dlvr.it
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 21-27 ก.ย. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 21-27 ก.ย. 2569
auser15
Sun, 2026-09-27 - 09:56
เรียกร้องกระทรวงพาณิชย์เร่งช่วยผู้ประกอบการเซรามิกและชามตราไก่ จ.ลำปาง หลังทยอยปิดตัว-เลิกจ้าง
นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมเซรามิกในจังหวัดลำปางว่า ผู้ประกอบการกำลังเผชิญปัญหาการปิดกิจการและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำ จึงเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งกำหนดมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการรักษาชามตราไก่ ซึ่งไม่เพียงเป็นภาชนะใช้สอย แต่ยังเป็นภูมิปัญญาและอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัด ผลิตจากดินขาวคุณภาพสูงในอำเภอแจ้ห่ม มีเอกลักษณ์จากการเขียนลวดลายด้วยมือ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตั้งแต่ปี 2556 จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจฐานราก การจ้างงานช่างฝีมือ และรายได้ของชุมชน
นางสาวมณีรัฐ กล่าวถึงสถิติน่าห่วง ว่า อุตสาหกรรมที่เคยสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดลำปางกำลังประสบวิกฤตอย่างหนัก โดยผู้ประกอบการเซรามิกที่มีอยู่เดิมกว่า 200 แห่ง ขณะนี้ต้องปิดกิจการไปแล้วมากกว่า 100 แห่ง ขณะที่โรงงานบางแห่งที่เคยมีพนักงานมากถึง 200–300 คน ปัจจุบันเหลือพนักงานเพียงไม่กี่คนและมีงานทำเพียงสัปดาห์ละ 1–2 วันเท่านั้น ส่งผลให้มูลค่ารายได้รวมของอุตสาหกรรมเซรามิกในพื้นที่ดิ่งลงจากเดิม 3,500 ล้านบาท เหลือเพียง 1,000 ล้านบาท หรือหายไปกว่า 2,500 ล้านบาท นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าและสินค้าเลียนแบบต้นทุนต่ำ ที่นำมาตัดราคาขายเพียงใบละ 5–10 บาท ทั้งทางหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ ซึ่งตัวเลขความสูญเสียเหล่านี้สะท้อนถึงตำแหน่งงานและรายได้ของครอบครัวในชุมชนที่สูญหายไปเป็นจำนวนมาก
นางสาวมณีรัฐ กล่าวถึงข้อเสนอไปยังกระทรวงพาณิชย์ ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การคุมเข้มสินค้านำเข้าและสินค้าเลียนแบบ ขอให้ตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยและลักลอบขายออนไลน์ของสินค้าเลียนแบบชามตราไก่ลำปางอย่างจริงจัง พร้อมบังคับใช้กฎหมายทางการค้าเพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมยกระดับศักยภาพและอุดหนุนทุนวิจัยส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SE และ SME สนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนจากการแข่งราคามาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมเปิดทางให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงส่งเสริมการตลาดและเร่งจับคู่ธุรกิจ เร่งทบทวนการจัดสรรงบประมาณจัดงาน Ceramic Fair ให้เป็นช่องทางจำหน่ายหลัก พร้อมส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งในและต่างประเทศ
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 27/9/2569
มีมติเลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั่วประเทศ เป็นวันที่ 11 ต.ค. 2569 เหตุน้ำท่วมหลายพื้นที่
ความคืบหน้าการเตรียมการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27 ก.ย.2569 เวลา 08.00-16.00 น. ว่า ที่ศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ศอ.ลต.) มีการประชุมวาระพิเศษเพื่อพิจารณาสถานการณ์ดังกล่าวตั้งแต่เวลา 11.00 น.
ล่าสุดมีข้อสรุปว่า มีมติเลื่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั่วประเทศออกไปจากวันที่ 27 กันยายน 2569 เป็นวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมาใช้สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจำที่เลือกตั้ง เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมกับสถานการณ์
ที่มา: ไทยพีบีเอส, 26/9/2569
บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ไฟเขียวยุทธศาสตร์ชาติ ดัน "ชิปเมดอินไทยแลนด์" หวังสร้างงานกว่า 2.3 แสนตำแหน่ง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ"
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำหนดเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดแรงงานทักษะสูง โดยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุน 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี (ภายในปี 2573) และกว่า 2.5 ล้านล้านบาทภายใน 25 ปี (ภายในปี 2593) เพื่อขยายรายได้รวมของอุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านล้านบาท และสร้างงานเพิ่มเติมกว่า 230,000 ตำแหน่ง
หัวใจของยุทธศาสตร์คือการสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การวิจัยและออกแบบชิป (Design) การผลิตชิปในส่วนต้นน้ำ (Front-end) การประกอบและทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging) ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย "ชิปเมดอินไทยแลนด์" ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
โรดแมปการพัฒนาถูกกำหนดเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกภายในปี 2573 จะเสริมความแข็งแกร่งของฐานประกอบและทดสอบและวางรากฐานการผลิตต้นน้ำ ระยะที่สองภายในปี 2583 จะดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญในส่วนออกแบบชิปและการผลิตแผ่นเวเฟอร์ และระยะที่สามภายในปี 2593 ตั้งเป้าให้ไทยมีซัพพลายเชนครบวงจรและสร้างผู้ประกอบการไทยให้เป็น Local Champion
สำหรับการสร้างงาน ยุทธศาสตร์ได้กำหนดแผนงาน "Siam Silica" ให้เป็นกลไกหลักด้านกำลังคน โดยมอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประสานความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรรวม 86,600 คนภายในปี 2573 แบ่งเป็นกำลังคนสมรรถนะสูง 84,900 คน และบุคลากรวิจัยระดับสูง 1,700 คน เพื่อรองรับความต้องการในกิจการออกแบบชิป การผลิตต้นน้ำ การประกอบและทดสอบขั้นสูง และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยมีฐานการลงทุนจากบริษัทชั้นนำที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการจ้างงานแล้ว โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัท Infineon Technologies จะเปิดโรงงานแห่งแรกในไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเป็นฐานผลิต Power Module ขั้นสูง ซึ่งเมื่อขยายเต็มโครงการจะจ้างงานบุคลากรไทยมากกว่า 5,000 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา (2566 - มิถุนายน 2569) มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง จำนวน 879 โครงการ เงินลงทุนรวม 909,000 ล้านบาท สะท้อนความต่อเนื่องของการลงทุนที่จะนำไปสู่การสร้างงานทักษะสูงในระยะยาว
ที่มา: คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, 25/9/2569
รัฐบาลย้ำผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอปทุกรายต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะอย่างถูกต้อง ภายในวันที่ 30 ก.ย เผยสถิติยอดทำใบขับขี่รถสาธารณะพุ่งกว่า 3 เท่าตัว
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เดินหน้ายกระดับบริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน กำหนดให้ผู้ขับรถทุกรายต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างถูกต้อง ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เปิดให้บริการพิเศษด้านใบอนุญาตขับรถสาธารณะนอกเวลาราชการ “เฉพาะวันเสาร์” กรณีทำใหม่และต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 08.30 - 15.30 น. ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 สำหรับ ผู้อบรม e - Learning (อบรมหลักสูตรขอรับหรือต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ) มาเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบาย ยกระดับบริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน กำหนดให้ผู้ขับรถทุกรายต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างถูกต้อง มีผู้ขับรถให้ความสนใจมาทำใบอนุญาตขับรถสาธารณะเป็นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลในช่วง มกราคม - สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาพบข้อมูลดังนี้
- สถิติใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ (ทำใหม่) ก่อนลงนามความร่วมมือ (ม.ค.-มิ.ย. 69) เฉลี่ย 2,915 ใบ/เดือน หลังลงนามความร่วมมือ (ก.ค.-ส.ค. 69) เฉลี่ย 8,499 ใบ/เดือน เพิ่มขึ้น 191.6% เกือบ 3 เท่าตัว โดยมีจำนวนใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะสะสม 162,310 ใบ
- สถิติใบอนุญาตขับจักรยานยนต์สาธารณะ (ทำใหม่) ก่อนลงนามความร่วมมือ (ม.ค.-มิ.ย. 69) เฉลี่ย 2,271 ใบ/เดือน หลังลงนามความร่วมมือ (ก.ค.-ส.ค. 69) เฉลี่ย 8,072 ใบ/เดือน เพิ่มขึ้น 255.4% กว่า 3 เท่าตัว โดยมีจำนวนใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะสะสม 183,415 ใบ
“ใบอนุญาตขับรถสาธารณะเป็นเอกสารหลักฐานที่สำคัญตามกฎหมาย สำหรับผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพขับรถรับจ้างสาธารณะ รวมถึงผู้ให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หากไม่ดำเนินการดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมาย และมีผลให้ผู้ขับรถที่ยังไม่จดทะเบียนไม่สามารถขับรถให้แอปพลิเคชันนั้นได้” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 24/9/2569
"รักชนก" เห็นต่างปมห้ามนำโพยเข้าคูหาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย.นี้
น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน หรือการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569
น.ส.รักชนก ระบุถึงกรณีการตีความระเบียบการเลือกตั้ง โดยกล่าวว่าหากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะพิจารณาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมและผู้ตรวจราชการสำนักงานประกันสังคม ในประเด็นการตีความระเบียบและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนในการใช้สิทธิเลือกตั้ง
น.ส.รักชนก อ้างถึงข้อกำหนดตามมาตรา 44 ของระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่ระบุว่า "ผู้ลงคะแนนเลือกตั้งจะนำเอกสารหรือวัสดุใด ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและหรือผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเข้าไป ณ ที่เลือกตั้งไม่ได้" โดยให้ความเห็นว่าเอกสารดังกล่าวควรหมายถึงสื่อหาเสียงของผู้สมัคร เช่น ใบโบรชัวร์หรือสิ่งพิมพ์ที่ใช้ในการหาเสียง
นอกจากนี้ น.ส.รักชนก ได้แสดงความเห็นว่า กระดาษและปากกาที่ประชาชนจัดเตรียมมาเองเพื่อจดบันทึกหมายเลขผู้สมัคร ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงของผู้สมัคร พร้อมระบุว่ามีความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม (กกต.ประกันสังคม) ที่ชี้แจงว่าสามารถจดโพยเข้าไปในคูหาได้
ทั้งนี้ น.ส.รักชนก ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่าควรมีการตีความกฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง
ที่มา: 24/9/2569, ไทยรัฐออนไลน์, 24/9/2569
อดีตลูกเรือการบินไทย ยื่น กมธ.แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบเงินชดเชย-สิทธิประโยชน์ หลังปรับโครงสร้างองค์กร
นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ประธานกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มตัวแทนอดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้ตรวจสอบการจ่ายเงินชดเชย เงินค้างจ่าย และสิทธิประโยชน์ของอดีตพนักงาน ภายหลังการปรับโครงสร้างองค์กรของบริษัท
โดยสาระสำคัญของคำร้องขอให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบ มี 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นเกณฑ์เกษียณอายุ ซึ่งตามคำร้องเรียนระบุว่าการบินไทยกำหนดให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีอายุเกิน 55 ปีออกจากงาน โดยอ้างว่าเป็นเกณฑ์เฉพาะของแผนก ขณะที่สัญญาจ้างและระเบียบด้านบุคคลอาจกำหนดอายุการทำงานไว้ถึง 60 ปี ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าหลักเกณฑ์ใดมีผลบังคับใช้ จึงมีการขอให้ตรวจสอบความถูกต้องและความเป็นธรรม ประเด็นการคำนวณเงินตอบแทนและค่าจ้าง อดีตพนักงานบางส่วนปฏิบัติหน้าที่ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามตารางบิน แต่ไม่ได้รับเงินตอบแทน นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการค้างจ่ายเงินค่าพักผ่อนประจำปี และการคำนวณวันหยุดสะสมหรือวันหยุดพักร้อนคงค้างผ่านระบบคอมพิวเตอร์ภายในบริษัท โดยประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ประเด็นการระงับสิทธิประโยชน์ เมื่อพนักงานใช้สิทธิทางกฎหมายหรือดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องสิทธิแรงงาน บริษัทมีคำสั่งระงับหรือตัดสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับตั๋วเครื่องบินของพนักงาน ทั้งนี้ ตัวแทนอดีตพนักงานเห็นว่าอาจเข้าข่ายการตอบโต้หรือกลั่นแกล้ง และขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยยังไม่มีการยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตัวแทนอดีตพนักงานฯ ยังระบุด้วยว่า พนักงานจำนวนหนึ่งทำงานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมีส่วนช่วยประคับประคองการดำเนินงานของสายการบิน ขณะที่หลังการปรับโครงสร้างองค์กรยังมีประเด็นเกี่ยวกับเงินค้างจ่าย เงินชดเชย และสิทธิประโยชน์ที่ต้องการคำชี้แจง โดยข้อเรียกร้องหลักคือ ขอให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามกระบวนการพิจารณาสิทธิแรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายและมีความโปร่งใส
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาต่าง ๆ เป็นข้อมูลตามคำร้องเรียนของตัวแทนอดีตพนักงาน และยังไม่มีข้อยุติหรือคำวินิจฉัยยืนยันความถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, 23/9/2569
กมธ.กฎหมายฯ ถกแก้แรงงานขาดแคลน แนะดึงผู้หนีภัยเมียนมาเข้าสู่ระบบ ทดแทนแรงงานกัมพูชา
ในการประชุม คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดย นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาศึกษา นโยบายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการบังคับใช้กฎหมาย กรณีปัญหาจากแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน และผู้หนีภัยการสู้รบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้เชิญ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, ปลัดกระทรวงแรงงาน, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNHCR)
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน และเศรษฐกิจของประเทศเรา โดยเฉพาะเรื่องแรงงาน นับตั้งแต่เราความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ทำให้เราขาดแรงงานในภาคเศรษฐกิจสำคัญหลายส่วน ซึ่งประเทศไทย ล่าสุด ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) รับแรงงานจากประเทศศรีลังกามา แต่ความจริงยังมีแรงงานเดิมที่อยู่ในบ้านใกล้เคียงอย่างเมียนมา หรือผู้ที่หนีการสู้รบ ก็จะเป็นหัวข้อที่จะพูดคุยกันเพื่อนำไปสู่ปัญหาการแก้ไขแรงงานต่อไป รวมไปถึงวิธีการรับมือ และการแก้ปัญหาจากฝั่งรัฐให้กับภาคธุรกิจต่างๆ ได้อย่างไร
สำหรับข้อเสนอ ตอนนี้ต้องฟังก่อนว่ารัฐบาลทำไปถึงไหนแล้ว โดยในภาคส่วนเดิมที่มีรายงานที่ผิดกฎหมาย จะนำไปสู่การเข้าระบบอย่างไร เมื่อเข้าระบบแล้ว จะส่งประโยชน์หลายส่วน เช่น กรณีแรงงานต่างชาติ จะต้องทำประกันชีวิต เมื่อต้องไปรักษา หรือเจ็บป่วย ไม่สบาย จะได้ไม่เป็นภาระทางทางการแพทย์ หรือภาษีของคนไทย คิดว่า มีวิธีการหลายอย่างในการรองรับส่วนเหล่านี้
นอกจากนี้ ยังมีแรงงาน ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่อยู่ใน 9 แคมป์ มาตั้งนานแล้ว ก็คงจะมีการพูดคุยว่า จะทำอย่างไรให้เขาสามารถเข้าสู่ระบบเรื่องแรงงานได้จริง เพื่อทดแทนจำนวนแรงงานนับล้านคนที่หายไปจากระบบจากความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 23/9/2569
ดัชนีค่าครองชีพพุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี ดันค่าใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่ม 7 เท่า
นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย (CLI) ไตรมาส 3/2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4/2569 พบว่า ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทยปรับตัวสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 114.4 เพิ่มขึ้น 14.5% จากไตรมาสแรก และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการรัฐบาลผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส
ส่วนไตรมาส 4 คาดว่าดัชนีค่าครองชีพจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 111.8 เพิ่มขึ้น 0.9% จากปัจจัยราคาพลังงาน โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจกดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเฉลี่ย 26.6% ส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน โดยค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 7 เท่า และยังอยู่ในระดับสูงกว่าไตรมาสแรก เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล มีภาระค่าครองชีพสูงที่สุดมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10,170 บาทต่อครัวเรือนต่อไตรมาส หรือเฉลี่ย 3,390 บาทต่อเดือน รองลงมาคือภาคใต้ เพิ่มขึ้น 8,960 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,987 บาทต่อเดือน
ส่วนภาคกลางเพิ่มขึ้น 8,617 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,872 บาทต่อเดือน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 7,083 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,361 บาทต่อเดือน และภาคเหนือเพิ่มขึ้น 7,043 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,347 บาทต่อเดือน ภาพรวมทั้งประเทศ ภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8,362 บาทต่อครัวเรือน ต่อไตรมาส หรือ 2,787บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลให้โครงสร้างค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่หมวดอาหารและที่อยู่อาศัยเป็นค่าใช้จ่ายหลัก กลายเป็นว่าในไตรมาส 2 ค่าเดินทางและการขนส่งขึ้นมาเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 49.3% หรือภาระเพิ่มขึ้น 1,373 บาทต่อเดือน
รองลงมาคือ อาหารและเครื่องดื่ม สัดส่วน 23.7% หรือเพิ่มขึ้น 660 บาทต่อเดือน และที่อยู่อาศัย สัดส่วน 16.8% หรือเพิ่มขึ้น 468 บาทต่อเดือน สะท้อนว่าราคาพลังงาน ไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนการเดินทาง แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจด้วย
สำหรับกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมาก พบว่าใน กรุงเทพฯ และปริมณฑล พนักงานประจำมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุด 6,565 บาทต่อเดือน รองลงมาคือผู้ประกอบการ SMEs 4,589.7 บาทต่อเดือน ขณะที่ในต่างจังหวัด ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกร เป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระสูง
ทั้งนี้ ข้อเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 7 ข้อ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ รัฐควรนำดัชนีค่าครองชีพมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย และติดตามข้อมูลเป็นรายไตรมาส โดยจำแนกตาม ภูมิภาค อาชีพ และระดับรายได้ เพื่อให้การกำหนดค่าจ้าง สวัสดิการ และมาตรการช่วยเหลือสอดคล้องกับภาระที่ประชาชนแต่ละกลุ่มเผชิญ
มาตรการเงินช่วยเหลือแบบเจาะจง พิจารณาร่วมกันทั้งรายได้ อาชีพ ภูมิภาค และสัดส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็น เนื่องจากภาระค่าครองชีพ ของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนสินค้า โดยเฉพาะอาหาร น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อป้องกันการปรับราคาสูงกว่าต้นทุนจริง แต่ไม่ควรใช้การควบคุมราคาจนกระทบต่อปริมาณสินค้าในตลาด
นอกจากนี้ ควรออกมาตรการแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น กทม.และปริมณฑล เน้นลดภาระค่าเดินทางและค่าโดยสาร ขณะที่ภาคใต้ ควรลดต้นทุนขนส่งสินค้าและพลังงาน ส่วน ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรช่วยเหลือเกษตรกรด้านน้ำมัน เครื่องจักร ปัจจัยการผลิต และการขนส่งผลผลิต
สำหรับ SMEs ควรเน้นการลดต้นทุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนขนส่งชั่วคราว รวมถึงสนับสนุนการประหยัดพลังงาน มากกว่าการใช้มาตรการควบคุมราคาโดยตรง ขณะเดียวกัน ควรลดต้นทุนอาหารตั้งแต่ต้นทาง ทั้งปุ๋ย อาหารสัตว์ พลังงาน และโลจิสติกส์ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มแบบกำหนดเพดานการใช้ เพื่อให้ความช่วยเหลือมุ่งไปยังครัวเรือนรายได้น้อยและปานกลาง
ที่มา: ไทยพีบีเอส, 22/9/2569
ปิดช่องโกงสอบเข้าทำงานภาครัฐ ดันกฎหมายเฉพาะเอาผิดอาญา–ตัดสิทธิทำงานรัฐทุกแห่ง เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวไล่ออก
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยเห็นชอบข้อเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ ตามที่คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเสนอ พร้อมให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหารือกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อนำหลักการและข้อเสนอที่เกี่ยวข้องไปประกอบการจัดทำร่างกฎหมายต่อไป
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ปัญหาการทุจริตสอบอย่างเป็นระบบ หลังพบกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ซึ่งมีพฤติการณ์ทั้งการเรียกรับผลประโยชน์และการแก้ไขกระดาษคำตอบ ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะ
สาระสำคัญของข้อเสนอ คือ กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา พร้อมให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่มีอำนาจจับกุม สามารถสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิด รวมทั้งจัดให้มีช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประชาชนแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการทุจริต
สำหรับผู้ที่กระทำความผิด จะถูกตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง และเมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ จะส่งรายชื่อให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมไว้ในฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบประวัติได้ก่อนรับบุคคลเข้าทำงาน
นอกจากนี้ หากผู้กระทำความผิด ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำหนดหลักการให้ไล่ออกจากราชการ โดยสำนักงาน ก.พ. เสนอให้แยกโทษทางวินัยออกจากโทษทางอาญาให้ชัดเจน เนื่องจากการไล่ออกจากราชการเป็นโทษทางวินัยสูงสุด ส่วนหลักการให้รับโทษหนักขึ้นอีกหนึ่งเท่าควรกำหนดไว้ในส่วนของโทษทางอาญา
ในกรณีพบเหตุอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต จะต้องเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน โดยประเด็นการสั่งยุติการสอบเป็นการชั่วคราว สำนักงาน ก.พ. มีข้อสังเกตว่าควรพิจารณาตามลักษณะและความร้ายแรงของแต่ละกรณี เพื่อไม่ให้ผู้เข้าสอบโดยสุจริตได้รับผลกระทบเกินสมควร
“รัฐบาลต้องการปิดช่องการโกงสอบตั้งแต่ต้นทาง เพราะการสอบเข้าทำงานภาครัฐต้องแข่งขันกันด้วยความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ด้วยเงิน เส้นสาย หรือการทุจริต ผู้ที่โกงต้องมีความรับผิดชัดเจน และหากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องมีมาตรการทางวินัยและทางอาญาที่จริงจัง เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่สุจริตและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 22/9/2569
ศอ.บต.เตรียมจับมือเครือข่ายนักธุรกิจเปิดทางเยาวชนพระดาบสสู่แหล่งแรงงาน สร้างอาชีพ–มีงานทำ
นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมประชุมหารือแนวทางการยกระดับทักษะวิชาชีพและการมีงานทำให้แก่เยาวชนโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การทำงานจริง โดยเตรียมจับมือกับเครือข่ายนักธุรกิจ SBN ของ ศอ.บต. และและเครือข่ายอื่นๆ ที่ต้องการแรงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่มีความต้องการ โดยเฉพาะ ช่างเชื่อม ช่างสี ช่างไฟฟ้า การบัญชี และอื่นๆ ซึ่งภาคธุรกิจมีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยมี นางสาวนิชาภา หมื่นไกร ผู้อำนวยการ กองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจการพิเศษ และผู้แทนจากสำนัก/กอง ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
แนวทางดังกล่าวจะเน้นการ “เรียนแล้วมีงานทำ” โดยก่อนเข้าสู่การประกอบอาชีพจริง จะมีการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะเพิ่มเติมในระยะสั้น เพื่อให้เยาวชนมีความพร้อมทั้งด้านฝีมือ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปรับตัวในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีลักษณะใกล้เคียงกับระบบการเตรียมบุคลากรของโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ ที่เชื่อมการเรียนรู้เข้ากับโลกการทำงาน
“เราอยากเห็นเด็กทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต มีอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ไม่อยากให้เวลาของเขาถูกใช้ไปกับเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ หากเราสามารถนำความสามารถที่เขามีมาต่อยอดให้เป็นทักษะอาชีพ และเชื่อมต่อไปยังสถานประกอบการได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ช่วยให้เขายืนได้ด้วยตัวเอง”
ทั้งนี้ ศอ.บต. เตรียมบูรณาการความร่วมมือระหว่างโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ เครือข่ายนักธุรกิจ SBN และภาคเอกชนอื่นๆ ที่มีความต้องการแรงงาน เพื่อสร้างเส้นทางตั้งแต่ “เรียนรู้–พัฒนาทักษะ–เตรียมความพร้อม–เข้าสู่งานจริง” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถก้าวจากห้องเรียนไปสู่โลกอาชีพได้อย่างมั่นใจ และมีอนาคตที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
ที่มา: เดลินิวส์, 22/9/2569
คลังการันตี กยศ. มีสภาพคล่อง พร้อมให้กู้ควบคู่แผนตามหนี้ ชี้โอกาสการศึกษาต้องไม่สะดุดเพราะเรื่องงบ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ และโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีปัญหาสภาพคล่องของกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า เรื่องนี้มีสองประเด็นคือ เรื่องแรกเรื่องสภาพคล่อง ซึ่งช่วงเช้า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยสภาพคล่องของกยศ.จะมีการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในการใช้จ่ายแต่ละเดือนควบคู่กับการปรับแผนในการติดตามหนี้เพื่อนำเข้ามาเป็นกองทุนหมุนเวียน
“ขอยืนยันว่าจะไม่มีใครเสียโอกาสทางการศึกษาเพราะเราจะจัดการงบประมาณให้เพียงพอ ทันเวลากับการทำงานของกยศ. ซึ่งตอนนี้มีผู้เรียน 36% หรือประมาณ 7.7 หมื่นรายอยู่ในขั้นตอนของมหาวิทยาลัยที่จะส่งข้อมูลมาพิจารณา ซึ่งอาจทำให้ท่านรู้สึกว่าการพิจารณาล่าช้า จึงได้สั่งการเร่งรัดไปทางกยศ. ให้เตรียมประสานกับทางมหาวิทยาลัยที่จะส่งรายชื่อกลับเข้ามา ซึ่งตอนนี้มีผู้สมัครขอทุนที่เราวางไว้ประมาณ 1.2 หมื่นราย ซึ่งจำนวนนี้กยศ.จะประชุมวันที่ 24 ก.ย. เพื่อปรับกรอบและเงินหมุนเวียนเพื่อให้ทุกคนที่ขอมาได้รับโอกาสทางการศึกษา“นายวินิจ ระบุ
เมื่อถามว่าเรื่องของแหล่งเงินจะมาจากงบกลางหรือไม่ นายวินิจ กล่าวว่า เรื่องแหล่งเงินก็เป็นหนึ่งปัญหา ซึ่งเดี๋ยวจะมีการจัดสรรตามที่รองนายกฯยืนยันว่าไม่ให้มีใครเสียสิทธิ์เพราะเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณ ตอนนี้ตัวเลขที่อนุมัติไปแล้ว 137,874 ราย คิดเป็น 64% ส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการ 77,164 ราย คิดเป็น 36% กลุ่มนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของมหาวิทยาลัยในการรวบรวมชื่อซึ่งอาจจะดูช้า แต่เป็นเรื่องขั้นตอนในการตรวจสอบ ซึ่งปีนี้ กยศ. มีการปรับใช้ข้อมูลการตรวจสอบความยากจนโดยไม่ต้องรับรอง ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ปีนี้การรับรองจะไม่เสียเวลาเหมือนที่ผ่านมา เราจะใช้ชุดข้อมูลเดียวกันกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นายวินิจ กล่าวอีกว่า และกลุ่มที่เกินกรอบ 12,786 ราย ประมาณ 5% ซึ่งจะมี 2 ลักษณะคือค่าเทอมหรือค่าเล่าเรียน กับค่าครองชีพ ขอยืนยันนโยบายรัฐบาลจะดูแลทุกราย ส่วนผู้กู้เดิมที่เรียนปี2-ปี4 จะได้รับสิทธิ์ตามเดิม ดูแลไปตามขั้นตอนทั้งหมด
เมื่อถามว่ากลุ่มสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดที่ฝ่ายนโยบายกำหนดไว้ เกณฑ์นี้จะยกเว้นให้ใช่หรือไม่ นายวินิจ กล่าวว่า เรื่องเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายกยศ. ซึ่งสะท้อน 2 มิติ มิติแรกคือการที่เราเลือกเกณฑ์ว่าในสาขาที่มีความต้องการได้สิทธิ์ก่อน ส่วนมิติที่สอง คือส่วนที่เหลือเราจะพยายามดูแลให้ครบถ้วน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและต่อไปจะมีการขยายในเรื่องการอัปสกิล รีสกิล
เมื่อถามถึงกรณีการสวมสิทธิ์กู้กยศ. นายวินิจ กล่าวว่า วันนี้กยศ.พัฒนาโดยการใช้ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐโดยการเชื่อมโยง ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะราย แต่อย่างไรต้องดูภาพรวมของทุกคนก่อน เรื่องที่ผิดก็ตามดูและจัดการกันไป
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 22/9/2569
การประปาส่วนภูมิภาคจับมือ สปสช. เตรียมบุคลากรเข้าสู่ “บัตรทอง” รักษาได้ไม่สะดุด
การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดบรรยายหัวข้อ “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง)” เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารประปาวิวัฒน์ การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดย กปภ. ประสานขอรับการสนับสนุนวิทยากรจาก สปสช. เพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรที่กำลังจะพ้นจากสวัสดิการรักษาพยาบาลของหน่วยงาน
นางวาสนา วัฒนกูล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล รักษาการแทนผู้ช่วยผู้ว่าการ (ทรัพยากรบุคคล) ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมให้บุคลากรก่อนเกษียณอายุ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง ไม่ได้มีเพียงการส่งต่องานและแจ้งสิทธิประโยชน์ของหน่วยงานเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึงสิทธิรักษาพยาบาลหลังพ้นจากงาน ซึ่งมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของบุคลากรและครอบครัว
การอบรมครั้งนี้จึงมุ่งให้บุคลากรตรวจสอบล่วงหน้าว่า หลังพ้นจากงานแล้วตนจะอยู่ภายใต้สิทธิรักษาพยาบาลใด มีหน่วยบริการประจำอยู่ที่ใด และต้องดำเนินการอย่างไร เนื่องจากการเกษียณอายุ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง อาจทำให้สิทธิเดิมสิ้นสุดลง การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้บุคลากรวางแผนเข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสม ลดความกังวล และไม่พลาดการรักษาที่จำเป็น
สำหรับผู้ที่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลจากกองทุนหรือสวัสดิการอื่นรองรับ จะได้รับความคุ้มครองภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ตรวจสอบสถานะสิทธิและหน่วยบริการประจำ รวมถึงดำเนินการที่จำเป็นได้ทันเวลา โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัวที่ต้องรับยา ตรวจติดตามอาการ หรือรักษาอย่างสม่ำเสมอ
ด้าน นางสาวจันทรา สิระพันสุวรรณ ผู้อำนวยการกอง สำนักคุณภาพและมาตรฐานงานบริการประชาชน สปสช. กล่าวว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านสิทธิรักษาพยาบาลเป็นช่วงที่ประชาชนควรได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนและล่วงหน้า เพราะแต่ละคนอาจมีสถานะสิทธิหลังพ้นจากงานแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบสิทธิก่อนเกษียณ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง โดยไม่ต้องรอจนเกิดความเจ็บป่วย
เนื้อหาการอบรมครอบคลุมการตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล การตรวจสอบและเปลี่ยนหน่วยบริการประจำ การเข้ารับบริการตามสิทธิบัตรทอง และช่องทางขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือเมื่อพบปัญหา เพื่อให้บุคลากรเข้าใจขั้นตอนการใช้สิทธิและเข้าสู่ระบบบริการได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องเตรียมความต่อเนื่องของการรักษา การรับยา และการนัดหมาย
“สปสช. พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และองค์กรที่มีบุคลากรกำลังจะเกษียณ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง เพื่อจัดอบรมเชิงรุกและให้ข้อมูลเรื่องสิทธิรักษาพยาบาลก่อนวันที่สิทธิจะเปลี่ยนแปลง ช่วยให้บุคลากรมีเวลาเตรียมตัวและเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง” นางสาวจันทรา กล่าว
ทั้งนี้ หน่วยงานที่สนใจจัดอบรมให้ความรู้เรื่องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแก่บุคลากร สามารถประสาน สปสช. เพื่อขอรับการสนับสนุนวิทยากรและข้อมูลประกอบการอบรมได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวเพื่อตรวจสอบสิทธิ ขอคำแนะนำ หรือขอความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาในการใช้สิทธิบัตรทองได้เช่นกัน
ที่มา: สปสช., 21/9/2569
* ข่าว
* เศรษฐกิจ
* สังคม
* แรงงาน
* คุณภาพชีวิต
* สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์