ‘He normalised violence' [6] Far-right groups dox online critics after Charlie Kirk’s death [7] How Stephen Colbert and Other Late-Night Hosts Responded to Jimmy Kimmel’s Suspension [8] What Jimmy Kimmel said about Charlie Kirk shooting that got his late-night show axed [9] How Stephen Colbert and Other Late-Night Hosts Responded to Jimmy Kimmel’s Suspension [10] Charlie Kirk and the danger of selective empathy   ข้อมูลเพิ่มเติมจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Charlie_Kirk   * รายงานพิเศษ * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * ชาร์ลี เคิร์ก * ฝ่ายขวา * สหรัฐอเมริกา * ริงโกะ มิโมซา
011
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 22/09/2025
dlvr.it
อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ ฝรั่งเศส–โปรตุเกสเตรียมร่วมวง
อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ ฝรั่งเศส–โปรตุเกสเตรียมร่วมวง ภาพ Alisdare Hickson/Wikipedia admin666 Mon, 2025-09-22 - 17:35 อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิสราเอลมายาวนาน ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (21 ก.ย.) รับรองปาเลสไตน์เป็นรัฐอย่างเป็นทางการ เฉพาะกรณีอังกฤษและแคนาดานับเป็นกลุ่ม G7 ที่รับรองรัฐปาเลสไตน์ นับเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอลยุติการโจมตีฉนวนกาซา ขณะที่สหรัฐฯ อาจเหลือเพียงชาติสมาชิกถาวรเพียงประเทศเดียวในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ไม่รับรองปาเลสไตน์ ยิ่งตอกย้ำว่ากรุงวอชิงตันกำลังยืนอยู่ตรงกันข้ามกับกระแสความเห็นของนานาชาติ แฟ้มภาพผู้ชุมนุม “สามัคคีกับชาวปาเลสไตน์” ที่ถนนดาวน์นิง ใกล้บ้านพักนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดยจัดชุมนุมก่อนการเยือนอังกฤษของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ภาพถ่ายเมื่อ 5 มิถุนายน 2561 ที่มา: Alisdare Hickson/Wikipedia อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิสราเอลมายาวนาน ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (21 ก.ย.) รับรองปาเลสไตน์เป็นรัฐอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอลยุติการโจมตีฉนวนกาซา ท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ โดยทั้งสามประเทศแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อการที่กระบวนการรับรองเอกราช “สองรัฐ” ไม่คืบหน้า ต่อมาในวันเดียวกัน โปรตุเกสประกาศรับรองปาเลสไตน์เช่นกัน โดยระบุว่าสองรัฐเป็น “หนทางเดียวสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นธรรม” ขณะที่ฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศคาดว่าจะประกาศตามมาในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจทำให้อิสราเอลถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นและสวนทางกับสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นพันธมิตรหลัก นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ตอบโต้ทันทีว่า “จะไม่มีรัฐปาเลสไตน์” โดยกล่าวหาว่าการตัดสินใจของประเทศเหล่านี้คือ “รางวัลก้อนโตแก่การก่อการร้าย” และประกาศว่าจะมีมาตรการตอบโต้หลังเดินทางกลับจากสหรัฐฯ ประธานาธิบดีอิสราเอล ไอแซก เฮิร์ซอก เสริมว่า การรับรองดังกล่าว “จะไม่ช่วยชาวปาเลสไตน์สักคน ไม่ช่วยปล่อยตัวตัวประกันสักคน และไม่ช่วยสร้างข้อตกลงสันติภาพใด ๆ” กรณีของประเทศไทย รับรองรัฐปาเลสไตน์เป็นรัฐอธิปไตยมาตั้งแต่ 17 มกราคม 2555 ไทยมีสถานทูตในกรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน มีเขตอาณาครอบคลุมปาเลสไตน์ ส่วนปาเลสไตน์มีสถานทูตในกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่มีเขตอาณาครอบคลุมไทย ขณะนี้มีมากกว่า 140 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติที่รับรองปาเลสไตน์แล้ว โดยจำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลต่อการโจมตีกาซาของอิสราเอล ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขในกาซาระบุว่าคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 65,000 คน ด้านประธานาธิบดีปาเลสไตน์ มาห์มูด อับบาส กล่าวว่าการประกาศของอังกฤษถือเป็น “ก้าวสำคัญและจำเป็น” เพื่อเดินหน้าสู่สันติภาพถาวรตามแนวทางสองรัฐ ส่วนกลุ่มฮามาสก็ระบุว่าเป็น “ก้าวที่น่ายินดี” แต่ย้ำว่าต้องตามมาด้วยมาตรการที่เป็นรูปธรรม นักการเมืองและนักวิชาการปาเลสไตน์อย่าง ดร.ฮานัน อัชรอวี มองว่าการรับรองปาเลสไตน์โดยหลายประเทศคือ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก” และทดสอบว่าประเทศเหล่านี้จะกล้าดำเนินมาตรการกดดันอิสราเอลจริงหรือไม่ อย่างไรก็ดี เส้นทางสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของสหประชาชาติยังเผชิญอุปสรรค เนื่องจากต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก 9 ใน 15 ประเทศสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง และต้องไม่ถูกคัดค้านโดยสมาชิกถาวร 5 ชาติ ซึ่งสหรัฐฯ มีแนวโน้มใช้สิทธิยับยั้ง แม้อังกฤษและแคนาดากลายเป็นประเทศกลุ่ม G7 แรกที่รับรองปาเลสไตน์ แต่ญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมนียังคงคัดค้าน ขณะที่สหรัฐฯ อาจเหลือเพียงประเทศถาวรเดียวในคณะมนตรีฯ ที่ไม่รับรองปาเลสไตน์ ยิ่งตอกย้ำว่ากรุงวอชิงตันกำลังยืนอยู่ตรงกันข้ามกับกระแสความเห็นของนานาชาติ   แปลและเรียบเรียงจาก Britain, Canada and Australia formally recognize a Palestinian state, deepening Israel’s isolation, CNN, 21 September 2025  * ข่าว * ต่างประเทศ * ปาเลสไตน์ * สหประชาชาติ * แคนาดา * อังกฤษ * ออสเตรเลีย * สงครามปาเลสไตน์ * อิสราเอล
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 23/09/2025
dlvr.it
แรงงานเกาหลีใต้เล่าเรื่องถูกสหรัฐฯ กวาดจับ-ส่งตัวกลับ แม้จะมีวีซาทำงานถูกต้อง
แรงงานเกาหลีใต้เล่าเรื่องถูกสหรัฐฯ กวาดจับ-ส่งตัวกลับ แม้จะมีวีซาทำงานถูกต้อง auser15 Tue, 2025-09-23 - 19:25 หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ของสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการบุกตรวจจับคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ จนทำให้ชาวเกาหลีใต้จากไซต์งานของ ฮุนได และแอลจี ถูกควบคุมตัวและถูกส่งตัวกลับประเทศ รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ประกาศว่าจะให้มีการสืบสวนสอบสวนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจจะเกิดขึ้น มีปากคำจากผู้เผชิญเหตุการณ์บรรยายถึงการกระทำที่ล่วงละเมิดของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ หรือ ICE ภาพจาก : Shim Hyun-chul/Korea Times รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการบุกตรวจค้นและกวาดจับคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ โดยมีอยู่กรณีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการบุกจับอย่างกระทันหันในขณะที่คนงานชาวเกาหลีใต้ยังคงทำงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้างของบริษัทฮุนได มอเตอร์ และบริษัท ไอจี เอนเนอจี โซลูชัน เหตุเกิดในรัฐจอร์เจีย เรื่องนี้เป็นเหตุทำให้แรงงานข้ามขาติชาวเกาหลีใต้อย่างน้อย 316 รายถูกส่งตัวกลับประเทศ จากผู้คนที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดรวม 475 ราย สิ่งที่ตามมาคือในวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ประกาศว่าจะเริ่มทำการสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่านับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวเกาหลีใต้หรือไม่ หลังจากที่แรงงานข้ามชาติชาวเกาหลีใต้บางคนที่ถูกส่งตัวกลับเล่าว่าพวกเขาถูกทำให้ต้องเผชิญกับสภาพที่เลวร้าย คังยูจอง โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงว่า "พวกเราจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการสร้างความยากลำบากให้กับประชาชนของพวกเราหรือไม่ นอกจากนี้พวกเรายังจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทในพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ด้วย" คัง ระบุอีกว่า กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้กำลังดูแลในประเด็นนี้ ซึ่งอาจจะมีการสอบถามให้ครบถ้วนอีกครั้งกับกลุ่มคนงานที่ถูกควบคุมตัวโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวและส่งกลับประเทศจากการกวาดจับของรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยเรื่องราวต่อสื่อและเล่าผ่านโซเชียลมีเดียว่า ลักษณะการกวาดจับเป็นอย่างโหดร้ายทารุณ มีแรงงานจำนวนมากที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ ICE ของสหรัฐฯ ปฏิบัติกับพวกเขาราวกับเป็นอาชญากรและกดดันให้พวกเขาลงนามในเอกสารโดยไม่มีการอธิบายรายละเอียดตามขั้นตอนกฎหมาย ทั้งนี้ ยังมีแรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกล่ามและใส่กุญแจมือ จากนั้นจึงส่งไปยังสถานกักกันที่ โฟล์กสตัน ของรัฐจอร์เจีย พวกเขาได้รับการปล่อยตัวในอีกสัปดาห์ถัดมา หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้ได้เข้าหารือด่วนกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ซึ่งทางการเกาหลีใต้บอกว่าในตอนนั้นพวกเขาพยายามทำให้ชาวเกาหลีใต้ได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านโดยเร็วที่สุด จึงไม่ได้มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นหรือไม่ แต่พวกเขาก็จะตรวจสอบอย่างละเอียดโดยสอบถามจากแรงงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องหลังจากนี้ และอาจจะมีการใช้ช่องทางการทูตเพื่อยื่นประท้วงและแสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ให้สหรัฐฯ รับรู้ต่อไป อย่างไรก็ตาม การยื่นประท้วงต่อสหรัฐฯ อาจจะมีอุปสรรคเพราะฝ่าย ICE ไม่ยอมรับว่าพวกเขาทำอะไรผิดและบอกว่าได้ทำตามขั้นตอนกฎหมายในตอนที่จับกุมและบุกทลายสถานที่ หวั่นกระทบการลงทุนจากเกาหลีใต้ มีการตั้งข้อสังเกตว่าไม่กี่วันหลังจากที่มีเหตุการณ์บุกกวาดจับแรงงานชาวเกาหลีใต้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า เขาไม่ได้อยาก "สร้างความตื่นกลัว" ให้กับการลงทุนจากต่างชาติ พวกเขายังคงต้องการให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงยังคงต้องการผู้เชี่ยวชาญที่สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนเข้ามาในประเทศมากขึ้น โดยที่ทรัมป์ไม่ได้ระบุอะไรโดยตรงเกี่ยวกับการบุกกวาดจับแรงงานเกาหลี แต่ทว่าถึงแม้รัฐบาลทรัมป์จะอยากได้แรงงานที่มีความเชี่ยวชาญ แต่กลุ่มชาวเกาหลีใต้ที่ถูกกวาดต้อนจับกุมล่าสุดที่จอร์เจียก็มีจำนวนมากที่เป็นวิศวกรและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักร ซึ่งทำหน้าช่วยติดตั้งและซ่อมแซมเครื่องจักรที่ไซต์งานของบริษัท ฮุนได และแอลจี นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบ ทำให้บรรษัทข้ามชาติสัญชาติเกาหลีเกิดความกังวลที่จะลงทุนกับโรงงานของพวกเขาในสหรัฐฯ ด้วย ประธานาธิบดี ลีแจมย็อง ของเกาหลีใต้กล่าวว่าการกวาดต้อนจับกุมผู้อพยพจำนวนมากโดยรัฐบาลทรัมป์ทำให้บริษัทเกาหลีใต้รู้สึกไม่ไว้วางใจและอาจจะทำให้คนไม่อยากลงทุนในสหรัฐฯ ในอนาคต มีผลโพลระบุว่าชาวเกาหลีใต้อย่างน้อยร้อยละ 60 ไม่เห็นด้วยกับการกวาดต้อนจับกุมที่เกิดขึ้น และมองว่าอาจจะส่งผลเสียหายต่อการลงทุนที่สหรัฐฯ ในอนาคตได้ ฝ่ายผู้บริหารของบริษัทจากเกาหลีใต้เปิดเผยว่าการจับกุมแรงงานที่ไซต์ก่อสร้างของพวกเขา ทำให้การก่อสร้างในจอร์เจียมูลค่า 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องล่าช้าออกไปอีก คริสโคเฟอร์ แลนโด รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เขาพบปะกับรองประธานาธิบดีเกาหลีใต้พักยุนจูที่กรุงโซล และแสดงความ "เสียใจอย่างยิ่ง" ต่อการกวาดจับและคุมขังที่เกิดขึ้น เป็นครั้งแรกที่ผู้นำระดับสูงจากสหรัฐฯ แสดงความเสียใจต่อเรื่องนี้ แรงงานเกาหลีภายใต้การควบคุมตัวของ ICE เผชิญกับอะไรบ้าง แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่กลับถึงประเทศแล้วหลังจากถูกคุมขังโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ICE ของสหรัฐฯ เล่าให้สื่อฟังถึงเรื่องที่ว่าพวกเขาเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อะไรบ้าง แรงงานชาวเกาหลีเล่าว่าเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ที่ทำการไต่สวนพวกเขาหลังจับกุม ได้ทำการหัวเราะเยาะเย้ยพวกเขาในลักษณะเหยียดหยาม โดยที่มีแรงงานรายหนึ่งสามารถบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ในช่วงที่มีการควบคุมตัวด้วยการใช้กระดาษและปากกาที่เขาแอบเก็บมาด้วยในตอนที่เจ้าหน้าที่สั่งให้พวกเขาเซ็นเอกสาร แรงงานเกาหลีใต้รายหนึ่งที่มีวีซ่าทำงานในสหรัฐฯ ประเภท B-1 เล่าถึงการถูกกวาดต้อนจับกุมว่า ICE ได้บุกทลายไซต์ทำงานของพวกเขาช่วง 10 โมงตอนสาย ก่อนที่จะทำการค้นตัวพวกเขาแล้วก็ยื่นเอกสารให้พวกเขาดูที่ระบุว่าเป็น "หมายจับคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย" นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ ICE ยังไม่ได้ประกาศแจ้งคำเตือนมิแรนดา ซึ่งเป็นชุดคำเตือนเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหาที่ตำรวจต้องแจ้งให้กับผู้ถูกกล่าวหาก่อนดำเนินการตามขั้นตอน ที่เรียกว่า "สิทธิมิแรนดา" ที่มักจะปรากฏในภาพยนตร์หรือคลิปเกี่ยวกับตำรวจอเมริกันที่บอกว่า "คุณมีสิทธิที่จะไม่พูด" หรือให้การใดๆ เพราะคำพูดอาจจะถูกนำไปใช้ปรักปรำผู้ต้องสงสัยในชั้นศาลได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ ICE ไม่ได้แจ้งถึงจุดนี้ ถือว่าไม่ทำตามกระบวนการ ในระหว่างที่มีการจับกุม แรงงานเกาหลีใต้ยังไม่สามารถมองเห็นเอกสารของเจ้าหน้าที่ได้อย่างชัดเจนด้วย เพราะบรรยากาศการจับกุมเป็นไปอย่างข่มขู่คุกคาม ทำให้กลุ่มแรงงานลงนามในเอกสารแล้วยื่นเอกสารคืนให้เจ้าหน้าที่ คิดว่าแค่ยื่นเอกสารคืนให้ก็จะได้รับการปล่ิอยตัว แต่หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บังคับให้พวกเขานำโทรศัพท์มือถือและของใช้ส่วนตัวใส่ไว้ในถุง มีแรงงานรายหนึ่งที่แอบส่งข้อความหาครอบครัวและบริษัทได้ทันบอกว่าอาจจะติดต่อเขาได้ยากหน่อย หลังจากที่รอเป็นเวลา 9 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ ICE ก็ให้เหล่าคนงานเกาหลีขึ้นรถโดยมีการใช้สายเคเบิลมัดข้อมือของพวกเขาไว้ โดยมีแรงงานบางคนที่ถูกมัดทั้งมือ เท้า และลำตัว เมื่อรถไปถึงที่หมาย แรงงานเหล่านี้ก็ถูกจับยัดเข้าไปในห้องขังสำหรับคน 72 คน เป็นจำนวน 5 ห้อง สภาพห้องมีเตียงสองชั้นที่มีราขึ้นบนผ้าปูที่นอน มีความยากลำบากในการเข้าใช้ห้องน้ำเพราะพื้นที่แออัดทำให้แรงงานที่เล่าเรื่องนี้บอกว่าเขาพยายามจะไม่ใช้ห้องน้ำในตอนที่อยู่ที่นั่น นอกจากนี้ สภาพห้องขังของพวกเขายังหนาวมากจนต้องนำผ้าเช็ดตัวมาห่อตัวไว้ มีบางคนเอาผ้าเช็ดตัวไปอุ่นในไมโครเวฟ น้ำที่พวกเขาได้รับในห้องขังมีกลิ่นเหม็น ต่อมาพวกเขาก็ได้รับยาสีฟัน, แปรงสีฟัน, ผ้าห่ม และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย พอถูกกักขังถึงวันที่ 3 ก็มีการนำเอกสาร "ออกโดยสมัครใจ" ให้กับแรงงานเกาหลี ที่พวกเขาต่างก็ลงนามในเอกสารถึงแม้ว่าจะกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาของมัน ตอนที่เจ้าหน้าที่ ICE สัมภาษณ์คนงานเกาหลี มีการถามพวกเขาว่ามาจากไหนแล้วคนงานตอบว่ามาจากเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่ก็เริ่มยิ้มแล้วก็หันไปพูดคุยกันเองระหว่างเจ้าหน้าที่ มีการพูดคำว่า "เกาหลีเหนือ" ออกมา แล้วก็มีการใช้คำว่า "มนุษย์จรวด" ซึ่งเป็นคำที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้เรียกเป็นฉายาของคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ มาก่อน คนงานเกาหลีใต้บอกว่าตอนแรกเขารู้สึกโกรธเหมือนถูกเย้ยหยัน แต่ก็พยายามเก็บข่มอารมณ์ไว้เพราะกลัวว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับเอกสารของเขา ตอนที่ ICE ถามถึงสาเหตุที่อยู่ในสหรัฐฯ ฝ่ายคนงานก็อธิบายว่าเขามีวีซา B-1 ที่อนุญาตให้เขาทำงานได้ จึงขอถามเจ้าหน้าที่ว่าทำการคุมขังพวกเขาทำไมทั้งๆ ที่พวกเขามีวีซาที่อนุญาตให้อยู่ในประเทศได้ เจ้าหน้าที่ ICE รายหนึ่งตอบว่าไม่รู้ บอกแค่ว่าพวกคนระดับสูงคิดว่ามันผิดกฎหมาย แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ ICE คนอื่นๆ บอกกับผู้ต้องขังคนอื่นๆ ว่า ICE ได้ทำผิดพลาดไปแล้ว แรงงานรายหนึ่งบอกว่าเขารู้สึกไม่พอใจเจ้าหน้าที่รายที่บอกว่าเขาไม่รู้ว่าทำไมการอยู่ในสหรัฐฯ ด้วยวีซา B-1 ถึงทำให้พวกเขาถูกจับกุม และดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ ICE เหล่านี้ มุ่งมั่นกับการพยายามส่งพวกเขากลับประเทศให้ได้เท่านั้น ในวันถัดจากนั้น สถานกงสุลเกาหลีใต้และเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศก็ได้ไปเยือนสถานกักตัวแล้วก็บอกให้คนงานเซ็นเอกสารโดยอ้างว่าไม่เช่นนั้นพวกเขาจะถูกกักขังเอาไว้หลายเดือนหรือไม่ก็อาจจะหลายปี จนกระทั่งในที่สุดคนงานก็ถูกส่งตัวขึ้นรถบัสออกจากสถานกักกัน ส่งตัวพวกเขาไปขึ้นเครื่องบินกลับประเทศ เสียงประณามจากทุกฝ่ายในเกาหลีใต้ การกวาดต้อนจับกุมแรงงานเกาหลีใต้ในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งอาจจะทำให้พวกเขามองว่าเป็นการทรยศจากประเทศพันธมิตรทางการเมืองอย่างสหรัฐฯ ที่สนามบินอินชอน ซึ่งแรงงานเกาหลีใต้ถูกส่งตัวกลับมา มีผู้ประท้วงยืนถือป้ายล้อเลียนทรัมป์ในชุดฟอร์มของ ICE มีคนหนึ่งถือป้ายเป็นข้อความว่า "คุณบอกให้พวกเราลงทุน เพียงเพื่อที่จะจับกุมพวกเรา นี่คือวิธีที่คุณทำกับพันธมิตรคุณหรือ?" ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา แจ็ค บาร์ตัน ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องการส่งตัวแรงงานเกาหลีใต้กลับนี้ยังนำมาซึ่งการประณามจากนักการเมืองทุกฝ่ายในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเห็นภาพที่แรงงานเหล่านี้ถูกมัดมือมัดแขนเดินเรียงแถวไปขึ้นรถบัส กลายเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายทางการเมืองในเกาหลีใต้เห็นตรงกันในแบบที่หาได้ยาก กลุ่มสหภาพแรงงานเกาหลีใต้ คือ สมาพันธ์สหภาพแห่งงานเกาหลี ได้เรียกร้องให้ทางการสหรัฐฯ มีการรับผิดรับชอบต่อเรื่องนี้ โดยขอให้ทรัมป์ขอโทษแรงงานเกาหลีใต้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และบอกว่ามันนับเป็น "การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเห็นได้ชัด" รวมถึงเรียกร้องให้เกาหลีใต้ระงับการลงทุนกับสหรัฐฯ ด้วย ถูกกวาดต้อนจับกุมพ่วงไปด้วย? ยังมีคำถามที่ว่า ทำไมคนงานที่มีวีซาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ยังถูกกวาดต้อนจับกุมและถูกปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากร เรื่องนี้เป้นส่วนหนึ่งที่มาจากมาตรการของรัฐบาลทรัมป์ ที่มีการเร่งบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้ว รวมถึงวิธีการที่พวกเขาใช้ คือการบุกทลายสถานที่ทำงานเป็นวงกว้างโดยอาศัยเจ้าหน้าที่ๆ ปิดหน้าปิดตา ก็ก่อให้เกิดการประณามจากทั้งนักกิจกรรมด้านผู้อพยพและกลุ่มสิทธิพลเมือง เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์มีมาตรการกวาดจับแบบไม่เลือกเพื่อทำยอดให้ครบเป้าหมายส่งตัวผู้อพยพออกนอกประเทศหลายหมื่นราย ทำให้ฝ่ายประชาชนพยายามช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้อพยพในประเทศด้วยการให้ความรู้ มีการจัดฝึกอบรม "Know Your Rights" ที่แปลว่า "รู้สิทธิของคุณ" แพร่หลายไปทั่วสหรัฐฯ มีการแจกใบปลิวไปตามประตูของร้านค้าและธุรกิจต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้ในเรื่องนี้ ในเอกสารนี้ระบุว่า "ICE และ หน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ไม่สามารถเข้ามา(ในบ้าน-ในที่ทำงาน)ได้ถ้าหากไม่มีหมายจับที่ลงนามโดยผู้พิพากษา" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 4 ที่ระบุคุ้มครองทั้งคนที่เป็นพลเมืองและไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ ไม่ให้ถูก "ตรวจค้นหรือจับกุมอย่างไม่มีเหตุผล" ซึ่งเป็นการคุ้มครองรวมถึงผู้อพยพด้วย สำหรับกรณีการบุกค้นที่ฮุนไดนั้น เจ้าหน้าที่มีหมายค้นมาด้วย แต่เป็นหมายค้นที่ระบุตัวผู้ต้องสงสัยแค่ 4 ราย ทว่ากลับมีคนที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดรวม 475 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี เรื่องนี้ อนา วาเลนซูเอลา ทนายความอาวุโสจากบริษัทกฎหมาย Minsky McCormick & Hallagan เรียกว่าเป็น "การโดนลูกหลงถูกคุมขังไปด้วย" คือเมื่อเจ้าหน้าที่คนเข้าเมืองตั้งเป้าจับกุมคนบางส่วน แต่กลับเหวี่ยงแหจับกุมคนอื่นๆ ทั้งหมดไปด้วย เรียบเรียงจาก Korea looks into possible human rights violations in ICE raid, Korea Times, 15-09-2025 Worker recounts details of human rights violations during detention in US raid, Korea Times, 15-09-2025 More than 300 South Korean workers return home after US immigration raid, Aljazeera, 12-09-2025 What immigration lawyers want you to know about ICE and criminal warrants, CNN, 14-09-2025   * ข่าว * แรงงาน * ต่างประเทศ * เกาหลีใต้ * สหรัฐอเมริกา * แรงงานข้ามชาติ
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 09/09/2025
dlvr.it
อ.นิติ มองศาลไม่ไว้ใจฝ่ายบริหาร บังคับตามคำพิพากษาคดี ‘ทักษิณ’ ชี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐาน
อ.นิติ มองศาลไม่ไว้ใจฝ่ายบริหาร บังคับตามคำพิพากษาคดี ‘ทักษิณ’ ชี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐาน admin666 Tue, 2025-09-09 - 17:03 ‘มุนินทร์’ อาจารย์นิติ มธ. โพสต์ถึงคำสั่งศาลคดีชั้น 14 ของทักษิณ มองว่าศาลไม่ไว้ใจฝ่ายบริหารบังคับตามคำพิพากษาของศาล ส่งสัญญาณถึงฝ่ายบริหารให้ทำตามกฎหมาย ไม่ควรเป็นภาระของศาลยุติธรรมในการตีความกฎหมายเพื่อเข้ามาตรวจสอบและคดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้มีการร้องตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษาอีกแต่ศาลอาจไม่มีทั้งเวลาและบุคลาการมากพอจะมาตรวจสอบทุกคดี 9 ก.ย.2568 หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผุ้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ดำเนินการบังคับโทษจำคุกแก่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรีเป็นเวลา 1 ปี ตามโทษจำคุกที่ได้รับการอภัยลดโทษ มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์ทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงคำสั่งของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของศาลที่เข้ามาตรวจสอบการบังคับโทษของฝ่ายบริหาร และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้ศาลเข้ามาตรวจสอบการบังคับโทษในคดีอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต มุนินทร์เห็นว่าคำสั่งของศาลที่วินิจฉัยว่าการบังคับโทษจำคุกทักษิณไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางนิติศาสตร์ของไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบการบังคับโทษตามคำพิพากษาซึ่งเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์ แม้ว่าจะมีผู้คัดค้านโต้แย้งว่าศาลไม่มีอำนาจ แต่การที่ศาลฎีกาฯ ตีความว่าศาลมีอำนาจสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมันต่อการทำหน้าที่บังคับตามคำพิพากษาของฝ่ายบริหาร และศาลคงมองว่าไม่มีหนทางอื่นที่แก้ปัญหาร้ายแรงของกระบวนการยุติธรรมในส่วนนี้ได้อย่างทันท่วงที “คำสั่งของศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นทั้งพยานหลักฐานของความล้มเหลวในกระบวนการบังคับโทษและยังเป็นสัญญาณที่ส่งถึงฝ่ายบริหารให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและต้องคิดหาวิธีการปฏิรูปหรืออุดช่องโหว่ของกระบวนการบังคับโทษโดยเร็ว โดยไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของศาลยุติธรรมในการตีความกฎหมายเพื่อเข้ามามีอำนาจตรวจสอบ” มุนินทร์ระบุ นอกจากนั้น อาจารย์นิติ มธ. ยังเห็นว่าคำสั่งในคดีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่อาจทำให้เกิดการร้องขอตรวจสอบการบังคับโทษในคดีอื่นๆ ด้วย และหากศาลยุติธรรมปฏิเสธไม่รับไต่สวนโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร อาจทำให้ศาลถูกกล่าวหาว่าบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมเสียเอง แต่ศาลก็อาจไม่มีทั้งเวลาและบุคลากรมากพอจะเข้าไปตรวจสอบในทุกคดีได้ ศาลยุติธรรมจึงจำเป็นที่จะต้องปรึกษาหารือกันภายในเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่ากรณีแบบใดบ้างที่ศาลควรเข้ามาตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ตามที่ปรากฏในข่าวประชาสัมพันธ์ของศาลฎีกาฯ ในคำสั่งระบุว่าศาลฎีกาฯ มีอำนาจตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรค 2 ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวมีดังนี้ “เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาจำนวน 3 คน มีอำนาจออกหมายหรือคำสั่งใดๆ ตามที่เห็นสมควร เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล” นอกจากศาลจะอ้างฐานอำนาจตามกฎหมายแล้ว ในคำสั่งยังระบุถึงเหตุผลที่ทำให้ศาลฎีกาฯ เข้ามาตรวจสอบครั้งนี้ด้วยว่าหากศาลพบว่าอาจมีการบังคับโทษกับผู้ต้องขังในคดีไม่เป็นตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดศาลฎีกาฯ ซึ่งเป็นศาลที่ออกคำพิพากษาและหมายจำคุกย่อมมีอำนาจในการไต่สวนและตรวจสอบได้ทั้งการที่ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพส่งตัวทักษิณไปรักษาตัวนอกเรือนจำและการที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวอยู่ภายนอกเรือนจำต่อเนื่องไปจนกระทั่งผู้ต้องขังได้ปล่อยตัว เนื่องจากศาลยังเห็นว่าผู้บัญชาการเรือนจำและธิธิบดีกรมราชทัณฑ์มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 แต่การจะส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำก็ยังต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎหมายด้วย  * ข่าว * การเมือง * คดีชั้น 14 * มุนินทร์ พงศาปาน * ทักษิณ ชินวัตร * ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
011
BenchaMFP @benchamfp.bsky.social · 05/09/2025
ความอุบาทว์ และ ความเลวร้ายของระบบการเมืองในเวลานี้ ก็คือมีผู้กำกับการเมืองที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจยึดกุมโครงสร้างอำนาจรัฐได้ทั้งหมด www.facebook.com/share/15eJTj...
facebook.com
Redirecting...
000
BenchaMFP @benchamfp.bsky.social · 29/08/2025
Thailand's Constitutional Court dismissed Prime Minister Paetongtarn Shinawatra from office for an ethics violation after a year in power, in another crushing blow to the Shinawatra political dynasty that could usher in a new period of turmoil reut.rs/41weBZM
reut.rs
Thai prime minister removed by court, triggering power scramble
Thailand's Constitutional Court dismissed Prime Minister Paetongtarn Shinawatra on Friday for an ethics violation, in another crushing blow to the Shinawatra political dynasty that triggered a flurry of deal-making aimed at filling the void.
000
Reposted by BenchaMFP
Saksith Saiyasombut | ศักดิ์สิทธิ์ ไสยสมบัติ @saksith.news · 26/08/2025
In January 2021, Anchan Preelert was sentenced to 87 years jail (cut to 43 years after guilty plea), making it the highest record punishment for alleged lèse majesté. Tomorrow, she's set to be released after more than 8 years behind bars (incl. the initial arrest and detention in 2015).
tlhr2014.com
ปล่อยตัว “อัญชัญ ปรีเลิศ” สิ้นสุดการคุมขังคดี ม.112 นาน 8 ปี 4 เดือน 19 วัน  | ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
วันที่ 27 ส.ค. 2568 ที่ทัณฑสถานหญิงกลางฯ “อัญชัญ ปรีเลิศ”  ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 วัย 69 ปี ซึ่งถูกตัดสินจำคุกรวม 29 ปี 174 เดือน (หรือประมาณ 43 ปี 6
164
BenchaMFP @benchamfp.bsky.social · 26/08/2025
นักข่าว 5 คน ถูกสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล www.bbc.com/news/article...
bbc.com
Five journalists among 20 killed in Israeli double strike on hospital
Israeli Prime Minister Benjamin Netanyahu said it was a "tragic mishap" and promised a "thorough investigation".
000
BenchaMFP @benchamfp.bsky.social · 22/08/2025
ยูเอ็นประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” มีคนอดตายเพิ่มอีก 2 ศพในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ยอดตายจากการโจมตีอิสราเอลพุ่งเกิน 62,000 ศพ ชี้นี่คือ “ความล้มเหลวของมนุษยชาติ” www.thairath.co.th/news/foreign...
thairath.co.th
UN ประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” ประชาชนครึ่งล้านเผชิญความอดอยาก เด็กคือผู้รับกรรมหนักสุด
ยูเอ็นประกาศ “กาซาเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย” มีคนอดตายแล้ว 2 ศพในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ยอดตายจากการโจมตีอิสราเอลพุ่งเกิน 62,000 ศพ ชี้นี่คือ “ความล้มเหลวของมนุษยชาติ”
000
BenchaMFP @benchamfp.bsky.social · 21/08/2025
รายงานจาก CNN เกี่ยวกับความผิดฐาน หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ edition.cnn.com/2025/08/20/a...
edition.cnn.com
Lawyers, an American academic and a former prime minister – the list of people ensnared by Thailand’s royal defamation laws keeps growing | CNN
Thailand is set to hear a major lese majeste verdict. Here’s what to know about the law that has ensnared hundreds
000
BenchaMFP @benchamfp.bsky.social · 10/08/2025
เบญจา โพสต์ 1 ปี ยุบก้าวไกล เผย แม้ไม่อาจเดินทางร่วมกับเพื่อนๆ แต่การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด www.matichon.co.th/politics/new...
000
BenchaMFP @benchamfp.bsky.social · 07/08/2025
#1ปียุบพรรคก้าวไกล วันนี้เมื่อปีที่แล้ว คน 9 คนได้ใช้อำนาจยุบพรรคก้าวไกล ทุบทำลายความฝัน บดขยี้ความหวังของ ปชช. แม้พวกเขาจะเอาชนะทางกฎหมายได้ด้วยการทำนิติสงครามแต่พวกเขาจะไม่สามารถครองใจ ปชช.ได้ การต่อสู้ยังคงเดินทางอยู่และไม่มีวันสิ้นสุด เวลาก็ยังคงเดินไปข้างหน้าเสมอ ความฝันที่มีก็ไม่เคยจืดจางลงเช่นกัน “จนกว่าวันที่อำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน” 7 สิงหาคม 2568
000
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 06/08/2025
dlvr.it
วิกฤตความอดอยากในกาซาเข้าขั้น 'หายนะ' ผู้คนพากันอดตาย รวมถึงเด็กๆ
วิกฤตความอดอยากในกาซาเข้าขั้น 'หายนะ' ผู้คนพากันอดตาย รวมถึงเด็กๆ ภาพปกจาก วิกิพีเดีย Pazzle Wed, 2025-08-06 - 11:46 วิกฤตการความอดอยากหิวในฉนวนกาซาตอนนี้เข้าขั้นหายนะ เนื่องจากกาซาถูกปิดล้อมโดยกองทัพอิสราเอล มีประชากรเกือบ 2 ล้านคนที่ถูกตัดขาดจากความช่วยเหลือ และมีเด็กที่ตายจากการขาดอาหารร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิตจากภาวะอดอยากทั้งหมด ประชาชน 1 ใน 3 ไม่ได้กินอาหารเป็นเวลาหลายวัน เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะประชาชนหลายคนเริ่มสิ้นหวังในการพยายามเข้าถึงแหล่งแจกจ่ายอาหารที่มีการลอบยิงประชาชนที่ไปรับอาหาร    ในฉนวนกาซาที่ถูกปิดล้อมโดยกองทัพอิสราเอลอยู่ตอนนี้ มีประชากรเกือบ 2 ล้านคนที่ถูกตัดขาดจากความช่วยเหลือ สหประชาชาติและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกาซาระบุว่ามีผู้คนล้มตายหลายร้อยรายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะจากภาวะขาดสารอาหาร หรือเสียชีวิตจากการพยายามเข้าถึงจุดแจกจ่ายความช่วยเหลือ จนนับได้ว่าเป็นจุดที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ที่เริ่มมีความขัดแย้งเกิดขึ้นครั้งล่าสุดในเดือน ตุลาคม 2566 นานาชาติได้เรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ ให้อิสราเอลยกเลิกการปิดกั้นการแจกจ่ายความช่วยเหลือ มีผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าวิธีการของอิสราเอลนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมนานาชาติ ก่อนหน้านี้เคยมีผู้แจกจ่ายความช่วยเหลือหลายกลุ่มทั้งจากอิสราเอล ปาเลสไตน์ องค์การนานาชาติอย่างยูเอ็น แต่ตอนนี้ถูกจำกัดให้เหลือแค่กลุ่มจากสหรัฐฯ เพียงกลุ่มเดียวที่ถูกตรวจตราอย่างใกล้ชิดจากอิสราเอล เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลก กองทัพอิสราเอลได้ประกาศเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า จะมีการยุติปฏิบัติการ "ทางเชิงยุทธศาสตร์" บางพื้นที่ของกาซา เพื่อเปิดทางให้กับระเบียงมนุษยธรรม เป็นโอกาสให้ยูเอ็นและรถขนส่งความช่วยเหลือเข้าไปที่พื้นที่ปิดล้อมได้ ทั้งนี้ การที่อิสราเอลปิดกั้นสื่อไม่ให้เข้าไปทำข่าวจึงทำให้เป็นเรื่องยากที่จะสามารถมองเห็นสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน  และอาจจะทำให้มีข้อมูลที่ผิดออกมา แต่ทางการอิสราเอลก็กล่าวปกป้ององค์กรให้ความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ที่ได้รับการหนุนหลังจากอิสราเอล คือองค์กรแสวงหาผลกำไรชื่อ GHF อิสราเอลอ้างว่าที่ใช้ช่องทางนี้เพราะกลัวว่ากลุ่มติดอาวุธฮามาสจะเข้ามายึดสิ่งของช่วยเหลือ แล้วเอาไปขายต่อเป็นเงินทุนให้ตัวเอง แต่สภาพที่เกิดขึ้นนั้น ยูเอ็นบอกว่า ทั้งชาวปาเลสไตน์ นักข่าว หมอ และคณะทำงานช่วยเหลือในพื้นที่ ต่างก็หมดเรี่ยวหมดแรงเพราะความหิวโหย เนื่องจากพวกเขาเข้าถึงอาหารได้น้อยมาก แล้วก็มีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการขาดแคลนอาหารเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดอะไรขึ้นในกาซา ทำความอดอยากหิวโหยถึงร้ายแรงขนาดนี้? สถานการณ์ความอดอยากในกาซาเป็นสิ่งที่สื่อบางแห่งเรียกว่า "หายนะที่มาจากน้ำมือของมนุษย์" โดยในสงครามกาซารอบล่าสุด อิสราเอลได้โจมตีทางอากาศและปิดกั้นไม่ให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพลเรือนในกาซา การโจมตีทางอากาศนั้นได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านอาหาร เช่น ร้านขนมปัง, โรงโม่แป้ง และร้านค้าอาหาร นอกจากอาหารแล้วการปิดกั้นความช่วยเหลือยังเป็นเหตุให้ผู้คนในกาซากำลังขาดแคลนปัจจัยดำรงชีพขั้นพื้นฐานอื่นๆ ด้วย มีองค์กรในปาเลสไตน์และองค์กรให้ความช่วยเหลือจากนานาชาติชี้ให้เห็นวิกฤตในเรื่องนี้ โดยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์ได้บันทึกภาพผู้คน 10 คน ที่เสียชีวิตจากการขาดอาหารในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ทำให้มีตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 43 รายในรอบ 5 วัน ในขณะที่องค์การอนามัยโลก WHO ระบุว่าในปี 2568 มีผู้เสียชีวิตเพราะขาดสารอาหารแล้ว74 ราย ในเดือน กรกฎาคมเดือนเดียวมีถึง 63 ราย นอกจากนี้ยังมีเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของภาวะขาดสารอาหารจนเสียชีวิตด้วย โดยนับตั้งแต่เดือน มีนาคม เป็นต้นมาจนถึงตอนนี้มาเด็กมากกว่า 50 รายแล้วที่เสียชีวิตจากภาวะขาดสารอาหาร และในจำนวนนี้มี 24 ราย ที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในคำแถลงข่าวของ WHO ระบุว่า "วิกฤตนี้เป็นวิกฤตที่ควรจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น" ตั้งแต่แรก แต่เป็นเพราะการปิดกั้นความช่วยเหลือถึงทำให้เกิดวิกฤตนี้ขึ้นมา องค์กรด้านปาเลสไตน์ของยูเอ็น UNRWA เคยเปิดเผยว่ามีเด็ก 1 ล้านคนในกาซาที่นับเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดกำลังเสี่ยงต่อภาวะอดอยากหิวโหย ทั้งนี้ยังมีรายงานจากยูเอ็นเมื่อปลายเดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา เตือนว่าสิ่งยังชีพที่เหลืออยู่แหล่งสุดท้ายในกาซา "กำลังล่มสลาย" มีประชาชนชาวปาเลสไตน์มากกว่า 1,000 รายที่เสียชีวิตในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาจากการพยายามเข้าถึงแหล่งอาหาร เรื่องนี้มีทั้งนักวิเคราะห์และกลุ่มให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่างก็มองว่า มาจากการที่กองทัพอิสราเอลจงใจใช้วิธีสกัดกั้นไม่ให้ชาวปาเลสไตน์เข้าถึงสิ่งยังชีพต่างๆ รวมถึงอาหาร ไม่ว่าจะโดยการปิดกั้นการขนส่งลำเลียง ปิดกั้นองค์กรที่จะเข้าไปช่วยเหลือ หรือกระทั่งใช้องค์กรที่ตัวเองสนับสนุนมาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ แต่มีการใช้ทหารยิงใส่ผู้ที่จะไปเข้ารับความช่วยเหลือ สภาเสี้ยววงเดือนแดงของปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นองค์กรให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และมนุษยธรรมเปิดเผยว่า กองทัพอิสราเอลจงใจ "เล็งเป้าหมายโจมตีพลเรือน" กล่าวหาว่าอิสราเอลได้ยิงใส่ชาวปาเลสไตน์ที่พยายามเข้าถึงความช่วยเหลือทางตอนเหนือของกาซา แต่ทางการอิสราเอลได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ เดวิด เจ เชฟเฟอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายนานาชาติของ Council of Foreign Relation - CFR กล่าวว่าเรื่องนี้ทำให้อิสราเอลเสี่ยงที่จะเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรมสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากประชาคมโลกพบว่ามีการปิดกั้นความช่วยเหลือหรือทำร้ายพลเรือนที่พยายามเข้าถึงความช่วยเหลือเหล่านี้ แล้วการกระทำของอิสราเอลกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พลเรือนปาเลสไตน์ประสบภาวะอดอยาก มีกลุ่มให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากกว่า 100 กลุ่มที่ปฏิบัติงานในกาซา เตือนเรื่องการกระทำของอิสราเอลว่าจะก่อวิกฤตความอดอยาก องค์กรที่พูดถึงเรื่องนี้อาทิเช่น องค์กรแพทย์ไร้พรมแดน, องค์กร CARE อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เป็นองค์กรเรื่องความอดอยากและความยากจน รวมถึง โครงการอาหารโลกของยูเอ็น ที่ระบุว่า "มีคน 1 ใน 3 (ในกาซา) ที่ไม่ได้กินอะไรเลยมาเป็นเวลาหลายวัน" แม้กระทั่งสื่ออย่างสำนักข่าว AFP ก็มีผู้สื่อข่าวในพื้นที่เสียชีวิตเพราะอดตาย สหภาพนักข่าว AFP แถลงว่า "นับตั้งแต่ที่ AFP ก่อตั้งขึ้นในปี 2487 พวกเราสูญเสียนักข่าวในความขัดแย้ง บ้างก็ได้รับบาดเจ็บ บ้างก็ถูกจับกุม แต่พวกเราไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นเพื่อนร่วมงานเสียชีวิตเพราะอดตาย" ในช่วงหลังจากที่มีสงครามอิสราเอลกับฮามาสปี 2566 เป็นต้นมา กลุ่มให้ความช่วยเหลือก็เข้าถึงผู้คนในพื้นที่สงครามได้ไม่ค่อยปะติดปะต่อ สตีเวน คุก นักวิจัยอาวุโสด้านตะวันออกกลางของ CFR เปิดเผยว่าเรื่องการพยายามติดตามว่าความช่วยเหลือไปถึงไหนแล้วก็เป็นเรื่องยาก เพราะข้อมูลที่มาจากในพื้นที่ก็ยากที่จะแจกแจงและมักจะเป็นข้อมูลที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง มีความซับซ้อนเกิดขึ้นในพื้นที่มากกว่าที่สื่อรายงาน แต่พอถึงเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา อิสราเอลก็หยุดไม่ให้มีการส่งความช่วยเหลือไปที่กาซาโดยสิ้นเชิง โดยอ้างว่ากลุ่มฮามาสคอยรับเอาความช่วยเหลือเหล่านี้ไปเอง ซึ่งกลุ่มฮามาสปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ หลังจากที่แบนความช่วยเหลือเป็นเวลา 11 สัปดาห์ อิสราเอลก็เริ่มอนุญาตให้ GHF ซึ่งเป็นกลุ่มให้ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ที่อิสราเอลสนับสนุนเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่แทน แต่ก็ความช่วยเหลือของ GHF ที่ให้กับชาวกาซาก็มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ อีกทั้งยังมีกรณีที่พลเรือนถูกยิงขณะไปรับของช่วยเหลือจาก GHF ด้วย ทั้งอิสราเอลและฮามาส มีส่วนในความทุกข์ยากนี้ คุก มองว่า รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีความไม่เชื่อใจในสหประชาชาติ ทำให้พวกเขาเน้นใช้ GHF ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานนานาชาติ แต่เป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรของพวกเขาโดยตรงคืออิสราเอล คุก วิเคราะห์อีกว่าทั้งฮามาสและอิสราเอลต่างก็เป็นผู้กระตุ้นเร้าให้เกิดความโกลาหลในกระบวนการให้ความช่วยเหลือ กลุ่มฮามาสยุยงให้เกิดความรุนแรงที่แหล่งให้ความช่วยเหลือเพื่อสร้างสถานการณ์ความโกลาหล เพราะรู้ว่าจะมีการประณามอิสราเอลในเรื่องนี้ ส่วนอิสราเอลก็มีแรงจูงใจในการจำกัดความช่วยเหลือทั้งเพื่อไม่ให้มันตกถือมือฮามาสและใช้มันเป็นเครื่องมือในการควบคุมทางการเมืองเพื่อ "ทำลายขวัญกำลังใจของประชากร" ปาเลสไตน์ไปด้วย ขณะเดียวกันระบบการให้ความช่วยเหลือที่มีอุปสรรคทางราชการก็ทำให้การส่งความช่วยเหลือยากลำบากและเสี่ยงต่อการฉวยโอกาสจากกลุ่มฮามาส ทำให้มีกลุ่มเฝ้าระวังเรื่องมนุษยธรรมเรียกร้องให้มีการลดอุปสรรคด้านการส่งความช่วยเหลือโดยทันที ยูเอ็นเรียกร้องนานาชาติช่วยกดดันอิสราเอลเพื่อยุติสงครามในกาซา ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้เรียกร้องอย่างหนักแน่นให้อิสราเอลยุติการยึดครองพื้นที่อย่างผิดกฎหมายและยุติการกระทำที่สร้างหายนะต่อกาซา โฟลเกอร์ เติร์ก ประกาศเตือนในแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ออกมาตรการในการกดดันอิสราเอลเพื่อยุติการเข่นฆ่าในกาซาและหันกลับมาใช้ 'แนวทางสองรัฐ' ในการยุติความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ เติร์กบอกอีกว่า "ประเทศใดที่ไม่มีการใช้อำนาจต่อรองของตัวเองอาจจะกลายเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในอาชญากรรมนานาชาติ" เติร์กกล่าวว่ากาซานั้นเป็น "ดินแดนหายนะที่มีแต่การสังหารและการทำลายล้างอย่างสิ้นซาก" มีเด็กอดตาย มีครอบครัวถูกเข่นฆ่าจากการไปหาอาหาร ระบบการแจกจ่ายความช่วยเหลือที่ถูกครอบงำโดยการทหารซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล แบบที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความระดับอดอยากของประชากรได้ นอกจากนี้ยังมีคณะทำงานยูเอ็นส่วนหนึ่งที่เสียชีวิตในกาซาด้วย "พวกเราจะไม่มีวันลืมว่ามีเพื่อนร่วมงานของเรามากกว่า 300 รายที่ถูกสังหาร" เติร์กกล่าว นอกจากนี้ในพื้นที่ยึดครองเวสต์แบงค์ก็ยังคงมีความรุนแรงจากองทัพอิสราเอลและกลุ่มผู้ตั้งรกรากอย่างต่อเนื่อง มีบ้านเรือนถูกทำลายและผู้คนถูกตัดขาดจากแหล่งน้ำ เติร์กกล่าวย้ำว่าเขาประณามความรุนแรงจากฝ่ายฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 แต่ก็เน้นย้ำว่าสิ่งที่อิสราเอลกระทำเพื่อโต้ตอบนั้นเป็นการโต้ตอบในระดับที่เกินขอบเขตมาก สร้างความทุกข์ยากต่อพลเรือนปาเลสไตน์ในระดับที่ไม่สามารถให้ความชอบธรรมได้ จึงได้มีการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงอย่างถาวรโดยทันที มีการปล่อยตัววตัวประกันและเชลย รวมถึงมีการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในแบบที่เข้าถึงได้ นักวิเคราะห์ เชฟเฟอร์ กล่าวว่า ในช่วงที่ยังไม่มีการหยุดยิงนั้น ก็ยังคงมีกฎการปะทะซึ่งระบุให้กองทัพแต่ละฝ่ายต้องทำตามอยู่ นั้นคือการ "ให้ความสำคัญกับชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังแสวงหาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมภายใต้สภาพเข้าตาจนในช่วงเวลาของสงครามซึ่งเป็นสิ่งที่คุกคามความอยู่รอดของพวกเขาอย่างมาก"     เรียบเรียงจาก Gaza’s Food Crisis Is Worsening: What to Know, CFR, 27-07-2025 https://www.cfr.org/article/gazas-food-crisis-worsening-what-know UN warns of ‘catastrophic hunger’ in Gaza as Israel announces humanitarian pauses, UN, 27-07-2025 https://news.un.org/en/story/2025/07/1165504 ข้อมูลเพิ่มเติมจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Gaza_Strip_famine * รายงานพิเศษ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * ความมั่นคง * สงครามกาซา * สงครามอิสราเอล-ฮามาส * อิสราเอล * ปาเลสไตน์ * ฮามาส * ความอดอยาก * วิกฤตด้านอาหาร * ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม * อดตาย * ภาวะอดอยากจากน้ำมือมนุษย์ * กาซา
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 06/08/2025
dlvr.it
ลูกสาว 'อานนท์' เขียน จม. ถึงพ่อ 'กักขังหิ่งห้อย เพื่อให้หลับฝันดี'
ลูกสาว 'อานนท์' เขียน จม. ถึงพ่อ 'กักขังหิ่งห้อย เพื่อให้หลับฝันดี' Pazzle Wed, 2025-08-06 - 19:39 ลูกสาว "ทนายอานนท์" เขียนจดหมายถึงพ่อในเรือนจำ วาดภาพหิ่งห้อยพร้อมเขียนว่า “กักขังหิ่งห้อย เพื่อให้หลับฝันดี” หลังอานนท์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำนานนับปีด้วยผลของคดี ม.112     6 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก “อานนท์ นำภา” เผยแพร่ภาพจดหมายที่ลูกสาวอานนท์ส่งถึงพ่อในเรือนจำ โดยระบุว่า “นานๆ ทีลูกสาวจะเขียนจดหมายให้” เนื้อหาในจดหมายเป็นภาพหิ่งห้อยหลายตัวบินอยู่ แต่มีหิ่งห้อยหนึ่งตัวที่ถูกขัง ด้านบนของจดหมายเขียนว่า “กักขังหิ่งห้อย เพื่อให้หลับฝันดี” อานนท์ นำภา เป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำนานนับปีด้วยผลของคดี ม.112 เขาถูกจับตาหลังขึ้นปราศรัยในกิจกรรมเสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย หรือม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 เมื่อเขาได้ปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์, การออกกฎหมายจัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์, การโอนอัตรากำลังพล ไปจนถึงการจัดสรรงบประมาณจากภาษีที่เกี่ยวกับสถาบันฯ หลังจากนั้นชื่อของอานนท์ก็พัวพันอยู่กับคดี ม.112 โดยเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา คำพิพากษาในคดีม.112 คดีที่ 9 ของอานนท์ตัดสินจำคุกเขาอีก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ทำให้อานนท์ต้องโทษจำคุกรวมถึง 24 ปี 33 เดือน 20 วัน (ประมาณ 26 ปี 9 เดือน 20 วัน) จากผลของคำพิพากษาคดี ม.112 จำนวน 9 คดี ซึ่งไม่มีคดีใดที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเนื่องจากยังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คดีทั้งหมด เรื่องที่เกี่ยวข้อง * 24 ปี 33 เดือน 20 วัน โทษจำคุกทั้ง 12 คดีของ ‘ทนายอานนท์’ * On This Day - 3 ส.ค. 63 ‘อานนท์ นำภา’ ปราศรัยทะลุเพดาน #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานยอดรวมผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ระบุ ปัจจุบันมีผู้ถูกดำเนินคดีใน ม.112 อย่างน้อย 282 คน ในจำนวน 315 คดี (จำนวนนี้อย่างน้อย 168 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ) ทั้งนี้ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนพยายามผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ.ศ....” เพื่อหวังนิรโทษกรรมคดีการเมืองของทุกฝั่งฝ่าย นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา จนกว่ากฎหมายจะถูกประกาศใช้ รวมถึงนิรโทษกรรมคดีม.112 ด้วย แต่เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา สส. ในสภาได้มีมติโหวตไม่รับหลักการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน แต่สภามีมติรับหลักการของ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ พรุ่งนี้ (7 ส.ค. 2568) เวลา 12.45 น. เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนจะเดินทางไปที่อาคารรัฐสภา เพื่อเข้ายื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข เรียกร้องให้พิจารณานิรโทษกรรมรวมทุกฐานความผิด   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * อานนท์ นำภา * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน * คดี ม.112
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 27/07/2025
dlvr.it
สถานทูตสหรัฐฯ เผย ‘รูบิโอ’ หารือ ‘มาริษ’ แล้ว พร้อมช่วยประสานเจรจาหยุดยิง
สถานทูตสหรัฐฯ เผย ‘รูบิโอ’ หารือ ‘มาริษ’ แล้ว พร้อมช่วยประสานเจรจาหยุดยิง auser15 Sun, 2025-07-27 - 21:00 สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยเผยแพร่ถ้อยแถลงจากการประชุมทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีรูบิโอและรัฐมนตรีมาริษ เรียกร้องหยุดยิงและพร้อมช่วยประสานการเจรจาหยุดยิงในความขัดแย้งทางทหารกับกัมพูชา เมื่อ 27 กรกฎาคม 2025 สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเผยแพร่ถ้อยแถลงจากการประชุมทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีรูบิโอและรัฐมนตรีมาริษ ความว่านายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้หารือกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยลดความตึงเครียดในทันที และตกลงหยุดยิงกับกัมพูชาในกรณีข้อพิพาทชายแดนที่กำลังดำเนินอยู่ รัฐมนตรีรูบิโอเน้นย้ำถึงความปรารถนาต่อสันติภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ ตลอดจนความสำคัญของการหยุดยิงโดยทันที สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการหารือในอนาคต เพื่อให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา * ข่าว * การเมือง * ต่างประเทศ * ความมั่นคง * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา * สหรัฐอเมริกา
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 24/07/2025
dlvr.it
รวมสถานการณ์แนวชายแดน-ฝ่ายการเมือง กรณีเหตุปะทะไทย-กัมพูชา 24 ก.ค.68
รวมสถานการณ์แนวชายแดน-ฝ่ายการเมือง กรณีเหตุปะทะไทย-กัมพูชา 24 ก.ค.68 admin666 Thu, 2025-07-24 - 12:39 รวมสถานการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดน และความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองและการต่างประเทศในการแก้ปัญหาสถานการณ์ปะทะที่กำลังเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.ค.) เบื้องต้นฝ่ายไทยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 3 คนในจำนวนี้เป็นเด็กอายุ 5 ขวบ 1 คน ส่วนฝ่ายทหารไทยบาดเจ็บ 7 ราย ตามรายงานระบุว่าเกิดจากการใช้จรวดชนิด BM-21 ยิงใส่ ส่วนฝ่ายไทยใช้ F-16 ตอบโต้ทำลายหน่วยทหารฝ่ายกัมพูชาได้  24 ก.ค.2568 หลังจากเช้าวันนี้กองทัพบกรายงานเหตุปะทะกันที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 8.20 น. โดยก่อนหน้าเกิดการปะทะเมื่อเวลา 7.35 น. ทางฝ่ายทหารได้ยินเสียงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และถูกระบุว่าเป็นของทางกัมพูชาและมีทหารกัมพูชา 6 นาย พร้อมอาวุธครบมือเข้ามาในแนวลวดหนาม และไทยได้ตะโกนเจรจาไปแล้ว เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ด่วน ทบ.รายงานเกิดเหตุปะทะในพื้นที่ปราสาทตาเมือน ไทย-กัมพูชากล่าวหาโต้กันอีกฝ่ายเริ่มก่อน สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้การรายงานข่าว ตามมีรายงานเพิ่มเติมจากเพจของกองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์เพิ่มเติมตั้งแต่ 9.15 น.ทางกัมพูชาใช้อาวุธแตกอากาศเข้ามาฝั่งไทยและ 9.20 น.รายงานว่า เกิดการปะทะตลอดหน้าแนวด้วยอาวุธปืนเล็กยาว มีทหารไทยบาดเจ็บ 1 นาย จากนั้นกองทัพภาคที่ 2 รายงานในพื้นที่อื่นด้วยได้แก่ * ศรีสะเกษ เมื่อ 9.47 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงานต่อว่าทางกัมพูชาใช้จรวด BM-21 ยิงจากฐานที่เขาแหลมตกใส่ปราสาทโดนตวล * สุรินทร์ เมื่อ 9.55 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ทางกัมพูชายิงใส่ลงในพื้นที่ชุมชน บริเวณศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อ.กาบเชิง * สุรินทร์ เมื่อ 10.03 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ทางกัมพูชารุกเข้าพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย และทางกองทัพไทยได้อนุมัติยิงปืนใหญ่ เมื่อ 10.30 น. กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่าเกิดเหตุปะทะใน 6 พื้นที่ จากนั้น 10.38 น. NBT Connext รายงานจากทางกองทัพบกโดย พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เมื่อช่วงเวลา 09.20 น. พบการปะทะเพิ่มเติมตลอดแนวพื้นที่ผามออีแดง ปราสาทเขาพระวิหาร พบฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากใช้อาวุธทุกชนิดและ BM21 ส่วนฝ่ายไทยเข้าปะทะตามแผนพร้อมตอบโต้ปืนใหญ่สนาม โฆษก ทบ.ระบุต่อว่า มีรายงานว่า ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปะทะที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา จำนวน 2 นาย จากอาวุธยิงสนับสนุน ในพื้นที่บริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ เวลา10.51 น.กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพไทยจำนวน 6 ลำ เตรียมตอบโต้ พื้นที่ช่องอ่านม้า จ.อุบลราชธานี จากนั้น 10.58 น. ยิงโจมตีใส่กอง บก.พลน้อย.สสน.8 บก.พลน้อย.สสน.9 ทำให้ถูกทำลายลงแล้ว โดยรายงานของกองทัพภาคที่ 2 ไม่ได้ระบุในโพสต์ว่าเป็นพื้นที่ใด เมื่อ 11.30 น. กองทัพภาคที่ 2  โพสต์คลิปภาพความเสียหายที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้มีนักเรียนและประชาชนได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่าเป็นผลจากกระสุน BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา 11.54 น. NBT Connext โพสต์คลิปที่ระบุว่าเป็นโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ทหารในพื้นที่หมอบหลบหลัง ทหารกัมพูชา ยิง BM-21 โจมตี เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ   ประมาณ 12.00 น. ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.)  โดย พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษก ศบ.ทก. แถลงข่าวถึงสถานการณ์ตั้งแต่การวางทุ่นระเบิดที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี แล้วทางเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทยที่เดินลาดตระเวณเหยียบทุ่นระเบิดทำให้ข้อเท้าขวาขาด 1 นาย และมีเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บแน่นหน้าออก 4 นาย โดยมีการส่งตัวรักษาแล้ว พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวถึง สถานการณ์เช้าวันนี้ตั้งแต่ 7.35 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้โดรนบินตรวจการวางกำลังของไทยในบริเวณปราสาทตาเมือน จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาเคลื่อนกำลังมาที่แนวหน้าโดยมีทหารกัมพูชาที่ถือจรวด RPG มา จากนั้นสถานการณ์ได้ขยายพื้นที่ปะทะ 6 พื้นที่ได้แก่ พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย ช่องบก เขาพระวิหารบริเวณห้วยตามาเรีย ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องจอม พลเรือตรี สุรสันต์ ขณะนี้ทางกัมพูชาได้ใช้จรวด BM-21 ขนาด 122 มม. ทำให้บ้านเรือนฝ่ายไทยเสียหายและมีประชาชนเสียชีวิต โฆษก ศบ.ทก. ระบุถึงผู้ได้รับบาดเจ็บว่า จากการปะทะทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการอพยพประชาชนในพื้นที่แล้ว เบื้องต้นมีรายงานว่ามีประชาชนได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 คนในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุ 5 ขวบ 1 คน ประชาชนเสียชีวิต 1 คน ในพื้นที่พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่วนการดำเนินการ พลเรือตรี สุรสันต์ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตั้งศูนย์บัญชาการทางทหารตาม พ.ร.บ.จัดเระเบียบกระทรวงกลาโหม โดยจะมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บังคับบัญชาในการใช้กำลังทางทหาร โฆษก ศบ.ทก.กล่าวถึงการดำเนินการปิดด่านชายแดนด้วยว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันจึงยกระดับมาตราการชายแดนระดับ 4 ปิดทุกด่านเข้า-ออกตามแนวชายแดนกัมพูชา มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ(กต.) กล่าวต่อว่า การควบคุมจุดผ่านแดนต่างๆ ที่ผ่านมา ศบ.ทก. ไมไ่ด้ปิดด่านเพียงแต่เพิ่มความเข้มงวดเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและความปลอดภัยของประชาชน แต่ด้วยสถานการณืปัจจุบันจำเป็นต้องปิดด่านเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปอลดภัยของประชาชนในพื้นที่ มาระตี ระบุว่า การดำเนินการด้านการต่างประเทศของทางกระทรวงเมื่อวานนนี้ กต. ได้บรยายสรุปแก่ทูตต่างประเทศและทูตทหารประเทศต่างๆ เรื่องกับระเบิดที่มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากประเทศต่างๆ โดยไทยได้ชี้แจงจุดยืนท่าทีและได้ดำเนินการประท้วงกัมพูชาโดยตรงและประทวงผ่านประธานในที่ประชุมซึ่งรัฐภาคีในอนุสัญญาออตตาว่าซึ่งได้รับทราบ โฆษก กต.กล่าวถึงใน ส่วนที่มีเจ้าหน้าที่ทหารไทย 5 นาย ได้รับบาดเจ็บเมื่อวานนี้ (23 ก.ค.) กต.ได้ประณามอย่างถึงที่สุด และ กต.จะเดินหน้าประท้วงต่อไปเช่นกัน ส่วนการปะทะที่เกิดขึ้นตอนนี้โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่ม กต.จะปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยร่วมกับกองทัพไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป สถานการณ์ฝ่ายการเมือง หลังเกิดการปะทะ เมื่อเวลา 9.35 น.ก่อนที่สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจะมีการขยายพื้นที่ปะทะ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่า  ตนรับทราบรายงานเมื่อเวลา 8.00 น. ว่าเกิดเสียงปืนดังขึ้นและตนกำลังดูรายละเอียด ส่วนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังทำงาน จึงขอให้สื่อมวลชนระวังในการรายงานข่าว ทั้งนี้ ภูมิธรรมระบุด้วยว่า วันนี้เวลา 14.00 น. จะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 สามารถประเมินและปฏิบัติการได้ทันทีหรือต้องขออนุญาตมาทางรัฐบาล ต้องขอหารือในที่ประชุมก่อน ขณะเดียวกันที่มีรายงานว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ให้ประชาชนไปที่หลุมหลบภัยนั้น ต้องขอตรวจสอบก่อน อย่างไรก็ตามภูมิธรรมกล่าวถึงสถานการณ์ก่อนที่จะมีรายงานข่าวเพิ่มเติมของกองทัพภาคที่ 2 ว่า ยังไม่มีเหตุการณ์จุดอื่นเพิ่มและยังคงมีจุดเดียว ยืนยันว่าไม่ใช่การปะทะกัน โดยพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม เป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงเดิมที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ทุกฝ่ายยอมรับ และยืนยันกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า เมื่อปี 2568 ตนเองไปเซ็นสัญญาให้ทางกัมพูชาขึ้นมาอยู่บนนี้ ไม่เป็นความจริง ซึ่งต้องถือว่าเป็นการพูดที่ไม่เป็นประโยชน์ การปลุกปั่นแบบนี้จะสร้างปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงได้ เพราะเรื่องปราสาทตาเมือธมเป็นการปฏิบัติตามหลักการเดิม ตามที่เคยใช้อยู่แล้วตั้งแต่ในอดีตมาเป็นสิบๆ ปี ไม่เกี่ยวกับตนเองและไม่เกี่ยวกับใครที่อยู่ในปัจจุบันทั้งนั้น ขออย่าอาศัยตรงนี้ทำลายประเทศด้วยวิธีการเอาข่าวเท็จมาปั่น จากนั้น จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการ ศบ.ทก. แถลงยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้าใส่ทหารไทย โดยใช้อาวุธหนักต่อเนื่องคือจรวด BM-21 เข้าใส่พลเรือนไทยที่ชุมชนบริเวณชายแดน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จิรายุระบุจำนวนผู้เสียชีวิตขณะนี้มี 1 ราย และมีเด็กอายุ 5 ขวบได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมคนในครอบครัวอีก 2 คน ซึ่งฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ได้อพยพประชาชนไปที่ปลอดภัยแล้ว ส่วนทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 7 นาย  * ข่าว * ความมั่นคง * ปราสาทตาเมือนธม * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา * มาลี สุจาตา * กระทรวงกลาโหมกัมพูชา * กองทัพบก * ศบ.ทก. * สุรสันต์ คงสิริ * มาระตี นะลิตา อันดาโม * ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา
011
Reposted by BenchaMFP
Saksith Saiyasombut | ศักดิ์สิทธิ์ ไสยสมบัติ @saksith.news · 24/07/2025
Thai govt calls on Cambodia to cease attacks against military and civilian targets and stop acts that violate Thai sovereignty, says Thai Foreign Ministry spokesperson Nikorndej Balankura. No ASEAN member has offered to mediate so far, he says.
058
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 22/07/2025
dlvr.it
ศาล รธน.นัด 10 ก.ย. ชี้ขาด กรณีต้องทำประชามติแก้ รธน.กี่ครั้ง
ศาล รธน.นัด 10 ก.ย. ชี้ขาด กรณีต้องทำประชามติแก้ รธน.กี่ครั้ง auser15 Tue, 2025-07-22 - 16:13 ศาลรัฐรรมนูญนัด 10 ก.ย. 2568 ชี้ขาด กรณีต้องทำประชามติแก้รัฐรรมนูญกี่ครั้ง 22 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐรรมนูญพิจารณาคำร้องที่ ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210วรรคหนึ่ง (2) กรณีคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 6 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ วันจันทร์ ที่ 17 มี.ค. 2568 พิจารณาญัตติด่วนที่นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เสนอให้รัฐสภาพิจารณามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) โดยผลการลงมติในญัตติดังกล่าวว่า ที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นด้วยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจ ของรัฐสภาตามญัตติ ต่อมาเมื่อวันที่ 21มี.ค.68 ประธานรัฐสภา ผู้ร้อง จึงส่งเรื่องดังกล่าว ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ศาลรัฐธรรมนูญ ให้พยานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อประกอบ การพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐาน เพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 เวลา 09.30 น. * ข่าว * การเมือง * ศาลรัฐรรมนูญ * การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
001
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 22/07/2025
dlvr.it
สภาฯ เตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2569 วาระ 2-3 วันที่ 13-15 ส.ค. นี้
สภาฯ เตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2569 วาระ 2-3 วันที่ 13-15 ส.ค. นี้ auser15 Tue, 2025-07-22 - 16:18 อนุ กมธ.งบประมาณฯ เตรียมส่งผลพิจารณา 29-30 ก.ค. ขณะที่สภาผู้แทนราษฎร เตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2569 วาระ 2-3 วันที่ 13-15 ส.ค. นี้ 22 กรกฎาคม 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา  รายงานว่า นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ว่า ได้พิจารณางบประมาณไปแล้ว รวม 224 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 15.36 โดยมีหน่วยงานที่ผ่านการพิจารณาแล้ว 420 หน่วยงาน งบกลาง 12 รายการ 9 แผนบูรณาการ กองทุน 34 กองทุน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พิจารณาในมาตรา 28 จังหวัดและกลุ่มจังหวัด 94 หน่วยงานมาตรา 18 กระทรวงพลังงาน 5 หน่วยงาน มาตรา 31 หน่วยงานของศาล 3 หน่วยงาน มาตรา 32 หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ 6 หน่วยงาน 2 กองทุน ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือ ทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี รวม 4 หน่วยงาน นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาในมาตรา 35 สภากาชาดไทย มาตรา 30 หน่วยงานของรัฐสภา สามหน่วยงานหนึ่งกองทุน และมาตรา 25 กระทรวงสาธารณสุข 10 หน่วยงาน 2 กองทุน  ส่วนในสัปดาห์นี้ได้เริ่มพิจารณามาตรา 23 กระทรวงวัฒนธรรม 9 หน่วยงาน 4 กองทุน และมาตรา 33 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการชี้แจงผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร และเทศบาลเมือง รวม 330 หน่วยงาน สำหรับแผนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต่อจากนี้ ในวันที่ 29 - 30 กรกฎาคม คณะอนุกรรมาธิการฯ ทั้ง 8 คณะ จะมีการรายงานผลการพิจารณา พร้อมพิจารณารายการปรับลด และรายการอุทธรณ์ จากนั้นในวันที่ 31 กรกฎาคม จะพิจารณารายงานเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณ และจะพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ และนัด สส. เสนอคำแปรญัตติ ในวันที่ 1 สิงหาคม จากนั้น สภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในวาระ 2-3 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม นี้ * ข่าว * การเมือง * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569
002
Reposted by BenchaMFP
Xun-ling Au 歐迅灵 🏴 @xunlingau.bsky.social · 16/07/2025
me waking up & seeing thai friends posting about the votes in parliament on the amnesty bill. While not an unexpected outcome, saddening nonetheless. In solidarity, keep up the fight #FreeOurFriends (Art from Vawongsir on IG, context was watching what was happening in HK in Oct 2019)
23516
Reposted by BenchaMFP
Milk Tea Alliance Calendar @mtacalendar.bsky.social · 13/07/2025
Ongoing As seen in some of the events Thai Friends are campaigning to demand that the #นิรโทษกรรมประชาชน version of the Amnesty bill is the one taken forward by Thailand's Parliament! This version of the Bill includes Lese Majestie charges, which has been used as a tool of political suppression 8/
ilaw.or.th
7 วันดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน - iLaw
ช่วยกันส่งเสียง ถึง สส. ในสภา ให้โหวตรับร่างภาคประชาชน ที่รวมคดีมาตรา 112
112
Reposted by BenchaMFP
Saksith Saiyasombut | ศักดิ์สิทธิ์ ไสยสมบัติ @saksith.news · 16/07/2025
Thai parliament voted on 5 draft bills aiming to grant amnesty to 1,000s of people charged for taking part in mass protests in an attempt to soothe over 20 years of political turmoil. 2 bills by the progressive-reformist @peoplesparty.or.th and a civil society-backed one have been rejected.
053
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 15/07/2025
dlvr.it
เครือข่ายนิรโทษกรรมจัดงาน ปลุกความหวัง ย้ำรวม ม.112 ก่อนสภาพิจารณาต่อพรุ่งนี้
เครือข่ายนิรโทษกรรมจัดงาน ปลุกความหวัง ย้ำรวม ม.112 ก่อนสภาพิจารณาต่อพรุ่งนี้ แมวส้ม ภาพ/รายงาน admin666 Tue, 2025-07-15 - 22:57 15 ก.ค. 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน จัดกิจกรรม “จุดความหวังนิรโทษกรรมประชาชน” เล่าเรื่อง “คนธรรมดา” ในเรือนจำที่ถูกดำเนินคดีความทางการเมือง เพราะเสรีภาพไม่ควรถูกจองจำจากการแสดงออก และจุดเทียนสร้างความหวังนิรโทษกรรมประชาชน ก่อนสภาผู้แทนราษฎรมีวาระการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม ที่จะมีการกล่าวสรุปและลงมติกันในวันพรุ่งนี้ สืบเนื่องจากวันพรุ่งนี้ (16 ก.ค.) การพิจารณากฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั้งหมด 5 ฉบับ ซึ่งมีเพียงฉบับที่มาจากประชาชนเพียงฉบับเดียวเท่านั้นที่ยืนยันให้มีการนิรโทษกรรมรวมคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย ซึ่งผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอีกหลายพันคน ผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 50 คน และผู้ลี้ภัยทางการเมืองอีกหลายสิบคน บรรยากาศในพื้นที่จัดกิจกรรมช่วงเย็น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทยอยเข้างานโดยบางส่วนสวมเสื้อรณรงค์ “นิรโทษกรรมประชาชน” มาด้วย และช่วงเริ่มกิจกรรม มีการวางดอกกุหลาบเรียงกันเป็นตัวอักษรว่า “นิรโทษ 112” พร้อมกับป้ายผ้าและป้ายรณรงค์นิรโทษกรรมเป็นข้อความต่าง ๆ พร้อมทั้งรูปผู้ต้องขังทางการเมืองกว่า 50 คนที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ จากนั้นมีตัวแทนขึ้นมาเล่าเรื่องของคนที่ถูกคุมขังอยู่ ได้แก่เรื่องราวของ “บูม” จิรวัฒน์, “แม็กกี้”, “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, “บุ๊ค” ธนายุทธ ณ อยุธยา, “มานี” เงินตา คำแสน และ “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล และยังมีคนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองมาร่วมเล่าเรื่องด้วย เช่น “คีย์” บัณทิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “ปอ” กรกช จำเลยคดีมาตรา 112 ขึ้นมากล่าวเรื่องราวที่พวกเขาต้องเผชิญหลังถูกดำเนินคดีทางการเมือง และจุดยืนสำหรับกฎหมายนิรโทษกรรม ถัดมา มีการอ่านจดหมายจากเพื่อนที่ยังลี้ภัยทางการเมืองในต่างแดน โดยมี ณัฐชนน ไพโรจน์ อ่านจดหมายของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ที่ได้เขียนถึงสมาชิกพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่เคยต่อต้านระบอบประยุทธ์และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาด้วยกัน แต่บางส่วนกลับไปสนับสนุนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับจดหมายจากเพื่อนที่ลี้ภัยทางการเมือง ผู้จัดกิจกรรมแจ้งว่ายังมีอีก 2-3 ฉบับ ที่ได้ส่งมาแล้ว จะอ่านต่อในกิจกรรมวันพรุ่งนี้หน้ารัฐสภา สำหรับกิจกรรมสุดท้าย ประชาชนร่วมกันจุดเทียนและเปิดแฟลชโทรศัพท์มือถือ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อส่องความหวังและส่งแรงใจไปให้ถึงวันชี้ชะตาของพ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ก่อนยุติกิจกรรมลงในเวลา 19.30 น. โดยในวันพรุ่งนี้เครือข่ายนิรโทษกรรม นัดหมายชวนประชาชนมาจับตาและส่งเสียงสนับสนุนร่างกฎหมาย "นิรโทษกรรมประชาชน" ที่ลานประชาชน รัฐสภา ตั้งแต่เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * นิรโทษกรรม * คดีการเมือง * มาตรา 112 * เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน * หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
014
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 15/07/2025
dlvr.it
'ห้องเเห่งความลับ' เสวนาการพิจารณาคดี ม.112 เมื่อสิ่งไม่ควรลับ กลายเป็นของลับ
'ห้องเเห่งความลับ' เสวนาการพิจารณาคดี ม.112 เมื่อสิ่งไม่ควรลับ กลายเป็นของลับ รายงาน: ภัททิยา โอถาวร XmasUser Tue, 2025-07-15 - 18:41 เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้จัดงานเสวนา ‘ห้อง (พิจารณาคดี) เเห่งความลับ กับหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย’ ณ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวันเดียวกับที่สภาผู้เเทนราษฎรมีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถึงเเม้ท้ายที่สุดหลังจาก ‘เบนจา อะปัน’ ชี้เเจ้งต่อสภาฯ รองประธานสภาฯ ประกาศปิดประชุม ทำให้การลงมติร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวถูกเลื่อนออกไป เเละจะมีการลงมติในวันที่ 16 ก.ค. 2568 เเทน เสวนาเกิดขึ้น เนื่องจากในคดีการเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2567) ศูนย์ทนายฯ พบว่า ศาลมักห้ามไม่ให้มีการนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีมาเปิดเผย อาทิ กรณีของ ‘อานนท์ นำภา’ วันที่ 28 มี.ค.2568 ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีละเมิดอำนาจศาลของอานนท์ในห้องเวรชี้เเทนที่ห้องพิจารณาคดี ทำให้ประชาชนที่มารอฟังคำพิจารณาไม่สามารถเข้าฟังได้ มีเพียงทนายจำเลย เเละตัวอานนท์เท่านั้นที่ได้รับฟังคำพิจารณาคดี ทั้งที่การพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยเป็นรากฐานของสิทธิมนุษนยชน เสวนานี้ยังมุ่งหวังว่าจะสร้างความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวและนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอทางวิชาการต่อผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรม วงเสวนาครั้งนี้ประกอบด้วยวิทยากร 4 คน ได้เเก่  * รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเคยนั่งฟังอานนท์ให้การต่อศาลหลายครั้ง มากไปกว่านั้นสมชายเคยเป็นพยานในคดีของอานนท์ * ผศ.ดร.พัชร์ นิยมศิลป อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับผิดชอบในรายวิชา กฏหมายกับสังคม,กฏหมายการชุมนุมสาธารณะ * จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความสิทธิมนุษยชน เเละเป็นทนายของอานนท์ในคดีละเมิดอำนาจศาล * สรวุฒิ วงศ์ศรานนท์ ผู้สื่อข่าวประชาไท ซึ่งมีประสบการณ์ในการสังเกตการณ์เเละรายงานข่าวจากห้องพิจารณาคดีตั้งเเต่ปี 2555  * ดำเนินรายการโดย ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช  ก่อนเริ่มเสวนา มาร์กาเร็ต แซทเทิร์ธไวต์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ กล่าวปาฐกถาเรื่อง ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและทนายความ เธอนั้นยืนยันถึงความสำคัญของการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย เเละเเสดงความกังวลถึงกรณีการอ่านคำพิพากษาเเบบลับในคดีละเมิดศาลของอานนท์ เมื่อวันที่ 28 มี.ค. อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวขัดกับประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย ซึ่งระบุว่าให้อ่านคำพิพากษาใน 'ศาลโดยเปิดเผย' เธอยังกล่าวว่าหลักการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยเป็นพื้นฐานสำคัญของกฏหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เกิดอะไรขึ้นในวันอ่านคำพิพากษา วงเสวนาดังกล่าวเริ่มจากจันทร์จิรา ทนายความผู้อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 28 มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีละเมิดอำนาจศาล จันทร์จิราเล่าว่าในคดีนั้นศาลไม่ได้มีการสั่งพิจารณาคดีเเบบลับเเต่วันอ่านคำพิพากษาศาลกลับให้ทนายของอานนท์เเละอานนท์ลงไปในห้องเวรชี้ซึ่งอยู่บริเวณใต้ถุนศาลและใช้สำหรับพิจารณาคดีเล็กๆ หรือสำหรับการขึ้นศาลวันเเรกโดยปกติการการอ่านคำพิพากษาจะอ่านในห้องพิจารณาคดีเเละประชาชนสามารถร่วมรับฟังได้ อย่างไรก็ดีการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การอ่านคำพิพากษาอย่างเปิดเผยเเละขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญา เพราะมิใช่การอ่านคำพิพากษาอย่างเปิดเผย จันทร์จิรา เล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า ตนในฐานะทนายความของอานนท์ได้เดินทางไปที่ห้องพิจารณาคดี 809 ตามนัด เเต่เวลาผ่านไปศาลก็ยังไม่เบิกตัวอานนท์ขึ้นมาที่ห้อง ท้ายที่สุดตำรวจศาลได้ขึ้นมาเเจ้งว่าให้ทนายความลงไปที่ห้องเวรซี้ในห้องดังกล่าว ศาลได้ปรากฏตัวผ่านจอภาพ สื่อสารผ่านไมโครโฟน อานนท์โต้เเย้งว่าการกระทำนี้ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ต้องอ่านโดยเปิดเผย เเต่ศาลกล่าวว่าการอ่านคำพิพากษาเช่นนี้ได้ปรึกษาผู้บริหารศาลเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว เเละมีการอ่านในลักษณะนี้มาเเล้วหลายคดี อานนท์ร้องขอว่าขอว่าให้ประชาชนเข้ามารับฟังด้วยจะได้เป็นการอ่านต่อหน้าประชาชนซึ่งศาลปฏิเสธ อานนท์จึงพยายามขัดขืน ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ศาลได้จับตัวอานนท์ขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้เเละศาลเข้าไปอ่านคำพิพากษา นอกจากนี้ ที่ผ่านมามี 7 คดีที่ศาลห้ามไม่ให้มีการเผยเเพร่กระบวนการพิจารณคดีโดย 6 คดีเเรกใช้คำสั่งตัวเดียวกันทั้งที่เป็นชุดผู้พิพากษาคนละชุด จันทร์จิราตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เเต่เป็นเเนวนโยบายของผู้บริหารศาลอาญา มีเพียงคดีที่ 7 ที่การประกาศห้ามเเตกต่างออกไป เมื่อข้อยกเว้นกลายเป็นบทหลัก: สิ่งผิดปกติในกระบวนการยุติธรรม สมชาย ปรีชากุล เริ่มบทสนทนาโดยตั้งคำถามว่า ‘เราต้องคุยเรื่องการพิจาณาคดีในโลกปัจจุบันจริงหรอ?’ สมชายกล่าวว่าหลังจากกาปฏิรูปการศาลไทยใน ค.ศ. 1908 ทำให้การพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยกลายเป็นสากล เเล้วเหตุไฉนเราจึงกลับมาคุยเรื่องกระบวนการยุติธรรม สมชายได้อ้างถึงเหตุการณ์ที่เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับนิติกรชำนาญการพิเศษ เขาได้ซักถามนิติกรว่าเหตุใดจึงมีการอ่านคำพิพากษาในลักษณะเช่นนี้ นิติกรตอบว่า ‘การอ่านอย่างเปิดเผยคือเปิดเผยต่อหน้าจำเลย’  ซึ่งผิดกับกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ที่การพิจารณาคดีต้องเป็นสาธารณะไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของจำเลย เเต่เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีนั้นถูกต้อง ในรัฐธรรมนูญบางฉบับมีหลักประกันการพิจารณาโดยเปิดเผย เเต่รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ระบุในส่วนนี้ ซึ่งสมชาย มองว่าถึงเเม้จะไม่ระบุเเต่ก็ไม่ได้ทำให้สาระสำคัญของการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยสูญเสียไป อย่างไรก็ดี บางคดีอาจมีข้อยกเว้นให้พิจารณาคดีลับได้ อาทิ คดีล่วงละเมิดทางเพศ เเต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าข้อยกเว้นจะกลายเป็นบทหลัก ตัวอย่างเช่นการใส่เครื่องพันธนาการ อาทิ กุญเเจเท้า ระบุว่าใส่ไม่ได้เว้นเเต่จะมีข้อยกเว้น เหตุใดจำเลยที่มาศาลถึงใส่เครื่องพันธนาการกันหมด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ราชทันฑ์ให้เหตุผลว่ารัฐไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะควบคุมดูเเลนักโทษจึงต้องใช้เครื่องพันธนาการ เป็นเหตุให้นักโทษทุกคนโดนรินลอดเสรีภาพในปัจจุบัน เพราะอะไรถึงต้องพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย ? ประเด็นถัดมาคือความสำคัญของการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยในต่างประเทศโดย พัชร์ นิยมศิลป ระบุว่าประเด็นที่ตนจะกล่าวถึงในวันนี้ประกอบด้วย 3 ประเด็นดังนี้ * การตัดสินคดีผิดพลาด * ทำไมต้องมีการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย * ข้อยกเว้นในการพิจารณาคดีเปิดเผย สำหรับการตัดสินคดีที่ผิดพลาดนั้นโลกตะวันตกมองว่ากระบวนการยุติธรรมต้องค่อยเป็นค่อยไป ห้ามเกิดความผิดพลาด ปัจจัยที่ทำให้เกิดการพิจารณาคดีที่ผิดพลาดได้เเก่ * การตัดสินผิดพลาดอันเกิดจากตัวผู้พิพากษาหรือบุคคลในกระบวนการยุติธรรม อาทิ จับพยานเท็จไม่ได้ * ลูกขุนไม่เข้าใจกติกา หรือทนายความมีเวลาไม่พอทำให้ไม่สามารถสู้คดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ * การประพฤตติมิชอบของอัยการ, เเรงกดดันจากภาคกการเมือง, การเลือกปฏิบัติจากศาล เมื่อเกิดการพิจารณาคดีที่ผิดพลาดทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจกระบวนการยุติธรรม พัชร์ระบุว่าในระบบกฎหมายเเบบ Common Law สร้างความไว้วางใจผ่านระบบลูกขุน นอกเหนือจากระบบลูกขุนศาลสามารถสร้างความไว้วางใจผ่านการเป็นอิสระ, ความโปร่งใส, บุคลากรมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น, ศาลได้มาตรฐานสากล, ศาลสามารถคาดหมายได้ กล่าวคือหากจะมีการเปลี่ยนเเนวทางคำพิพากษาต้องมีเหตุผลมากพอ ประเด็นต่อมาคือเรื่องของสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ระบุว่าทุกคนควรมีสิทธิ์ในการต่อสู้เเละการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยโดยศาลที่เป็นอิสระเที่ยงธรรม พัชร์ขยายความว่า การพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยในคดีอาญาจะต้องกระทำโดยวาจาเเละเปิดเผย ซึ่งช่วยรักษาผลประโยชน์ส่วนบุคคลเเละสาธารณะ สาเหตุที่ต้องกระทำโดยวาจาเพื่อให้เกิดการโต้เเย้งโดยทันที ซึ่งสามารถสังเกตได้ว่าสิ่งใดผิดปกติภายใต้น้ำเสียงนั้น การพิจารณาโดยเปิดเผยหมายถึงการประกาศนัดหมายเเละจัดเตรียมสถานที่ให้สาธารณชนสามารถรับฟังกระบวนการพิจารณาคดีได้ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนทราบว่าศาลไม่ได้ทำอะไรผิดปกติ เเละทำให้สาธารณชนมั่นใจในการทำหน้าที่ของศาล ในส่วนของประเด็นข้อยกเว้นการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยพัชร์จะกล่าวถึงในเสวนารอบถัดไป บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมา: มุมมองจากเเวดวงสื่อ สรวุฒิ นักข่าวจากประชาไท เริ่มพูดจากประสบการณ์การทำงานสื่อที่มักเข้าไปสังเกตการพิจารณาคดีบ่อยครั้ง สรวุฒิมองว่าในปัจจุบันศาลได้กลายเป็นคู่ขัดเเย้งกับประชาชนเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว 10 ปีที่เเล้วประมาณปี 2555 สรวุฒิ ทำงานอยู่ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.-พ.ค.53 ทำให้ต้องไปติดตามคดีในศาลอยู่เสมอ ช่วงเวลานั้นสรวุฒิกล่าวว่าเป็นช่วงที่ทำงานง่ายที่สุดเพราะสามารถเข้าไปในห้องพิจารณาคดีเเละอัดเสียงหรือจดบันทึกการพิจารณาคดีได้อย่างง่ายดาย จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งมีทหารเดินเข้ามาในศาลพร้อมกับขอให้ผู้พิพากษาเเจ้งว่าไม่ให้มีการรายงานข่าวจากห้องพิจารณาคดี สรวุฒิมองว่าอาจเป็นเพราะในการรายงานมีการระบุรายชื่อทหารที่เป็นพยาน ท้ายที่สุดมีข้อตกลงกันว่าจะรายงานข่าวโดยไม่ระบุชื่อพยาน ในยุคของศาลทหารภายใต้อำนาจของคณะรักษาความสงบเเห่งชาติ​ (คสช.) มีการสั่งพิจารณาคดีลับ เเต่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ได้มีการปิดกันสื่อเพราะโดยปกตินักข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้นิยมเข้าไปนั่งฟังในห้องพิจารณาคดี สรวุฒิระบุถึงบรรยากาศการสังเกตการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว การห้ามรายงานข่าวเริ่มหนักขึ้นภายหลังคดีในศาลทหารถูกย้ายไปศาลพลเรือน จากประสบการณ์สรวุฒิระบุว่า ช่วงเวลานั้นสื่อทำได้เเต่เพียงรอสัมภาษณ์อยู่หน้าศาล มีการสั่งห้ามเผยเเพร่การพิจารณาคดี ครั้งหนึ่งสรวุฒิเคยไปสังเกตการพิจารณาคดีเมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ศาลกลับถามว่า ‘มาทำอะไร’ ‘เป็นนักข่าวที่เคยอบรมกับศาลไหม’ จดหมายจากอานนท์ถึงอธิบดีศาลอาญา วงเสวนาวนกลับมาที่จันทร์จิราอีกครั้ง ในรอบนี้เธอเล่าว่าได้โต้เเย้งศาลถึงความไม่ชอบในการอ่านคำพิพากษาในห้องเวรชี้ ศาลตอบเป็นลายลักษร์อักษระบุว่า การนำการพิจารณาคดีเผยเเพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ทำให้เกิดความวุ่นวาย เเละศาลได้ปรึกษาผู้บริหารศาลเเล้ว จึงใช้ดุลยพินิจในการอ่านคำพิพากษาต่อหน้าผู้ถูกกล่าวหาเเละทนายความโดยชอบด้วยกฏหมาย จันทร์จิราอธิบายว่าจากข้อความดังกล่าวทำให้เห็นว่าศาลยังอ้างว่าการอ่านโดยเปิดเผยคือการอ่านต่อหน้าคู่ความ จันทร์จิรา ยังระบุว่าคดีละเมิดอำนาจศาลของอานนท์ยังมีความผิดปกติในเรื่องอื่นๆ ดังนี้ * ในตอนเเรกศาลสั่งว่าจะพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นคดีลับ ท้ายที่สุดเกิดการโต้เเย้งระหว่างอานนท์เเละศาลทำให้ศาลตัดสินใจไม่พิจารณาคดีลับ * ศาลไม่อนุญาตให้คัดดเอกสารหรือคลิปวีดิโอ ทั้งที่ปกติคู่ความสามารถเข้าถึงได้ หลังจากการพิจารณาคดีโดยมิชอบ อานนท์ได้ส่งจดหมายถึงอธิบดีศาลอาญาเเละจัดทำหนังสือเรียนถึงประธานศาลฎีกาเพื่อถามถึงความผิดปกติในกรณีดังกล่าวโดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ * อาศัยอำนาจใดในการอ่านคำพิพากษาในห้องเวรชี้ * การอ่านในห้องเวรชี้ทำได้โดยชอบด้วยกฏหมาย ภายใต้อำนาจของท่านอย่างไร * ผู้พิพากษาเเละนิติกรชำนาญการพิเศษ ตีความว่าการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยคือการอ่านต่อหน้าโดยจำเลย ท่านตีความการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยว่าอย่างไร * การใช้พละกำลังในการบังคับให้ฟังคำพิพากษาเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน อธิบดีทราบถึงการกระทำข้างต้นหรือไม่ ณ วันที่เสวนา จดหมายฉบับนั้นยังไม่ได้รับการตอบรับจากทั้งอธิการบดีศาลอาญาเเละประธานศาลฎีกา สุดท้ายนี้จันทร์จิรากล่าวทิ้งท้ายว่า “ควาไม่ปกติในกระบวนการพิจารณาที่เจอ ทำให้เราต้องต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้ได้ความปกติตามหลักการปกติในคดีมาตรา 112” คดีการเมืองสะท้อนกระบวนการยุติธรรม สมชาย มองว่า การพิจารณาคดีที่อ่อนไหวสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมประเทศนั้นเป็นอย่างไร เช่น คดีการเมืองอย่าง 112 สมชายยังตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดถึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ เขามองว่าไม่ใช่เพราะท่านผู้พิพากษาไม่รู้กฏหมาย แต่เป็นเรื่องของการที่ผู้พิพากษาไม่เป็นอิสระ ทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรม สุดท้ายสมชายกล่าวว่าข้อเสนอของตนนั้นเรียบง่ายคือขอให้ศาลทำตามหลักกฏหมาย สาธารณชนคือกำลังสำคัญในการตรวจสอบ  พัชร์ เริ่มจากการอธิบายว่าในห้องพิจารณาคดีต้องอยู่ในสภาวะที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ให้มีบรรยากาศที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหนือกว่า ในรอบนี้พัชร์อธิบายประเด็น ‘ข้อยกเว้นในการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย’ ’พัชร์ยังเเย้งถึงการที่จับขังผู้ต้องหาคดี 112 ก่อนที่จะมีการตัดสินคดี เขาระบุว่าในรัฐธรรมนูญกล่าวว่าห้ามปฏิบัติผู้ต้องหาอย่างนักโทษจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ข้อเรียกร้องของพัชร์คือกระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากลซึ่งไม่ได้ง่าย ต่อมาพัชร์ได้กล่าวถึงข้อยกเว้นในการพิจารณคดีอย่างเปิดเผยโดยต้องยืนอยู่บนข้อจำกัด 3 ข้อตามหลักสากล ได้เเก่ * ยืนอยู่บนศีลธรรม, ความสงบเรียบร้อย, ความมั่นคงของชาติ เเละฐานของประชาธิปไตย พัชร์อธิบายว่าการที่ศาลสั่งห้ามการรายงานคือการห้ามการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งถือเป็นการจำกัดประชาธิปไตยในการมีส่วนร่วมของประชาชน * เพื่อประโยชน์เเละรักษาชีวิตส่วนตัวของคู่กรณี * การพิจารณาอย่างเปิดเผยจะทำลายความยุติธรรมซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของศาล การอ่านคำพิพากษาอย่างเปิดเผยต่อสาธาณชน พัขร์ขยายความว่า สาธารณชนในที่นี้หมายถึงสื่อมวลชนเเละห้ามจำกัดใครในการเข้าฟังคำพิพากษา สำหรับคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ข้อเสนออีกข้อคือ การทำให้คำพิพากษาทั้งหมดโปร่งใสเเละเปิดเผยคำพิพากษาต่อสาธารณะ เพราะสาธารณชนจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าการทำความผิดนี้สมควรได้รับโทษหรือไม่ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญของประชาธิปไตย นั่งเล่นในห้องพิจารคดี ประชาชนได้เรียนรู้ สรวุฒิ อธิบายเพิ่มเติมการที่ศาลกลายเป็นคู่ขัดเเย้งโดยยกกรณีของอานนท์ กล่าวคือในคดีของอานนท์ไม่สามารถเบิกพยานหลักฐาน ซึ่งสรวุฒิระบุว่าในคดีการเมืองสื่อรายงานได้เพียงเเค่กระบวนการพิจารณาคดี การที่ศาลสั่งห้ามรายงานกระบวนการพิจารณาคดีทำให้สื่อไม่สามารถทำงานได้ การที่ศาลเเก้ปัญหาผ่านการอ่านคำพิพากษาในห้องเวรชี้ทำให้ศาลกลายเป็นคู่ขัดเเย้งกับประชาชนที่มารอฟังคำพิพากษา ข้อเสนอของสรวุฒิอาจดูเเตกต่างจากวิทยากรท่านอื่นๆ เขาสนับสนุนให้ประชาชนไปนั่งฟังการพิจารณาคดีในศาลเพื่อให้เห็นความเเตกต่างระหว่างคดีการเมืองเเละคดีอื่นๆ  * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * มาตรา 112 * พ.ร.บ.นิรโทษกรรม * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * สมชาย ปรีชาศิลปกุล * สรวุฒิ วงศ์ศรานนท์ * พัชร์ นิยมศิลป * จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว * สิทธิการประกันตัว * สิทธิผู้ต้องหา
038
Reposted by BenchaMFP
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 06/07/2025
dlvr.it
เตรียมรวบรวมความเห็นจากการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ปรับข้อเสนอ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อ 2 ประเทศ
เตรียมรวบรวมความเห็นจากการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ปรับข้อเสนอ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อ 2 ประเทศ auser15 Sun, 2025-07-06 - 10:09 รองนายกและ รมว.คลัง เผยภายหลังเดินทางเยือนสหรัฐฯ เตรียมรวบรวมความเห็นจากการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ปรับข้อเสนอ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อ 2 ประเทศ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 NBT Connext รายงานว่า นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจามาตรกรทางภาษีของสหรัฐอเมริกาว่า ในการเดินทางเยือนครั้งนี้ ทีมไทยแลนด์ ได้ประชุมกับหลายฝ่าย และได้พบทั้งภาครัฐของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นระดับนโยบาย และภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกา ที่มีการลงทุนในประเทศไทย รวมถึงได้พบกับภาคการเกษตรของสหรัฐอเมริกา ที่ภาครัฐสหรัฐฯ ให้ความสำคัญ ทำให้เข้าใจแนวคิดของทางฝ่ายสหรัฐ และแนวคิดของภาคส่วนอื่นๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐ โดยได้รับฟังทั้งข้อเสนอ และข้อกังวลจากฝ่ายสหรัฐ ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับทั้งอัตราภาษีและการกีดกันทางการค้าอย่างรอบด้าน โดยคณะทำงานจะนำความเห็นที่ได้ทั้งหมด กลับไปประกอบการทำงาน และเจรจาในระดับเทคนิคและส่งกลับไปให้ฝ่ายสหรัฐอเมริกาโดยเร็ว สำหรับการเจรจาในครั้งนี้ มีข้อสรุปที่เป็นไปด้วยดี ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้ขอบคุณประเทศไทยที่กระตือรือร้นเข้าร่วมเจรจา และไทยจะรับข้อเสนอทั้งหมด กลับไปจัดทำข้อเสนอเพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมยืนยันว่า จุดยืนของคณะทำงานฝ่ายไทย จะต้องได้ข้อตกลงที่ปฏิบัติได้อย่างยั่งยืน และได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งแม้การเจรจาจะยังต้องเดินหน้าต่อ เพื่อให้บรรลุประโยชน์สูงสุดของ 2 ประเทศ ซึ่งตนและคณะทำงาน จะยังทำงานหนักมากขึ้น เพื่อปรับเงื่อนไขของฝ่ายไทยให้ชัดเจน และสร้างความเข้าใจต่อสหรัฐอเมริกาว่า จะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อไป * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * พิชัย ชุณหวชิร * ภาษีตอบโต้การค้า * Reciprocal Tariff * United States Trade Representative
001