Sign in

ประชาไท Prachatai.com

@prachatai.com
794 followers 0 following 6.5K posts
PostsRepliesMedia
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 1h
dlvr.it
ไร้เงา 'อธิการบดี มช. - ตัวแทน' เข้าให้ข้อมูล กมธ.กฎหมายฯ ปมคัดลอกผลงานวิชาการ
ไร้เงา 'อธิการบดี มช. - ตัวแทน' เข้าให้ข้อมูล กมธ.กฎหมายฯ ปมคัดลอกผลงานวิชาการ Pazzle Thu, 2026-10-01 - 11:13 "ทัศนัย" เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดี มช. หลังวานนี้ไม่มีอธิการบดีหรือผู้แทนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ. กฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นการคัดลอกผลงานวิจัย "เมืองฮอด" ระหว่างผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย จงจิตงาม และอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ ทัศนัยเรียกร้องให้ มช. ทำหน้าที่ตอบคำถามต่อองค์กรตรวจสอบภายนอกมหาวิทยาลัยด้วย   1 ต.ค. 2569 ทัศนัย เศรษฐเสรี จากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดี มช. เกี่ยวกับประเด็นพิพาทกรณีการคัดลอกงานวิจัย "เมืองฮอด" ที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยระหว่างผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย จงจิตงาม และอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ โดยเมื่อวานนี้ (30 ก.ย. 2569) คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าชี้แจงข้อมูล แต่ปรากฎว่าไม่มีอธิการบดีหรือผู้แทนของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประชุมกับ กมธ. กฎหมายฯ  ทัศนัยระบุ “การไม่ไปชี้แจงเป็นเรื่องที่อธิการบดีต้องอธิบาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ใช้งบประมาณสาธารณะและใช้อำนาจทางปกครอง เมื่อกระบวนการสอบสวนของมหาวิทยาลัยถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารมีหน้าที่ตอบว่าคณะกรรมการของตนพิจารณาหลักฐานอะไร ใช้หลักเกณฑ์อะไร และได้คำวินิจฉัยมาอย่างไร การยุติเรื่องภายในมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำให้หน้าที่ในการตอบคำถามต่อองค์กรตรวจสอบภายนอกสิ้นสุดลง” เรื่องที่เกี่ยวข้อง * อาจารย์ มช.ร้อง ถูกสวมสิทธิ์งานวิจัย 'พิสดารนคร' ล่าสุดข้อมูลหนังสือหายจากเว็บ * 'ทัศนัย' ถูก มช. ตั้งสอบวินัย เหตุทำสาธารณะเสื่อมศรัทธา ผู้บริหารมหาวิทยาลัย * อาจารย์ มช. ที่ร้องสอบอดีตคณบดีคัดลอกผลงาน ถูกตั้งสอบวินัย 'ร้ายแรง' เหตุทำมหา’ลัย เสียชื่อเสียง จดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เรียน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  การนำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นไปใช้เป็นผลงานของตนเองเป็นเรื่องใหญ่สำหรับมหาวิทยาลัย เพราะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบวิชาการโดยตรง มหาวิทยาลัยตรวจวิทยานิพนธ์ ตรวจผลงานอาจารย์ ให้ตำแหน่งทางวิชาการ และลงโทษนักศึกษาที่ละเมิดมาตรฐานทางวิชาการอยู่เป็นปกติ เมื่อข้อกล่าวหาอย่างเดียวกันเกิดขึ้นกับอดีตผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย ไม่มีเหตุผลใดที่มาตรฐานจะเปลี่ยนไปตามสถานะของบุคคล เมื่อวานนี้ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พิจารณากรณีนี้ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับเชิญให้เข้าชี้แจง แต่ไม่มีอธิการบดีหรือผู้แทนของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประชุม การไม่ไปชี้แจงเป็นเรื่องที่อธิการบดีต้องอธิบาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ใช้งบประมาณสาธารณะและใช้อำนาจทางปกครอง เมื่อกระบวนการสอบสวนของมหาวิทยาลัยถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารมีหน้าที่ตอบว่าคณะกรรมการของตนพิจารณาหลักฐานอะไร ใช้หลักเกณฑ์อะไร และได้คำวินิจฉัยมาอย่างไร การยุติเรื่องภายในมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำให้หน้าที่ในการตอบคำถามต่อองค์กรตรวจสอบภายนอกสิ้นสุดลง คำถามที่มหาวิทยาลัยยังไม่ได้ตอบคือ คณะกรรมการได้อ่านและเปรียบเทียบข้อเสนอโครงการ (proposal) ของโครงการทั้งสองฉบับหรือไม่ หลักฐานชุดนี้ทำให้ตรวจสอบได้ว่าความคิด โครงสร้าง วิธีดำเนินงาน และรายละเอียดของโครงการปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใด หากคณะกรรมการไม่ได้พิจารณาข้อเสนอโครงการ ต้องตอบว่าเพราะเหตุใด ใครเป็นผู้ตัดสิน และการวินิจฉัยข้อกล่าวหาเรื่องการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้โดยไม่นำหลักฐานชุดนี้มาพิจารณามีเหตุผลรองรับอย่างไร อีกเรื่องหนึ่งคือ ข้อกล่าวหาที่เริ่มต้นในฐานะความผิดวินัยร้ายแรงจบลงด้วยคำวินิจฉัยว่าไม่มีความผิดได้อย่างไร ทั้งที่เจ้าของผลงานยืนยันว่าไม่มีใครร่วมเขียนด้วย และมีต้นฉบับให้ตรวจสอบเปรียบเทียบกันโดยตรง หากคณะกรรมการเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนสร้างสรรค์งาน หลักฐานของการมีส่วนสร้างสรรค์นั้นคืออะไร การเป็นหัวหน้าโครงการ การบริหารงบประมาณ การลงพื้นที่ หรือการทำงานร่วมกันในโครงการ ไม่ได้ทำให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้แต่งหรือผู้สร้างสรรค์งานเขียนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ นักกฎหมายที่รายล้อมท่านอธิการบดีย่อมทราบดีว่า “ผู้แต่ง” “ผู้สร้างสรรค์” “เจ้าของลิขสิทธิ์” และ “ธรรมสิทธิ์” มีความหมายและฐานทางกฎหมายต่างกัน การเป็นหัวหน้าโครงการ การบริหารงบประมาณ การประสานงาน หรือการลงพื้นที่ ไม่ได้ทำให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้แต่งหรือผู้สร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ หากไม่มีส่วนในการคิด วิเคราะห์ เรียบเรียง หรือสร้างเนื้อหาของงานนั้น เรื่องนี้จึงไม่ควรถูกทำให้ซับซ้อนเกินความจำเป็น ใครอ้างว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ ก็ต้องแสดงให้ได้ว่าสร้างอะไร ตรงไหน และมีหลักฐานอะไรยืนยัน เมื่อเรื่องมาถึงคณะกรรมาธิการฯ ป.ป.ช. กระทรวง อว. และกระบวนการทางกฎหมาย คำวินิจฉัยของมหาวิทยาลัยก็ต้องถูกตรวจสอบกับหลักฐานต้นทาง ผู้เชี่ยวชาญภายนอกสามารถอ่านข้อเสนอโครงการ ต้นฉบับ หนังสือที่ส่งสำนักพิมพ์ เชิงอรรถ ภาพประกอบ บรรณานุกรม และรายงานการสอบสวน แล้วตรวจสอบว่าคำวินิจฉัยของมหาวิทยาลัยมีหลักฐานรองรับเพียงใด สถานะของมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว เดิมมหาวิทยาลัยเป็นผู้ตั้งกรรมการสอบและเป็นผู้วินิจฉัยข้อกล่าวหา ขณะนี้กระบวนการของมหาวิทยาลัยเองกำลังถูกตรวจสอบ ตั้งแต่การเลือกหลักฐาน การตีความความเป็นเจ้าของและความเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน การใช้งบประมาณ การพิจารณาผลงานเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ ตลอดจนการส่งเอกสารให้หน่วยงานภายนอกที่ร้องขอไปกี่ครั้งก็ไม่ได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนต้องอธิบายการกระทำในส่วนที่ตนรับผิดชอบ การดำเนินการทางวินัยกับอาจารย์ที่นำเรื่องออกไปร้องเรียนต่อหน่วยงานภายนอกก็ต้องถูกตรวจสอบด้วย มหาวิทยาลัยควรระบุให้ชัดว่าการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการฯ ป.ป.ช. กระทรวง อว. หรือองค์กรตรวจสอบอื่น ถูกนำมาเป็นเหตุในการดำเนินการทางวินัยได้ตามข้อบังคับข้อใด พฤติการณ์ใดเป็นความผิด และเส้นแบ่งระหว่างการทำให้มหาวิทยาลัยเสียหายกับสิทธิของบุคลากรในการร้องเรียนการใช้อำนาจของมหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหน คำตอบต่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคลากรทั้งมหาวิทยาลัย ไม่เฉพาะผู้ที่กำลังถูกสอบสวน เวลานี้มหาวิทยาลัยไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกเพียงว่าเรื่องยุติแล้ว เพราะเหตุผลและกระบวนการที่มหาวิทยาลัยใช้ยุติเรื่องกำลังถูกตรวจสอบด้วย ท่านเป็นอธิการบดี ผมเป็นอาจารย์ ตำแหน่งของเราต่างกัน แต่มาตรฐานทางวิชาการต้องไม่เปลี่ยนไปตามตำแหน่งของคนที่ถูกตรวจสอบ หากกระบวนการที่ผ่านมาถูกต้อง ท่านมีหน้าที่ชี้แจงต่อสาธารณะ หากกระบวนการมีปัญหา ท่านก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและแก้ไข  ทัศนัย เศรษฐเสรีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ขระที่ สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อถกเถียงเกี่ยวกับการคัดลอกผลงานทางวิชาการของ ดร.สุรชัย จงจิตรงาม ที่ยังไม่เป็นที่ยุติลงนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงนำเอาข้อเสนอโครงการวิจัยของ ดร.สุรชัย และโครงการที่ถูกกล่าวหามาเปรียบเทียบเพื่อหาจุดเหมือนและจุดต่าง อันจะทำให้สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าเป็นการคัดลอก ขโมย อาชญาวิชาการหรือไม่สมชายระบุว่า ในการตรวจสอบนี้ได้ใช้โปรแกรม AI เข้ามาช่วยตรวจทานความถูกต้องและใช้มนุษย์ตรวจสอบซ้ำอีกรอบหนึ่ง ผลปรากฏการตรวจสอบเปรียบเทียบเป็นดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง ตรวจสอบความคล้ายคลึง จากการเปรียบเทียบเอกสารทั้ง 2 ชิ้น ได้แก่ ข้อเสนอโครงการ (proposal) ของ ดร. สุรชัย จงจิตงาม (เอกสารฉบับที่ 1) และ ข้อเสนอโครงการที่ถูกกล่าวหาว่าคัดลอกผลงาน (ต่อไปเรียก เอกสาร 2) ปรากฏส่วนที่คล้ายคลึงกันในจุดสำคัญต่างๆ ดังนี้ 1. ความสำคัญของโครงการ / หลักการและเหตุผล (เนื้อหาเหมือนกันเกือบ 100 %) ตำแหน่งที่ปรากฏ:-เอกสาร 1 (สุรชัย): ข้อ 5 หน้า 2–4-เอกสาร 2: ข้อ 6 หน้า 1–3 รายละเอียดความคล้ายคลึง:-บทนำเกี่ยวกับพื้นที่อำเภอฮอด: ข้อความบรรยายเรื่องระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 100 กิโลเมตร ความสำคัญของการเป็นเส้นทางหลักทางการค้าและการเดินทางริมแม่น้ำปิงตั้งแต่ก่อนสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ถูกใช้ด้วยชุดคำเดียวกันทุกประการ-การอ้างอิงคัมภีร์และหลักฐานประวัติศาสตร์: ข้อความอ้างถึง จามเทวีวงศ์ (พุทธศตวรรษที่ 20), โคลงมังทรารบเชียงใหม่ (พุทธศตวรรษที่ 22), และการสำรวจวัดร้างกว่า 50 แห่งของกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2502 (วัดหลวงฮอด, วัดเจดีย์สูง, วัดสันหนอง, วัดศรีโขง) -เชิงอรรถ (Footnotes): อ้างอิงเอกสารประกอบชุดเดียวกันทั้งหมด 4 รายการ (เชิงอรรถที่ 1–4) โดยใช้ข้อความสะกดและจัดรูปแบบเชิงอรรถเหมือนกันทุกประการ-ประเด็นการสร้างเขื่อนภูมิพลและการรถไฟ: บรรยายเรื่องน้ำท่วมพื้นที่ สภาพวัดที่ปรักหักพังอย่างรวดเร็ว (เช่น ซุ้มโขงวัดหลวงฮอด เจดีย์วัดเจดีย์สูง) และการที่ทางรถไฟตัดผ่านเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2464 ทำให้เส้นทางแม่น้ำปิงลดความสำคัญลง -ข้อแตกต่างเล็กน้อย: เอกสาร 2 ได้ระบุเพิ่มเติมในวรรคท้ายว่า “เป็นการวิจัยต่อยอดจากการศึกษาและเก็บข้อมูลใน 'โครงการสำรวจศิลปกรรมของชุมชนในอำเภอฮอด... ประจำปี 2563'” และเน้นเป้าหมายในการจัดทำเป็นรูปเล่มหนังสือ 2. ชุดภาพถ่ายประกอบโครงการ (ใช้ภาพชุดเดียวกันทั้งหมด)ตำแหน่งที่ปรากฏ:-เอกสาร 1 (สุรชัย): หน้า 4–6-เอกสาร 2: หน้า 4–5 รายละเอียดความคล้ายคลึง:-ภาพที่ 1 & 2: ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ตำบลฮอด จ.เชียงใหม่ (นำมาจาก google map.com)-ภาพที่ 3: ภาพเจดีย์ วัดเจดีย์สูง-ภาพที่ 4: ภาพซุ้มประตูโขงวัดเจดีย์สูง-ภาพที่ 5: ภาพพระบฏจากวัดเจดีย์สูง และเศษเครื่องลายครามจีนสมัยราชวงศ์หมิงตอนต้น-ภาพที่ 6: ภาพเจดีย์วัดหลวงฮอด-ภาพที่ 7: ภาพซุ้มประตูโขงที่วัดดอกเงิน (จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)หมายเหตุ: ในเอกสาร 2 ได้ใส่เครดิตใต้ภาพถ่ายภาคสนามว่า (ภาพ: สุรชัย จงจิตงาม, วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๓) 3. วัตถุประสงค์ พื้นที่ดำเนินการ และระเบียบวิธีวิจัยตำแหน่งที่ปรากฏ:-เอกสาร 1 (สุรชัย): ข้อ 6, 8, 9 (หน้า 6)-เอกสาร 2: ข้อ 7, 9, 10 (หน้า 6)รายละเอียดความคล้ายคลึง:-วัตถุประสงค์: การสำรวจ จัดระเบียบข้อมูล และรวบรวมองค์ความรู้ศิลปกรรม โบราณสถาน และโบราณวัตถุในพื้นที่ ต.ฮอด อ.ฮอด ริมฝั่งแม่น้ำปิง-พื้นที่ดำเนินการ: เน้นพื้นที่ ต.ฮอด อ.ฮอด ฝั่งริมแม่น้ำปิง (เอกสาร 2 ระบุระบุเจาะจงถึง ชุมชนบ้านแพะดินแดง ต.ฮอด)-ระเบียบวิธีวิจัย: ขั้นตอนการศึกษาแบ่งออกเป็น การศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์/จดหมายเหตุ, การลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อบันทึกภาพและสำรวจ, และการสอบทานข้อมูลกับคนในท้องถิ่น/ผู้สูงอายุ สรุปภาพรวมความต่าง-ความเหมือน1. ความเหมือน (Identity): ข้อความในส่วน หลักการและเหตุผล, อ้างอิงเชิงอรรถ, รูปภาพประกอบ, และ แนวคิดพื้นฐานการวิจัย เป็นเนื้อหาที่ถูกคัดลอกมาใช้ซ้ำเกิน 90 %2. จุดแตกต่าง (Differences):-ปีงบประมาณและเป้าหมายผลผลิต: โครงการของ ดร. สุรชัย (ปี 2563) มุ่งเน้นการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลเบื้องต้น ในขณะที่โครงการตามเอกสาร 2 (ปี 2564) เป็นการนำข้อมูลดังกล่าวมาสังเคราะห์เพื่อ จัดทำเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอด (Print 500 เล่ม และ E-book)-งบประมาณ: โครงการปี 2563 วงเงิน 122,240 บาท ส่วนโครงการปี 2564 วงเงิน 536,400 บาท จากการตรวจสอบเปรียบเทียบความเหมือนของงานทั้งสองชิ้นที่ออกมาสมชายระบุว่า สามารถสรุปได้ว่างานทั้งสองชิ้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากในระดับสูง (ลอกเลียน/ใช้เนื้อหาชุดเดียวกันเกือบทั้งหมด) โดยโครงการที่ถูกกล่าวหาเป็นโครงการวิจัยต่อยอดที่คัดลอกข้อความ คำบรรยาย อ้างอิงเชิงอรรถ และนำรูปถ่ายจากโครงการเบื้องต้นของสุรชัยมาใช้โดยตรง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ปรากฏในการตรวจสอบโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แต่อย่างใด      * ข่าว * การเมือง * การศึกษา * สุรชัย จงจิตงาม * ทัศนัย เศรษฐเสรี * คัดลอกงานวิชาการ * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
003
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 1h
dlvr.it
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' ปราศรัย สภ.ภูเขียว ตีความ 112 ครอบคลุมกษัตริย์ทุกองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' ปราศรัย สภ.ภูเขียว ตีความ 112 ครอบคลุมกษัตริย์ทุกองค์ในราชวงศ์จักรี ภาพปก : 'ไผ่' จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ซ้าย) และ 'ครูใหญ่' อรรถพล บัวพัฒน์ (ขวา) (แฟ้มภาพเมื่อ 26 ม.ค. 2569) XmasUser Thu, 2026-10-01 - 11:01 ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษายืนจำคุก ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา 2 ปี 12 เดือน และ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ 2 ปี หลังศาลตีความมาตรา 112 ครอบคลุมกษัตริย์ในอดีตและปัจจุบันในราชวงศ์จักรี  ด้านไผ่ เผยด้วยว่า เนื่องจากเรือนจำน้ำท่วม เลยยังไม่แน่ใจว่าทนาย และครอบครัว เข้าเยี่ยมได้เมื่อไร    เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลจังหวัดภูเขียว จ.ชัยภูมิ นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีมาตรา 112 ของ ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียว และ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 หลังเลื่อนมาแล้ว 2 ครั้ง จากนัดเดิมวันที่ 23 ก.ย. และ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำขัดข้อง ในชั้นฎีกา ‘ไผ่’ จตุภัทร์ ต่อสู้ว่ามาตรา 112 ต้องตีความโดยเคร่งครัด คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ และคำปราศรัยของตนหมายถึง “สถาบัน” ไม่ใช่ตัวบุคคล ขณะที่ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล สู้ว่า “กษัตริย์” คือชื่อตำแหน่งเหมือนผู้ใหญ่บ้าน และถ้อยคำ “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” หมายถึงบริษัทปูนซิเมนต์ไทย พร้อมขอให้รอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี ปิดฉากคดีที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2564  เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ของศาล ทนายความพร้อมครอบครัวของจตุภัทร์ เดินทางไปฟังคำพิพากษา ส่วนจตุภัทร์ และอรรถพล เชื่อมต่อผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังห้องพิจารณา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดภูเขียวเปิดซองคำพิพากษา ก่อนอ่านโดยสรุปใจความได้ว่า  ในประเด็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มาตรา 112 จะไม่ได้บัญญัติถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันและพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี เพราะมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์ ความผูกพันทางวัฒนธรรม และโครงสร้างทางกฎหมายที่สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย ความเคารพที่ประชาชนมีต่อสถาบันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งสะท้อนจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกยุคสมัย ศาลวินิจฉัยว่าถ้อยคำของจตุภัทร์ เป็นการกล่าวหาว่า สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชและพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ขัดต่อพระราชสถานะอันผู้ใดจะละเมิดมิได้ที่รัฐธรรมนูญรับรอง และทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง  ส่วนข้ออ้างที่ว่ามาตรา 112 หมายถึงเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ศาลเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ กับพระมหากษัตริย์ยึดโยงกัน และเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถ้อยคำของจตุภัทร์ จึงสื่อถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ สำหรับถ้อยคำของอรรถพล ศาลเห็นว่าทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสั่งให้ระเบิดภูเขาเพื่อประโยชน์ของโรงงานปูนที่สระบุรี จึงไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามที่จำเลยอ้าง ต่อข้ออ้างที่เปรียบเทียบตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับตำแหน่งข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้าน ว่าหมายถึงตำแหน่งมิใช่ตัวบุคคล ศาลฎีกาเห็นว่าเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะแตกต่างกันในทุกด้าน ทั้งในด้านที่มา ซึ่งการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามสายพระโลหิตในราชวงศ์จักรี ตามรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขณะที่ข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่งผ่านการสอบคัดเลือกหรือแต่งตั้ง และผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของราษฎร  ด้านอำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านใช้อำนาจตามกฎหมายเฉพาะตำแหน่ง   ด้านวาระ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งตลอดรัชกาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านมีวาระตามกฎหมายและอาจถูกถอดถอนได้  และด้านความรับผิด ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ทางอาญาหรือทางแพ่งไม่ได้ โดยความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นของรัฐบาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น  ส่วนที่อรรถพลขอให้รอการลงโทษ ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดต่อหน้าสาธารณชน โดยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปรับรู้ เป็นการลดพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ พิพากษายืน จำคุกจตุภัทร์ 2 ปี 12 เดือน และอรรถพล 2 ปี สำหรับข้อหาอื่นๆ ที่ทั้ง 2 คนเผชิญ ได้แก่ มาตรา 116 (2) (3), การฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องข้อหาเหล่านี้แล้ว หลังการอ่านคำพิพากษาจบลง มารดาของจตุภัทร์ ในฐานะนายประกันได้หารือกับศาลถึงคำร้องขอถอนประกัน และส่งตัวจำเลยที่ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเหตุสุดวิสัย เจ้าหน้าที่ศาลตอบว่าได้หารือกับหัวหน้าศาลแล้ว จะให้นับตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้องเข้าไป ส่วนเรื่องถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ศาลแจ้งว่าในวันจันทร์ (28 ก.ย.) และวันอังคารที่ผ่านมา (29 ก.ย.) เกิดน้ำท่วมที่ศาลอาญาและเรือนจำ ทำให้เรือนจำไม่สามารถนำตัวจำเลยออกมาดำเนินการตามขั้นตอนได้ เมื่อน้ำลดจึงจะนำตัวจำเลยไปดำเนินการ ส่วนจะเป็นช่วงใดต้องประสานกับเรือนจำอีกครั้ง  ฝ่ายจำเลยจึงขอให้ศาลประสานความคืบหน้าผ่านมารดา เพื่อให้ครอบครัวประสานกับทนายความที่กรุงเทพฯ ซึ่งดูแลคดีอยู่ รวมถึงเรื่องการฝากซื้ออาหารและของใช้ จากการพูดคุยผ่านวิดีโอ ทั้งไผ่ และครูใหญ่ ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาแล้วกว่า 1 ปี สอบถามเรื่องหมายแจ้งโทษเด็ดขาด ผู้พิพากษาแจ้งว่าหมายน่าจะออกได้ทันที เพราะคดีถึงที่สุดในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ในช่วงท้าย แม่ถามไผ่ขอสอบถามถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำช่วงน้ำท่วมที่กรุงเทพฯ ญาติหรือทนายจะเข้าเยี่ยมได้หรือไม่ ไผ่ตอบว่ายังไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัด และเล่าว่าตอนนี้กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะสั่งอาหารไปตามปกติแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเนื่องจากน้ำท่วม  ไผ่ ยังฝากบอกว่า "ทำใจได้แล้ว" และขอให้แจ้งด้วยว่าต่อไปจะต้องไปที่ศาลไหน ก่อนแม่จะกล่าวลาว่า "ขอให้ปลอดภัยนะ รักษาร่างกาย รักษาสุขภาพนะ คิดถึงนะ" ขณะที่ไผ่ บอกให้แม่ระวังน้ำท่วมเช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ทำให้คดีมาตรา 112 จากการปราศรัยที่ภูเขียวถึงที่สุด หลังการต่อสู้ยาวนานกว่า 5 ปี ผ่านมา 3 ชั้นศาล และถือเป็นการวินิจฉัยในชั้นศาลสุดท้าย ทำให้ทั้งสองกลายเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุด ขณะที่จตุภัทร์ ยังมีคดีมาตรา 116 จากการชุมนุม #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์มาเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมายัง คดีได้เลื่อนออกมา โดยที่คดีนี้ฝ่ายจำเลยยังได้ยื่นคำร้องขอยุติคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งในเรื่องนี้ * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * มาตรา 112 * สภ.ภูเขียว * ชัยภูมิ * น้ำท่วม
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 17h
dlvr.it
สิทธิโชติ เผย วันเลือกระดับประเทศ กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ กัน ‘โพยฮั้ว’ แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อนจึงเตรียมตัวทัน
สิทธิโชติ เผย วันเลือกระดับประเทศ กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ กัน ‘โพยฮั้ว’ แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อนจึงเตรียมตัวทัน See Think Wed, 2026-09-30 - 19:20 30 ก.ย. 2569 สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หนึ่งในเสียงข้างน้อยในมติ กกต. 5:2 เสียงในคดีโกงเลือก สว. ร่วมเวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ซึ่งจัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยเนื้อหาที่เขากล่าวถึงเน้นไปที่บทบาทของ กกต. โดยพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่และกลไกการทำงานในคดีโกงเลือก สว.  สิทธิโชติเคยรับราชการเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม และเคยเป็นประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ประเด็นแรกที่ กกต.เสียงข้างน้อยรายนี้พูดถึงคือ กฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายปกครองเป็นคนบริหารจัดการ ตั้งแต่การรับสมัครในระดับอำเภอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพาคนมาสมัคร  ตามกฎหมายกำหนดให้นายอำเภอเป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งในระดับอำเภอ ส่วนระดับจังหวัดกำหนดให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โดยในแต่ละระดับมีกรรมการอยู่ 7 ท่าน โดยทางจังหวัดจะเป็นคนแต่งตั้ง ส่วนเลขานุการของแต่ละระดับจะเป็นคนของ กกต.  “เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีอำเภอทั้งประเทศ 928 อำเภอ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 48,226 คน เริ่มต้นจาก 20 อาชีพในแต่ละอำเภอ การที่จะรับสมัครให้เข้ากลุ่มอาชีพให้ถูก ก็เริ่มปวดหัวตั้งแต่ตรงนี้แล้ว อันนี้คือระบบกฎหมาย (ให้อำนาจ) ท่านจะเห็นว่ามันไปตกอยู่ในมือฝ่ายปกครองตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว” “แม้กฎหมายจะเขียนไว้ว่าในการรับสมัครระดับอำเภอ ห้ามเปิดเผยว่ามีใครมาสมัครแล้วกี่คนอย่างไร อาชีพไหนบ้าง แต่ผมเชื่อว่าในตอนรับสมัครระดับอำเภอ มันมีการจัดการ มันจึงทำให้กลุ่มที่จะเข้า (มาสมัคร) ทะลักกันมา พอ (กลุ่มอาชีพใด) น้อยก็เอา (คน) มาเข้า”    อย่างไรก็ตาม สิทธิโชคกล่าวด้วยว่า เข้าใจว่าท่านที่พิจารณาให้กฎหมายโยกภารกิจนี้ไปให้ฝ่ายปกครองจัดการ คงเห็นว่า กกต.ทำเองไม่ได้ จากที่ กกต.มีเจ้าหน้าที่ทั้งประเทศแค่พันกว่าคน แต่เผอิญว่าบ้านเราฝ่ายปกครองมีปัญหาในการบริหารจัดการ ปัญหาจึงเริ่มต้นมาตั้งแต่จุดนั้น ทั้งนี้ ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เคยออกมาเปิดข้อมูลระบุว่าในช่วงรัฐบาล ‘อนุทิน 1’ มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยล็อตใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างน้อย 395 ตำแหน่ง และเคยตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการย้ายข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่งมีความเกี่ยวโยงกับคดีใหญ่ เช่น เขากระโดงและฮั้ว สว. และภายหลังมีการโยกย้ายข้าราชการแล้ว ทิศทางของคดีต่างๆ นั้นก็ดูมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนอย่างที่ประจักษ์กันอยู่ในสังคม    สิทธิโชค กล่าวต่อไปถึงปัญหาเรื่องกลุ่มอาชีพ ว่ามีคนร้องเรียนที่ จ.สมุทรสาคร กรณีมีคนที่ทำนาเกลือมาสมัครเข้าในกลุ่มอาชีพเกษตรกร ต่อมานายอำเภอซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอได้ประกาศรายชื่อว่าบุคคลนี้เป็นผู้สมัคร จากนั้นก็มีการร้องเรียนนายอำเภอว่า “รับสมัครให้ผู้สมัครรายนี้โดยมิชอบ เนื่องจากคนทำนาเกลือไม่ควรจะอยู่ในกลุ่มเกษตรกร” จึงขอให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอน ศาลฏีกาก็วินิจฉัย แต่เป็นการวินิจฉัยในแง่ของ “วิธีการ” ว่าเมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้เป็นอาชีพหลายกลุ่ม คนหนึ่งคนอาจมีโอกาสสมัครเข้าได้หลายอาชีพ จะเข้ากลุ่มใดก็ได้แล้วแต่ความประสงค์ของบุคคลนั้น ศาลฎีกายกคำร้อง เนื่องจากนายอำเภอทำถูกต้องตามกระบวนการแล้ว  “แต่คำวินิจฉัยของศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่า “เนื้อหา” ที่เขาลงในกลุ่มอาชีพมันใช่ไหม” สิทธิโชคกล่าวต่อไปว่า กรณีเช่นนี้ ผู้ร้องควรต้องมาร้องที่ กกต. แล้ว กกต.ก็จะต้องมาวินิจฉัยจากพยานหลักฐาน ว่าผู้สมัครรายดังกล่าวเข้าถูกกลุ่มอาชีพหรือไม่ ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขากล่าวต่อไปว่า เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องกลุ่มอาชีพถูกต้องหรือไม่ กกต.ก็มักจะอ้างคำพิพากษาของศาลฎีกาข้างต้นนี้มาโดยถือว่า “เมื่อรับสมัครมาแล้วนายอำเภอรับมาแล้ว ถือว่าชอบหมด”  “ซึ่งผมก็เคยคัดค้านในที่ประชุมอยู่เหมือนกันว่าประเด็นนี้เราต้องพิจารณาที่ “เนื้อหา” โดยต้องตั้งกรรมการสืบสวนขึ้นมาว่ามันเป็นการสมัครถูกกลุ่มหรือไม่ เพราะฉะนั้นประชาชนอย่าเพิ่งเข้าใจผิดและสิ้นหวัง ในประเด็นนี้ กกต.ยังวินิจฉัยได้อยู่” เผยวันเลือกระดับประเทศ พบพิรุธส่อโกง กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ หวังกันโพยฮั้ว แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อน  สิทธิโชคกล่าวต่อไปถึงปัญหาของการเลือกในรอบระดับประเทศที่ เลขาธิการ กกต.เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ว่าสภาพก็เป็นอย่างที่ทุกท่านเห็น “คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดก็อยู่ที่เมืองทองธานี เราก็เห็นว่ามันมีเอกสารซึ่งลักษณะเหมือนโพย…ทิ้งในห้องน้ำก็มี ในรอบเช้าเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ จนเจ้าหน้าที่เราก็มารายงานว่ามันเยอะมาก ส่อไปในทางไม่ค่อยสุจริตแล้วล่ะ กกต.เลยประชุมด่วน ว่าถ้าเช่นนั้น ในรอบบ่าย…เราจะปริ้นต์ใบเอกสารแนะนำตัว สว.3 ใหม่เลย เราจะไม่ให้เอกสารใดหลุดเข้าไปอีก” ณ ตอนนั้น ตัวเขาเพิ่งเข้ามาเป็น กกต.ได้เพียง 2 เดือน ยอมรับว่ายังไม่ทัน แต่ก็พยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการจัดทำเอกสารแนะนำตัวใหม่  แต่หลังจากที่ กกต.มีมติ ก็ให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับประเทศเป็นผู้ดำเนินการ และได้พิจารณาว่า จะบอกผู้สมัครในช่วงไหน เพื่อไม่ให้สามารถเตรียมตัวได้ทัน “แต่การบริหารจัดการตรงนั้นไม่ดี (ทำให้ผู้สมัคร) รู้ตัวล่วงหน้า ทีนี้ละครับ เขียนตามแขน ฉีกกระดาษกัน วุ่นวายไปหมดตามที่ปรากฏในคลิป” ย้อนที่มาของ “คณะ 26” และ “ชุดที่ 36”  ประเด็นเรื่องที่มาของคณะที่ 26 สิทธิโชติอธิบายว่า ตามปกติแล้วเรามีคณะสืบสวนและไต่สวนของ กกต.อยู่ 25 คณะ แต่เราเห็นว่าคดีฮั้ว สว. มีการร้องเรียนกันทั่วประเทศและข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทุกจังหวัดหลังทำสำนวนเสร็จ ถูกยกคำร้องหมด  “เหตุผลที่ยกก็คือ พยานหลักฐานไปไม่ถึง เพราะในแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอก็จะมี “ผู้บริหารจัดการ” ส่งผลให้พยานไม่มาบ้าง หรือถ้ามา ก็เปลี่ยนคำให้การ ตัดตอนไปหมดว่าตัวเองตั้งใจมาสมัครเอง”  “เราดูสำนวนเราก็รู้ แต่พอให้การจริงๆ ไม่มี…ไม่มายืนยัน ตามหาเส้นเงินก็ไม่ได้ ในระดับอำเภอนี่ทำอะไรยากไปหมดนะครับ” สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า เขาก็หารือกับคณะกรรมการ กกต.เพื่อไม่ให้ปัญหานี้ผ่านเลยไป และให้ความเป็นธรรมกับแผ่นดิน จึงพิจารณากฎหมาย กกต.ที่ให้อำนาจ กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนได้ จากนั้นก็ได้หารือกับ 3 หน่วยงาน คือ ตำรวจ ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อตรวจสอบเรื่องเส้นเงิน สัญญาณโทรศัพท์ และการสอบปากคำในหลายๆ อำเภอ  ทว่า ประมาณ 6 เดือนหลังเลือก สว.เสร็จ มีการคัดค้านในที่ประชุม กกต.ว่า “เราไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ตั้งสำนวนแบบนี้ เดี๋ยวความลับจะรั่วไหล เดี๋ยวนู่นเดี๋ยวนี่ อ้างกันสารพัน”  เมื่อเห็นว่าในที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างกัน สิทธิโชติจึงเสนอว่าให้ตั้งเป็น “อนุกรรมการ” ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อคอยซัพพอร์ตด้านข้อมูล  “ถ้าคณะกรรมการสืบไต่ตามปกติของเรา ประสงค์ที่จะได้ข้อมูลเส้นเงิน-โทรศัพท์ เราก็อาศัยคณะอนุกรรมการชุดนี้ช่วย เลขาธิการ กกต.เป็นประธานคณะอนุฯ ชุดนี้ ท่านเชื่อไหมครับว่า พอตั้งคณะอนุฯ ขึ้นมา 2-3 เดือน มีผู้ใหญ่ของตำรวจโทรมาหาผมแล้วบอกว่า ท่านตั้งคณะอนุฯ ชุดนี้ขึ้นมาจะทำงานจริงไหม เพราะว่าประชุมครั้งเดียว แล้วก็ไม่มีทำอะไรเลย ผมตกใจเลยครับ ไม่มีมาใช้บริการ ….ที่เราจะได้ข้อมูลอย่างรวดเร็วเลย เราทิ้ง (เวลา) ไปอีก รวมแล้วเกือบปีนะ 7-8 เดือน” สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า แต่คณะชุดนี้ได้มาพบเขาแล้วบอกว่า เนื่องจากมีคนไปร้องที่ดีเอสไอไว้เยอะเหมือนกัน เขาก็เลยบอกอธิบดีดีเอสไอไปว่าท่านทำให้เต็มที่ไปก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยว กกต.คงจะต้องหารือกันอีกสักครั้ง ว่าจะเราจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้ง สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า ดีเอสไอก็ไปสอบสวนมาอย่างเต็มที่ ท้ายที่สุดแล้วก็มีหนังสือมาแจ้งมาที่ กกต.ว่า บัดนี้การสอบสวนได้พยานหลักฐานแน่นหนาแล้ว พร้อมถามว่า กกต.จะรับโอนสำนวนมาหรือไม่เพื่อจะดำเนินการต่อไป เนื่องจากถ้าหน่วยงานอื่นมาทำเรื่องสอบสวนเกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง จะต้องแจ้ง กกต. เพื่อให้ กกต.ตัดสินใจว่า จะรับโอนสำนวนหรือไม่ หรือ กกต.จะทำสำนวนเอง หรือจะให้เขาทำ “เผอิญว่า ณ เวลานั้น ขออนุญาตพูดตรงๆ ว่าดีเอสไอก็อยู่ในการดูแลของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาก็อยู่อีกพรรคหนึ่ง ซึ่งเราเห็นว่ามันเป็นปัญหาทางการเมืองผสมมา ยุ่งกันไปหมด ผมก็พูดในที่ประชุมว่าถ้า กกต.กระโดดเข้าไปรับลูกตอนนี้ มันเหมือนกับ take side (เลือกข้าง) จะทำให้คนเชื่อว่าเราไม่เป็นกลาง” สิทธิโชติกล่าวว่า จากปัญหาทางการเมืองที่กล่าวไปเขาจึงเสนอในที่ประชุมให้ทอดระยะเวลาให้เรื่องเงียบ รอพิจารณาต้นสายปลายเหตุก่อน และเสนอให้ใช้อำนาจ “ตามกรณีที่มีความปรากฏ” เพื่อเรียกเอกสารจากหน่วยงานต่าง ๆ แต่ไม่รับโอนสำนวน “ในเมื่อเราปฏิเสธดีเอสไอ…เราก็ใช้อำนาจตามกฎหมายในการเรียกเอกสารทุกหน่วยงาน เราไม่รับโอนสำนวน คือเราไม่ take side เขา แต่เราจะทำของเราเองคือการตั้งคณะสืบไต่ฯ คณะ 26 ขึ้นมาโดยเราเห็นว่านอกจากเจ้าหน้าที่ กกต.แล้ว เราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอก คือ ขอเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมา 3 คน ที่เหลืออีก 6 คนเป็นคนของเราทั้งสิ้น” สิทธิโชติกล่าวถึงการทำงานของ คณะที่ 26 ระบุว่า พยานที่เคยให้การกับดีเอสไอไปแล้ว ก็ถูกสอบปากคำใหม่ทั้งหมด รวมถึงพยานที่ 16/26 ซึ่งภายหลังกลับคำให้การโดยระบุว่าถูกข่มขู่ สิทธิโชติ ผู้เป็น กกต.เสียงข้างน้อย เชื่อถือในพยานปากนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าพยานรายนี้ให้การในแนวทางเดิมถึง 3 ครั้งในระยะเวลาที่ห่างกัน โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการถูกข่มขู่เลย “พยานที่ 16/26 ที่ท่านกลับคำให้การ ท่านให้การกับดีเอสไอ 2 ครั้งนะครับ แล้วเราเรียกมาอีก ท่านก็คือยืนยันกับเรา (กกต.) อีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะฉะนั้นช่วงเวลามันก็ห่างกัน ครั้งที่ 1,2,3 ทำไมผมซึ่งเป็น กกต.เสียงข้างน้อยจึงเชื่อ (พยานปากนี้) เพราะว่า (การให้การ) มันมีเวลาที่ห่างกัน สามารถที่จะบอกได้ว่าถูกกดดันอย่างไร (แต่พยานรายนี้) มาให้การสามครั้ง ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย” ประเด็นเรื่องที่มาของคณะที่ 36 นั้น สิทธิโชติกล่าวว่า เมื่อคณะ 26 ทำสำนวนเสร็จ ในแง่กระบวนการส่งของ กกต.ก็คือ จะมีคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งที่ช่วยกลั่นกรองข้อมูลจากการสอบสวนว่าเห็นด้วยหรือไม่ มีข้อเท็จจริงหรือข้อทักท้วงประการใด เพื่อช่วยกลั่นกรอง กกต.ชุดใหญ่อีกชั้นหนึ่ง สิทธิโชติกล่าวว่า กกต.มีคณะอนุฯ นี้อยู่แล้ว 35 คณะ แต่เนื่องจากคดีโกง สว.เป็นกรณีพิเศษ กกต.จึงให้ตั้งมาอีกคณะ เพราะฉะนั้นการตั้งคณะที่ 36 “ไม่ใช่ว่าตั้งขึ้นมาซ้ำซ้อน หรือให้มาตีกัน (กับคณะ 26) แต่สิ่งที่เขามาหักล้างพยานกันนั้น เกิดจากความเห็นของแต่ละคณะของเขาเอง โดยวิธีการเราทำแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ตั้งเป็นกรณีพิเศษ 7 คนเท่านั้นเอง “ข้อเท็จจริงที่ต้องพูดก็คือว่า ประธานคณะ 36 ซึ่งมี กกต.ท่านหนึ่งตั้งขึ้นมา ท่านไม่เรียกประชุมเลย ประมาณ 45 วันตั้งแต่ตั้ง ผมไม่ทราบว่าดีเลย์ทำไม ผมก็ถามว่าไปไหน ทำไมช้า เขาบอกไปต่างประเทศ…ทำให้คณะนี้พิจารณาช้า…พิจารณาช้ามีผลอย่างไร กกต.กำลังครบวาระเต็มไปหมด ต้องแต่งตั้งคนมาแทน นี่คือข้อเท็จจริงเหมือนกัน”  สิทธิโชติกล่าวว่า ในเรื่องความเห็นของอนุกรรมการแต่ละท่าน จะไม่ขอก้าวล่วง เพราะแต่ละท่านมีดุลยพินิจพิจารณาตามหลักฐาน แต่จริงๆ แล้วท่านก็ไม่ได้ยกเสียทั้งหมดเลย “คณะ 36 ก็เห็นด้วยกับคณะ 26 อยู่บ้าง เป็นบางส่วน แต่เป็นส่วนน้อย”  สิทธิโชติยังชี้แจงถึงกรณีที่สำนักงาน กกต.ออกเอกสารข่าว ระบุว่าไม่มีการขอเส้นเงินระหว่างประชุม และไม่รับสำนวนว่า ในระหว่างที่อนุฯ กำลังพิจารณาสำนวนนั้น เมื่ออนุฯ พิจารณาเสร็จ จะต้องส่งมาให้ กกต. ทันที แต่ในระหว่างที่พิจารณาอยู่ดีเอสไอได้มีหนังสือแจ้งว่าดีเอสไอมีสำนวนการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งภาพถ่าย เส้นเงิน และเส้นโทรศัพท์ เกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหา 8 คน โดยดีเอสไอแจ้ง กกต.ว่า หาก กกต.สนใจพยานหลักฐาน ขอให้มีมติแจ้งไป และดีเอสไอจะได้คัดสำเนาส่งมาให้ กกต.  แต่ต่อมา กกต.จึงเป็นมติ 4 ต่อ 3 ที่ กกต.ไม่รับ เนื่องจาก ยังไม่มีสำนวน เพราะสำนวนยังอยู่ที่อนุฯ 36 แต่ตนก็เห็นว่า กกต.มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และเมื่อดีเอสไอแจ้งมาแล้ว และคณะอนุฯ 36 ที่ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ที่ทำหน้าที่แทนเลขาธิการฯ ก็มีหนังสือมา ที่ประสงค์พยานหลักฐานเหล่านี้ เพื่อมาวิเคราะห์ ทั้งพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และความผิด ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อ กกต.ทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็แพ้มติไป จนนำมาสู่การให้สัมภาษณ์ที่ตนได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด   ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเพิ่มเติมจากสื่อมวลชนหลายสำนัก ว่า สิทธิโชติกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนว่า ประธาน กกต.กำลังเร่งรัดอยู่คาดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ ภายในต้นเดือนหน้าจะสามารถเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ให้พิจารณาได้ ซึ่งทั้ง 3 สำนวนได้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 แล้ว แต่ตนไม่แน่ใจว่าได้ผ่านขั้นตอนของคณะกลั่นกรองแล้วหรือยัง หากผ่านขั้นตอนนั้นก็จะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ได้ พร้อมระบุว่าไม่มีปัญหาอะไรเป็นไปตามกระบวนการ ขณะนี้ตนยังไม่เห็นสำนวน จึงยังไม่สามารถบอกอะไรได้ แต่หลักเกณฑ์การพิจารณาก็เหมือนกัน  เมื่อถามว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องคดีฮั้ว สว. จะถูกมองเรื่องความแตกแยกของ กกต.หรือไม่ สิทธิโชติกล่าวว่า คงไม่ เพราะเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่อง แต่เรื่องอื่นยังสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่มีความแตกแยก "พี่ๆ ทุกคนเป็นคนดีหมด" ไม่กระทบการทำงานร่วมกันในอนาคต  * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * สมาชิกวุฒิสภา * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) * สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
004
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 19h
dlvr.it
Data For Myanmar ระบุมีผู้ถูกจับเพราะวิจารณ์รัฐประหารพม่าทางโซเชียลฯ รวม 2,029 ราย
Data For Myanmar ระบุมีผู้ถูกจับเพราะวิจารณ์รัฐประหารพม่าทางโซเชียลฯ รวม 2,029 ราย auser15 Wed, 2026-09-30 - 17:00 นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อ 5 ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้มีผู้ถูกจับกุมเพราะวิจารณ์การรัฐประหารในพม่าและสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร รวมแล้ว 2,029 ราย จากการแสดงความคิดเห็นผ่านทางโซเชียลมีเดีย ครึ่งหนึ่งถูกจับกุมในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ผู้ใช้งานเฟสบุคถูกจับกุมมากที่สุด ภาพจาก: CINCDS ช่วงเดือนกันยายน 2026 องค์กรเอ็นจีโอด้านข้อมูลสถิติ Data for Myanmar เปิดเผยว่านับตั้งแต่การรัฐประหาร 2021 มีประชาชนอย่างน้อย 2,029 ราย ถูกจับกุมเพราะแสดงความคิดเห็นทางโซเชียลมีเดียในเชิงวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารหรือในเชิงสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร โดยที่ฐานข้อมูลของ Data For Myanmar ได้บันทึกกรณีการจัมกุมในพื้นที่ 227 เมือง ทั่วพม่า มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งมีกรณีจับกุมเกิดขึ้นจำนวนมากที่ ย่างกุ้ง, มัณฑะเลย์ และพะโค มีอยู่ 50% กรณีที่ถูกจับกุมในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์  ในจำนวนผู้ที่ถูกจับกุมมีชาย 1,315 ราย มีหญิง 714 ราย คดีที่ถูกจับกุมเกี่ยวข้องกับข้อความในแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ หลายแพล็ตฟอร์ม โดยกรณีที่ถูกจับกุมมากที่สุดจะมาจากเฟสบุค อยู่ที่ 1,847 กรณี นอกจากนี้ยังมาจาก TikTok, Telegram, Viber และ Youtube สำหรับปีที่มีผู้ถูกจับกุมมากที่สุดนับตั้งแต่ที่ Data For Myanmar เริ่มทำการบันทึกคือปี 2022 มีผู้ถูกจับกุมรวม 874 ราย ส่วนในปี 2026 จากสถิติจนถึงเดือนสิงหาคม มีผู้ถูกจับกุมรวม 26 ราย มีการตั้งข้อสังเกตจาก Data For Myanmar ว่า ในกรณีของปี 2026 เนื้อหาที่ถูกจับกุมไม่ได้มีแต่เนื้อหาที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังมีการจับกุมผู้โพสต์หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาลทหารด้วย ถึงแม้ว่ารัฐบาลทหารจะปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเฟสบุคและทวิตเตอร์ในช่วงหลังการรัฐประหารไม่นาน แต่ประชาชนก็ยังใช้ VPN มุดเข้าไปใช้โซเชียลมีเดียได้ รายงานของ Data For Myanmar ระบุว่า รัฐบาลทหารเริ่มจับกุมความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียมาตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมาโดยอ้างกฎหมายก่อการร้าย ปลุกระดม และยุยงปลุกปั่น เพื่อใช้ดำเนินคดีต่อผู้ถูกจับกุม โดยที่พวกเขาใช้วิธีการจับกุมหลายแนวทางผสมกันทั้งการใช้กองเซนเซอร์คอยตรวจตราโซเชียลมีเดีย มีการสั่งตรวจโทรศัพท์มือถือของประชาชนตามด่านตรวจ และมีการสั่งจับกุมในสถานที่โดยทันที ในขณะเดียวกัน ฝ่ายสนับสนุนกองทัพพม่าก็มีช่อง Telegram ของตัวเองที่คอยแจ้งเตือนเวลามีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลทหาร และเตือนว่าจะมีการลงโทษทางกฎหมายแม้กระทั่งกับการกดไลก์เนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณรัฐบาล ทาง Data For Myanmar เตือนผู้ใช้งานให้คอยระมัดระวังการใช้งาน โดยต้องคอยปกป้องข้อมูลส่วนตัวของตัวเองและคำนึงถึงความปลอดภัยทางดิจิทัลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการเดินทาง สำหรับเรื่องจำนวนการจับกุมที่ลดลงนั้น ทาง Data For Myanmar ระบุว่าเป็นเพราะประชาชนมีความระมัดระวังมากขึ้น และมีความลังเลในการที่จะโพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่ถูกมองว่า "อ่อนไหวทางการเมือง" แล้วก็มีความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยทางดิจิทัลมากขึ้นในตอนเดินทาง มีชาวย่างกุ้งรายหนึ่งบอกว่าเขาเลิกใช้เฟสบุคแล้วหันมาใช้ TikTok แทน และหลีกเลี่ยงการโพสต์อะไรก็ตามที่จะเป็นการดึงดูดสายตาของกองเซนเซอร์รัฐบาล เขามองว่าตัวเขาอาจจะถูกจับกุมได้ถ้ากองทัพเห็นว่ามีแอพเฟสบุคในโทรศัพท์ของเขา อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ Data For Myanmar ระบุว่าการปราบปรามของรัฐบาลทหารในช่วงแรกๆ มีการตั้งเป้าหมายไปที่ผู้ใช้งานเฟสบุคก็จริง แต่ต่อมาในปี 2023 ก็ขยายผลไปสู่ TikTok ทั้งนี้ จำนวนสถิติของ Data For Myanmar ไม่ได้นับรวมกลุ่มที่ถูกจับกุมเพราะวิพากษ์วิจารณ์การจัดการเลือกตั้งล้าสุดโดยรัฐบาลทหารเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าเป็นการจัดฉากให้ความชอบธรรมตัวเองโดยรัฐบาลทหาร มีผู้กำกับและนักแสดงตลกจำนวนมากกว่า 400 รายที่ถูกจับกุมเพราะโพสต์หรือกดไลก์เนื้อหาต่อต้านการเลือกตั้ง เรียบเรียงจาก Myanmar Internet a Dead Zone After Thousands Arrested for Regime Criticism, THe Irrawaddy, 24-09-2026 11. Data for Myanmar Says 2,029 Arrested Over Social-Media Activity, m.CDM, 25-09-2026   * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * ไอซีที * พม่า * Data for Myanmar
001
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 20h
dlvr.it
เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง: ถึงเวลาคืนความเป็นธรรมให้เหยื่อของอำนาจรัฐ?
เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง: ถึงเวลาคืนความเป็นธรรมให้เหยื่อของอำนาจรัฐ? บูรณ์เชน สุขคุ้ม มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ   sarayut Wed, 2026-09-30 - 16:29 วันที่ 23 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีความรับผิดจากโครงการรับจำนำข้าว โดยให้เหตุผลว่าหนังสือของกระทรวงพาณิชย์ที่นำมาอ้างไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ที่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงในสาระสำคัญของคดีเดิมได้ ผลก็คือคำพิพากษาที่ให้เธอรับผิดเป็นเงินประมาณ 10,028 ล้านบาทยังคงมีผลต่อไป ข่าวดังกล่าวอาจถูกอ่านได้หลายแบบตามจุดยืนทางการเมืองของแต่ละคน บางคนอาจเห็นว่าเป็นการยืนยันความรับผิดของอดีตนายกรัฐมนตรี บางคนอาจมองว่ายังมีคำถามเกี่ยวกับกระบวนการและความเป็นธรรม แต่บางที ประเด็นที่สำคัญกว่าการถามว่า “ใครชนะคดี” คือคำถามอีกชุดหนึ่งที่สังคมไทยไม่ค่อยได้ถามอย่างเป็นระบบว่า เมื่อคดีการเมืองจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการรัฐประหาร อำนาจพิเศษ หรือสถาบันที่เกิดขึ้นในช่วงการปกครองนอกระบอบประชาธิปไตย เราควรมีกลไกกลับไปตรวจสอบกระบวนการเหล่านั้นอีกครั้งหรือไม่? คำถามนี้ชัดเจนเป็นพิเศษเมื่อมองผ่านชีวิตทางการเมืองและคดีความของอดีตนายกรัฐมนตรีสองคนในครอบครัวเดียวกัน คือ ทักษิณ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บทความนี้ไม่ได้ตั้งต้นด้วยข้อสรุปว่าทั้งสองเป็น “ผู้บริสุทธิ์” หรือเป็น “เหยื่อ” ของรัฐ เพราะคำว่าเหยื่อไม่ควรเกิดจากความนิยมทางการเมือง และคำว่าผู้กระทำผิดก็ไม่ควรเกิดจากความเกลียดชังทางการเมืองเช่นเดียวกัน สิ่งที่ควรถามคือ หากประเทศต้องการยึดหลักนิติรัฐ เราสามารถออกแบบกระบวนการที่ตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่ว่า  คดีหนึ่งเกิดขึ้นอย่างไร ใครเป็นผู้เริ่มกระบวนการ ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบใด จำเลยได้รับสิทธิอย่างเพียงพอหรือไม่ และมีหลักฐานใหม่หรือข้อบกพร่องใดที่สมควรได้รับการพิจารณาอีกครั้ง นี่ต่างหากคือความหมายของการ “คืนความเป็นธรรม” ที่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการล้างผิดให้ใคร ทักษิณ: เมื่อคดีเกิดขึ้นหลังรถถังเข้ากรุงเทพฯ 19 กันยายน 2549 รัฐบาลทักษิณถูกโค่นล้มโดยรัฐประหาร หลังการยึดอำนาจ คณะปฏิรูปการปกครองฯ ออกประกาศฉบับที่ 30 ตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. และให้อำนาจตรวจสอบการกระทำที่ถูกเห็นว่าอาจสร้างความเสียหายแก่รัฐ ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นโดยตรงภายหลังการยึดอำนาจและเป็นฐานสำคัญของการตรวจสอบคดีหลายเรื่องในยุคนั้น หนึ่งในคดีสำคัญที่สุดนำไปสู่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ให้เงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับหุ้นชินคอร์ปจำนวน 46,373,687,454.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมาในปี 2560 กรมสรรพากรประเมินภาษีจากธุรกรรมหุ้นชินคอร์ปพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมราว 17,600 ล้านบาท แม้ศาลสองชั้นแรกเคยเพิกถอนการประเมิน แต่ศาลฎีกาในปี 2568 พิพากษากลับว่าการประเมินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ล่าสุดในปี 2569 กรมสรรพากรอยู่ระหว่างสืบทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเร่งรัดจัดเก็บหนี้ภาษีประมาณ 17,629 ล้านบาท ขณะที่ฝ่ายทักษิณได้ยื่นฟ้องโต้แย้งการยึดและอายัดทรัพย์ โดยอ้างว่ามีความซ้ำซ้อนกับทรัพย์ที่เคยถูกบังคับตามคำพิพากษาปี 2553 ซึ่งประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ความจริงด้านหนึ่งที่ต้องกล่าวให้ครบคือ ในคดีดังกล่าวมีการโต้แย้งอำนาจและที่มาของ คตส. ด้วย และศาลได้วินิจฉัยว่าประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งใช้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ อีกทั้งได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 นี่คือข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ไม่ควรถูกละเลยเพียงเพราะผู้เขียนหรือผู้อ่านมีความเห็นต่างทางการเมือง แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งก็ยังดำรงอยู่เช่นกัน คือ องค์กรที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของกระบวนการตรวจสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารและถูกตั้งขึ้นโดยผู้ยึดอำนาจ การยอมรับข้อเท็จจริงทั้งสองด้านพร้อมกันไม่ได้เป็นเรื่องขัดแย้งกัน เราอาจยอมรับว่าคำพิพากษามีสถานะและผลทางกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ยังตั้งคำถามทางหลักนิติรัฐได้ว่า ในระบอบประชาธิปไตย สังคมควรมีกลไกทบทวนคดีซึ่งมีจุดกำเนิดหรือมีองค์ประกอบสำคัญมาจากสถาบันที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหารหรือไม่ คำว่า “ทบทวน” ตรงนี้สำคัญ เพราะมันไม่เหมือนกับคำว่า “ล้มคำพิพากษา” การเปิดให้ตรวจสอบกระบวนการใหม่ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการประกาศว่าทักษิณบริสุทธิ์ หากหลักฐานเดิมยังหนักแน่นและกระบวนการเป็นธรรม ผลเดิมก็อาจได้รับการยืนยัน แต่หากพบปัญหาสำคัญ เช่น ที่มาของพยานหลักฐาน การขาดสิทธิในการต่อสู้คดี หรือมีหลักฐานใหม่ที่เปลี่ยนสาระสำคัญของคดี ระบบยุติธรรมก็ควรมีกลไกตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้น การทบทวนจึงไม่ใช่การคืนความบริสุทธิ์ให้ใคร แต่เป็นการคืนสิทธิในการพิสูจน์ความจริง ยิ่งลักษณ์: เรื่องซับซ้อนกว่าคำว่า “คดีหลังรัฐประหาร” หากกรณีทักษิณทำให้เราเห็นความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างรัฐประหารกับการตั้งองค์กรตรวจสอบ กรณียิ่งลักษณ์กลับซับซ้อนกว่า และความซับซ้อนนี้เองเป็นสิ่งที่ควรเขียนให้ตรงกับข้อเท็จจริง การไต่สวนของ ป.ป.ช. เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้เริ่มขึ้นหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ทั้งหมด ป.ป.ช. มีการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้วตั้งแต่เดือนมีนาคมและเมษายน 2557 ก่อนการรัฐประหาร วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ยิ่งลักษณ์พ้นจากการรักษาการนายกรัฐมนตรีจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี ก่อนที่กองทัพจะยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคมของปีเดียวกัน ดังนั้น การพูดว่า “คดียิ่งลักษณ์เป็นคดีที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นทั้งหมด” จึงไม่ตรงกับลำดับข้อเท็จจริง แต่ในเวลาเดียวกัน กระบวนการจำนวนมากเกิดขึ้นต่อภายใต้โครงสร้างการเมืองหลังรัฐประหาร ในคดีอาญา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 ลงโทษจำคุกยิ่งลักษณ์ 5 ปีโดยไม่รอลงอาญา ในความผิดเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งคือความรับผิดทางละเมิด รัฐบาลในยุค คสช. มีคำสั่งกระทรวงการคลังเมื่อปี 2559 เรียกให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้ประมาณ 35,717 ล้านบาท และในช่วงเดียวกัน หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจออกคำสั่งที่ 56/2559 เพื่อกำหนดกลไกเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองต่อผู้ที่ถูกสั่งให้รับผิดในโครงการสินค้าเกษตร ฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้นชี้แจงว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้เป็นคำสั่งให้ยึดทรัพย์ยิ่งลักษณ์โดยตรง แต่เปิดทางให้กรมบังคับคดีดำเนินการเมื่อมีคำสั่งทางปกครองตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่แล้ว หลายปีต่อมา กระบวนการศาลปกครองก็แสดงให้เห็นว่าคำสั่งของฝ่ายบริหารไม่ได้อยู่เหนือการตรวจสอบ ปี 2564 ศาลปกครองกลางเพิกถอนคำสั่งเรียกค่าเสียหาย 35,000 กว่าล้านบาทดังกล่าว ต่อมาเมื่อ 22 พฤษภาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์รับผิดเฉพาะส่วนหนึ่งของความเสียหายจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เป็นเงินประมาณ 10,028 ล้านบาท และล่าสุดวันที่ 23 กันยายน 2569 ศาลไม่รับคำขอพิจารณาคดีนั้นใหม่  ในขณะที่อดีตนายกยิ่งลักษณ์พยายามใช้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลัง ทั้งราคาข้าวคงเหลือที่สามารถระบายได้สูงกว่าที่เคยประเมิน และเอกสารของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับผู้รับผิดในความเสียหายจากการขายข้าว G2G เพื่อโต้แย้งฐานการคำนวณความเสียหายเดิม แต่ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าหลักฐานที่นำมายื่นไม่เข้าเงื่อนไขเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่เพียงพอให้เปิดคดีอีกครั้ง ลำดับเหตุการณ์เหล่านี้มีความสำคัญ เพราะมันเตือนเราว่า ภาพความจริงไม่ได้มีเพียงสองแบบคือ “รัฐกลั่นแกล้งทั้งหมด” กับ “กระบวนการทุกอย่างไม่มีปัญหา” ในบางเรื่อง ศาลได้เข้าไปตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงผลของคำสั่งฝ่ายบริหารแล้ว แต่คำถามเชิงโครงสร้างก็ยังคงอยู่ ระบบยุติธรรมของเรามีกลไกเพียงพอหรือยังสำหรับการตรวจสอบคดีทางการเมืองที่กระบวนการส่วนหนึ่งเกิดขึ้นภายใต้ระบอบรัฐประหารหรืออำนาจพิเศษ? ถ้าจะทบทวน ต้องไม่ใช่นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง นี่อาจเป็นจุดที่การถกเถียงเรื่องทักษิณและยิ่งลักษณ์มักติดกับดัก เพราะเมื่อมีผู้เสนอให้ “คืนความเป็นธรรม” ฝ่ายหนึ่งอาจเข้าใจทันทีว่าจะล้างผิดให้สองอดีตนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีกฝ่ายอาจตอบทันทีว่า คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เรื่องควรจบลง แต่ระหว่างสองขั้วนี้ยังมีทางเลือกที่สาม คือ การสร้างระบบทบทวนกระบวนการอย่างเป็นอิสระโดยไม่กำหนดผลล่วงหน้า ระบบดังกล่าวอาจเริ่มด้วยการคัดกรองคดีที่มีองค์ประกอบพิเศษ เช่น คดีซึ่งเริ่มจากองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร คดีซึ่งใช้อำนาจตามประกาศหรือคำสั่งพิเศษ หรือคดีที่มีข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับสิทธิในการต่อสู้คดีและความเป็นอิสระของกระบวนการ จากนั้นจึงตรวจสอบเป็นรายกรณีว่า พยานหลักฐานสำคัญยังน่าเชื่อถือหรือไม่ มีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงหรือไม่ จำเลยได้รับโอกาสต่อสู้คดีอย่างเพียงพอหรือไม่ มีการใช้อำนาจพิเศษของฝ่ายรัฐเข้าไปเปลี่ยนกระบวนการปกติหรือไม่ และโทษหรือมาตรการทางทรัพย์สินได้สัดส่วนกับความรับผิดที่พิสูจน์ได้หรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบว่ากระบวนการเป็นธรรมและหลักฐานหนักแน่น ก็ยืนยันผลเดิม หากพบข้อบกพร่องร้ายแรง ก็ควรเปิดทางให้รื้อฟื้นหรือแก้ไขตามกฎหมาย หลักการนี้จึงไม่ต้องตั้งสมมติฐานว่าทักษิณหรือยิ่งลักษณ์บริสุทธิ์ และไม่ต้องตั้งสมมติฐานว่าคณะรัฐประหารทำให้ทุกคดีที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารเป็นโมฆะ สิ่งเดียวที่ต้องยืนยันคือ ไม่มีอำนาจใดควรทำให้กระบวนการยุติธรรมพ้นจากการตรวจสอบเพียงเพราะเวลาผ่านไปจาก “คดีชินวัตร” สู่คำถามเรื่องความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ในทางวิชาการ ปัญหานี้สามารถมองผ่านแนวคิด ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน หรือ transitional justice สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติอธิบายองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดนี้ไว้ทั้งการค้นหาความจริง ความยุติธรรม การเยียวยา หลักประกันไม่ให้เกิดซ้ำ และในพัฒนาการระยะหลังรวมถึงความทรงจำของสังคมด้วย หัวใจของมันไม่ใช่การถามเพียงว่า “ใครควรติดคุก” แต่คือการถามว่า เมื่อสังคมผ่านช่วงเวลาที่สถาบันปกติถูกทำลายหรือแทรกแซง เราจะสร้างความไว้วางใจต่อกติกากลับมาอย่างไร ในบริบทไทย การใช้กรณีทักษิณและยิ่งลักษณ์เป็นจุดเริ่มต้นจึงมีประโยชน์ ไม่ใช่เพราะสองคนนี้สมควรได้รับอภิสิทธิ์พิเศษเหนือประชาชนคนอื่น แต่ตรงกันข้าม เพราะหลักการใดก็ตามที่นำมาใช้กับพวกเขาควรสามารถใช้กับทุกคนได้ ถ้าเรายอมรับว่าคดีที่เกิดขึ้นจากสภาวะอำนาจพิเศษควรถูกตรวจสอบได้ หลักดังกล่าวก็ต้องครอบคลุมผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองคนอื่นด้วย ผู้ชุมนุม นักกิจกรรม ข้าราชการ ประชาชน หรือแม้แต่ฝ่ายการเมืองที่เราไม่เห็นด้วย ความยุติธรรมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันไม่เปลี่ยนมาตรฐานไปตามว่า วันนี้ใครเป็นฝ่ายรัฐบาลและใครเป็นฝ่ายค้าน เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง ในที่สุด ประเด็นเรื่องทักษิณและยิ่งลักษณ์อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของสองพี่น้องหรือครอบครัวการเมืองหนึ่ง มันคือบททดสอบว่า สังคมไทยมอง “คำตัดสินของอดีต” อย่างไร เราจะถือว่าทุกสิ่งที่ถูกทำให้ถูกต้องตามกฎหมายในยุคหนึ่งย่อมถูกต้องตลอดกาลหรือไม่ หรือเราจะยอมรับว่า กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและสถาบันของรัฐเองก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และเพราะมนุษย์สร้าง มันจึงควรถูกตรวจสอบและแก้ไขได้เมื่อมีเหตุผลและหลักฐานเพียงพอ การกลับไปทบทวนคดีทักษิณหรือยิ่งลักษณ์จึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “จะช่วยสองคนนี้อย่างไร” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “หลังการรัฐประหาร สังคมประชาธิปไตยควรจัดการกับมรดกทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของยุคนั้นอย่างไร?” หากคำตอบคือการไม่แตะต้องอะไรเลย เราก็กำลังยอมรับโดยปริยายว่า เมื่อผู้ยึดอำนาจสร้างกติกาและกระบวนการขึ้นมาแล้ว คนรุ่นหลังมีหน้าที่เพียงรับช่วงผลของมันต่อไป แต่หากคำตอบคือการรื้อทุกอย่างเพียงเพราะเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร เราก็เสี่ยงสร้างความอยุติธรรมรูปแบบใหม่เช่นกัน สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วคือ การตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส มีหลักเกณฑ์และไม่กำหนดคำตอบไว้ล่วงหน้า บางคดีอาจลงท้ายด้วยการยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดจริง บางคดีอาจพบว่ากระบวนการมีปัญหา บางคดีอาจต้องรื้อฟื้น บางคดีอาจไม่เข้าเงื่อนไขให้เปิดใหม่เลย นั่นคือธรรมชาติของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของมัน เพราะหลักนิติรัฐไม่ได้หมายความเพียงว่า เมื่อศาลตัดสินแล้วทุกคนต้องเคารพคำพิพากษา หลักนิติรัฐยังหมายความด้วยว่า รัฐต้องมีกลไกสำหรับแก้ไขความผิดพลาดของตนเอง หากวันหนึ่งปรากฏข้อเท็จจริงหรือหลักฐานว่ากระบวนการในอดีตมีปัญหา การคืนความเป็นธรรมจึงไม่ใช่การประกาศว่าทักษิณหรือยิ่งลักษณ์ไม่เคยทำผิด และไม่ใช่การเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เพื่อเปลี่ยนผู้แพ้ให้เป็นผู้ชนะ มันคือการยืนยันหลักการง่ายๆ ว่า ไม่มีใครควรถูกตัดสินเพราะเป็นฝ่ายแพ้ทางการเมือง เช่นเดียวกับไม่มีใครควรพ้นจากความรับผิดเพียงเพราะเป็นฝ่ายชนะทางการเมือง เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยควรทำจึงไม่ใช่เปลี่ยนฝ่ายที่ถือปากกา แต่คือการวางปากกาลงบนโต๊ะ เปิดเอกสาร เปิดหลักฐาน เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายพูด และปล่อยให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบอีกครั้งอย่างเป็นธรรม เพราะท้ายที่สุดแล้ว การคืนความเป็นธรรมให้คนในอดีตไม่ได้มีไว้เพื่อเปลี่ยนอดีต แต่เพื่อสร้างหลักประกันว่า อนาคตจะไม่ยอมให้อำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะอยู่ในมือของใคร อยู่เหนือการตรวจสอบอีกต่อไป     * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร * ทักษิณ ชินวัตร * ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน * นโยบายจำนำข้าว
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 20h
dlvr.it
เทพีเสรีภาพที่แตกสลาย ภายใต้ทุนนิยม การเมือง และภัยธรรมชาติ
เทพีเสรีภาพที่แตกสลาย ภายใต้ทุนนิยม การเมือง และภัยธรรมชาติ ดนตรีกานต์ แก้วกาหลง   sarayut Wed, 2026-09-30 - 16:19 แสงแดดสีทองยามสายทาบลงบนยอดเขาลังตังลีรุง (Langtang Lirung) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาลังตังหิมาล (Langtang Himal) อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล ดินแดนแห่งนี้สวยงามราวสวรรค์บนดินและมีสมญานามว่าหลังคาโลก แต่เพียงในพริบตากลับกลายเป็นนรกบนดิน เพราะเมื่อสภาพภูมิอากาศแปรปรวนถึงขีดสุด มันได้ปลดปล่อยมวลน้ำแข็งรวมถึงหินหลายสิบล้านตันถล่มลงมาจากยอดเขาสูงชัน กลายเป็นพายุโคลนมหึมาถล่มเข้าทับหมู่บ้านและคร่าชีวิตผู้คนบริสุทธิ์จมหายไปในพริบตา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ระบอบธรรมชาติ” ได้ล่มสลายลงไปต่อหน้าต่อตามนุษยชาติแล้วจริงๆ หลังจากเหตุการณ์นี้ รัฐบาลเนปาลได้ยื่นเรื่องเรียกร้องเงินชดเชยจำนวน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุน Fund for Responding to Loss and Damage (FRLD) เพื่อชดเชยต่อความสูญเสียและความเสียหายภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนปาลได้เรียกร้องให้เหล่าประเทศมหาอำนาจผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย และรัสเซีย ตื่นตัวในการรับผิดชอบครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Climate Justice) และภัยธรรมชาติของเนปาลครั้งนี้ จะต้องไม่ถูกจัดอยู่ในฐานะการรับบริจาคตามความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วไป เพราะผู้นำเนปาลมีกำหนดการที่จะนำประเด็นวิกฤตโลกร้อนที่ทำให้เกิดการสูญเสียครั้งนี้ไปกล่าวบนเวทีสหประชาชาติ เนื่องด้วยเนปาลจัดอยู่ในฐานะประเทศเล็กๆ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 0.1% ของทั้งโลก โดยตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.04% - 0.1% เท่านั้น หากเทียบกับประเทศจีน สหรัฐอเมริกา อินเดียและรัสเซีย จึงถือเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนที่น้อยมากสำหรับการปล่อยตลอดทั้งปีของเนปาล แต่ผลสุดท้ายเนปาลกลับต้องเป็นผู้แบกรับผลกรรมที่ตนไม่ได้ก่อขึ้น จึงมองว่าประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำมหาอำนาจโลกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากจีน จึงควรมีส่วนช่วยรับผิดชอบด้วย เพราะก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดมีที่มาจากการขับเคลื่อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ในกรณีที่รัฐบาลเนปาลเรียกร้องเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นจำนวน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุน FRLD นั้น ทางสหรัฐอเมริกากลับมีท่าทีต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่า แม้ในอดีตสหรัฐฯ จะเคยมีข้อผูกพันในการประกาศให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนเงินเข้ากองทุนดังกล่าวประมาณ 17.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันกลับมีจุดยืนและนโยบายที่ปฏิเสธวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากการเป็นคณะกรรมการบริหารของกองทุนนี้ ส่งผลให้พันธะผูกพันทางการเงินเดิมไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ ตั้งแต่กระบวนการจัดตั้งกองทุน FRLD ประเทศมหาอำนาจผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่หลายประเทศ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ได้คัดค้านอย่างหนักมาโดยตลอดที่จะให้กองทุนนี้มีลักษณะเป็น "การบังคับชดใช้ค่าเสียหายทางกฎหมาย" (Liability and Compensation) เพราะไม่ต้องการแบกรับความรับผิดชอบทางการเงินในระยะยาวต่อผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก ทำให้ตัวกองทุนถูกออกแบบมาให้เป็นความสมัครใจ (Voluntary Contributions) และเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศบนพื้นฐานความช่วยเหลือมากกว่าการยอมรับผิดโดยตรง สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า สหรัฐฯ มีเพียงความเฉยชาที่สุดท้ายมักเคลือบด้วยรอยยิ้มทางการทูต เพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ผู้นำโลกเสรี ทั้งที่ในความเป็นจริงเขาได้หันหลังให้ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมโดยไม่แยแส ดูเหมือนเทพีเสรีภาพที่เป็นดังสัญลักษณ์ของสหรัฐฯ จะค่อยๆ แตกสลายลง เพราะผู้ที่รักเสรีและเป็นเสรีชนอย่างแท้จริงย่อมไม่วางแผนทางการทหารเพื่อควบคุมเส้นทางการค้าและการแย่งชิงทรัพยากรที่เหลืออยู่บนโลกที่กำลังจะตาย เพียงเพื่อหล่อเลี้ยงเส้นเลือดใหญ่ของการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยทุนนิยมสุดโต่ง อันคอยสั่งให้ต้องโอบอุ้มตัวเลข GDP และอำนาจทางเศรษฐกิจไว้เหนือการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ยิ่งทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยและเสรีภาพที่พวกเขาเคยป่าวประกาศ ด้วยการพยายามสร้างภาพลักษณ์เป็นซูเปอร์ฮีโร่แบบในหนังฮอลลีวูด จึงกลายเป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อสร้างความชอบธรรมในการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนพลังงานและอุตสาหกรรมอาวุธ ที่ช่วยค้ำจุนโครงสร้างเศรษฐกิจของพวกเขาเอาไว้เท่านั้น และเมื่อกลับมามองในมิติทางการทูตและการต่างประเทศของประเทศเนปาลที่มีพรมแดนติดกับจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของเนปาล ทั้งในเรื่องการค้าและการคมนาคม หากเนปาลเปิดฉากโจมตีหรือเจาะจงจี้ทางกฎหมายใส่จีนหรืออินเดียอย่างรุนแรง อาจสร้างแรงกระแทกทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อนจนเกินรับไหว เนปาลจึงเลือกใช้ช่องทางพุ่งเป้าไปที่สหรัฐอเมริกาและหลักการทาง "ความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ" (Climate Justice) ผ่านเวทีสหประชาชาติของกองทุน FRLD แทน ซึ่งเป็นทางออกที่ประนีประนอมและมีโอกาสสำเร็จได้มากกว่า และการที่เนปาลออกมาเรียกร้องให้เหล่าประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ร่วมรับผิดชอบในตอนต้น ก็แสดงให้เห็นว่าเนปาลไม่ได้ละเลยจีนและอินเดีย แต่ด้วยข้อจำกัดทางเครื่องมือและกฎหมายระหว่างประเทศ เนปาลจึงเลือกทวงคืนความยุติธรรมผ่านกองทุนFRLD ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติผ่านกรอบความร่วมมือระดับโลก มากกว่าการเจาะจงเรียกเก็บเงินจากประเทศจีนและอินเดียโดยตรง หรือว่าพวกเรากำลังเดินทางเข้าสู่ความมืดมนเพื่อรอวันที่โลกแตกสลาย เพราะดูเหมือนว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อันมีผลมาจากเงื้อมมือของทุนนิยมที่ครอบงำการเมืองโลกภายใต้ความโลภของมนุษย์ ที่ยังไม่สามารถมองหาทางออกที่จะทำให้มนุษย์กลับมาร่วมมือกันเพื่อหาทางรอดอีกครั้ง เพราะด้วยสภาพเศรษฐกิจในทุกวันนี้เป็นตัวบังคับให้เราต่างต้องแก่งแย่งเพื่อความอยู่รอดไปวันๆ ส่วนอนาคตจะเป็นเช่นไรก็ช่างมันไป จนทำให้ระบอบทุนนิยมยิ่งฝังรากลึกขึ้น และมนุษย์ก็ยังคงจะถูกกระตุ้นให้รบราฆ่าฟัน เพื่อแย่งชิงความได้เปรียบจนถึงวินาทีสุดท้าย และทางออกทางนโยบายเบื้องต้นเพื่อเยียวยาจึงไม่ใช่การพึ่งพาเงินบริจาค หรือความเมตตาเชิงมนุษยธรรมจากประเทศมหาอำนาจ แต่คือการผลักดันให้กรอบข้อตกลงว่าด้วยการสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ภายใต้สหประชาชาติ(UN) ควรเปลี่ยนสถานะจาก ‘ความช่วยเหลือด้วยความสมัครใจ’ ให้เป็น ‘ภาระผูกพันทางกฎหมาย’ ที่ประเทศผู้ปล่อยมลพิษสูงสุดต้องร่วมรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเรื่องราวเหล่านี้ยังทำให้เห็นว่า ผู้ที่ได้ผลประโยชน์จริงๆคือเหล่าผู้นำและกลุ่มนายทุนที่คงพากันยิ้มร่าและนับเงินจนมือหงิก แล้วทิ้งไว้เพียงความจริงที่ว่า... แม้ในวันโลกแตกจะมาถึง มนุษย์ก็จะยังคงทำร้ายกันเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง   อ้างอิง * Davies, B. (2026, August 27). August 2026 Nepal-Tibet floods. AntarcticGlaciers.org. https://www.antarcticglaciers.org/2026/08/august-2026-nepal-tibet-floods/ * Nath, D. (2026, September 15). With $0 disbursed, how Nepal disaster reveals problems in the UN's Loss and Damage Fund. The Indian Express. https://indianexpress.com/article/explained/explained-culture/zero-dollars-disbursed-nepal-floods-un-fund-10877942/ * เดอะ สแตนดาร์ด ทีม. (2569, 2 มิถุนายน). ครม. เคาะชื่อไทย 'กองทุน FRLD' มอบอธิบดีกรมโลกร้อนดูแลกองทุน หวังเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศ. The Standard. https://thestandard.co/thailand-frld-climate-fund-access/ * Worldometer. (n.d.). Nepal CO2 emissions. Retrieved September 18, 2026, from https://www.worldometers.info/co2-emissions/nepal-co2-emissions/[cite: 1] * Garrett, C. (2026, July 2). Most polluting countries in the world: CO2 and air quality rankings. Selectra Climate Consulting. https://climate.selectra.com/en/carbon-footprint/most-polluting-countries * Giri, A. (2026, September 9). Nepal secures $20 million from Loss and Damage Fund, awaits decision on Bhotekoshi plea. The Kathmandu Post. https://kathmandupost.com/national/2026/09/09/nepal-secures-20-million-from-loss-and-damage-fund-awaits-decision-on-bhotekoshi-plea * บทความ * การเมือง * สิ่งแวดล้อม * ดนตรีกานต์ แก้วกาหลง * Fund for Responding to Loss and Damage * FRLD * วิกฤตสิ่งแวดล้อม(7712)
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 20h
dlvr.it
สุรพศ ทวีศักดิ์: อ่าน ‘กาลามสูตรแบบ’ Kantian
สุรพศ ทวีศักดิ์: อ่าน ‘กาลามสูตรแบบ’ Kantian สุรพศ ทวีศักดิ์   sarayut Wed, 2026-09-30 - 15:57 นอกจาก พุทธทาสภิกขุ ที่เน้นคุณค่าของกาลามสูตรในฐานะเป็นสูตรที่ให้ “เสรีภาพทางปัญญาอย่างสูงสุด” แล้ว ผมไม่ค่อยพบว่าชาวพุทธบ้านเราเห็นคุณค่าของกาลามสูตรมากนัก อาจเป็นเพราะเราอ่านกาลามสูตรแบบผู้ที่ถูกฝึกมาผ่านระบบการศึกษาแบบ “ท่องจำ” เราเลยพยายามท่องจำกาลามสูตร 10 ข้อ ให้แม่น มากกว่าที่จะทำความเข้าใจว่ากาลามสูตรชวนเรา “สนทนา” เกี่ยวปัญหาสำคัญอะไร และให้ข้อเสนอที่ลึกซึ้งอย่างไร  เคยเห็นบางคนแย้งว่ากาลามสูตรไม่ได้เสนอ “เสรีภาพทางปัญญา” อะไรหรอก เพราะสุดท้ายก็ “ลาก” เข้าหาหลักความเชื่อพุทธศาสนาอยู่ดี เช่นข้อความว่า “เมื่อรู้ด้วยตนเองแล้วเท่านั้นว่าธรรมเหล่าใดมีโทษ ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ ก็จงถือธรรมที่ไม่มีโทษ” นี่ไงลากเข้าหา “ธรรม” ของพุทธศาสนาแล้ว  ผมคิดว่านี่อาจเป็นปัญหาของคนอ่านเอง ที่ไม่เข้าใจว่าคำว่า “ธรรม” เป็นคำที่เขาใช้กันทั่วไปในสังคมอินเดียโบราณ คือศาสดาต่างๆ ศาสนาต่างๆ ปรัชญาสำนักต่างๆ เจ้าลัทธิต่างๆ เขาเรียกหลักความเชื่อ แนวคิด ทฤษฎี หรือคำสอนของตนเองว่า “ธรรม” กันทั้งนั้นเลย เทียบกับปัจจุบันก็คือ ธรรมแบบเสรีนิยม ธรรมแบบมาร์กซิสต์ ธรรมฝ่ายซ้าย ธรรมฝ่ายขวา ธรรมฝ่ายก้าวหน้า ธรรมฝ่ายอนุรักษ์นิยม ธรรมของพรรคแดง ธรรมของพรรคส้ม ฯลฯ แล้วธรรมแบบไหน ธรรมของใครมีโทษ ไม่มีโทษล่ะ พุทธะไม่ได้บอกว่า “จงเชื่อฉัน” แต่บอกว่า “เมื่อรู้ด้วยตนเองแล้วเท่านั้น” ว่า “ธรรมต่างๆ พวกนั้น” มีโทษ ไม่มีโทษ ก็ให้ถือตามที่ตนเองรู้แล้วนั้น ซึ่งก็คือให้ชาวกาลามะ (หรือใครก็ตาม) มีอิสระในการตัดสินด้วยปัญญาของตนเอง แน่นอนว่าตอนท้ายสุดของ “บทสนทนา” ในกาลามสูตร ก็จบด้วยข้อเสนอ “ธรรมของพุทธะ” แต่ก็เป็นเรื่องปกติของบทสนทนาที่ต้องเสนอความคิดของตนเอง คุณส่งเปเปอร์อาจารย์ หรือใครเขียนงานวิชาการ งานวิจัย หรือสนทนาถกเถียงเรื่องอะไรก็ตาม เมื่อเสนอ “ประเด็นปัญหาหลักๆ” ว่าคืออะไร อย่างไรแล้ว อภิปรายว่าคนอื่นๆ แนวคิดอื่นๆ พูดถึงหรือถกเถียงปัญหานี้ว่าอย่างไรกันมาบ้างแล้ว และสรุปประเด็นหลักๆ จากความเห็นนานานพวกนั้นแล้ว คุณจะไม่ประเมินประเด็นที่สรุปมาได้เหล่านั้น และเสนอความคิดของตนเองเลยหรือ ต้องเสนออยู่แล้วจริงไหม และการเสนอความคิดของคุณย่อมไม่เท่ากับ “บังคับ” ให้ใครต้องเชื่ออยู่แล้ว ข้อเสนอตอนท้ายของกาลามสูตรก็เช่นกัน ไม่ใช่ข้อเสนอที่ชาวกาลามะหรือใครๆ ต้องเชื่อ แต่เป็นข้อเสนอให้แต่ละคนมีอิสระตัดสินเองว่าจะเชื่อหรือไม่  ถ้าเราอ่านกาลามสูตรจากเลนส์ปรัชญา Kantian เราจะเห็นประเด็นปัญหาทางญาณวิทยาและจริยศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ กาลามสูตรนำเสนอ “บทสนทนา” ระหว่างชาวกาลามะกับพุทธะ ประเด็นปัญหาของชาวกาลามะคือ มีบรรดาศาสดาต่างๆ มาประกาศลัทธิความเชื่อของพวกตน แต่ละศาสดาต่างก็อ้างว่าแนวคิดของพวกตนถูก ของคนอื่นๆ ผิด ทำให้ชาวกาลามะเกิดคำถามว่า “แล้วเราจะเชื่อใครดี?” ถ้าแปลงคำถามนี้เป็นคำถามทางญาณวิทยา (epistemology) ก็คือ “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร หรือมีเกณฑ์อะไรตัดสินได้ว่าความเชื่อไหนหรือแนวคิดไหนเป็นความจริง?” จากคำถามนี้ พุทธะได้เสนอเกณฑ์กว้างๆ ว่า       1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา      2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา       3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ       4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์       5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก 6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน       7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล       8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว       9. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้       10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา  หากมองแบบ Kantian จะเห็นว่าข้อ 1-4 และข้อ 8-10 คืออิทธิพลทางความคิด ความเชื่อจากภายนอกตัวเรา (heteronomy) ซึ่งมีทั้งอิทธิพลทางสังคม ภาพลักษณ์ รูปการณ์ที่ดูน่าเชื่อถือ แนวคิดทฤษธฎี และตัวบุคคลที่เราเคารพนับถือ ส่วนข้อ 5-7 คือความโน้มเอียงภายในจิตใจเรา (inclination) มีทั้งเรื่องการยึดตรรกะของตนเอง การคาดเดา การคิดดูแล้วเห็นว่าดูเหมือนมีเหตุผลน่าเชื่อ ซึ่งอาจโน้มเอียงไปตามอคติภายในใจเราเองได้ทั้งนั้น คานท์เสนอว่าเราต้องมีเสรีภาพ (autonomy) จากทั้งอิทธิพลความคิดความเชื่อภายนอกตัวเรา และจากความโน้มเอียงภายในจิตเรา เพื่อที่จะสามารถใช้เหตุผลได้อย่างอิสระในการตัดสินว่าอะไรจริง ไม่จริง ถูก ผิด ควรไม่ควรด้วยตนเองได้ถูกต้องอย่างแท้จริง  ข้อเสนอหลักของกาลามสูตร ก็คิดคล้ายกับคานท์ เพราะหลังจากเสนอว่า “อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ 10 แหล่งข้อมูล/ความรู้” นั้นแล้ว พุทธะก็เสนอต่อไปว่า “ต่อเมื่อรู้ด้วยตนเองแล้วเท่านั้น (ว่าอะไรจริงไม่จริง) จึงถือตามที่ตนรู้แล้วนั้น” ครั้งหนึ่งหลังจากพุทธะแสดงธรรมจบ แล้วถามสาวกว่าคิดอย่างไร พระสารีบุตตอบว่าสิ่งที่พุทธะอธิบายนั้นแจ่มแจ้ง แต่จะยอมรับว่าจริงได้ต้องปฏิบัติให้เห็นผลจริงตามนั้นก่อน พุทธะเห็นด้วยกับคำตอบของพระสารีบุตร  ปัญหาสำคัญหนึ่งที่คานท์วิจารณ์คือ มนุษย์ทุกคนมีความสามารถใช้ความคิด ความเข้าใจของตนเองในการอธิบายเรื่องต่างๆ ได้อยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่กลับทำตัวเป็น “ผู้อ่อนเยาว์ทางความคิด” เพราะเอาแต่เชื่อตามอิทธิพลของคนอื่น ประเณี ศาสนา อำนาจรัฐ และอื่นๆ แทนที่จะใช้ความคิด ความเข้าใจของตนเอง งานหลักของพุทธะก็คือการเสนอและเรียกร้องให้ทุกคนใช้ปัญญาของตนเอง เพราะ “ปัญญา-สัมมาทิฏฐิ” หรือการมีทัศนะที่ถูกต้องต่อความจริงของชีวิตและโลก และต่อคุณค่าและความหมายของชีวิต ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะหยิบยื่นให้เราได้ แต่เป็นเรื่องที่เราต้องพัฒนาปัญญาเช่นนั้นให้เกิดกับตนเอง  แต่อย่างไรก็ตาม การเสนอว่า “อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ...” ไม่ได้เท่ากับเสนอว่า “เราไม่ควรเรียนรู้จากแหล่งข้อมมูล/ความรู้ 10 แหล่งนั้น (หรือมากกว่านั้น) ใดๆ เลย” แต่คือการเสนอว่า “เราจะยอมรับว่าความเชื่อ หรือข้อมูล ความรู้อะไรเป็นความจริงที่เชื่อถือได้ ก็ต่อเมื่อตรวจสอบจนรู้แล้วว่ามันจริงเท่านั้น” ซึ่งสาระสำคัญของกาลามสูตร ก็คือ “การเสนอให้เราใช้ปัญญารู้ความจริงด้วยตนเอง” มากกว่าที่จะเชื่อตามคนอื่นหรือสังคม แต่ปัญญาไม่ได้เกิดจาก “สุญญากาศ” หากเกิดจากการเรียนรู้, การสามารถใช้ความคิดของตนเอง, และการทดสอบด้วยการปฏิบัติให้เห็นจริงด้วยประสบการณ์ตรง จนกลายเป็นทัศนะที่ถูกต้องต่อชีวิตและโลกของตนเอง ได้แก่ - ปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ เรียกว่า “สุตมยปัญญา” พุทธะให้ความสำคัญกับการพัฒนาปัญญาในความหมายนี้มาก เช่นการให้คุณค่าแก่ความเป็น “พหูสูต-ผู้คงแก่เรียน” ของสาวก และตัวพุทธะเองที่สามารถอธิบายเรื่องหนึ่งๆ ได้หลายนัยยะ ก็เพราะผ่านการเรียนรู้แนวคิดทางศาสนาและปรัชญาอินเดียที่มีในสมัยนั้นมาแล้วอย่างแตกฉาน หรือเป็นพหูสูตมาก่อนแล้ว ในคัมภีร์พุทธศาสนามีการยกย่องผู้คงแก่เรียนว่าเป็น “พุทธะ” ประเภทหนึ่ง เรียกว่า “สุตพุทธะ” คือผู้ที่เรียนรู้แตกฉานในธรรมที่จะช่วยให้ตรัสรู้เป็นพุทธะได้ (เช่นพระอานนท์เป็นต้นที่ถูกยกย่องว่าเป็นสุตพุทธะ) ดังนั้น ข้อเสนอว่า “รู้ด้วย (ปัญญาของ) ตนเองแล้วเท่านั้น” จึงไม่ใช่การรู้แบบคิดเอาเอง หรือรู้ได้โดยไม่เรียนอะไรเลย การเป็นผู้ฟังมาก อ่านมาก มีข้อมูลความรู้ด้านต่างๆ มาก หรือเป็นพหูสูต-ผู้คงแก่เรียนต่างหาก ยิ่งจะช่วยให้สามารถใช้ปัญญาตัดสินได้ถูกต้องว่าอะไรคือความรู้หรือความจริงที่มีเหตุผลสนับสนุนอย่างน่าเชื่อถือได้มากที่สุด - ปัญญาที่เกิดจากการใช้ความคิดของตนเอง เรียกว่า “จินตามยปัญญา” หากใช้สำนวนของขงจื่อ ก็คือ “การเรียนโดยไม่คิดย่อมเปล่าประโยชน์” พุทธะให้ความสำคัญกับการใช้ความคิดของตนเองมากเป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อเรียนรู้มาก ฟังมาก อ่านมาก ทรงจำไว้มาก เป็นพหูสูตร จึงควรนำมาขบคิดผ่านการคิดเชิงวิเคราะห์และการคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อสามารถสร้างข้อเสนอใหม่หรือความคิดใหม่ของตนเอง เหมือนสิทธัตะที่เรียนรู้ศาสนาและปรัชญาอินเดียมามาก และทดลองปฏิบัติตามความเชื่อต่างๆ มามาก สุดท้ายก็ต้องสรุปบทเรียนทั้งหมด จนเกิดความคิดใหม่ ทางเลือกใหม่ของตนเองที่เชื่อมโยงไปสู่การรู้อริยสัจ - ปัญญาที่เกิดจากการรู้ความจริงด้วยประสบการณ์ตรง เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” เป็นปัญญาที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” คือการมีทัศนะที่ถูกต้องต่อความจริงของโลกและชีวิต และมีทัศนะที่ถูกต้องทางศีลธรรม ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณ ปัญญาในความหมายนี้ คือปัญญาที่เป็น “ทัศนะต่อโลกและชีวิตของเราแต่ละคนอย่างแท้จริง” เพราะไม่ใช่ทัศนะที่เกิดจากการเชื่อคนอื่นๆ เช่นเชื่อพุทธะหรือใครๆ ไม่ใช่เชื่อตามคัมภีร์และแหล่งข้อมูลความรู้ใดๆ แต่เป็นทัศนะที่เห็นความจริงของชีวิตและโลกด้วยสายตาของตนเอง และการเห็นเช่นนั้นกลายเป็น “แสงสว่าง” ภายในที่นำทางชีวิตเราให้สามารถที่จะมีศีลธรรม-กระทำสิ่งที่ควรทำได้จากเจตจำนงของตนเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีศีลธรรมเพียงเพราะอิทธิพลความเชื่ออื่นๆ ที่ชี้นำเรา หรือเพราะหวังผลตอบแทนใดๆ หากอ่านกาลามสูตรเชื่อมโยงกับ “ข้อเสนอหลัก” ของพุทธะที่ปรากฏในคำสอนสำคัญอื่นๆ สิ่งที่บทสนทนานั้นต้องการเสนอก็คือ “ทุกคนสามารถมีปัญญา-สัมมาทิฏฐิ-ทัศนะที่ถูกต้องต่อความจริงของชีวิตและโลกเป็นของตนเองได้” หรือสามารถพัฒนาปัญญาเป็นแสวสว่างนำทางชีวิตของตนเองได้ ซึ่งเป็นข้อเสนอคล้ายกับที่คานท์เสนอว่า “จงกล้าใช้ความคิด ใช้ความเข้าใจของตนเอง” (แม้จะมีรายละเอียดต่างกันก็ตาม) ซึ่งไม่ใช่ข้อเสนอที่ “ง่าย” หากแต่เป็นข้อเสนอให้เรา “สู้กับความยาก” เพราะการจะคิดเองอย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลครอบงำของความคิดความเชื่ออื่นๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย  พูดแบบพุทธะคือ คุณต้องใฝ่เรียนรู้ให้มี “สุตมยปัญญา” ฟังมาก อ่านมาก เป็นพหูสูต ถึงจะรู้จักข้อดีข้อด้อย หรืออะไรเป็นโทษ ไม่เป็นโทษของความคิดความเชื่ออื่นๆ (หรือธรรมอื่นๆ) อย่างถ่องแท้ ต้องสามารถคิดด้วยตนเอง คิดต่อยอดความรู้ และสร้างแนวคิดใหม่ของตนเองได้ และถึงที่สุดแล้วคุณต้องสามารถที่จะมีทัศนะที่ถูกต้องต่อความจริงของชีวิตและโลกเป็นของตนเองได้ และใช้ทัศนะที่ถูกต้องนั้นเป็นแสงสว่างนำทางชีวิตของตนเองได้ ทั้งหมดนั้นล้วนเกิดขึ้นได้จริงจาก “การกระทำของตัวคุณเอง” เท่านั้น กาลามสูตรไม่สามารถยัดเยียดอะไรใส่ในตัวคุณได้ ตอนท้ายกาลามสูตรเสนอ “นิยามของการกระทำที่ผิด-ถูกทางศีลธรรม” ว่า “การกระทำที่ผิดเป็นอกุศล” คือ การกระทำที่เป็นโทษ-ไม่เกื้อกูลแก่การมีชีวิตที่ดี-เป็นทุกข์ (ซึ่งหมายถึง “ทุกข์ทางจิตวิญญาณ-spiritual suffering”) ส่วน “การกระทำที่ถูกเป็นกุศล” คือ การกระทำที่ไม่เป็นโทษ-เกื้อกูลแก่การมีชีวิตที่ดี-เป็นสุข (ไม่ได้หมายถึงสุขแบบ hedonism แต่หมายถึงไม่ทุกข์ทางจิตวิญญาณ/อิสรภาพทางจิตวิญญาณ) ต่อด้วยการเสนอ “หลักการของการกระทำที่ผิด-ถูกทางศีลธรรม” ว่าการกระทำที่ผิดเป็นอกุศล เกิดจากแรงขับของโลภะ (ความเห็นแก่ตัว-ต้องการได้อะไรๆ มาโดยไม่สนใจวิธีการว่าจะถูกหรือผิด), โทสะ (ความโกรธ ความเกลียดชัง-ความต้องการผลักออกไป, ต้องการทำลายโดยไม่สนใจวิธีการว่าจะถูกหรือผิด) และโมหะ/อวิชชา (ความหลง ความไม่รู้อย่างถูกต้องว่าอะไรถูกหรือผิด ควรทำหรือไม่ควรทำ-ความยึดติด, ความคลั่งลัทธิ คลั่งศาสนา คลั่งเจ้า คลั่งความเชื่อใดๆ จนขาดการใช้เหตุผลและขาดความยั้งคิด-ในระดับพื้นฐานที่สุดคือ “การขาดทัศนะที่ถูกต้องต่อความจริงของชีวิตและโลก หรือขาดปัญญาเป็นแสวสว่างนำทางชีวิตตนเอง”) ส่วนการกระทำที่ถูกเป็นกุศล คือการกระทำจากอโลภะ (การมีเสรีภาพจากอำนาจครอบงำของความโลภ ความเห็นแก่ตัว -ทำให้สามารถเห็นแก่ผู้อื่น ส่วนรวม และมนุษยชาติได้), การกระทำจากอโทสะ (การมีเสรีภาพจากความโกรธ ความเกลียดชัง ความต้องการทำลาย-ทำให้สามารถมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รักผู้อื่น รักเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ได้) และการกระทำจากอโมหะ (มีเสรีภาพจากความหลงผิด อคติ การยึดติด การคลั่งความเชื่อต่างๆ – หรือสามารถมีทัศนะที่ถูกต้องต่อความจริงของชีวิตและโลกเป็นของตนเอง และสามารถใช้ทัศนะที่ถูกต้องนั้นเป็นแสงสว่างทางปัญญานำทางชีวิตและการกระทำที่ถูกต้องของตนเองได้) และ “บทสรุปจบ” ของกาลามสูตรจริงๆ คือข้อสรุปที่มีสาระสำคัญว่าไม่ว่าความเชื่อเรื่องโลกหน้า สวรรค์ นรกจะเป็นจริงหริอไม่ ความเชื่อเรื่องบุญ บาป และการให้ผลของบุญ บาปจะเป็นจริงหรือไม่ ความเชื่อว่าตายแล้วสูญ ไม่มีบุญ บาป ไม่มีโลกหน้า สวรรค์ นรก จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม ความเชื่อต่างๆ ที่เถียงกันมายาวนานและเถียงกันอยู่ดังที่ชาวกาลามะทราบแล้วนั้น ล้วนไม่มีอำนาจกำหนดคุณค่า-ความหมายแก่ชีวิตเราได้จริงๆ เลย และไม่น่ากังวลอะไรเลย หากชีวิตที่นี่และเดี๋ยวนี้ หรือชีวิตในปัจจุบันขณะนี้ของเราเอง เป็นชีวิตที่มีแสงว่างทางปัญญานำทางให้เราไม่กระทำสิ่งที่เป็นโทษแก่ตนเอง ผู้อื่น สังคม หรือมนุษยชาติ, และให้กระทำสิ่งใดๆ ที่เกื้อกูลแก่ชีวิตให้ดีขึ้น และเกื้อกูลแก่โลกนี้ให้น่าอยู่ขึ้น และมีเสรีภาพ-สันติภายในได้จริง  พูดอีกอย่าง สิ่งที่ทำได้จริงในชีวิตที่นี่และเดียวนี้ ก็มีคุณค่า-ความหมายสมบูรณ์ในตัวมันเองแล้ว เพราะคุณค่า-ความหมายของชีวิตไม่ใช่ “สิ่งที่อยู่ในอนาคต” ที่เราไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมได้จริง แต่คุณค่า-ความหมายของชีวิตอยู่ในตัวชีวิตเอง-ในทัศนะที่ถูกต้องต่อความจริงของชีวิตและโลกของตัวเราเอง หรืออยู่ในแสงสว่างทางปัญญาในตัวเราที่รู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร และควรใช้ชีวิตอย่างไรในทุกปัจจุบันขณะอยู่แล้ว คำเตือน – กรุณาอย่า “ด่วนสรุป” ว่ากาลามสูตรกำลังทำตัวเป็น “ไลฟ์โคช” ที่สอนเราว่า “จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด” เปล่าเลย กาลามสูตรเสนออะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก  เพราะกาลามสูตรชวนเราตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราได้ละทิ้งชีวิตในปัจจุบันขณะของตนเองไปหรือไม่?” นั่นคือ ชีวิตที่มีศักยภาพทางปัญญาภายตัวเอง ชีวิตที่สามารถพัฒนาปัญญาจากการอ่าน การศึกษาค้นคว้า และการเรียนรู้กว้างขวางจนสามารถเป็นพหูสูต-ผู้คงแก่เรียนได้จริง ชีวิตที่สามารถคิดเองได้ ใช้ปัญญาของตนสร้างแนวคิดใหม่ๆ เองได้ และชีวิตที่สามารถสร้างทัศนะที่ถูกต้องต่อความจริงของชีวิตและโลกเป็นของตนเองได้ ไม่สักแต่เชื่อตามคนอื่นเท่านั้น หรือชีวิตที่มีแสงสว่างทางปัญญานำทางตนเองได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือ “ชีวิตที่เป็นไปได้ตลอดเวลาในปัจจุบันขณะ-คือชีวิตที่นี่และเดี๋ยวนี้” ไม่ใช่ “ชีวิตในอนาคต” ที่ไม่แน่นอนแต่อย่างใด      * บทความ * การเมือง * การศึกษา * สุรพศ ทวีศักดิ์ * กาลามสูตร * Kantian Ethics * อิมมานูเอล คานท์ * พุทธศาสนา * พุทธทาส
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 21h
dlvr.it
'กรีนพีซ' ย้ำบนเวที 'สนธิสัญญาพลาสติกโลก' ต้องนำไปสู่ การลดการผลิตพลาสติก
'กรีนพีซ' ย้ำบนเวที 'สนธิสัญญาพลาสติกโลก' ต้องนำไปสู่ การลดการผลิตพลาสติก Pazzle Wed, 2026-09-30 - 15:36 กรีนพีซเรียกร้องให้ผู้แทนประเทศสมาชิกใช้การหารือในการประชุมว่าด้วยสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastics Treaty) ที่กรุงเทพฯ ช่วยปูทางไปสู่สนธิสัญญาที่มุ่งแก้ไขปัญหาต้นตอของวิกฤตพลาสติก โลกกำลังต้องการทางออกสำหรับวิกฤตที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นจนยากจะควบคุม    30 ก.ย. 2569 ในขณะที่ผู้แทนรัฐบาลจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 เพื่อการหารือครั้งสำคัญว่าด้วยสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastics Treaty) กรีนพีซเรียกร้องให้ผู้แทนประเทศสมาชิกใช้การหารือครั้งนี้เพื่อปูทางไปสู่สนธิสัญญาที่มุ่งแก้ไขปัญหาต้นตอของวิกฤตพลาสติก นั่นคือการลดการผลิตพลาสติกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การประชุมอย่างไม่เป็นทางแบบพบหน้ากันของหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศสมาชิก(Heads of Delegation: HODs) ว่าด้วยสนธิสัญญาพลาสติกโลก ครั้งที่สอง มีกำหนดจัดขึ้นที่ กรุงเทพฯ  ระหว่างวันที่ 27 - 30 กันยายน 2569 การหารือครั้งนี้มีความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมและปูทางไปสู่การเจรจารอบถัดไปในการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล ครั้งที่ 5.4 (INC-5.4) ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2570 กรีนพีซ เรียกร้องให้กระบวนการดังกล่าวมีความโปร่งใสมากขึ้น เนื่องจากจะเป็นการประชุม HODs ครั้งนี้ไม่เปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากภาคประชาสังคมรวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วม เกรย์แฮม ฟอร์บส์ (Graham Forbes) หัวหน้าคณะผู้แทนกรีนพีซในการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกและผู้อำนวยการโครงการยุติมลพิษพลาสติกระดับสากล กรีนพีซ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “รัฐบาลไม่สามารถเจรจาแก้ไขปัญหาวิกฤตพลาสติกได้ ตราบใดที่ยังปล่อยให้การผลิตพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การประชุมหารือที่กรุงเทพฯ ต้องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่น่าเสียดายที่กระบวนแบบปิดครั้งนี้  ไม่เปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนเข้าร่วม ความโปร่งใสถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปสู่สนธิสัญญาพลาสติกที่มีประสิทธิภาพ ผู้เจรจาต้องวางเป้าหมายการลดการผลิตพลาสติกให้เป็นหัวใจสำคัญของสนธิสัญญา และแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผลประโยชน์ของกลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและปิโตรเคมี ที่มีส่วนผลักดันวิกฤตนี้” ฮูลิโอ คอร์ดาโน (Julio Cordano) ประธานการเจรจาคนใหม่ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้ง ได้เผยแพร่เอกสารกรอบการหารืออย่างไม่เป็นทางการ (Aid to Negotiations) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งยังคงยึดตามโครงสร้างของร่างข้อตกลงเดิมที่เคยถูกปฏิเสธอย่างกว้างขวางจากการเจรจาที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยไม่มีเป้าหมายในการลดการผลิตพลาสติก รวมถึงไม่มีมาตรการจัดการกับสารเคมีที่เป็นอันตราย เพื่อเป็นหมุดหมายในการเริ่มต้นการหารือ กรีนพีซ ประเทศไทย ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์บริเวณภายนอกสำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย (United Nations in Thailand) โดยนักกิจกรรมร่วมชูถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่มีข้อความว่า “ลดการผลิตพลาสติก” (CUT PLASTIC PRODUCTION)” และ “สนธิสัญญาพลาสติกโลกที่เข้มแข็ง ต้องเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้” (STRONG GLOBAL PLASTICS TREATY NOW)” พร้อมด้วยนักมวยไทยที่ร่วมกิจกรรม เพื่อสื่อเชิงสัญลักษณ์สะท้อนถึงความจำเป็นในการ “ต่อสู้” กับวิกฤตมลพิษพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง นอกจากนี้ อาสาสมัครกรีนพีซร่วมแจกพัดที่ระลึกให้แก่ผู้แทนรัฐบาลประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการการหารือ  เพื่อย้ำเตือนว่าทั่วโลกกำลังจับตามองกระบวนการจัดทำสนธิสัญญาพลาสติกโลกอยู่ มลพิษพลาสติกไม่ได้เริ่มต้นเมื่อขวด ถุงบรรจุภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ กลายเป็นขยะ แต่เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตพลาสติก โดยพลาสติกร้อยละ 99 ผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล หากไม่มีมาตรการในการลดปริมาณการผลิตพลาสติก สนธิสัญญาที่มุ่งเน้นเพียงแค่การจัดการขยะและการรีไซเคิล จะไม่สามารถแก้ไขวิกฤตนี้ได้อย่างแท้จริง การประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญต่อกระบวนการจัดทำสนธิสัญญา โดยการเจรจามีกำหนดเดินหน้าต่อในเดือนมีนาคม 2570 รัฐบาลประเทศต่าง ๆ จึงเหลือเวลาอยู่อย่างจำกัดในการหารือทางออกสำหรับประเด็นทางการเมืองสำคัญที่ยังคงค้างอยู่ และผลักดันให้เกิดข้อตกลงระดับโลกที่มีประสิทธิภาพและปฏิบัติได้จริง กรีนพีซ เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศสมาชิกใช้การหารือที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ เพื่อผลักดันให้สนธิสัญญาที่ครอบคลุมมาตรการระดับโลดในการลดการผลิตพลาสติก ควบคู่กับมาตรการควบคุมสารเคมีอันตราย ตลอดจนผลิตภัณฑ์พลาสติกและเป็นปัญหาอย่างเข้มงวด รวมถึงจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามสนธิสัญญา และสร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมสำหรับแรงงานและชุมชน กรีนพีซย้ำว่า ความสำเร็จของสนธิสัญญาพลาสติกโลกไม่ได้วัดเพียงจากการที่รัฐบาลสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันแต่ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในการลดการผลิตพลาสติกและมลพิษพลาสติก พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “รัฐบาลประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมเจรจาในการสร้างสนธิสัญญาพลาสติก เพราะโลกต้องการทางออกสำหรับวิกฤตที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นจนยากจะควบคุม ประชาชนคาดหวังมากกว่าคำมั่นที่จะจัดการขยะพลาสติก ในขณะที่การผลิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  การหารือที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้จึงต้องนำไปสู่ทิศทางที่ชัดเจน นั่นคือ ลดการผลิตพลาสติก ปกป้องผู้คนและสิ่งแวดล้อม และเดินหน้าสู่สนธิสัญญาพลาสติกโลกที่เข้มแข็ง”   * ข่าว * การเมือง * สิ่งแวดล้อม * กรีนพีซ * พลาสติก * สนธิสัญญาพลาสติกโลก * พิชามญชุ์ รักรอด
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 21h
dlvr.it
เผยมีผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวม 11.25 ล้านคน เริ่มรับสิทธิ 1 ต.ค. 2569
เผยมีผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวม 11.25 ล้านคน เริ่มรับสิทธิ 1 ต.ค. 2569 auser15 Wed, 2026-09-30 - 15:41 กระทรวงการคลังประกาศผลผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รอบทบทวนสิทธิ 1.75 ล้านคน รวมได้รับสิทธิทั้งสิ้น 11.25 ล้านคน เริ่มรับสิทธิตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป ยืนยันตัวตนได้ที่แอปพลิเคชันเป๋าตัง และ 5 ธนาคาร 30 กันยายน 2569 Thai PBS รายงานว่า นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) ในการประชุมครั้งที่ 12/2569 เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2569 ได้มีมติเห็นชอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 รอบทบทวนสิทธิ ที่เปิดให้ผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติยื่นทบทวนสิทธิได้ระหว่างวันที่ 17 ก.ค.-31 ส.ค.2569 โดยมีผู้ยื่นทบทวนสิทธิ 5.01 ล้านคน จากการตรวจสอบมีผู้ผ่านคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิ 1.75 ล้านคน ซึ่งได้ประกาศผลดังกล่าว ในวันที่ 30 ก.ย.2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำหรับผู้ได้รับสิทธิสามารถเริ่มรับสิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป เพียงดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ได้ที่แอปพลิเคชันเป๋าตัง และที่ธนาคารกรุงไทยฯ ได้ถึงวันที่ 12 ม.ค.2570 หรือที่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธอส. และ ธอท. ได้ถึงวันที่ 14 ต.ค.2569 (เฉพาะผู้มีบัตรฯ รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตน) สำหรับผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ได้ เพียงกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ได้ตั้งแต่วันที่ 1 - 15 ต.ค.2569 โดยจะต้องมีคุณสมบัติตามที่โครงการกำหนด นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการฯ ปี 2569 มีผู้ได้รับสิทธิ รวมทั้งสิ้น 11.25 ล้านคน โดยการลงทะเบียนรอบใหม่นี้ได้ขยายการเข้าถึงกลุ่มตกหล่นจากฐานข้อมูลของ พม. และ มท. รวมถึงการลงพื้นที่เชิงรุกทั่วประเทศ ทำให้ภาครัฐสามารถปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและคัดกรองได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ส่งผลให้พบผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในภาวะยากลำบากและเดือดร้อนจริง เพิ่มเติมกว่า 2.66 ล้านคน * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ * บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 21h
dlvr.it
ผลพวงจากสงคราม ต่อเศรษฐกิจ 'อิหร่าน' กระทบ 'จีดีพี-เชื้อเพลิง-ค่าเงิน'
ผลพวงจากสงคราม ต่อเศรษฐกิจ 'อิหร่าน' กระทบ 'จีดีพี-เชื้อเพลิง-ค่าเงิน' Pazzle Wed, 2026-09-30 - 14:39 หลังจากที่สหรัฐฯ ทำการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซและกดดันด้วยวิธีอื่นๆ ต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านเผชิญวิกฤตหลายด้าน ทั้งด้านพลังงาน ค่าครองชีพของประชาชน และความขาดแคลนต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ปัจจัยเหล่านี้จะสามารถชี้วัดได้จริงหรือว่าสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทำ 'สงครามเศรษฐกิจ' ต่ออิหร่าน   30 ก.ย. 2569 สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน ทำให้ภาคส่วนน้ำมันและเชื้อเพลิงซึ่งมีความสำคัญมากต่อประเทศเผชิญกับผลกระทบหนักที่สุด หลังจากที่สหรัฐฯ ทำการกดดันอย่างหนักในด้านเศรษฐกิจและการทหารต่ออิหร่าน ข้อมูลจากศูนย์สถิติของอิหร่านระบุว่าในช่วงระหว่างเดือน 21 มีนาคม-20 มิถุนายน 2569 ตัวเลขผลผลิตมวลรวมในประเทศหรือ จีดีพี ลดลง 10.1% เทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งช่วงเวลาที่ใช้วัดผลนี้เป็นการใช้ปฏิทินของเปอร์เซียแทนปฏิทินสากล ซึ่งนับเป็นช่วงไตรมาสแรกของปฏิทินของเปอร์เซีย  อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาหลังจากที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านไปแล้ว เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา แต่ปัญหาจีดีพีนี้ยังเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น สิ่งที่เป็นปัญหาทับถมอยู่มากกว่านั้นคือปัญหาเรื่องการส่งออกน้ำมันและเชื้อเพลิงที่เป็นแหล่งรายได้ส่งออกที่สำคัญของอิหร่าน แต่ภาคส่วนนี้ก็หดตัวลงอย่างมากคือ 26.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีภาคส่วนอื่นๆ ที่หดตัวลงเช่นภาคส่วนบริการลดลง 4.8% ภาคการผลิตลดลง 2.5% มีเพียงเกษตรกรรมที่ขยายตัว 2.3% ปัญหาที่ประชาชนชาวอิหร่านต้องเผชิญจากภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้คือการที่เงินเฟ้อเฉลี่ยในรอบ 12 เดือน เพิ่มสูงขึ้น 69.9% ราคาอาหาร, เครื่องดื่ม และยาสูบ เพิ่มสูงขึ้นเกือบสองเท่า มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น 9.1% อีกทั้งค่าเงินเรียลของอิหร่านก็อ่อนค่าลงจากประมาณ 1 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็น 2.2 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนกันยายน ที่ผ่านมา สาเหตุที่การส่งออกพลังงานของอิหร่านลดลงอย่างมาก เนื่องจากสหรัฐฯ ได้ทำการปิดกั้นทางเดือนเรือของอิหร่านแทบจะตลอดช่วงที่มีสงคราม ทำให้อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวได้ลดลงจากเดิมราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือแค่ราว 740,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน กรกฎาคม และเหลือ 220,000-255,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม จากข้อมูลของเว็บไซต์ TankerTrackers.com ระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมัน 29 ลำที่ขนน้ำมันดิบ 36.11 ล้านบาร์เรลติดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ   ผลกระทบต่อประชาชน สภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวอิหร่านทั้งเรื่องไฟฟ้า น้ำประปา สุขาภิบาล และการรักษาพยาบาล มีการกำหนดให้ตัดไฟภายในประเทศสองชั่วโมง และบางครั้งก็มีการตัดน้ำไปจนถึงตอนเย็น ภาครัฐอิหร่านแนะนำให้ประชาชนปรับตัวกับสถานการณ์ฉุกเฉินชั่วคราว แต่ชีวิตของประชาชนก็ยังต้องดำเนินต่อไป เด็กทารกยังต้องการน้ำสะอาด คนสูงอายุที่เดินขึ้นบันไดไม่ได้ยังต้องใช้ลิฟท์ คนไข้ก็ยังต้องอาศัยระบบการแช่เย็นเพื่อเก็บยาหรืออุปกรณ์การแพทย์โดยที่จะเลื่อนการรักษาออกไปไม่ได้ คนไข้บางส่วนต้องการเครื่องปรับอากาศเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในที่อุณหภูมิสูง 40 องศาช่วงฤดูร้อน มีคนไข้อีกบางส่วนต้องใช้ไฟฟ้ากับเครื่องให้อ็อกซิเจน ครอบครัวในอิหร่านก็ยังคงต้องใช้น้ำในการหุงหาอาหารและซักล้าง สำหรับอิหร่านแล้วภาวะฉุกเฉินเรื่องน้ำกับไฟฟ้าไม่ได้แยกออกจากกัน เพราะเทศบาลก็ต้องใช้ไฟฟ้ากับระบบปั๊มน้ำประปาเพื่อส่งไปตามท่อให้ประชาชน ผู้อาศัยในอาคารสูงก็ต้องอาศัยปั๊มน้ำในการช่วยส่งแรงดันน้ำให้กับห้องชั้นบนเช่นเดียวกัน การขาดแคลนไฟฟ้าจึงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำไปด้วย ในบางพื้นที่ของอิหร่านก็ถูกตัดน้ำขั้นรุนแรงมาก เช่น ในเมืองบูมาเฮน ทางตะวันออกของกรุงเตหะราน จะมีการจ่ายน้ำให้ประชาชนแค่ 2 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น และในสองวันนั้นก็มีน้ำไหลแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทำให้คนที่ดูแลผู้ป่วยในบ้านไม่รู้ว่าจะไปพึ่งพาใครได้ ในเมืองปาร์ดิส ทางตะวันออกของเตหะราน ก็มีการตัดไฟวันละ 4 ชั่วโมง ทำให้ผู้อาศัยบนอาคารสูง 14 ชั้นต้องใช้บันไดแทนลิฟท์ ในเมืองอีลอม มีการตัดไฟ 4 ชั่วโมงเช่นกัน ทำให้ผู้คนต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนจัด 46 องศาเซลเซียส แม้กระทั่งจังหวัดคูเซสถาน ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันกับไฟฟ้าแหล่งใหญ่ของอิหร่านก็ยังเผชิญกับการดับไฟ ในขณะที่อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส เรื่องนี้เป็นหนึ่งในความย้อนแย้งในตัวเองของอิหร่านยุดใหม่ ในขณะที่อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็ไม่สามารถการันตีการจ่ายไฟให้ประชาชนของตัวเองได้มากพอ จังหวัดที่ผลิตไฟฟ้าก็ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานในพื้นที่ของตัวเองได้ ผลพวงที่ตามมาอีกคือ ผลกระทบต่อภาคธุรกิจทุกขนาด โรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถผลิตได้ในทุกช่วงเวลา ธุรกิจขนาดเล็กสูญเสียรายได้ อาหารและยาเน่าเสีย ประชาชนต้องปรับตารางกิจกรรมในชีวิตประจำวันของตัวเองใหม่ให้เป็นไปตามช่วงเวลาที่ไฟดับ นอกจากนี้ยังต้องเตรียมการรับมือฤดูหนาวที่อาจจะมีการขาดแคลนแก๊สที่ใช้เป็นพลังงานให้ความอบอุ่นด้วย การขาดแคลนรายได้ของรัฐบาลยังส่งผลให้เมื่อช่วงต้นเดือน กันยายน ที่ผ่านมามีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นสองเท่าถ้าหากใช้เกิน 110 ลิตรต่อเดือน ส่วนรถนำเข้าและยานยนต์บางจำพวกก็ถูกจำกัดให้สามารถเติมน้ำมันได้แค่ประเภทที่แพงที่สุดเท่านั้น หนึ่งในสถิติที่สะท้อนความขาดแคลนคือ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการประเมินว่าในช่วงตลอด 5 เดือนก่อนหน้านั้น การผลิตเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยต่อวันในอิหร่านอยู่ที่ 122 ล้านลิตร เทียบกับปริมาณการใช้โดยเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 132 ล้านลิตร ทำให้เห็นได้ว่าไม่มากพอ   หรือจะเป็นปัญหาความไร้ประสิทธิภาพที่หมักหมมมาก่อนหน้านี้แล้ว ถึงแม้ว่าการที่สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรือทางตอนใต้ของอิหร่านจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความขาดแคลน แต่ประชาชนบางส่วนก็มองว่า อิหร่านมีปัญหาหมักหมมอยู่ก่อนหน้านี้แล้วหลายสิบปี ทั้งการบริหารที่ผิดพลาด การคอร์รัปชัน และความไร้ประสิทธิภาพ สื่อ Iran International รายงานว่าปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน มีช่องโหว่มานานแล้ว ทั้งการผลิตไฟไม่มากพอตอบรับความต้องการ สายส่งไฟเสื่อมโทรมลง พลังงานหมุนเวียนก็ยังมีการนำมาใช้น้อยมาก ระบบประปาก็ยังคงมีการรั่วซึมและทรุดโทรมเป็นจำนวนมาก รายงานจากศูนย์วิจัยรัฐสภาอิหร่านระบุว่าในช่วงร้อนที่สุดของฤดูร้อนกำลังไฟฟ้าของอิหร่านขาดไป 13,600 เมกะวัตต์ทำให้ไม่พอใช้ นอกจากเรื่องสงครามแล้วอิหร่านก็กำลังเผชิญอุปสรรคทางธรรมชาติด้วย ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ภาวะอากาศร้อนจัด ฝนตกน้อยผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการขาดน้ำทั่วประเทศ ภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่แห้งอย่างอิหร่านร้อนขึ้นกว่าเดิมและมีสภาพเปราะบางยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันวิถีการเกษตรแบบไม่ยั่งยืนของอิหร่านก็ทำให้มีการสูบน้ำในดินมาใช้มากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นตัวทัน เมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลอิหร่านก็หันมาขอให้ประชาชนลดการใช้ไฟฟ้า แทนที่จะมีการปรับปรุงสถานีจ่ายไฟให้เป็นสมัยใหม่ และในช่วงวิกฤตสงครามเช่นนี้ ประชาชนหลายคนก็เผชิญกับปัญหาเมื่อรัฐบาลขยายเวลาการตัดไฟตัดอินเทอร์เน็ต เช่น ผู้ที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการทำมาหากินก็เผชิญกับความยากลำบาก อีกทั้งช่วงที่ถูกตัดไฟ ชาวอิหร่านก็ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยภายใต้สงครามมากขึ้นด้วย นอกจากนี้รัฐบาลอิหร่านก็มีมาตรการประหยัดพลังงากจากหน่วยงานภาครัฐ โดยการประกาศให้ข้าราชการและพนักงานภาครัฐของอิหร่านเข้าทำงานในสำนักงานภาครัฐแค่ช่วง 8.00-13.00 น. เท่านั้นและหลังจากนั้นให้ทำงานจากทางไกล โดยมีการระบุให้ใช้กำหนดการใหม่นี้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน ไปจนถึงปลายเดือน มีนาคม 2027 ซึ่งเป็นปลายปีของปฏิทินอิหร่าน นอกจากนี้ยังกำหนดให้ข้าราชการรวมถึงผู้บริหารต้องมีหนึ่งวันต่อสัปดาห์ที่เดินทางโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนรถส่วนบุคคล นอกจากนี้รัฐบาลอิหร่านยังประกาศลดเวลาทำงานในสำนักงานของข้าราชการและพนักงานภาครัฐ ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงและแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2026 จนถึงปลายปีปฏิทินอิหร่านในช่วงปลายเดือน มี.ค. 2027 เจ้าหน้าที่จะเข้าทำงานที่สำนักงานระหว่าง 08.00–13.00 น. ส่วนชั่วโมงทำงานที่เหลือให้ทำจากระยะไกล   ทรัมป์ กำลังได้รับชัยชนะในสงครามเศรษฐกิจต่ออิหร่านหรือไม่ ในช่วงที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอิหร่านในหลายด้าน ทั้งการปิดล้อมและการมุ่งเป้าสกัดกั้นแหล่งรายได้ของอิหร่านจากที่ต่างๆ ทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือน้ำมัน โดยมีการห้ามไม่ให้ประเทศกับบริษัทต่างๆ ทำธุรกิจกับอิหร่าน ผลที่ตามมาคือการสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจอิหร่าน ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านเปิดเผยเมื่อต้นเดือน กันยายน ที่ผ่านมาว่าการค้าโดยรวมของอิหร่านลดลง 25-35% ซึ่งส่วนใหญ่แล้วกระทบกับภาคการนำเข้ามากกว่าการส่งออก การที่สหรัฐฯ ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซทำให้เรือขนสินค้านำเข้าเดินทางเข้าสู่อิหร่านได้ยากขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่าอิหร่านหวังจะให้การผ่อนปรนทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการยุติสงครามด้วย โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงของอิหร่าน กล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าหนึ่งในเงื่อนไขที่จะยุติวงครามตือการ "ปลดอายัดเงินทุน" ของพวกเขาและ "ยุติการปิดกั้นทางเดินเรือ" อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่จะชี้ขาดจริงๆ ว่าสหรัฐฯ ชนะสงครามเศรษฐกิจอิหร่านหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความอึดทนหรือปรับตัวรับมือของอิหร่านเองด้วย คริส โบชอง นักวิเคราะห์ด้านตลาดจาก IG Group กล่าวว่า "สงครามส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการวัดกันด้วยความอึดทนมากกว่าอย่างอื่น" โบชอง บอกว่า การที่จีดีพีอิหร่านลดลง 10% ถือเป็นสัญญาณว่า "สหรัฐฯ กำลังประสบความสำเร็จในการกดดันศัตรูของตัวเอง" แต่ก็ยังคงมีคำถามต่อไปว่า ในเมื่อสหรัฐฯ กดดันอิหร่านมาตั้งแต่เดือน มีนาคม แล้ว สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดจริงๆ คือเรื่องที่ว่าอิหร่านจะสามารถรับมือกับปัญหาการหดตัวลงของเศรษฐกิจตัวเองได้มากน้อยแค่ไหนเทียบกับการที่ฝ่ายสหรัฐฯ เองก็ต้องแบกรับราคาพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน โบชอง มองว่า "สำหรับระบอบ(อิหร่าน)ที่เตรียมการทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้คงอำนาจอยู่ต่อไปแล้ว ข่าวเรื่องนี้ส่งผลอะไรไม่มากนัก ตราบใดที่หน่วยความมั่นคงยังคงจงรักภักดีอยู่" ขณะที่ มาร์ก ไฟเฟิล นักยุทธศาสตร์พรรครีพับลิกันและอดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาวกล่าวว่า อิหร่านกับสหรัฐฯ พร้อมจะทำข้อตกลงกัน ตามที่อิหร่านยื่นข้อเสนอเอาไว้เกี่ยวกับการปลดล็อกทางเศรษฐกิจและการยกเลิกโจมตีอิหร่าน ในขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินชดเชยและฟื้นฟูจากสงคราม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไฟเฟิลมองว่า "แผนการกดดันที่สหรัฐฯ ใช้กับอิหร่านนั้นส่งผลอยู่บ้าง" และ "ต่างฝ่ายต่างก็ยังคงมีช่องให้เจรจาต่อรองเพิ่มเติม" ในช่วงหลังจากนี้     เรียบเรียงจาก How oil, gas losses have shrunk Iran’s GDP by 10 percent during war, Aljazeera, https://www.aljazeera.com/news/2026/9/21/how-oil-gas-losses-have-shrunk-irans-gdp-by-10-percent-during-war Iran's energy crisis is political, not seasonal, Iran International, 06-08-2026 https://www.iranintl.com/en/202608052326 Iran cuts office hours, expands remote work amid fuel shortages, Aljazeera, 21-09-2026 https://www.aljazeera.com/economy/2026/9/21/how-an-economic-squeeze-is-changing-everyday-life-and-work-for-iranians * รายงานพิเศษ * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * ความมั่นคง * สงครามอิหร่าน * วิกฤตพลังงาน * น้ำมัน * เงินเฟ้อ * จีดีพี * การขาดแคลนเชื้อเพลิง * อิหร่าน * สหรัฐอเมริกา
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 22h
dlvr.it
สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง วาระ 3 คุมเข้มแจ้งที่พักชาวต่างชาติ
สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง วาระ 3 คุมเข้มแจ้งที่พักชาวต่างชาติ auser15 Wed, 2026-09-30 - 14:46 สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายคนเข้าเมืองในวาระที่ 3 ด้วยคะแนน 403 เสียง ไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย ปรับปรุงหลักเกณฑ์การแจ้งที่พักของชาวต่างชาติ และแก้ไขบทลงโทษบางส่วนจากปรับเป็นพินัยกลับเป็นโทษทางอาญา พร้อมเห็นชอบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ 7 ข้อ ด้วยคะแนน 406 เสียง แฟ้มภาพสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 30 กันยายน 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วโดย นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชี้แจงว่า สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่างที่คณะรัฐมนตรีเสนอและร่างที่ตนกับคณะเสนอเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จากนั้นตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา โดยใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก ร่างกฎหมายมีทั้งหมด 11 มาตรา คณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติม 2 มาตรา มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าว และการแก้ไขบทลงโทษจากปรับเป็นพินัยกลับเป็นโทษทางอาญา นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อที่ประชุมว่าคณะกรรมาธิการมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 ข้อ ได้แก่ การดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายโรงแรม การเตรียมระบบดิจิทัล การประเมินผลกระทบจากการยกเลิกฐานความผิด การกำกับดูแลผู้รับคนต่างด้าวเข้าพัก การพิจารณาเจตนาและขนาดกิจการประกอบการบังคับใช้กฎหมาย การปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมืองทั้งฉบับ และการแก้ไขกฎหมายโรงแรมให้รองรับรูปแบบที่พักที่เปลี่ยนแปลงไป ด้าน นายจักรภพ เพ็ญแข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2522 ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและบริบทที่เปลี่ยนแปลง พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรการลงโทษและการบังคับใช้กฎหมายว่า ต้องป้องกันช่องทางแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และจัดเก็บข้อมูลที่พักของคนต่างด้าวอย่างรัดกุม นายจักรภพ กล่าวว่าแม้ควรคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย แต่ต้องคำนึงถึงการตรวจสอบที่พักขนาดเล็กและสถานประกอบการที่อาจเป็นแหล่งหลบซ่อนหรือก่ออาชญากรรม จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผลการบังคับใช้และนำข้อมูลมาปรับปรุงระบบต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังการพิจารณา ที่ประชุมลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายคนเข้าเมืองในวาระที่ 3 ด้วยคะแนน 403 เสียง ไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย และลงมติเห็นชอบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการด้วยคะแนน 406 เสียง * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พ.ร.บ.คนเข้าเมือง * นักท่องเที่ยว
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 22h
dlvr.it
พยานปากสำคัญ ให้การ 'พลทหารเพรชรัตน์' โดนทำร้ายในค่าย ก่อนเสียชีวิต
พยานปากสำคัญ ให้การ 'พลทหารเพรชรัตน์' โดนทำร้ายในค่าย ก่อนเสียชีวิต Pazzle Wed, 2026-09-30 - 14:15 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเปิดผลคำสั่งศาลจังหวัดปราจีนบุรีในคดีไต่สวนการตายของ “พลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง” ศาลระบุ พลทหารเพรชรัตน์เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายแบบคั่งเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ ในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ระหว่างการไต่สวนการตายเพื่อนพลทหารซึ่งอยู่กับพลทหารเพรชรัตน์ก่อนเสียชีวิตได้ขึ้นให้การเป็นพยานปากสำคัญ ยืนยันว่าในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ พลทหารเพรชรัตน์ถูกทำร้ายร่างกายก่อนเสียชีวิต แต่จากผลรายงานแพทย์กลับไม่ปรากฏร่องรอยฟกช้ำและบาดแผล โดยญาติจะนำคำให้การของพยานปากสำคัญดังกล่าวมาใช้พิจารณาในกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษต่อไป   30 ก.ย. 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเปิดผลคำสั่งศาลจังหวัดปราจีนบุรีในคดีไต่สวนการตายของ “พลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง” อายุ 22 ปี ที่เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อปี 2568 โดยศาลได้พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเหตุและพฤติการณ์ของการเสียชีวิตคือ "หัวใจวายแบบคั่งเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ ในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่" นอกจากนี้ ศาลยังยอมรับว่าเพื่อนของพลทหารเพรชรัตน์ ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ เป็นพยานปากสำคัญที่ยืนยันว่าในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ พลทหารเพรชรัตน์ถูกทำร้ายร่างกาย แต่จากผลรายงานแพทย์กลับไม่ปรากฏร่องรอยฟกช้ำและบาดแผล จึงมีความเห็นยืนยันตามความเห็นแพทย์ คือเสียชีวิตจากหัวใจวายแบบคั่งเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ญาติจะนำคำให้การของพยานปากสำคัญดังกล่าวมาใช้พิจารณาในกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ พลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 โดยแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติ จากนั้นกรณีของพลทหารเพรชรัตน์ได้รับการเปิดเผยในสื่อเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกับประเด็นเรื่องการพบช้อนสั้นในเถ้ากระดูกของพลทหารเพรชรัตน์ ภายหลังจากการฌาปนกิจ นำไปสู่การพยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของพลทหารเพรชรัตน์ในที่สุด ที่ผ่านมา การเสียชีวิตของพลทหารขณะเข้ารับการฝึกอยู่ในค่ายมักจบลงที่การเจรจาไกล่เกลี่ย และจ่ายเงินชดเชยเยียวยา มีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่ได้เข้าสู่กระบวนการไต่สวนการชันสูตรพลิกศพโดยศาล ทำให้หลายกรณีในอดีตไม่สามารถนำตัวผู้ที่กระทำให้เกิดการเสียชีวิต รวมทั้งผู้บังคับบัญชามาดำเนินคดีตามกฎหมายได้ คำสั่งศาลในกรณีการเสียชีวิตของพลทหารเพรชรัตน์จึงอาจเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการค้นหาความจริงและนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการเสียชีวิตของพลทหารในระหว่างเข้ารับการฝึก รวมทั้งการปฏิรูประบบสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพลทหารภายในค่ายได้ * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * พลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง * มูลนิธิผสานวัฒนธรรม * ทหารเกณฑ์เสียชีวิต
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 30/09/2026
dlvr.it
'อนุสรณ์' ชงกู้ภัยพิบัติเมืองหลวง ดัน 'ศูนย์พักพิงแนวตั้ง - สิทธิหยุดงานหนีภัย'
'อนุสรณ์' ชงกู้ภัยพิบัติเมืองหลวง ดัน 'ศูนย์พักพิงแนวตั้ง - สิทธิหยุดงานหนีภัย' ภาพ แมวส้ม Pazzle Wed, 2026-09-30 - 12:36 "อนุสรณ์ ธรรมใจ" ชง 5 มาตรการพลิกโฉมกู้ภัยเมืองหลวง ดันกฎหมาย “ศูนย์พักพิงแนวตั้ง - สิทธิหยุดงานหนีภัย” ถอดบทเรียนโตเกียวโมเดล ชี้คู่มือรัฐยุคอะนาล็อกใช้กับตึกระฟ้าไม่ได้ เสนอทำ แก้มลิง กระจายตามแนวลำคลอง   30 ก.ย. 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธาน กมธ.การเงิน การคลังฯ เปิดเผยว่า ขอเสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤตอุทกภัยกรุงเทพฯและปริมณฑลโดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีอาคารสูงและมีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น ชี้คู่มือเผชิญเหตุของรัฐยังติดหล่มการกู้ภัยแนวราบ ซึ่งไม่ตอบโจทย์โครงสร้าง กทม. และเมืองเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "คนติดอาคาร" ขาดน้ำ ขาดไฟ ขาดเสบียงอาหาร พร้อมเสนอแพ็กเกจกู้ภัย ควบคู่กับ "มาตรการเยียวยาด้านภาษี" เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประชาชนและจูงใจภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอ "5 มาตรการพลิกโฉมการรับมือภัยพิบัติสำหรับเขตเมือง" เพื่อบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้กลายเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชน  1. นำร่อง "โตเกียวโมเดล" (Vertical Evacuation & Stockpiling Law) ออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้เจ้าของอาคารสูง ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และคอนโดมิเนียม ขึ้นทะเบียนเป็น "จุดพักพิงแนวตั้ง" ด้วยมาตรการจูงใจหรือบังคับเพื่อรองรับผู้ที่ตกค้างบนท้องถนน และรถยนต์ที่ตกค้างบนถนนไม่สามารถสัญจรได้ โดยไม่ขับไล่ประชาชนออกไปเผชิญอันตราย และเปิดพื้นที่อาคารจอดรถให้ประชาชนสามารถนำรถเข้าไปจอดได้ทันที ทั้งนี้ รัฐควรจะใช้มาตรการทางภาษี (Tax Incentive) และส่วนลดสาธารณูปโภคเป็นเครื่องมือจูงใจนิติบุคคลที่เปิดพื้นที่ส่วนกลางและสำรองเสบียงฉุกเฉินสำหรับเอกชน 2. กฎหมายคุ้มครองสิทธิหยุดงานหนีภัย (The Right to Telework & Disaster Leave) แก้ปัญหาการที่ประชาชนต้องเสี่ยงชีวิตเดินทางไปทำงานในภาวะวิกฤต โดยผลักดันกฎหมายหรือข้อตกลงองค์กรที่ระบุว่า หากมีการยกระดับเตือนภัย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการเดินทางและทำงานจากที่พักได้ทันที โดยภาครัฐต้องให้การคุ้มครองไม่ให้ถูกหักค่าจ้าง เพื่อลดความแออัดและลดความเสี่ยงบนท้องถนน 3. จัดตั้ง "เครือข่ายสภาอาคารสูง" (Vertical & Horizontal Community Command) สนับสนุนให้ทุกอาคารจัดตั้ง "ทีมเผชิญเหตุประจำตึก" ที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทาง (เช่น การตัดกระแสไฟฟ้า การสื่อสารฉุกเฉิน) และมอบอำนาจเด็ดขาดในการบริหารจัดการภัยพิบัติภายในพื้นที่ของตน เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบราชการท้องถิ่นในการตอบสนองต่อการแก้ปัญหา 4. เกาะชูชีพดิจิทัลและคลังเสบียงแนวตั้ง (Vertical Logistics Hub) กำหนดมาตรฐานใหม่ในการรับมือวิกฤต ห้ามเก็บเสบียงฉุกเฉินไว้ในชั้นใต้ดินหรือชั้น 1 โดยให้สำรองน้ำ อาหาร และยารักษาโรคให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรในสถานที่นั้น ๆ และไว้ในชั้นที่พ้นจากระดับน้ำท่วมสูงสุด  5. แอปพลิเคชันเตือนภัยอิสระ (Citizen-Led Early Warning Protocol) พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่ขับเคลื่อนโดยภาคประชาชน  ผ่าน Community Sensors และ AI แจ้งเตือนตรงสู่สมาร์ทโฟนของประชาชน เพื่อตัดปัญหาความล่าช้าจากภาครัฐ และการเซ็นเซอร์ข้อมูลจากรัฐที่กลัวผลกระทบทางการเมือง ประชาชนจะได้รับการแจ้งเตือนจากหน้างานจริง ๆ ไม่ต้องรอข่าวจากรัฐบาล เสนอทำ แก้มลิง กระจายตามแนวลำคลอง การวางแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภาวะกรุงเทพฯจมทะเลต้องคิดแบบ “สหวิทยาการ” (Multidisciplinary) และ บูรณาการ นอกจากนี้ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลังฯ รศ.ดร.อนุสรณ์ ได้เสนอ "3 มาตรการภาษีเยียวยาและฟื้นฟู" เพื่อลดภาระประชาชนและดึงเอกชนร่วมแก้ปัญหา 1. มาตรการลดหย่อนภาษี "ซ่อมบ้าน-ซ่อมรถ" ทันที กระทรวงการคลังต้องประกาศขยายเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกประเภทให้ผู้ประสบภัย พร้อมออกมาตรการให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและยานพาหนะที่ถูกน้ำท่วม มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจริง (เช่น สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายหลังน้ำลด   2. มาตรการ "หักรายจ่าย" จูงใจอาคารศูนย์พักพิง: เพื่อให้ "โตเกียวโมเดล" เกิดขึ้นได้จริง รัฐต้องให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นิติบุคคล ห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสำนักงาน โดยให้นำค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อเสบียงฉุกเฉิน อุปกรณ์กู้ภัย และการปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางเพื่อใช้เป็น "ศูนย์พักพิงแนวตั้ง" มาหักทิ้งเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 3. งดเว้นภาษีนำเข้า-VAT อุปกรณ์กู้ภัยยุคใหม่: ยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับอุปกรณ์เอาตัวรอดที่จำเป็นต่อคนเมือง เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบพกพา, เครื่องกรองน้ำฉุกเฉิน, และเทคโนโลยีโดรนกู้ภัย เพื่อให้ประชาชน นิติบุคคลอาคารชุด และมูลนิธิต่าง ๆ สามารถจัดหาอุปกรณ์เหล่านี้เตรียมพร้อมรับมือได้ในต้นทุนที่ถูกลง “ในวิกฤตภัยพิบัติ รัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระการกู้ภัยและเยียวยาไว้ได้เพียงลำพัง การใช้ 'ภาษี' เป็นเครื่องมือจูงใจให้ภาคเอกชนและตึกสูงต่างๆ เปิดประตูรับคนเข้ามาหลบภัย รวมถึงการลดภาระค่าซ่อมแซมบ้านและรถให้ประชาชนทันที คือการใช้กลไกมาตรการการคลังที่ตรงจุดที่สุด ผมพร้อมผลักดันข้อเสนอทั้งหมดนี้ เพื่อให้เมืองหลวงของเราพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์อย่างยั่งยืนในญัตติน้ำท่วมที่จะหารือและอภิปรายกันในรัฐสภาสัปดาห์นี้” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวทิ้งท้าย     * ข่าว * การเมือง * อนุสรณ์ ธรรมใจ * พรรคประชาชน * สิทธิหยุดงานหนีภัย * น้ำท่วม
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 30/09/2026
dlvr.it
ปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 "สันติภาพ" ถูกกล่าวถึงมากที่สุด "AI" มีผู้พูดถึงมากกว่า "สิทธิมนุษยชน" และ "ภูมิอากาศ"
ปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 "สันติภาพ" ถูกกล่าวถึงมากที่สุด "AI" มีผู้พูดถึงมากกว่า "สิทธิมนุษยชน" และ "ภูมิอากาศ" auser15 Wed, 2026-09-30 - 11:36 การอภิปรายทั่วไปของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA81) ปิดลงเมื่อ 28 กันยายน 2026 หลังมี 194 คณะผู้แทนขึ้นกล่าวถ้อยแถลงที่นครนิวยอร์กเป็นเวลา 6 วัน ประธานสมัชชาระบุว่า "สันติภาพ" เป็นคำที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด โดยผู้แทนเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งในกาซา ตะวันออกกลาง ยูเครน ซูดาน และเมียนมา - "ปัญญาประดิษฐ์" (AI) มี 128 คณะผู้แทนกล่าวถึง มากกว่าเรื่อง "สิทธิมนุษยชน" และ "ภูมิอากาศ" - ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงหยั่งเสียงเลือกเลขาธิการคนใหม่ไปแล้ว 3 รอบยังไม่มีข้อสรุป - สมัยประชุมที่ 81 นี้ยังดำเนินต่อไปจนถึงกันยายน 2027 ภาพจาก: UN Photo/Loey Felipe การอภิปรายทั่วไป ของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA81) ปิดลงเมื่อ 28 กันยายน 2026 ที่นครนิวยอร์ก คาลิลูร์ เราะห์มาน (Khalilur Rahman) ประธาน UNGA สมัยนี้ แจ้งตัวเลขในคำกล่าวปิดว่ามี 194 คณะผู้แทนขึ้นกล่าว ได้แก่ ผู้นำรัฐและรัฐบาล 113 คน มกุฎราชกุมาร 1 พระองค์ รองประธานาธิบดี 11 คน รองนายกรัฐมนตรี 7 คน และรัฐมนตรี 48 คน อันโตนีโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ เป็นผู้เปิดการอภิปรายเมื่อ 22 กันยายน สื่อ AP รายงานว่านี่เป็นคำกล่าวอำลาก่อนหมดวาระ กูเตอร์เรสระบุว่าอนาคตของโลกขึ้นกับ 4 บททดสอบเรื่องอำนาจ ได้แก่ สงครามและสันติภาพ ภูมิอากาศ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความเหลื่อมล้ำ ทั้งนี้ ต้องแยกการอภิปรายทั่วไปออกจากสมัยประชุม การอภิปรายทั่วไปคือช่วงที่ผู้นำและผู้แทนขึ้นกล่าวถ้อยแถลง และปิดไปแล้ว ส่วนสมัยประชุมที่ 81 ยังไม่สิ้นสุด และดำเนินต่อไปจนถึง 7 กันยายน 2027 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม สมัชชาจะถกประเด็นระดับโลก เลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ และพิจารณางบประมาณของ UN สื่อ UN News ระบุว่างานเจรจาและร่างรายละเอียดส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ในคณะกรรมการหลัก 6 คณะ ซึ่งทุกประเทศสมาชิกมีตัวแทน   เรื่องที่เกี่ยวข้อง * สัปดาห์ประชุม UNGA ที่นิวยอร์ก ถกวาระแน่นตั้งแต่โลกร้อนถึงลดอาวุธนิวเคลียร์  * 'อนุทิน' ร่วมเปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 พร้อมผู้นำ-ผู้แทนจากทั่วโลก  * 'อนุทิน' กล่าวถ้อยแถลงที่ประชุม UNGA81 ย้ำจุดยืนปฏิรูป UN-ฟื้นความเชื่อมั่น  * 'อนุทิน' เสร็จสิ้นภารกิจเวที UNGA81 เยือนสหราชอาณาจักรต่อ  * ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ รับรองปฏิญญาว่าด้วยระดับน้ำทะเลสูงขึ้น * กัมพูชาเรียกร้องยุติข้อพิพาทชายแดนกับไทย - ลาวชี้ประเด็นปาเลสไตน์เป็นบททดสอบพหุภาคีนิยม   สงครามและความขัดแย้ง เราะห์มานสรุปในคำกล่าวปิดว่าสันติภาพเป็นคำที่ถูกกล่าวถึงก่อนคำอื่น ผู้แทนพูดถึงสันติภาพในฐานะการปกป้องกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ และพลเรือน ซึ่งต้องทำทันที ผู้แทนหลายประเทศพูดถึงความทุกข์ของพลเรือนในกาซาและชาวโรฮีนจา และเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยูเครน ซูดาน และเมียนมา ข้อเรียกร้องที่ซ้ำกันคือการคุ้มครองพลเรือน การเข้าถึงด้านมนุษยธรรม ความรับผิดชอบต่อการละเมิด และทางออกทางการเมืองที่อิงกฎหมายระหว่างประเทศ สื่อ Al Jazeera รายงานว่าปัญหาปาเลสไตน์เป็นประเด็นหลักของการอภิปราย ฝรั่งเศส แคนาดา อิรัก สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นเรียกร้องให้รับรองอธิปไตยของปาเลสไตน์ เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวว่าการนิ่งเฉยต่อกาซาทำให้ความน่าเชื่อถือของประชาคมโลกเสียไป และสันติภาพที่บางฝ่ายอ้างถึงยังไม่ได้เปิดเส้นทางส่งความช่วยเหลือแม้แต่วินาทีเดียว มาครง นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) และรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เจ้าชายไฟซอล บิน ฟาร์ฮาน อัลซาอุด (Prince Faisal bin Farhan Al Saud) ร่วมเป็นประธานประชุมเรื่องการเป็นรัฐของปาเลสไตน์ นอกกรอบการประชุม คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ เปิดตัวแผนฟื้นฟูกาซา 66 โครงการ วงเงินที่เสนอ 2,400 ล้านดอลลาร์ แผนนี้ไม่รวมองค์การสหประชาชาติเพื่อบรรเทาทุกข์และจัดหางานแก่ผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East: UNRWA) โดยคณะกรรมการระบุว่าองค์การนี้ไม่มีบทบาทในอนาคตของกาซา ผู้แทนหลายสิบคนเดินออกจากห้องประชุมระหว่างที่เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวถ้อยแถลง เนทันยาฮูระบุว่ากองทัพอิสราเอลจะสู้กับกลุ่มฮามาส และอิหร่านต่อไป โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปกป้องปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาและอิหร่าน เขาบอกว่าขณะที่ผู้อื่นพูดถึงสันติภาพ เขาเป็นผู้ทำให้เกิดสันติภาพ ทรัมป์ย้ำว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ และระบุว่ามีการตัดสินใจสำคัญเรื่องข้อตกลงกับอิหร่านที่ต้องทำ โดยเชื่อว่าจะทำข้อตกลงได้หลังการเลือกตั้ง มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ประธานาธิบดีอิหร่าน ระบุว่าอิหร่านเพียงป้องกันตัวจากการโจมตี และไม่ยอมรับว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติเป็นของประเทศไม่กี่ประเทศเท่านั้น อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน หารือนอกรอบกับตัวแทนจากอินเดีย กาตาร์ ตุรกี ปากีสถาน ยูเครน และประเทศอื่น เขายังพบสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษสหรัฐฯ กับจาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) เป็นเวลา 4 ชั่วโมง โดยกาตาร์เป็นคนกลาง สีจิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน ไม่ได้เข้าร่วมการอภิปราย แม้อยู่ในสหรัฐฯ เพื่อประชุมกับทรัมป์ จีนส่งรองประธานาธิบดีหานเจิ้ง (Han Zheng) แทน หานเจิ้งเรียกร้องให้เคารพอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศในตะวันออกกลางรวมถึงกลุ่มประเทศอ่าว และให้กลับสู่แนวทาง 2 รัฐสำหรับปัญหาปาเลสไตน์ AI และการกำกับดูแล เราะห์มานระบุว่า 4 ปีก่อนมีเพียง 5 คณะผู้แทนที่พูดถึง AI ในห้องประชุมสมัชชา ปีนี้มี 128 คณะผู้แทน มากกว่าจำนวนที่พูดถึงสิทธิมนุษยชนและภูมิอากาศ ผู้นำหลายประเทศเห็นว่า AI มีศักยภาพในการปรับปรุงบริการสาธารณะ เร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ และขยายการเข้าถึงความรู้ พร้อมกับความเสี่ยงที่ตามมา ผู้แทนหลายประเทศมองว่า AI เป็นเรื่องการกำกับดูแล โดยพูดถึงว่าใครเป็นผู้ออกแบบ ใครได้ประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ (Alexander Stubb) ประธานาธิบดีฟินแลนด์ กล่าวว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่ส่งผลมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เขาเสนอทางเลือก 3 ทาง คือแข่งขัน ร่วมมือ หรือชะลอ และเห็นว่าความร่วมมือดีที่สุด สื่อ Al Jazeera รายงานว่าท่าทีของประเทศต่างกัน กูเตอร์เรสและสหภาพยุโรป  เรียกร้องมาตรฐานความปลอดภัยและกติการะหว่างประเทศ ทรัมป์ระบุว่านวัตกรรม AI ไม่ควรถูกจำกัดด้วยกฎระหว่างประเทศ และสหรัฐฯ ควรควบคุมภาคส่วน AI ของตนเอง หานเรียกร้องแนวทางที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและลดช่องว่างดิจิทัล กูเตอร์เรสกล่าวตอนเปิดการอภิปรายว่าอันตรายอยู่ที่เทคโนโลยีที่ไม่มีความรับผิดชอบกำกับ สื่อ AP รายงานว่าเขาเรียกร้องให้คู่แข่งด้าน AI ร่วมมือกันจัดการความเสี่ยงร่วม และระบุว่าการตัดสินใจเรื่องความเป็นความตายต้องไม่ถูกส่งต่อให้เครื่องจักร เราะห์มานเสนอให้การกำกับดูแล AI ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมทุกฝ่าย และคำนึงถึงประเทศกำลังพัฒนา เขาต้องการป้องกันไม่ให้ประเทศและบริษัทไม่กี่แห่งควบคุมข้อมูล พลังประมวลผล และกติกาที่กำหนดอนาคตของทุกคน สมัชชาจะจัดการหารือระดับโลกว่าด้วยการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (Global Dialogue on AI Governance) ในปี 2027 การพัฒนา ภูมิอากาศ และสิทธิมนุษยชน เราะห์มานระบุว่ามีเพียงบางเป้าหมายใน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่เดินตามแผน และความคืบหน้าหยุดชะงัก กูเตอร์เรสกล่าวว่าเป้าหมายด้านการขจัดความยากจนและการพัฒนาส่วนใหญ่จะไม่บรรลุภายในปี 2030 เขาระบุว่าอาหาร น้ำสะอาด การศึกษา งานที่มั่นคง การรักษาพยาบาล และศักดิ์ศรี ยังเข้าไม่ถึงผู้คนหลายพันล้านคน ประธานสมัชชาสังเกตว่าประเทศที่พูดเรื่องการพัฒนาเร่งด่วนที่สุดมักมีภาระหนี้หนัก พื้นที่การคลังจำกัด เสี่ยงภูมิอากาศสูง และมีเสียงน้อยในสถาบันที่กำหนดเศรษฐกิจโลก ข้อเรียกร้องที่ระบุในคำกล่าวปิดคือทำตามข้อผูกพันเซบียา (Sevilla Commitment) ปฏิรูปสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศ ขยายพื้นที่การคลัง และทำตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) กูเตอร์เรสกล่าวว่าโลกเกือบแน่นอนว่าจะเกินเพดานอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียส ที่ตั้งไว้เมื่อ 11 ปีก่อน เขาระบุว่ายังมีความหวังจากการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สมัชชาใหญ่ผ่านปฏิญญาว่าด้วยระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเป็นฉบับแรกเมื่อ 24 กันยายน สื่อ Associated Press รายงานว่าปฏิญญานี้มุ่งเปลี่ยนการตอบสนองจากโครงการที่กระจัดกระจายเป็นการดำเนินการที่ประสานกันและมีเงินทุนเพียงพอ ผู้นำประเทศที่เสี่ยงภัยพูดถึงผลกระทบของตนเอง ชิสีร์ คานัล (Shisir Khanal) รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาล เรียกร้องให้มองการดำเนินการด้านภูมิอากาศเป็นเรื่องความยุติธรรม สื่อ AP ระบุว่าน้ำท่วมใหญ่ในเนปาลเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 คน และสูญหายกว่า 5,000 คน ไนกามา ลาลาบาลาวู (Naiqama Lalabalavu) ประธานาธิบดีฟิจิ ระบุว่ามี 6 ชุมชนย้ายที่อยู่แล้ว และอีก 2 ชุมชนกำลังย้าย สื่อ AP ยังระบุว่าทรัมป์เรียกภาวะโลกร้อนว่าเป็นเรื่องหลอกลวงซ้ำหลายครั้ง เราะห์มานยังระบุว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนปรากฏต่อเนื่องตลอดการอภิปราย ผู้แทนพูดถึงการปฏิบัติต่อพลเรือน ชนกลุ่มน้อย ผู้ย้ายถิ่นและผู้ลี้ภัย และการที่สตรีและเด็กหญิงถูกกีดกันจากการศึกษา การจ้างงาน และชีวิตสาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อสหประชาชาติและเลขาธิการคนใหม่ ธีมของสมัยประชุมนี้คือ "การฟื้นความเชื่อมั่น การบริหารการเปลี่ยนแปลง: สหประชาชาติที่ทำงานเพื่อทุกคน" (Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations That Delivers for All) เราะห์มานกล่าวว่าเขาเลือกการฟื้นความเชื่อมั่นเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการดำรงตำแหน่ง และผู้แทนพูดถึงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อสถาบัน ผู้แทนปกป้องระบบพหุภาคี โดยให้วัดผลจากสิ่งที่เปลี่ยนไปในพื้นที่จริง เราะห์มานระบุว่าความเชื่อมั่นสร้างได้ด้วยการทำตามคำพูด ใช้กฎหมายระหว่างประเทศกับทุกฝ่ายเท่ากัน ทำตามข้อผูกพัน มีตัวแทนที่ครอบคลุม โปร่งใส รับผิดชอบ และให้ผลลัพธ์ ผู้แทนเรียกร้องให้ปฏิรูปสหประชาชาติ เราะห์มานระบุว่าจะต่อยอดข้อริเริ่ม UN80 (UN80 initiative) แต่การปฏิรูปด้านการบริหารทดแทนการปฏิรูปทางการเมืองที่ประเทศสมาชิกเป็นผู้นำไม่ได้ เขาเรียกการที่แอฟริกาไม่มีที่นั่งถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ว่าเป็นความไม่เป็นธรรมที่ดำรงอยู่ จุดยืนร่วมของแอฟริการะบุว่าวาระปฏิรูปใดก็ไม่สมบูรณ์หากไม่แก้เรื่องนี้ วาระของกูเตอร์เรสสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2026 สื่อ AP รายงานว่าคณะมนตรีความมั่นคงหยั่งเสียงแล้ว 3 รอบจากผู้สมัคร 8 คน ยังไม่มีผู้สืบทอดที่ชัดเจน ตามกฎบัตร คณะมนตรีเป็นผู้เสนอ และสมัชชาเป็นผู้แต่งตั้ง เราะห์มานระบุว่าประเทศสมาชิกเรียกร้องให้กระบวนการโปร่งใส ครอบคลุม และยึดความสามารถ สื่อ UN News ระบุว่าผู้สืบทอดจะเข้ารับตำแหน่ง 1 มกราคม 2027 เราะห์มานกล่าวปิดว่างานจะดำเนินต่อในคณะกรรมการหลัก และในกระบวนการใหญ่ เช่น การประชุมประเทศภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 (COP31) และการประชุมสุดยอดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Summit) เขาระบุว่าการอภิปรายทั่วไปเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสมัยประชุม ที่มา: UN chief says power has polarized the world and urges leaders to cooperate (Edith M. Lederer, Associated Press, 22 September 2026)  In their words: From across the world, leaders call for action on climate change at the UN (Jennifer McDermott, Associated Press, 24 September 2026)  Remarks at the close of the general debate of the eighty-first session (General Assembly of the United Nations, 28 September 2026)  The Takeaway Day 6: General Debate ends with call to turn words into action (UN News, 28 September 2026)  UNGA 81: Five key takeaways from general debate (Edna Mohamed, Al Jazeera, 29 September 2026)  * ข่าว * ต่างประเทศ * UNGA81 * สหประชาชาติ * United Nations General Assembly * UNGA * ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
010
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 30/09/2026
dlvr.it
ราชกิจจานุเบกษาประกาศ ยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
ราชกิจจานุเบกษาประกาศ ยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69 auser15 Wed, 2026-09-30 - 10:19 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ความว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ.2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงประกาศยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 30/09/2026
dlvr.it
พลังงานแสงอาทิตย์แซงถ่านหิน เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าติดตั้งมากที่สุดของจีน
พลังงานแสงอาทิตย์แซงถ่านหิน เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าติดตั้งมากที่สุดของจีน วิทยากร บุญเรือง auser15 Wed, 2026-09-30 - 09:30 จีนเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์แซงหน้าถ่านหิน ขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าติดตั้งมากที่สุดเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2026 แม้ถ่านหินจะยังเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าจริงหลักของประเทศก็ตาม ขณะเดียวกันการเติบโตของโซลาร์กำลังเผชิญความท้าทายใหม่ ทั้งการติดตั้งที่ชะลอตัวหลังสิ้นสุดมาตรการราคารับซื้อคงที่ และปัญหาระบบไฟฟ้าที่รองรับพลังงานหมุนเวียนไม่ไหวจนต้อง "ตัดทิ้ง" * ณ เดือนกรกฎาคม 2026 กำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์แซงหน้าถ่านหิน โดยโซลาร์มีกำลังผลิตอยู่ที่ 1,286 กิกะวัตต์ (GW) เทียบกับถ่านหิน 1,285 GW แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 704 GW และระบบกระจายศูนย์ เช่น บนหลังคา 582 GW อย่างไรก็ตาม ถ่านหินยังผลิตไฟฟ้าจริงคิดเป็น 49.7% ในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สัดส่วนต่ำกว่า 50% ขณะที่ลมและโซลาร์รวมกันผลิตได้ 24.6% หรือหากนับเฉพาะโซลาร์ผลิตได้ 802 TWh คิดเป็น 13% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ * การติดตั้งโซลาร์ใหม่ในปี 2026 ชะลอตัวลงมาก เนื่องจากปีก่อนมีฐานสูงผิดปกติจากการเร่งติดตั้งก่อนที่ระบบราคารับซื้อคงที่จะหมดอายุในวันที่ 1 มิถุนายน 2025 โดยในครึ่งแรกของปี 2026 จีนติดตั้งใหม่เพียง 72.07 GW ลดลง 66% จากปีก่อน แม้เดือนกรกฎาคมจะเริ่มฟื้นตัวที่ 14.08 GW เพิ่มขึ้น 27.5% จากปีก่อน แต่สมาคมอุตสาหกรรมโฟโตโวลตาอิกของจีน (CPIA) ปรับลดคาดการณ์ทั้งปีเหลือ 180-240 GW จากกว่า 315 GW ในปี 2025 * อีกปัจจัยคือการ "ตัดทิ้งไฟฟ้า" ที่เพิ่มขึ้น เมื่อระบบไฟฟ้ารองรับไม่ไหว บทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) พบว่าการปล่อยคาร์บอนของจีนเพิ่มขึ้น 2% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เนื่องจากมีการใช้ถ่านหินและก๊าซมากขึ้น แม้จะสร้างกำลังผลิตลมและโซลาร์ใหม่เป็นสถิติก็ตาม สาเหตุหลักมาจากการบริหารโรงไฟฟ้าถ่านหินและสายส่งที่ไม่ยืดหยุ่น จีนจึงตั้งเป้าสร้างระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่รองรับพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2027 และคาดว่าจะลงทุนกว่า 5 ล้านล้านหยวนในช่วงปี 2026-2030 ภาพถ่ายดาวเทียมของอุทยานโซลาร์ฟาร์มทาลาทัน (Talatan Solar Park) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกทั้งด้านพื้นที่และกำลังผลิต ณ ปี 2026 ในมณฑลชิงไห่ ประเทศจีน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2026 | ภาพจาก: Copernicus Sentinel 2/ESA สื่อของทางการจีนรายงานว่า ในเดือนกรกฎาคม 2026 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ได้แซงหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าติดตั้งมากที่สุดของจีน ตามข่าวประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลจีนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2026 กำลังผลิตติดตั้งจากโซลาร์อยู่ที่ 1,286 กิกะวัตต์ (GW) เทียบกับถ่านหินที่ 1,285 GW โดยกำลังผลิตโซลาร์ทั้งหมดแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 704 GW และระบบแบบกระจายศูนย์ เช่น บนหลังคาบ้านและโรงงาน 582 GW อย่างไรก็ตาม ถ่านหินยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ กำลังผลิตติดตั้งแซงถ่านหิน แต่ผลิตไฟฟ้าจริงยังน้อยกว่า กำลังผลิตติดตั้ง คือปริมาณไฟฟ้าสูงสุดที่โรงไฟฟ้าทั้งหมดสามารถผลิตได้หากเดินเครื่องเต็มที่ ซึ่งแตกต่างจากปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง Reuters ระบุว่าโซลาร์มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าถ่านหิน เนื่องจากไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด ในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2026 โซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้ 802 TWh เพิ่มขึ้น 15.5% จากปีก่อน คิดเป็น 13% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ขณะที่หน่วยงานด้านพลังงานของจีนเคยเปิดเผยว่า ในครึ่งแรกของปี 2026 ไฟฟ้าจากลมและโซลาร์รวมกันคิดเป็น 24.6% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนถ่านหินคิดเป็น 49.7% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สัดส่วนต่ำกว่า 50% ก่อนหน้านี้ พลังงานหมุนเวียนเคยแซงถ่านหินด้านกำลังผลิตติดตั้งมาแล้ว โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2025 กำลังผลิตจากลมและโซลาร์รวมกันได้แซงหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดของจีนเป็นครั้งแรก ส่วนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โซลาร์เพียงอย่างเดียวมีกำลังผลิตมากกว่าถ่านหิน ติดตั้งใหม่ลดลงหลังเปลี่ยนเป็นราคาตามกลไกตลาด แม้กำลังผลิตรวมจะแซงถ่านหินได้ แต่การติดตั้งใหม่ในปี 2026 ชะลอตัวลงมาก เนื่องจากปีก่อนมีฐานสูงผิดปกติ โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม 2025 ที่จีนติดตั้งโซลาร์ใหม่ถึง 92.92 GW ก่อนที่ระบบราคารับซื้อไฟฟ้าคงที่จะหมดอายุในวันที่ 1 มิถุนายน 2025 และเปลี่ยนไปใช้กลไกราคาตามตลาด สมาคมอุตสาหกรรมโฟโตโวลตาอิกของจีน (CPIA) ระบุว่า ในครึ่งแรกของปี 2026 จีนติดตั้งโซลาร์ใหม่ 72.07 GW ลดลง 66% จากปีก่อน ต่อมาในเดือนกรกฎาคมเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยติดตั้งใหม่ 14.08 GW เพิ่มขึ้น 27.5% จากปีก่อน และสูงกว่าเดือนมิถุนายนที่ 12.48 GW และเดือนพฤษภาคมที่ 8.68 GW อย่างไรก็ตาม ยอดในเดือนกรกฎาคมยังไม่ได้บ่งชี้ว่าการติดตั้งจะกลับไปสู่ระดับของปีก่อนๆ ที่ปรึกษาจาก Apricum คาดว่าความต้องการจะทรงตัวในระยะสั้น เนื่องจากเดือนสิงหาคมและกันยายนมักเป็นช่วงที่ติดตั้งน้อยก่อนวันหยุดยาวของจีนในเดือนตุลาคม ขณะที่ CPIA ได้ปรับลดคาดการณ์การติดตั้งทั้งปี 2026 ลงเหลือประมาณ 180 ถึง 240 GW ลดลงจากกว่า 315 GW ในปี 2025 ไฟฟ้าจากลมและโซลาร์ถูกตัดทิ้งมากขึ้น อีกเหตุผลที่โซลาร์ยังผลิตไฟฟ้าได้จริงน้อยกว่ากำลังผลิตติดตั้ง คือการ "ตัดทิ้งไฟฟ้า" (curtailment) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อระบบไฟฟ้ารองรับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่หมด ผู้ดูแลระบบจึงต้องสั่งให้โรงไฟฟ้าลดการผลิตลง บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ที่เผยแพร่ใน Carbon Brief พบว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนเพิ่มขึ้น 2% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เนื่องจากไฟฟ้าจากลมและโซลาร์ถูกทิ้งมากขึ้น ทำให้จีนต้องใช้ถ่านหินและก๊าซผลิตไฟฟ้ามากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะสร้างกำลังผลิตลมและโซลาร์ใหม่เป็นสถิติก็ตาม โดยสาเหตุหลักมาจากการบริหารโรงไฟฟ้าถ่านหินและสายส่งที่ไม่ยืดหยุ่น ไม่ใช่การขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่ง บทวิเคราะห์เดียวกันระบุว่า การย้ายโรงไฟฟ้าลมและโซลาร์ที่มีอยู่เดิมไปขายไฟฟ้าในตลาดตามกติกาใหม่ ยังไม่ได้ช่วยลดการตัดทิ้งไฟฟ้า เนื่องจากมณฑลส่วนใหญ่เพิ่งกำหนดแผนดำเนินการเสร็จในช่วงปลายปี 2025 ทำให้ตลาดและผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวน้อย รัฐบาลจีนจึงได้ขอให้แต่ละมณฑลปรับจังหวะการติดตั้งพลังงานใหม่ขนาดใหญ่ให้สอดคล้องกับความสามารถในการปรับสมดุลของระบบไฟฟ้า จีนจึงเร่งปรับระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าสร้าง "ระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่" ที่สามารถรองรับไฟฟ้าจากลมและโซลาร์ปริมาณมากได้ภายในปี 2027 และคาดว่าเงินลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ช่วงปี 2026 ถึง 2030 จะเกิน 5 ล้านล้านหยวน หรือราว 744,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ. ที่มา: Solar overtakes coal as China's largest source of installed power capacity (Colleen Howe, Reuters, 1 September 2026)  China's installed solar capacity surpasses coal for the first time (Enerdata, September 2026)  China Solar PV Installations Recover To 14.08 GW In July 2026 (TaiyangNews, August 2026)  Analysis: China's CO2 climbs 2% in early 2026 due to 'wasted' wind and solar (Lauri Myllyvirta, Carbon Brief, June 2026)  * รายงานพิเศษ * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * พลังงาน * ไฟฟ้า * พลังงานแสงอาทิตย์ * จีน * โซลาร์เซลล์ * ถ่านหิน
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 30/09/2026
dlvr.it
โรงไฟฟ้า SMR ในร่างแผน PDP2026 มีต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่เท่าไหร่ จะตั้งอยู่ที่ไหน อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
โรงไฟฟ้า SMR ในร่างแผน PDP2026 มีต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่เท่าไหร่ จะตั้งอยู่ที่ไหน อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง JustPow auser15 Wed, 2026-09-30 - 09:16 จากการที่ร่างแผน PDP2026 กำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวม 9,000 เมกะวัตต์ กระจายตัวอยู่ใน 5 ภาค ภายในปีพ.ศ. 2593 และจะเริ่มผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ 300 เมกะวัตต์แรกในช่วงปี พ.ศ. 2580 JustPow ชวนสำรวจ 3 ประเด็นสำคัญของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ทั้งต้นทุนในการก่อสร้างและราคาต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย พื้นที่ที่คาดการณ์ว่าจะมีการตั้งโรงไฟฟ้า และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกากกัมมันตรังสี ค่าไฟจะเป็นเท่าไหร่ หากจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จากร่างแผน PDP2026 จำนวน 9,000 MW หรือประมาณ 30-45 โรงทั่วประเทศ แต่  BNEF ประเมินราคาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยของ SMR ในไทยไว้ที่ 13.54 บาทต่อหน่วย จากเอกสารประกอบการสัมมนารับฟังความคิดเห็น (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP2026) มีการตั้งเป้าว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor) หรือ SMR รวมถึงเทคโนโลยี Micro Reactor และ Modular Reactor แบบใหม่ เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานฐานคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Baseload) ของระบบไฟฟ้าไทยในอนาคต รวม 9,000 เมกะวัตต์ กระจายตัวอยู่ใน 5 ภาค ภายในปีพ.ศ. 2593 และจะเริ่มผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ 300 เมกะวัตต์แรกในช่วงปี 2580 โดยจะใช้เวลาเตรียมการและก่อสร้างมากกว่า 10 ปี  อย่างไรก็ตาม เอกสารประกอบการสัมมนารับฟังความคิดเห็น (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP2026) ระบุสมมติฐานทิศทางต้นทุนพลังงานอนาคต ปรากฏว่าช่วง 12 ปีแรก ในปีพ.ศ. 2580 SMR มีค่าเงินลงทุน (capex) เท่ากับ 202,164 บาท/kW ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้า SMR ขนาด 1 กิโลวัตต์ ต้องจ่ายเงินก้อนแรก 202,164 บาท ยิ่งโรงไฟฟ้าใหญ่ ก็ยิ่งต้องคูณตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดูแลรักษา (opex) คิดเป็น 1.00% หมายความว่า ทุกๆ ปี ต้องจ่ายค่าดูแลรักษาประมาณ 1% ของ capex นั่นคือ 2,022 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อปี โดยในปี พ.ศ. 2593 capex ของนิวเคลียร์จะน้อยลงอยู่ที่ 178,500 บาท/kW และค่า opex อยู่ที่ 1,785 (บาท/kW-ปี)  จากการระบุค่าเงินลงทุน (capex) ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ณ ปี พ.ศ. 2580 อยู่ที่ 202,164 บาท/kW ซึ่งสูงกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งอยู่ที่ 17,900 บาท/kW ถึง 11 เท่า ไม่เพียงแค่นั้นเงินลงทุนของโรงไฟฟ้า SMR ที่ระบุไว้ยังอาจจะไม่สะท้อนราคาเงินลงทุนจริงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะโรงไฟฟ้า SMR เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยถูกสร้างหรือดำเนินงานในระดับการใช้งานจริง (Commercial Scale) มาก่อนในไทย ดังนั้น โรงไฟฟ้า SMR เครื่องแรก 300 เมกะวัตต์ ที่จะเข้ามาในแผนช่วงแรกในปีพ.ศ. 2580 จึงถือเป็นโครงการในแบบที่เรียกว่า FOAK (First-of-a-Kind) หรือโครงการต้นแบบเชิงพาณิชย์เครื่องแรก/แห่งแรกของไทย และมีความเสี่ยงสูงเพราะยังไม่มีข้อมูลการใช้งานจริงในระยะยาว อาจเกิดปัญหาทางเทคนิคที่ไม่คาดคิดระหว่างการก่อสร้างหรือดำเนินงาน จึงทำให้ต้นทุนในการผลิตหรือการก่อสร้างสูงกว่าปกติ เพราะยังไม่การเกิดประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ซึ่งจะทำให้ความการระดมทุนจากธนาคารหรือสถาบันการเงินทั่วไปเป็นไปได้ยาก โครงการส่วนใหญ่ในต่างประเทศจึงต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นหลัก เงินลงทุน (capex) ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 202,164 บาท/kW ที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP2026 นั้น โดยผู้แทน กฟผ. กล่าวในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP2026 เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 69 ว่าเป็นราคาที่อ้างอิงจากโครงการ Idaho National Laboratory (INL) เนื่องด้วยปัจจุบันยังไม่มีโรงไฟฟ้า SMR ที่สามารถดำเนินงานในระดับการใช้งานเชิงพาณิชย์ (Commercial Scale) อย่างไรก็ตามตัวเลขเงินลงทุนดังกล่าว ไม่ใช่ราคาต้นทุนในแบบ FOAK โดยการประเมินต้นทุนเงินลงทุนของโรงไฟฟ้า SMR แบบ FOAK อ้างอิงจากโครงการ Canada’s Darlington จะอยู่ที่ประมาณ 18,000–19,700 ดอลลาร์สหรัฐ/kW หรือประมาณ 590,000-650,000 บาท/kW หรือสูงกว่าราคาที่อ้างอิงไว้ในเอกสารประกอบการสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP2026 ประมาณ 2-3 เท่า ตัวอย่างเช่น กรณีโรงไฟฟ้าของบริษัท NuScale ที่รัฐไอดาโฮ สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางการเงินและอุปสรรคเชิงพาณิชย์ที่เหนือการคาดการณ์ ในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์ SMR บริษัททำความตกลงร่วมกับ Utah Associated Municipal Power Systems (UAMPS) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรผู้ให้บริการสาธารณูปโภค เพื่อเตรียมก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ ขนาด 50 เมกะวัตต์ หลังจากที่พัฒนาออกแบบมานานกว่า 20 ปี ก่อนได้รับการประเมินและอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (US NRC) ในปีค.ศ. 2021 แต่ในระหว่างดำเนินงานกลับยื่นคำขออนุมัติใหม่อีกครั้งสำหรับต้นแบบเตาปฏิกรณ์ที่มีกำลังผลิตสูงขึ้น 50% จากรุ่นเดิม คือขนาด 77 เมกะวัตต์ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แต่แผนการก่อสร้างต้องหยุดชะงักลง เมื่อประมาณการต้นทุนรวมของโครงการพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดแตะ 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากตัวเลขประเมินเดิมที่ 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเพิ่มขึ้นราว 75%) จนปี 2023 โครงการนี้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ เนื่องจากประสบปัญหางบประมาณบานปลาย ปัจจุบันทั่วโลกมีโรงไฟฟ้า SMR เดินเครื่องเชิงพาณิชย์เพียง 2 แห่งเท่านั้น จากทั้งหมดทั้งหมด 133 แห่งใน 21 ประเทศทั่วโลก และมี 5 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดย 2 โรงที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ คือ  * โรงไฟฟ้า Akademik Lomonosov  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า SMR แบบลอยน้ำ และเป็นโรงไฟฟ้า SMR แรกในโลกที่ผลิตไฟฟ้าได้จริง ด้วยเครื่องปฏิกรณ์น้ำอัดแรงดัน KLT-40S ขนาด 35 เมกะวัตต์ 2 หน่วย (รวม 70 เมกะวัตต์) สร้างและดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจของรัสเซีย โรงไฟฟ้าแห่งนี้เริ่มต้นก่อสร้างตั้งแต่ปี 2007 และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2020 ตั้งอยู่ที่เมือง Pevek ที่มีประชากร 5,000 คน บริเวณทะเลไซบีเรียตะวันออก  * โรงไฟฟ้า Shidaowan HTR-PM ใช้ก๊าซฮีเลียมเป็นตัวหล่อเย็น ตั้งอยู่ที่มณฑลซานตง ประเทศจีน และก่อสร้างตั้งแต่ปี 2012 เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2023 มีเตาปฏิกรณ์ 2 หน่วย ผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 210 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่าโรงไฟฟ้า SMR ที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์ต้องใช้เวลานับสิบปี ระยะเวลาและงบประมาณการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงมหาศาลอาจเป็นความเสี่ยงและภาระทางการเงินที่สูงมาก การผลิตเตาปฏิกรณ์ SMR ให้ได้ราคาประหยัดตามเป้าหมายจำเป็นต้องอาศัยสายการผลิตที่เดินเครื่องอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนมากพอ ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนา SMR ของบริษัท Rolls Royce ที่ได้รับเงินทุนเริ่มต้นพัฒนาจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรในขั้นแรกราว 19 ล้านปอนด์ ต่อมาได้อีก 250 ล้านปอนด์ จนในปี 2025 บริษัทยังได้รับคัดเลือกให้สร้างเตาปฏิกรณ์ SMR แห่งแรกของประเทศ กำลังการผลิตไฟฟ้า 1.5 กิกะวัตต์ ด้วยงบประมาณ 2,500 ล้านปอนด์ภายกลางทศวรรษ 2030 ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2016 หากโรงไฟฟ้า SMR เครื่องแรกของสหราชอาณาจักรเสร็จตามกำหนด ก็นับรวมเวลาอย่างน้อย 15 ปี อย่างไรก็ตามบริษัทเคยประเมินว่าต้องผลิตเตาปฏิกรณ์ 2 เครื่องต่อปี และต้นทุนการผลิตจะไม่ลดลงมาจนถึงระดับเป้าหมายเชิงพาณิชย์จนกว่าจะเริ่มการสั่งซื้อยูนิตที่ 5 เป็นต้นไป นอกจากนี้อาจต้องมีการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ไปแล้วถึง 9 เครื่องก่อนที่เครื่องแรกจะเริ่มผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้บริษัทเรียกร้องให้ภาครัฐรับประกันคำสั่งซื้อล่วงหน้าถึง 7 กิกะวัตต์ หรือกรณีโรงไฟฟ้า SMR แห่งใหม่ของจีน Linglong One (ACP100) ขนาด 125 เมกะวัตต์ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปีพ.ศ. 2569 ข้อมูลของบริษัทระบุว่า ต้นทุนการก่อสร้างต่อกิโลวัตต์ของเครื่องปฏิกรณ์ Linglong จะสูงกว่าของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ถึง 2 เท่า และต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า (Levelised Cost) จะสูงกว่าของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ประมาณ 50 % การที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จะมาสามารถผลิตไฟฟ้าในราคาต้นทุนที่ต่ำลงได้ จะต้องเข้าสู่การผลิตแบบ Nth-of-a-Kind (NOAK) ซึ่งหมายถึง โครงการลำดับต่อๆ มาที่ใช้เทคโนโลยี รูปแบบหรือกระบวนการที่ผ่านการพิสูจน์และสร้างสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง จนกลายเป็นมาตรฐานในเชิงพาณิชย์ โดยหากอ้างอิงจากประเทศเกาหลีใต้ จะพบว่าเกาหลีใต้สามารถลดต้นทุนสู่ NOAK ได้ในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เครื่องที่ 24 ส่วนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) การคาดการณ์ว่าจะสามารถลดต้นทุนจาก FOAK สู่ NOAK หลังจากติดตั้ง 5 ถึง 7 เครื่อง หรือกำลังการผลิต 10 ถึง 20 กิกะวัตต์ ซึ่งในอัตราการติดตั้งปัจจุบัน จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 ถึง 20 ปี ซึ่งอาจจะทำให้ต้นทุนลดลงเหลือประมาณ 4,300–6,400 ดอลลาร์/kW นอกจากนี้รายงาน Thailand: A Techno economic Analysis of Power  Generation (2025) โดย Bloomberg NEF เปิดเผยต้นทุนที่ประเมินได้ของเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ยังได้เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับระดับ (LCOE) สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ที่สร้างขึ้นใหม่ในประเทศไทยปี พ.ศ. 2568 โดยพบว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) มีเกณฑ์ต้นทุนมาตรฐานอยู่ที่ 13.54 บาทต่อหน่วย ซึ่งมีราคาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยสูงกว่าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่ (Utility Solar + Battery) ซึ่งมีต้นทุนอยู่ที่ 2.26 – 4.15 บาทต่อหน่วย  ดังนั้นการที่ร่างแผน PDP2026 กำหนดว่าประเทศไทยจะต้องมีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 9,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 30-45 โรง ไปจนสิ้นสุดแผนในปีพ.ศ. 2593 โดยคาดว่าโรงแรกจะต้องจ่ายไฟเข้าระบบในปีพ.ศ. 2580 นั้น จึงเสี่ยงต่อภาระการลงทุนที่สูงเกินไปกว่าที่ประเมินไว้ และราคาค่าไฟต่อหน่วยที่ผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ก็อาจสูงถึง 13.54 บาท/หน่วย ซึ่งสูงกว่าการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดจะนำมาซึ่งภาระของผู้ใช้ไฟที่จะต้องจ่ายในอนาคต  ร่างแผน PDP2026 กำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวม 9,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 30-45 โรง กระจายตัวอยู่ในทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศไทย คาดว่าจะตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง  แนวคิดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศไทยอาจย้อนกลับไปได้ถึงปีพ.ศ. 2504 ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 และมีความพยายามก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ครั้งแรกมีขึ้นในปีพ.ศ. 2509 เมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสนอโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อศึกษาความเหมาะสมของการจัดตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ณ อ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แต่ก็เลื่อนโครงการไปไม่มีกำหนดเพราะประชาชนคัดค้าน และมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติหลุมแรกในอ่าวไทย  แต่หากพิจารณาประเด็นเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผ่านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า จะพบว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าครั้งแรกคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2550-2564 (PDP2007) ที่กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ 4 โรง ในปีพ.ศ. 2563 และ 2564 มีกำลังการผลิตไฟฟ้าโรงละ 1,000 เมกะวัตต์ จากนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนเรื่อยมาแต่ก็ยังปรากฏในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในทุกยุค และก็มีการเคลื่อนไหวต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไปตั้งมาโดยตลอดทั้งที่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง “โครงการศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์” มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2532 และในช่วงปีพ.ศ. 2553 ซึ่งมีการอนุมัติแผน PDP2010 โดยมีพลังงานนิวเคลียร์อยู่ในแผน 5,000 เมกะวัตต์ มีการกำหนดแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 โรง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี นครสวรรค์ ตราด สุราษฎร์ธานี ชุมพร แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ในแต่ละจังหวัดเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เคยปรากฏในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าก่อนหน้านี้เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ จนกระทั่งในร่างแผน PDP2024 ที่ออกในปีพ.ศ. 2567 ก็ปรากฏว่ามีการกำหนดให้มีเทคโนโลยีใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor-SMR) 600 เมกะวัตต์ โดยแยกเป็น 2 โรง โรงละ 300 เมกะวัตต์ ซึ่งกำหนดว่าจะเข้าระบบในปีพ.ศ. 2580 และจะตั้งอยู่ในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือย่างละโรง แต่สุดท้ายแล้ว ร่างแผน PDP2024 ก็ไม่ได้มีการประกาศใช้ และมีการจัดทำร่างแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งก็คือร่างแผน PDP2026  โดยร่างแผน PDP2026 กำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 9,000 เมกะวัตต์ โดยโรงแรกขนาด 300 เมกะวัตต์จะเข้าระบบในปีพ.ศ. 2580 แต่ยังไม่ระบุว่าจะตั้งอยู่ในพื้นที่ใด ในขณะที่อีก 8,700 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเข้าระบบในช่วงปีพ.ศ. 2581-2893 ในร่างแผน PDP2026 ระบุว่าจะกระจายตัวในทุกภูมิภาคทั้ง 5 ภาคของไทย  แม้ในร่างแผน PDP2026 จะไม่ได้ระบุพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่า กระทรวงพลังงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็ได้จัด “โครงการสร้างความเข้าใจด้านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า Small Modular Reactor (SMR)”   โดยจะเดินทางไปจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี SMR เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง การสื่อสารที่ชัดเจน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพลังงานจังหวัดซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลและนโยบายด้านพลังงานจากส่วนกลางสู่ระดับพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความกังวล และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกำหนดจัด 4 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้  * ครั้งที่ 1 จัดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 21–22 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ สเปซ จ.ลำปาง  * ครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมภูมนตรา รีสอร์ท จังหวัดนครนายก  * ครั้งที่ 3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา อุดร จังหวัดอุดรธานี * ครั้งที่ 4 ภาคใต้ (ยังไม่ระบุวันเวลาและสถานที่)  นอกจากนี้ การเลือกพื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้า SMR ยังต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงและปฏิบัติตามมาตรฐานสากลของ IAEA (International Atomic Energy Agency) ควรเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ ไม่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วม ใกล้แหล่งน้ำสำหรับระบายความร้อน ความเชื่อมโยงกับโครงข่ายไฟฟ้า ฯลฯ  ประเทศไทยจะจัดการอย่างไร หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ต้องใช้น้ำในการหล่อเย็นมหาศาลและต้องจัดเก็บกากกัมมันตรังสีแบบชั่วคราว 40-50 ปี ก่อนจะนำไปจัดการแบบถาวรอีกครั้ง ซึ่งมีไอโซโทปครึ่งชีวิตอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 100,000 ปี แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะช่วยให้ภาคพลังงานของไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งหน้าสู่การเป็นประเทศ Net Zero ภายในปีค.ศ. 2050 ได้ อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ก็ยังมีความกังวลในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นทั้งในประเด็นเรื่องการใช้น้ำหล่อเย็น ซึ่งมีการคำนวณจากกรณีโรงไฟฟ้า SMR  NuScale VOYGR พบว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) มีการใช้น้ำหล่อเย็นในปริมาณที่สูง 1–2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ไปตั้ง นอกจากนั้นยังอาจจะมีการปล่อยน้ำกลับคืนสู่แหล่งน้ำเดิม โดยอุณหภูมิของน้ำที่ปล่อยจะสูงขึ้นกว่าอุณหภูมิปกติ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอีกด้วย และอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลก็คือ การกำจัดกากกัมมันตรังสีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในการพัฒนาปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะใช้ยูเรเนียม-235 (U-235) เพราะเป็นไอโซโทปเดียวที่สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาฟิชชันและผลิตพลังงานได้ แต่เนื่องจาก U-235 ในธรรมชาติมีปริมาณน้อยมากเพียง 0.7% จึงต้องมีการเสริมสมรรถนะของ U-235 เพื่อให้มึความเข้มข้นจนมีแนวโน้มเกิดปฏิกิริยาในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์มากขึ้น ระดับของความเข้มข้นขึ้นอยู่กับประเภทของ SMR * SMR ที่อยู่บนพื้นดินและใช้น้ำหล่อเย็นจะใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต่ำ (LEU) ซึ่งโดยทั่วไปมีความเข้มข้นของ U-235 อยู่ที่ 3–5% มีรอบเติมเชื้อเพลิงทุกๆ 18-24 เดือน * SMR ที่ตั้งบนผิวน้ำและใช้น้ำหล่อเย็นจะใช้ยูเรเนียมที่มีการเสริมสมรรถนะ U-235 ในระดับเกือบ 20% ซึ่งเป็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต่ำขั้นสูง (HALEU) รอบการเติมเชื้อเพลิงยาวนานสูงสุดถึง 120 เดือน / 10 ปี * SMR ที่ใช้ก๊าซเป็นตัวหล่อเย็น (Gas cooled SMRs) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีลักษณะแกนปฏิกรณ์แบบ Pebble-bed (ทรงกลม) หรือแบบ Prismatic core (แท่งปริซึม) โดยใช้ เชื้อเพลิงเม็ดเคลือบสารเคลือบทนความร้อนชนิด TRISO (tristructural isotropic coated particle fuel) ร่วมกับยูเรเนียมที่มีระดับการเสริมสมรรถนะ U-235 สูงขึ้น (HALEU) ในรูปแบบยูเรเนียมไดออกไซด์ หรือยูเรเนียม (UO2) หรือยูเรเนียมออกซีคาร์ไบด์ (UCO) รอบการเติมเชื้อเพลิงอยู่ที่ประมาณ 25-60 เดือน ทั้งนี้มีกรณี เตาปฏิกรณ์ความร้อนสูง ระบายความร้อนด้วยแก๊สชนิดเร็ว รุ่น EM2 ที่ออกแบบโดยบริษัท General Atomics Electromagnetic Systems ทำงานได้ยาวนานมากกว่า 30 ปีโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง ปริมาณกากกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้า SMR ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของไอโซโทป ชนิดของเทคโนโลยี SMR และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการฝังกลบถาวรใต้ดินที่ใช้งานจริง กากทุกชนิดยังอยู่ในสถานะชั่วคราว แม้โรงไฟฟ้า SMR จะมีขนาดเล็กกว่าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างกากกัมมันตรังสีน้อยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปริมาณนิวตรอนที่รั่วไหลออกมา ซึ่งโรงไฟฟ้า SMR รั่วไหลออกมามากกว่า ซึ่งการรั่วไหลนี้ส่งผลต่อปริมาณและองค์ประกอบของกากของเสีย เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้วจาก SMR จะถูกปล่อยออกมาในปริมาณที่มากขึ้นต่อหน่วยพลังงานที่ได้  กากกัมมันตรังสีต้องใช้เวลาเก็บกักให้ปลอดภัยจนกว่าระดับกัมมันตรังสีจะลดลงถึงระดับที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ ระยะเวลาที่ต้องเก็บกักกากกัมมันตรังสีขึ้นอยู่กับประเภทของกาก กากกัมมันตรังสีที่เป็นแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วในโรงไฟฟ้า (Spent fuel) มีระดับรังสีสูงมากและมีอายุยาวนาน การจัดเก็บแบบชั่วคราวนี้จะกินเวลานานประมาณ 40-50 ปี ก่อนที่จะนำไปจัดการแบบถาวรอีกครั้ง ซึ่งมีไอโซโทปครึ่งชีวิตอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 100,000 ปี โดยปัญหากากกัมมันตรังสียังคงไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมและแบบใหม่ จากรายงานของ ทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ปี 2022 ระบุว่า มีการใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์เกือบ 400,000 ตันตั้งแต่ทศวรรษ 1950 โดยที่ 2 ใน 3 ยังเก็บอยู่ในสถานที่จัดเก็บชั่วคราว ที่เหลืออีก 1 ใน 3 ถูกรีไซเคิลด้วยกระบวนการซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของเสียจากโรงไฟฟ้า SMR ว่า การออกแบบโรงไฟฟ้า SMR ขนาด 300 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่จะมีปริมาณของเสียที่ต้องนำไปจัดการมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม 2 ถึง 30 เท่า จนถึงปี 2026 ยังไม่มีประเทศใดในโลก ยกเว้นฟินแลนด์ที่จะเปิดดำเนินการสถานที่กำจัดกากกัมมันตรังสีระดับสูง ที่มีกัมมันตรังสีเข้มข้นที่เกิดจากกระบวนการในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ถาวร หลังจากใช้เวลาก่อสร้างมานานกว่า 20 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 1 พันล้านยูโร นอกจากนี้ยังพบตัวอย่างความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น ที่ทิ้งกากกัมมันตรังสีชั่วคราวของในเยอรมนีซึ่งสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยพบว่าถังเก็บกากกัมมันตรังสีหลายร้อยถังกำลังผุพังและเริ่มรั่วไหล ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและการรั่วไหลของ SMR ยังคงมีอยู่เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหากต้องสร้างเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กหลายแห่ง ความเสี่ยงสะสมที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือสารรังสีรั่วไหลในจุดใดจุดหนึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย  แม้จะยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ร่างแผน PDP2026 ก็ได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 9,000 เมกะวัตต์ โดยโรงแรก 300 เมกะวัตต์มีแผนจะเข้าระบในปีพ.ศ. 2580 อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เปิดเผย ว่า การมีโรงไฟฟ้า SMR ในประเทศต้องผ่านต้องผ่านมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน 19 มาตรฐานของ IAEA และไทยต้องผ่านร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์และรังสี ซึ่งขณะนี้สิ้นสุดขั้นตอนรับฟังความเห็นแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2569 * รายงานพิเศษ * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * พลังงาน * ไฟฟ้า * โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก * SMR * JustPow
001
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
พบคราบสีรุ้งเป็นแผ่นฟิล์มบางโผล่พื้นที่น้ำท่วมปราจีนฯ ด้านภาครัฐส่ง ทสจ.ลงตรวจน้ำ
พบคราบสีรุ้งเป็นแผ่นฟิล์มบางโผล่พื้นที่น้ำท่วมปราจีนฯ ด้านภาครัฐส่ง ทสจ.ลงตรวจน้ำ ภาพปก: จากทีมสื่อของมูลนิธิบูรณะนิเวศ XmasUser Tue, 2026-09-29 - 21:18 มูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้รับข้อมูลจากชาวบ้าน พบคราบฟิล์มสีรุ้งโผล่พื้นที่น้ำท่วม ทุ่งนาชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรี เผยร่องรอยเชื่อมโยงพื้นที่บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี ด้านกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง ระบุว่ามีเพียง ทสจ.เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจ แต่ยังไม่เห็นแนวทางแก้ไขปัญหาจากผู้ว่าฯ    29 ก.ย. 2569 ทีมสื่อมูลนิธิบูรณะนิเวศ รายงานวันนี้ (29 ก.ย.) ประชาชนจากจังหวัดปราจีนบุรี ได้ส่งชุดภาพถ่าย พร้อมระบุข้อมูลว่า ระหว่างสำรวจน้ำท่วม ได้พบคราบน้ำมันสีรุ้งลักษณะคล้ายกับน้ำมันลอยผิวน้ำ ท่วมทุ่งนาบริเวณพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งครอบดังกล่าวมีลักษณะไหลเป็นแนวยาว ระยะทางไม่น้อยกว่า 1 กม.  จากการตรวจสอบของทีมมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า คราบฟิลม์บนผิวน้ำ คล้ายคราบน้ำมัน มีร่องรอยเชื่อมกับบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ของ ‘บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด’ ซึ่งมีใบอนุญาตประกอบกิจการ 2 ประเภท คือ * ใบอนุญาตประกอบกิจการประเภท 105 หรือคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย  * ใบอนุญาตประกอบกิจการ 106 นำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วหรือสารทำละลายมาผ่านกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ทำเชื้อเพลิงผสม ซ่อมและล้างบรรจุภัณฑ์ บดย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และทำอิฐบล็อก อิฐตัวหนอน จากสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลด้วยว่า คราบน้ำสีรุ้งคล้ายน้ำมันที่ไหลเป็นแนวยาว กำลังไหลผ่านพื้นที่น้ำท่วมจาก ‘บ้านสระมะเขือ’ ‘บ้านคู้ลำพัน’ และ ‘บ้านโคกวัด’ ใน อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี ก่อนมุ่งหน้าไปยัง ‘ทุ่งบางพรวง’  ยังประเมินความเสียหายไม่ได้ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม สมาชิกเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ซึ่งกลุ่มภาคประชาชนที่ดูแลเรื่องปัญหาอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ทางโทรศัพท์ถึงกรณีที่มีภาพจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ เผยให้เห็นคราบน้ำมัน เป็นฟิลม์ขึ้นมาบนผิวน้ำกระจายไปทั่วพื้นที่ทุ่งนา ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี  สุเมธ กล่าวว่า เบื้องต้น ทางกลุ่มได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีคราบน้ำมันท่วมเข้ามาในพื้นที่ทุ่งนา เมื่อมาตรวจสอบ ก็พบว่ามีคราบน้ำมันจริงตามที่ชาวบ้านร้องเรียนเข้ามาจริง สมาชิกกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง กล่าวต่อว่า ปัญหาเรื่องคราบน้ำมัน สารพิษ สารเคมีที่ไหลออกมาจากพื้นที่บ่อฝังกลบกากฯ ของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมที่ปราจีนบุรีแล้ว จนกระทั่งเมื่อ 25 ก.ย. 2569 เป็นต้นมาฝนตกหนัก ทำให้ปราจีนบุรีน้ำท่วม ก็ส่งผลให้ฝนที่ลงไปในบ่อล้นออกมา ปนเปื้อนกับน้ำที่ท่วมอยู่ภายนอกพื้นที่โรงงาน ส่งผลให้การปนเปื้อนกระจายไปตามน้ำที่ท่วม ลงในพื้นที่ทุ่งนาของชาวบ้าน  “ต้องบอกว่าคราบน้ำมันมันไหลออกมาข้างนอกตั้งแต่ก่อนน้ำจะท่วมแล้ว คราบที่เราเห็นสารพิษสารเคมี แต่ทีนี้พอน้ำท่วมปัญหามันน่าจะบานปลาย ไหลไปในพื้นที่นา ตรงนี้น่าจะเป็นพันไร่ หรืออาจจะเป็นหมื่นไร่ เราก็ไม่รู้ว่าสารพิษมันจะไปอย่างไรบ้าง” สมาชิกปราจีนเข้มแข็ง บรรยาย  สำหรับผลกระทบ สุเมธ ยังคาดเดาไม่ได้ว่า สารพิษที่ปนเปื้อนในน้ำท่วมจะกระจายไปมากน้อยขนาดไหน อาจจะขึ้นอยู่กับกระแสน้ำที่ไหลไป  นอกจากนี้ จากการสอบถามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ปราจีนบุรี สุเมธ ประเมินว่า ระดับน้ำในพื้นที่น่าจะสูงขึ้นจากเมื่อวานประมาณ 20-30 เซนติเมตร โดยสังเกตจากการเมื่อวานนี้ เขายังเห็นถนนคอนกรีตก่อนเข้าโรงงาน กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ แต่วันนี้เราไม่สามารถมองเห็นถนนได้แล้ว  สิ่งที่สุเมธ กังวลก็คือ เมื่อระดับน้ำโดยรวมสูงขึ้น ตอนนี้เราไม่สามารถมองเห็นบ่อชะกากฯ รอบำบัดของโรงงานกรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ ได้แล้ว เพราะว่าถูกน้ำท่วมจนมิด ซึ่งเขาไม่ทราบเหมือนกันว่าบ่อชะกากฯ มีสารพิษ หรือสารเคมี ที่ปนเปื้อนในน้ำท่วมมากน้อยขนาดไหน  ขณะที่สมาชิกปราจีนเข้มแข็ง ประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วม จ.ปราจีนบุรี น่าจะยังไม่ดีขึ้น แม้ว่าจะไม่มีฝนตกในพื้นที่แล้ว แต่ว่าจะมีมวลน้ำจากทางตอนเหนือของปราจีนฯ ไหลลงมา ไม่ว่าจะเป็น จากทาง จ.สระแก้ว เขาใหญ่ หรืออ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  “น้ำจากอ่างเก็บน้ำมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตอนนี้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และน้ำก็มีกลิ่นเหม็นด้วย” สุเมธ กล่าว ยังไม่เห็นแนวทางแก้ปัญหาจากรัฐ เมื่อสอบถามว่า ณ ตอนนี้มีหน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่ไปดูแลปัญหาหรือยัง สุเมธ กล่าวว่า เบื้องต้น มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีบบุรี สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เก็บน้ำตัวอย่างเอาไปตรวจ และทางศูนย์ดำรงธรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบ แต่ยังไม่เห็นการสั่งการจากผู้ว่าฯ ว่าจะมีแนวทางแก้ไขปัญหา หรือบริหารจัดการน้ำยังไง “มันเป็นปัญหาใหญ่ แต่ยังไม่มีความใส่ใจจากผู้ว่าฯ เลย” สุเมธ ทิ้งท้าย  * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * สิ่งแวดล้อม * สุเมธ เหรียญพงษ์นาม * เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง * ปราจีนบุรี * มูลนิธิบูรณะนิเวศ * บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด
002
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
อาศัยจังหวะชุลมุน รัฐบาลประกาศ 'ยุบธนาคารที่ดิน' มีผลวันที่ 1 ต.ค. นี้
อาศัยจังหวะชุลมุน รัฐบาลประกาศ 'ยุบธนาคารที่ดิน' มีผลวันที่ 1 ต.ค. นี้ Pazzle Tue, 2026-09-29 - 20:53 อาศัยจังหวะชุลมุนน้ำท่วม รัฐบาลออกประกาศยุบ "สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน" โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป   29 ก.ย. 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศยุบ "สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน" โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป ก่อนหน้านี้ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ได้พยายามเรียกร้องต่อรัฐบาลอนุทิน ไม่ให้ทำการบุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) จนกว่าจะมีการจัดตั้งธนาคารที่ดินและดำเนินการกระจายการถือครองที่ดินแล้วเสร็จ เนื่องจากยังมีประชาชนคนยากคนจนและเกษตรกรรายย่อยยังเผชิญหน้ากับความไม่มั่นคงในที่ดิน ซึ่งการเข้าถึงที่ดินอย่างเป็นธรรมควรเป็นสิทธิของประชาชนหลังมีประกาศยุบธนาคารที่ดินออกมา สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือได้โพสต์ข้อความระบุว่า ขณะที่สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือกำลังปักหลักชุมนุมอยู่ที่หน้าศาลากลางจังหวัดลำพูน ตั้งแต่วันที่ 27–29 ก.ย. 2569 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดิน รัฐบาลกลับเดินหน้าประกาศยุบเลิกในช่วงเวลาเดียวกัน นี่คือภาพสะท้อนความห่วยแตกของรัฐบาลสีน้ำเงิน รัฐบาลที่ไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่เห็นหัวคนจน และเลือกใช้กลไกอำนาจเดินหน้าปิดธนาคารที่ดิน ท่ามกลางการปักหลักเรียกร้องของประชาชน ประชาชนไม่อาจยอมรับคำสั่งให้ประชาชนต้องยอมจำนน ปัญหาที่ดินยังอยู่ คนจนยังไม่มีที่ดินทำกิน และความอยุติธรรมยังไม่ได้หายไปไหน เราจะไม่ยอมจำนนต่อการตัดสินใจที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ตราบใดที่ปัญหาที่ดินยังไม่ถูกแก้ การต่อสู้ของประชาชนก็ยังเดินหน้าต่อไป ไม่มีอะไรมาหยุดอำนาจประชาชนได้   * ข่าว * การเมือง * สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ * ธนาคารที่ดิน * ราชกิจจานุเบกษา
005
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
เปิดภาพ ชาวสะพานใหม่ยังอ่วม น้ำท่วมวันที่ 4 ชุมชนริมคลอง-ซอยริมถนนบางจุดสูงเกือบถึงเอว บ้านชั้นเดียวใช้ห้องน้ำไม่ได้
เปิดภาพ ชาวสะพานใหม่ยังอ่วม น้ำท่วมวันที่ 4 ชุมชนริมคลอง-ซอยริมถนนบางจุดสูงเกือบถึงเอว บ้านชั้นเดียวใช้ห้องน้ำไม่ได้ รายงาน-ภาพ: แมวส้ม See Think Tue, 2026-09-29 - 19:30 วันนี้ (29 ก.ย. 2569) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ย่านสะพานใหม่ เขตบางเขน กรุงเทพฯ พบว่าสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลายเข้าสู่วันที่ 4 หลังเริ่มท่วมตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2569 โดยถนนพหลโยธินบางช่วงน้ำเริ่มแห้ง ส่วนบางช่วงยังคงมีน้ำขัง ซอยริมถนนและชุมชนริมคลองบางส่วนระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว ส่งผลให้บ้านชั้นเดียวไม่สามารถใช้ห้องน้ำและประกอบอาหารได้ตามปกติ โดยวันนี้เป็นวันแรกที่มีแดดออก หลังจากหลายวันที่ผ่านมาอากาศครึ้มและมีฝนตกต่อเนื่อง สำหรับบริเวณถนนพหลโยธิน พบว่ายังมีน้ำขังจนล้นขึ้นบนทางเท้าเป็นระยะ ขณะที่บางช่วงน้ำเริ่มแห้งแล้ว รถจักรยานยนต์และรถยนต์ขนาดเล็กยังต้องใช้ช่องทางเดินรถขวาสุด ผู้สื่อข่าวเข้าสำรวจที่ชุมชนร่วมใจพัฒนาเหนือ ซึ่งเป็นชุมชนริมคลองถนน พบว่าน้ำยังคงท่วมในหลายพื้นที่ โดยจุดที่ท่วมสูงที่สุดมีระดับเกือบถึงเอว ขณะที่บางจุดน้ำท่วมถึงหน้าแข้ง เมื่อวัดจากระดับถนนภายในชุมชน บ้านบางหลังซึ่งมีระดับพื้นต่ำกว่าบริเวณโดยรอบจึงถูกน้ำท่วมสูงและได้รับผลกระทบมากกว่าจุดอื่น ชาวบ้านรายหนึ่งเล่าว่า บ้านของตนมีเรือไว้ใช้ และมีผู้อำนวยการเขตนำอาหารมาแจกให้ ขณะที่เมื่อปี 2554 เคยประสบเหตุน้ำท่วมเช่นกัน โดยครั้งนั้นน้ำท่วมสูงถึงระดับอก อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้น้ำเพิ่มขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว จึงไม่ได้เก็บข้าวของขึ้นที่สูง ขณะที่หญิงสูงอายุอีกรายระบุว่า ปีนี้ระดับน้ำยังน้อยกว่าน้ำท่วมเมื่อปี 2554 แต่เนื่องจากอายุมากและไม่สามารถออกไปซื้อของข้างนอก โดยมีหัวหน้าชุมชนเข้ามานำอาหารมาให้ ในชุมชนยังพบว่าชาวบ้านบางหลังต้องใช้วิธีวิดน้ำออกจากบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง ขณะที่บางจุดเริ่มมีน้ำเน่าและขยะสะสม ส่งผลให้มีกลิ่นเหม็น ชาวบ้านอีกรายซึ่งมีเรือ ใช้เรือรับส่งคนเข้า-ออกจากชุมชนฟรี เนื่องจากบางจุดน้ำท่วมสูงระดับน้ำถึงเอว โดยระบุว่าวันนี้ระดับน้ำลดลงจากก่อนหน้านี้เล็กน้อย แต่ยังไม่สามารถเดินทางเข้า-ออกได้ตามปกติ สำหรับการใช้ชีวิตภายในบ้าน ชาวบ้านระบุว่าบ้านที่มีสองชั้นยังสามารถใช้ห้องน้ำชั้นบนและประกอบอาหารได้ ส่วนบ้านชั้นเดียวบางหลังไม่สามารถใช้ห้องน้ำหรือประกอบอาหารได้ตามปกติ เนื่องจากระดับน้ำยังท่วมอยู่ภายในบ้าน ชาวบ้านบางรายระบุว่า พยายามจำกัดการใช้น้ำและการขับถ่าย ขณะที่บางรายใช้ถุงดำในการขับถ่าย จากการพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชน พบว่ามีหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาแจกจ่ายอาหาร อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน, ผู้อำนวยการเขต, “แบงค์” ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.พรรคประชาชน และประธานชุมชน ชาวบ้านสะท้อนว่า ขณะนี้ต้องการให้เร่งระบายน้ำและดันน้ำที่ท่วมขังออกจากพื้นที่ให้ลดระดับลงอีก เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตและเดินทางเข้า-ออกชุมชนได้ตามปกติ นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวสำรวจบริเวณจุดกลับรถใต้สะพานถนนเทพรักษ์และแยกข้ามไปยังบิ๊กซีสะพานใหม่ พบว่ายังมีน้ำท่วมขังสูง โดยเฉพาะบริเวณในซอยพหลโยธิน 69/5, 69/6, 69/7, 69/8, โชคดี 1, โชคดี 2, โชคดี 3 และ โชคดี 4 ซึ่งระดับน้ำสูงประมาณเกือบถึงเอว ขณะที่ทางเท้าหน้าปากซอยสูงระดับหน้าแข้งจนถึงเข่า ขณะเดียวกัน บริเวณถนนใหญ่ยังพบว่าประชาชนบางส่วนพยายามกลับมาใช้ชีวิตและทำงาน โดยมีแม่ค้าออกมาตั้งแผงขายอาหารและของกินริมถนน ไรเดอร์แพลตฟอร์มออนไลน์เริ่มออกมาทำงาน ส่วนชาวบ้านในชุมชนที่ต้องการออกมาซื้ออาหารและของใช้จำเป็น ยังคงต้องเดินลุยน้ำออกจากชุมชน ส่วนบางจุดที่มีระดับน้ำสูงต้องใช้เรือในการเดินทางเข้า-ออก ขณะที่ร้านค้าริมถนนบางแห่งที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเข้าร้าน ยังไม่สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * น้ำท่วม * สะพานใหม่ * อุทกภัย * การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
010
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
เปิดสภาคุ้มครองชาติพันธุ์นัดแรก สมาชิกชาติพันธุ์เข้าร่วมคึกคัก หลัง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ใช้ครบ 1 ปี
เปิดสภาคุ้มครองชาติพันธุ์นัดแรก สมาชิกชาติพันธุ์เข้าร่วมคึกคัก หลัง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ใช้ครบ 1 ปี Pazzle Tue, 2026-09-29 - 18:02 กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดการประชุม “สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย” ครั้งแรก สมาชิกจาก 51 ชาติพันธุ์ทั่วประเทศเข้าร่วมคึกคัก หลัง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ 2568 บังคับใช้ครบ 1 ปี ผลการเลือกตั้งประธานสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์คนแรกตกเป็นของ "ศักดิ์ดา แสนมี่" จากชาติพันธุ์ลีซู    29 ก.ย. 2569 กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดการประชุม “สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย” ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดยมี ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ซึ่งเป็นผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศจำนวนกว่า 209 คนเข้าร่วมประชุม ร่วมด้วยแขกกิตติมศักดิ์ที่มาร่วมเปิดประชุม ได้แก่ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล, สว.ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สส.ณัฐวุฒิ บัวประทุม, อดีต สส.มานพ คีรีภูวดล, เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และตัวแทนภาคประชาสังคมที่ร่วมผลักดัน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ได้แก่ ไมตรี จงไกรจักร และสุริยัน ทองหนูเอียด เป็นต้น ถือเป็นการเริ่มกลไกการทำงานของสภาอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 “ขอให้สมาชิกทุกคนช่วยกันทำให้พื้นที่สภาคุ้มครองฯ นี้เป็นพื้นที่แห่งการรับฟังปัญหา และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความหมาย” ปิยะรัฐชย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาของการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ต้องต่อสู้กับมายาคติและแรงกดดันจากภายนอกที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ จนในท้ายที่สุด พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้ประกาศใช้ และเป็นที่มาของการเปิดประชุมสภาคุ้มครองฯ ในวันนี้ ปิยะรัฐชย์ชี้ว่า วันนี้ชาติพันธุ์จำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากร จึงคาดหวังให้สภาแห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งความร่วมมือ และพื้นที่ลดอคติจากคนภายนอก เพื่อให้เห็นศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลือกตั้งสภาคุ้มครองฯ ในช่วงเริ่มต้นการประชุม สถาพร สุขใหญ่ สมาชิกอาวุโสจากกลุ่มชาติพันธุ์ไทยอง จ.ลำพูน ทำหน้าที่ประธานชั่วคราว โดยมีวาระแรกเพื่อรับทราบผลการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองฯ และอำนาจหน้าที่ของสภาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 สำหรับการเลือกประธานสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 2 คน ได้แก่ศักดิ์ดา แสนมี่ หมายเลข 1 จากชาติพันธุ์ลีซู และ ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ หมายเลข 2 จากชาติพันธุ์กูย ศักดิ์ดา แสนมี่ กล่าวถึงแนวทางการทำงานว่า ตนทำงานภาคประชาสังคมและทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มลีซูและชนเผ่าพื้นเมืองมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงจากกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม โดยมองว่าประธานสภาต้องสามารถทำงานร่วมกับทีมและรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน ขณะที่ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ กล่าวว่า การทำงานด้านฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์เป็นประเด็นสำคัญ รวมถึงการอนุรักษ์ภาษาแม่ที่กำลังสูญหาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมเสนอให้มีการพัฒนาศักยภาพของชุมชน เพื่อให้แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์สามารถพึ่งพาตนเองได้ และสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน ศักดิ์ดา แสนมี่ หมายเลข 1 จากชาติพันธุ์ลีซู ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ หมายเลข 2 จากชาติพันธุ์กูย ผลการลงคะแนนจากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 209 คน ปรากฏว่า ศักดิ์ดา แสนมี่ ได้รับ 161 เสียง ขณะที่ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ ได้ 44 เสียง มีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 เสียง และบัตรเสีย 3 ใบ ส่งผลให้ศักดิ์ดา แสนมี่ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์คนแรก ทั้งนี้ สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งการเป็นศูนย์กลางประสานงานระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย การเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขต่อคณะกรรมการ รวมถึงการรับเรื่องร้องทุกข์และติดตามปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐหรือเอกชนที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยตามระเบียบวาระการประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1/2569 หลังจากที่มีการเปิดประชุมและเลือกตั้งประธานสภาคุ้มครองฯ เรียบร้อยแล้ว จะมีการประชุมในหัวข้ออภิปรายข้อมูลสถานการณ์กลุ่มชาติพันธุ์ และการพิจารณาแนวทางการจัดทำแผนขับเคลื่อนสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นวาระต่อไป     * ข่าว * การเมือง * ศักดิ์ดา แสนมี่ * ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ * พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ * ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช * ชาติพันธุ์
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
ศาลปราจีนบุรี เตรียมนัดฟัง คำสั่งคดีไต่สวนการตาย 'พลทหารเพรชรัตน์'
ศาลปราจีนบุรี เตรียมนัดฟัง คำสั่งคดีไต่สวนการตาย 'พลทหารเพรชรัตน์' Pazzle Tue, 2026-09-29 - 17:28 พรุ่งนี้ (30 ก.ย. 2569) ศาลปราจีนบุรีนัดฟังคำสั่งคดีไต่สวนการชันสูตรพลิกศพของ "พลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง" อายุ 22 ปี ที่เสียชีวิตในค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี ครอบครัวยังตั้งข้อสงสัยต่อช้อนปริศนาที่พบในเตาเผาศพผู้ตาย บริเวณกระดูกส่วนหัว พยานพลทหารเพื่อนร่วมห้องขังของพลทหารเพรชรัตน์ให้การว่าในวันเกิดเหตุ มีการเรียกให้พลทหารเพรชรัตน์ออกไปนอกแถวเพื่อลงโทษ และทำร้ายร่างกาย โดยการเตะเข้าที่หน้าอก 2 ครั้ง จนทำให้พลทหารเพรชรัตน์ช็อคและเสียชีวิตในเวลาต่อมา   29 ก.ย. 2569  มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรายงาน ศาลจังหวัดปราจีนบุรีเตรียมนัดฟังคำสั่งคดีไต่สวนการชันสูตรพลิกศพของ "พลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง" อายุ 22 ปี ที่เสียชีวิตภายในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี ในพรุ่งนี้ (30 ก.ย. 2569) เวลา 10.30  น. ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 พนักงานอัยการในฐานะผู้ร้อง ได้นำสืบพยานจำนวน 9 ปาก และทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะตัวแทนของผู้ร้องซักถาม (ครอบครัวผู้เสียชีวิต) นำสืบพยานจำนวน 4 ปาก โดยมีพยานซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องขังและอยู่กับพลทหารเพรชรัตน์ในวันเกิดเหตุ ได้เบิกความทำนองว่า มีผู้ที่ลงมือกระทำต่อพลทหารเพรชรัตน์โดยการเรียกให้พลทหารเพรชรัตน์ออกไปนอกแถวเพื่อลงโทษ และทำร้ายร่างกายโดยการเตะเข้าที่หน้าอก จำนวน 2 ครั้ง จึงทำให้พลทหารเพรชรัตน์มีอาการช็อค และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เรื่องที่เกี่ยวข้อง * มทบ.12 พร้อมเปิดภาพกล้องวงจรปิด ครอบครัวคาใจ 'ช้อนปริศนา' ในร่าง 'พลทหารเพชรัตน์' พลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง การเสียชีวิตของพลทหารเพรชรัตน์เป็นการเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวภายในเรือนจำ ประกอบกับการที่ครอบครัวยังคงติดใจถึงสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากแพทย์นิติเวชระบุว่า พลทหารเพรชรัตน์เสียชีวิตจากอาการกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ จึงต้องมีการไต่สวนการชันสูตรพลิกศพ และได้มอบอำนาจให้ทนายความของ CrCF ดำเนินการทางกฎหมาย รวมถึงการเป็นทนายความในคดีไต่สวนการชันสูตรพลิกศพ โดยเป็นทนายความผู้ร้องซักถามร่วมกับพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี ภายหลังจากการไต่สวน ศาลจะมีคำสั่งเกี่ยวกับสาเหตุและรายละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิต  ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการค้นหาความจริงในกรณีอื่นๆ เช่น การชี้เบาะแสในกรณีที่มีผู้กระทำให้เสียชีวิต รวมถึงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อไป ซึ่งคำสั่งศาลในกรณีของพลทหารเพรชรัตน์นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากที่ผ่านมา การเสียชีวิตของพลทหารขณะเข้ารับการฝึกอยู่ในค่ายมักจบลงที่การเจรจาไกล่เกลี่ย และจ่ายเงินชดเชยเยียวยา ทว่าไม่สามารถนำตัวผู้ที่กระทำให้เกิดการเสียชีวิต รวมทั้งผู้บังคับบัญชามาดำเนินคดีตามกฎหมายได้     * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * พลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง * ทหารเกณฑ์ * ทหารเกณฑ์เสียชีวิต * มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
011
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
เรือนจำกบินทร์บุรี สั่งย้ายผู้ต้องขัง 420 ราย ไปสระแก้ว หนีน้ำท่วม
เรือนจำกบินทร์บุรี สั่งย้ายผู้ต้องขัง 420 ราย ไปสระแก้ว หนีน้ำท่วม ภาพจาก กรมประชาสัมพันธ์ Pazzle Tue, 2026-09-29 - 16:15 พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เผยมีการสั่งย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำกบินทร์บุรีที่ถูกน้ำท่วมไปยังเรือนจำ จ.สระแก้ว ปฏิบัติการลำเลียงผู้ต้องขังกว่า 420 คน ออกจากเรือนจำเรือนจำกบินทร์บุรี เพื่อส่งไปยังรถของกรมราชทัณฑ์ ก่อนส่งต่อไปที่เรือนจำจังหวัดสระแก้ว เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร   29 ก.ย. 2569 พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เผยมีการสั่งย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำกบินทร์บุรีที่ถูกน้ำท่วมไปยังพื้นที่เรือนจำ จ.สระแก้ว จัดการแล้วเสร็จไปเมื่อช่วงเย็นเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาอะไร  โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 3 ปราจีนบุรี และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี ได้ร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ทำภารกิจย้ายผู้ต้องขังเรือนจำกบินทร์บุรี ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำไหลเข้าท่วมภายในบริเวณเรือนจำ ทำให้ต้องเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังออกจากพื้นที่ สำหรับการสนับสนุนอพยพเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังเรือนจำอำเภอกบินทร์บุรี จำเป็นต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ ปภ. จึงได้สนับสนุนนำเรือท้องแบน 8 ลำ พร้อมเรือสกู๊ดเตอร์ 2 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติการจากศูนย์ ปภ.เขต 6 ขอนแก่น ลำเลียงผู้ต้องขัง กว่า 420 คน ออกจากเรือนจำเรือนจำอำเภอกบินทร์บุรี เพื่อส่งไปยังรถของกรมราชทัณฑ์ ก่อนส่งต่อไปที่เรือนจำจังหวัดสระแก้ว รวมทั้งยังได้ช่วยลำเลียงคนงานก่อสร้างเรือนจำอำเภอกบินทร์บุรี และครอบครัวเจ้าหน้าที่เรือนจำ จำนวน 50 คน ออกไปยังพื้นที่ปลอดภัย การปฏิบัติงานต้องเป็นไปอย่างรัดกุมโดยมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ ร่วมควบคุมการปฏิบัติงาน   * ข่าว * การเมือง * รุทธพล เนาวรัตน์ * น้ำท่วม * เรือนจำ * ราชทัณฑ์
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
นายกฯ เตรียมงบกลาง 4,000 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมทั่วประเทศ คาดว่าจะเพียงพอ
นายกฯ เตรียมงบกลาง 4,000 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมทั่วประเทศ คาดว่าจะเพียงพอ Pazzle Tue, 2026-09-29 - 15:41 นายกฯ แถลงเตรียมใช้งบกลาง 4,000 ล้านบาท เยียวยาประชาชนหลังน้ำท่วมทั่วประเทศ คาดว่าจะเพียงพอสำหรับการเยียวยา  รวมถึงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่เฉพาะกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้นายกฯ ระบุว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย กรอบวงเงินโครงการกว่า 160,000 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ 8 ปี ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลได้เป็นอย่างดี    29 ก.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า รัฐบาลเตรียมใช้งบกลางที่เหลืออยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งได้กันสำรองไว้สำหรับการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน คาดว่าจะเพียงพอสำหรับการเยียวยา รวมถึงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร โดยการให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อมูลความเสียหายที่พื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขึ้นมา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการบริหารสถานการณ์อุทกภัยและภัยธรรมชาติ รัฐบาลได้กำหนดผู้รับผิดชอบกำกับติดตามสถานการณ์ในแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลพื้นที่ภาคกลาง รองนายกรัฐมนตรียศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ดูแลภาคเหนือ รองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุชาติ ชมกลิ่น ดูแลภาคตะวันออก พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งเพิ่มเติมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นผู้แทนคณะรัฐมนตรีกำกับดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะทำหน้าที่กำกับดูแล ประสานงาน และดำเนินการแก้ไขปัญหาในนามนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีความชัดเจน สามารถประสานและสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย กรอบวงเงินโครงการกว่า 160,000 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ 8 ปี ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมทั้งสามารถใช้พื้นที่บางส่วนเป็นแหล่งกักเก็บน้ำหรือแก้มลิงตามธรรมชาติ เพื่อบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนและเพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้จะมีการประชุมเพื่อหารือการปรับหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการจัดทำพื้นที่แก้มลิงสำหรับกักเก็บและผันน้ำ รวมถึงสามารถนำน้ำที่กักเก็บไว้ไปใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้ โดยจะมุ่งให้การลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำสามารถสร้างประโยชน์ได้ทั้งในช่วงฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง ในส่วนของแหล่งงบประมาณ จะมีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง รวมถึงพิจารณาการใช้เงินกู้ตามกรอบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง     * ข่าว * การเมือง * สังคม * อนุทิน ชาญวีรกูล * น้ำท่วมกรุงเทพ * น้ำท่วม
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
นักศึกษา มช. ทำพิธีสืบชะตาต่ออายุ 'หอพักอ่างแก้ว' หวังอนุรักษ์พื้นที่
นักศึกษา มช. ทำพิธีสืบชะตาต่ออายุ 'หอพักอ่างแก้ว' หวังอนุรักษ์พื้นที่ Pazzle Tue, 2026-09-29 - 12:02 นักศึกษา มช. กว่า 30 คน รวมตัวทำพิธีสืบชะตาต่ออายุ "หอพักอ่างแก้ว" ร่วมกันจุดเทียน 62 เล่ม พร้อมสวดบทสวดสืบชะตาเป็นภาษาล้านนา หวังอนุรักษ์อาคาร โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 นักศึกษากลุ่ม SAAP 24:7 ได้พบว่าภายในหอพักอ่างแก้วมีผู้เข้าไปทำพิธีบางอย่างภายในตัวอาคาร หวั่นเป็นการทำพิธีขอขมาอาคารเพื่อรื้อถอน นักศึกษาจึงได้รวมตัวกันในวันนี้เพื่อทำพิธีพิธีสืบชะตาต่ออายุหอพักอ่างแก้ว   28 ก.ย. 2569 เวลา 10.00 น. นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่กว่า 30 คน รวมตัวทำพิธีสืบชะตาต่ออายุ "หอพักอ่างแก้ว" มีการตั้งไม้ค้ำใช้สายสิญจน์พันเป็นซุ้มสืบชะตา ก่อนจะโยงสายสิญจน์เข้าไปยังหอพักอ่างแก้ว และร่วมกันจุดเทียน 62 เล่ม พร้อมสวดบทสวดสืบชะตาเป็นภาษาล้านนา โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 นักศึกษากลุ่ม SAAP 24:7 ได้พบว่าภายในหอพักอ่างแก้วมีผู้เข้าไปทำพิธีบางอย่างภายในตัวอาคาร หวั่นเป็นการทำพิธีขอขมาอาคารเพื่อรื้อถอน นักศึกษาจึงได้รวมตัวกันในวันนี้เพื่อทำพิธีพิธีสืบชะตาต่ออายุหอพักอ่างแก้ว บรรยากาศการทำพิธีสืบชะตาต่ออายุหอพักอ่างแก้วในเป็นไปโดยสงบ ไม่มีเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเข้ามาห้ามปรามแต่อย่างใด รศ.ดร.สันต์ สุวัจฉราภินันท์ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้อัปเดตว่า ขณะนี้ทางสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการยื่นเรื่องขอกรมธนารักษ์ เชียงใหม่ บรรจุอาคารหอพักอ่างแก้วและแฟลตฝายหินของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าสู่บัญชีรายชื่อ อาคารทรงคุณค่าที่ควรอนุรักษ์เพิ่มเติมของกรมธนารักษ์ เพื่อปกป้องคุ้มครองมรดกทางสถาปัตยกรรมของตัวอาคารทั้งสองไว้ไม่ให้ถูกรื้อถอน       * ข่าว * สังคม * การศึกษา * หออ่างแก้ว * เชียงใหม่ * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นจัดสมัชชาที่ระนองและพังงา เตรียมข้อเสนอเร่งรัดรัฐบาลแก้ปัญหาตกสำรวจ
เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นจัดสมัชชาที่ระนองและพังงา เตรียมข้อเสนอเร่งรัดรัฐบาลแก้ปัญหาตกสำรวจ auser15 Tue, 2026-09-29 - 07:56 เมื่อวันที่ 26 ถึง 27 กันยายน 2569 เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยและมูลนิธิชุมชนไท จัดกิจกรรมสมัชชาเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย โซนจังหวัดระนองและพังงา ที่วัดตโปธาราม และกิจกรรมชุมชนไท ทอล์ค ที่โรงแรมเฮอริเทจ แกรนด์ คอนเวนชั่น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง มีผู้เข้าร่วมประมาณ 170 คน เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอให้กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลเร่งรัดการแก้ไขปัญหา เมื่อวันที่ 26 ถึง 27 กันยายน 2569 เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยและมูลนิธิชุมชนไท จัดกิจกรรมสมัชชาเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย โซนจังหวัดระนองและพังงา ที่วัดตโปธาราม และกิจกรรมชุมชนไท ทอล์ค ที่โรงแรมเฮอริเทจ แกรนด์ คอนเวนชั่น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง มีผู้เข้าร่วมประมาณ 170 คน ภควินท์ แสงคง ที่ปรึกษาเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย กล่าวว่า คนไทยพลัดถิ่นคือคนไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555 ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ระบุว่ามีคนไทยพลัดถิ่นจำนวน 18,537 คน ภายใต้กฎหมายฉบับที่ 5 ได้คืนสัญชาติไปแล้วประมาณ 13,820 คน และยังมีผู้ที่ยังไม่ได้คืนสัญชาติอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาอีกประมาณ 4,700 คน แต่มีข้อติดขัดจากรัฐบาล ทำให้กลไกสุดท้ายในการพิจารณาว่าจะได้สัญชาติหรือไม่ ไม่ได้ประชุมมาอย่างน้อย 3 ปี ทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้า สุพรรณแก้ว ภักดี อาสาสมัครเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย โซนจังหวัดระนองและพังงา กล่าวว่า การประชุมสมัชชาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลสมาชิก ข้อจำกัด และข้อเสนอ เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหา โดยร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (People's Movement for a Just Society: พีมูฟ) ข้อเสนอหลักของเครือข่ายคือเปิดให้มีการสำรวจคนที่ตกสำรวจ ให้ได้สิทธิในการรักษาพยาบาล การศึกษา การเดินทางออกนอกจังหวัด และให้มีการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อรับรองคนไทยพลัดถิ่นที่ตกค้าง สมาชิกเครือข่ายในพื้นที่ 4 อำเภอ 2 จังหวัดมีจำนวน 190 ครอบครัว 538 คน สุพรรณแก้ว กล่าวว่า ต้องการให้คนไทยพลัดถิ่นได้บัตรประชาชน คนไทยพลัดถิ่นคือคนไทย ต้องการสัญชาติไทยตามสายเลือด ต้องการให้สังคมรับรู้ว่าไม่ได้มาแย่งชิงสิทธิของใคร แต่เป็นคนไทยเหมือนกันที่ต้องการสิทธิเพราะอยู่ในประเทศไทย มีญาติพี่น้องที่มีบัตรประชาชน สุพรรณแก้ว กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คนตกสำรวจอย่างน้อย 150 คน ต้องเป็นหนี้โรงพยาบาลและผ่อนเดือนละ 500 บาท ต้องการให้หาข้อสรุปเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย เช่น การต่ออายุบัตรสุขภาพเพื่อลดค่าใช้จ่าย เพราะหลายคนเป็นคนที่มีรายได้น้อย การรักษาครั้งละ 10,000 บาทไม่มีเงินจ่าย บางคนไม่ได้ผ่อนจนถูกหมายศาลทวงหนี้ บางคนเจ็บป่วยอยู่ที่บ้านด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิต ไตระยะที่ 3 และมะเร็ง สุกัญญา ภักดี คนไทยพลัดถิ่น บ้านช้างแหก ตำบลราชกรูด จังหวัดระนอง กล่าวว่า ไม่มีบัตรประชาชนเพราะตกสำรวจ ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง คลอดบุตรคนแรกจ่าย 4,000 บาท คนที่ 2 จ่าย 4,000 บาท คนที่ 3 ใช้สิทธิบัตรสุขภาพที่ซื้อจากโรงพยาบาลราคา 2,700 บาท คนที่ 4 จ่ายมากกว่า 10,000 บาท ทำให้เป็นหนี้ทั้งโรงพยาบาลกะเปอร์และโรงพยาบาลระนองและยังผ่อนไม่หมด สามีทำงานคนเดียว รายได้ไม่พอ ต้องส่งลูกและหลาน 4 คนเรียนหนังสือ ต้องการให้มีการสำรวจคนไทยพลัดถิ่นที่ตกสำรวจใหม่ และให้เข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาล หะนะ มิดชิด คนไทยพลัดถิ่น บ้านช้างแหก ตำบลราชกรูด จังหวัดระนอง กล่าวว่า เข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว และเข้าร่วมกระบวนการแก้ไขปัญหามาประมาณ 8 ปี การแก้ไขปัญหาคนตกสำรวจล่าช้า ส่งข้อมูลไปนานแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า ยังรอคิวจากทางอำเภอ ต้องการได้บัตรประชาชนหรือบัตรไทยพลัดถิ่น เพื่อให้เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดได้โดยไม่ต้องกลัวถูกจับกุม และเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาล หากต้องผ่าท้องคลอดบุตรต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 บาท แพทย์เห็นว่ามีความลำบากจึงให้ผ่อนเดือนละ 500 บาทหรือ 1,000 บาท ทำให้ต้องหาเงินมาจ่ายทั้งที่รายได้ไม่พอ * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย * มูลนิธิชุมชนไท * คนไทยพลัดถิ่น
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 29/09/2026
dlvr.it
คลาดเคลื่อน เลื่อนลอย และดูถูกสติปัญญา
คลาดเคลื่อน เลื่อนลอย และดูถูกสติปัญญา สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี   sarayut Tue, 2026-09-29 - 05:46 ไม่น่าเชื่อว่าอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย จะกล้าให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเลื่อนลอยเกี่ยวกับข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชาและความมั่นคงทางพลังงานแก่คนไทยในสหรัฐอเมริกา แม้พวกเขาจะอยู่ไกลบ้านก็ไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรีจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำรองรับ ระหว่างพบปะชุมชนไทยในนครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 24 กันยายน นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงก๊าซในอ่าวไทยในสำนวนแบบนักเลงโตคุมปากซอยว่า “ยิ่งฝั่งกัมพูชาไม่ยอมจบกับเรา เราก็ดูดของเราอยู่ทุกวัน ของสูงไหลลงที่ต่ำอยู่แล้ว” ก่อนจะย้ำอีกว่า “คุณไม่จบ ผมก็ดูดอยู่นั่นแหละ” [https://thestandard.co/thailand-cambodia-border-sovereignty-gas/] ฟังแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่านายกรัฐมนตรีซึ่งตามประวัติแล้วจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์เข้าใจลักษณะของแหล่งก๊าซในอ่าวไทยง่ายๆอย่างนั้นหรือ เพราะคำพูดนี้ชวนให้นึกถึงน้ำในบ่อหรือก๊าซที่เก็บอยู่ในถังใบใหญ่ ถ้าหากไทยเจาะรูด้านหนึ่งแล้วก๊าซจากอีกด้านก็ไหลมารวมกันยิ่งไทยมีโอกาสดูดก๊าซนั้นนานเท่าไรกัมพูชายิ่งเสียประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ความจริงแล้วแหล่งก๊าซธรรมชาติในแอ่งปัตตานีใต้อ่าวไทยไม่ได้เป็นอย่างที่นายกรัฐมนตรีเข้าใจ แม้ว่าแอ่งปัตตานีจะเป็นแอ่งธรณีวิทยาขนาดใหญ่ราวๆ  38,500 ตารางกิโลเมตร แต่ไม่ได้หมายความว่าก๊าซทั้งหมดในแอ่งอยู่ในถังใต้ทะเลใบเดียวกัน งานศึกษาของนักธรณีวิทยากรมทรัพยากรธรณีอธิบายว่า ภายในแอ่งปัตตานีนี้มีชั้นหินทราย หินดินดาน และถ่านหินสลับซ้อนกัน ชั้นหินที่อาจกักเก็บปิโตรเลียมเปลี่ยนลักษณะอย่างรวดเร็วทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง อีกทั้งมีรอยเลื่อนจำนวนมาก จนการเทียบชั้นหินจากหลุมเจาะหนึ่งไปยังอีกหลุมหนึ่งทำได้ยาก พูดให้เห็นภาพคือ การผลิตก๊าซจากหลุมหนึ่งไม่ได้ทำให้ก๊าซจากทุกส่วนของแอ่งไหลมารวมที่หลุมนั้นโดยอัตโนมัติ มันจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อชั้นหินกักเก็บในแต่ละบริเวณต่อเนื่องถึงกัน ไม่มีรอยเลื่อนหรือชั้นหินอื่นกั้นอยู่ และต้องรู้ด้วยว่า ความดันในแหล่งเปลี่ยนแปลงอย่างไรจึงจะเกิดสภาวะเช่นนั้นได้ ดังนั้นแม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่แอ่งปัตตานีอยู่ในบริเวณที่มีการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันอยู่แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไทยกำลังดูดก๊าซจากพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิอยู่ด้วยแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ถ้านายกรัฐมนตรีรู้โดยชัดแจ้งว่ามีแหล่งเช่นนั้นจริง ก็ควรระบุว่าเป็นแหล่งใด หลุมใด ตำแหน่งใดและเปิดเผยหลักฐานทางธรณีวิทยาให้ตรวจสอบได้ มิฉะนั้นคำว่า “คุณไม่จบ ผมก็ดูดอยู่นั่นแหละ” ก็เป็นการพูดถึงทรัพยากรในพื้นที่พิพาทอย่างมั่นใจเกินกว่าข้อมูลจากการศึกษาวิจัยที่ปรากฎต่อสาธารณะหรือที่ประชาชนได้รับ แต่หากมีข้อมูลเช่นนั้นจริง ก็จะยิ่งเกิดคำถามหนักขึ้นไปอีกว่านายกรัฐมนตรีจะเดือดเนื้อร้อนใจตีโพยตีพายไปทำไมในเมื่อไทยได้ประโยชน์จากการที่กัมพูชาไม่เจรจาด้วยอยู่แล้ว   ไม่ว่าจะอย่างไรทั้งสองทางไม่เป็นผลดีต่อไทยเอาเสียเลยเพราะประเทศที่กำลังมีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในไหล่ทวีปควรอธิบายให้ชัดว่าแหล่งใดผลิตอยู่ภายใต้สิทธิของตน และแหล่งใดยังต้องเจรจากัน การพูดให้คลุมเครือว่าฝ่ายหนึ่งดูดต่อไปได้เรื่อยๆ  ขณะที่อีกฝ่ายยังไม่ยอมจบอาจเรียกเสียงเชียร์จากผู้ที่รักชาติจนไม่ลืมหูลืมตาได้ แต่ก็เปิดช่องให้อีกฝ่ายนำคำพูดของผู้นำไทยไปตั้งคำถามหรือโพนทะนาในเวทีระหว่างประเทศได้ว่าอาจจะมีการแอบขโมยทรัพยากรกันอยู่ และนั่นก็จะกลายเป็นภาระให้กระทรวงการต่างประเทศต้องไปชี้แจงหรือแก้ตัวน้ำขุ่นๆอีกตามเคย นายกรัฐมนตรียังพูดราวกับว่าขณะนี้ไทยเพียงรอให้กัมพูชาพร้อมเจรจา ทั้งที่หลังไทยยกเลิก MOU 44 แล้วกัมพูชาก็ได้เริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และทั้งสองฝ่ายเพิ่งพบคณะกรรมาธิการประนอมที่สิงคโปร์เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมานี่เอง ในเมื่อกระบวนการนี้ได้เริ่มต้นไปแล้วโดยที่ไทยก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมได้แล้ว ผู้นำหรือผู้แทนของไทยไม่ว่าระดับการเมืองหรือระดับเทคนิคก็สมควรเลิกพูดได้แล้วว่า กัมพูชาปิดประตูการเจรจาด้วยการข้ามขั้นตอนไปเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับเลย (จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีขั้นตอนเช่นว่านั้นอยู่แต่อย่างใดเลย)  ว่ากันตามตรงวิญญูชนทั่วโลกต่างก็รู้ว่า กระบวนการประนอมไม่ว่าภาคบังคับหรือภาคสมัครใจมันก็คือการเจรจากันนั่นเอง เพียงแต่มันเป็นการเจรจาที่มีกรอบกติกาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและมีคณะกรรมาธิการเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกและกำหนดกรอบให้คู่เจรจาอยู่ในร่องในรอยเท่านั้นเอง คนไทยทั้งหลายไม่ว่าอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ ควรเลิกเชื่อคำโกหกพกลมของผู้มีอำนาจในกรุงเทพฯเสียทีว่ารัฐบาลไทยจะมีอิทธิพลไปบังคับให้กัมพูชามาเจรจากันแบบทวิภาคีตามเงื่อนไขที่ไทยกำหนด ที่ผ่านมาก็เห็นมีแต่ฝ่ายไทยที่ต้องเดินตามเกมกัมพูชาไปขึ้นเวทีระหว่างประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า ความเลื่อนลอยยังไม่จบเพียงเท่านั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่าไทยเพิ่งพบ แหล่งก๊าซธรรมชาติในทะเลอันดามันขนาดพอๆ  กับที่มีอยู่ในอ่าวไทย และไทยจะมีก๊าซใช้ต่อไปอีก 50–60 ปี ก่อนจะพูดอะไรแบบนั้นออกไป ถ้าจะกรุณาทำการบ้านเสียหน่อยด้วยการอ่านเอกสารประชาสัมพันธ์ของของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่เอง ก็จะได้รู้แจ้งเห็นจริงว่าภาครัฐเพิ่งกำลังเตรียมเปิดให้ยื่นขอสิทธิ สำรวจและผลิต ปิโตรเลียมในทะเลอันดามัน  เอกสารประชาสัมพันธ์ดังกล่าว เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 มีความตอนหนึ่งว่า “ในปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันเป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน จึงนับว่ามีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน คาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโอกาสดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีต่อไป” [https://dmf.go.th/public/list/data/detail/id/20767/menu/589/page/1/year/2026/?utm_source=chatgpt.com] จากข้อความนี้ แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันมีอยู่หรือไม่มากน้อยเพียงใด เพียงแต่สันนิษฐานว่าพื้นที่ดังกล่าวมีโอกาสที่จะพบน้ำมันและก๊าซ คนมีการศึกษาทั้งหลายย่อมรู้ดีว่า การประเมินว่าพื้นที่หนึ่งมีศักยภาพกับการค้นพบแหล่งก๊าซที่รู้ขนาดและพิสูจน์แล้วว่ามีปริมาณที่สามารถผลิตได้เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง และถ้านายกรัฐมนตรีจะเหมารวมเอาว่าคนไทยในสหรัฐไม่มีทางรู้เรื่องพวกนี้ได้ก็ดูจะเป็นการดูถูกสติปัญญากันเกินไป ต่อให้การสำรวจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตพบก๊าซจริง ก็ยังต้องเจาะหลุมประเมินปริมาณ พิจารณาว่าผลิตได้มากน้อยเพียงใด คุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะคนที่อยู่อุตสาหกรรมนี้ต่างพากันพูดว่าทะเลอันดามันน้ำลึกมากต้นทุนทั้งการสำรวจ ทำโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตคงจะสูงมาก และต้องใช้เวลาอีกเท่าใดจึงจะนำก๊าซขึ้นมาใช้ได้ แต่นายกรัฐมนตรีกลับข้ามทุกขั้นตอนเหล่านี้ไปสู่คำรับประกันว่าประเทศไทยมีก๊าซใช้อีกครึ่งศตวรรษ ข้อมูลปริมาณสำรองที่เปิดเผยในปัจจุบันก็ไม่รองรับคำรับประกันดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีเอาเสียเลย ตัวเลข ณ สิ้นปี 2568 ที่มีการรายงานโดยอ้างข้อมูลกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่าปริมาณสำรองก๊าซที่พิสูจน์แล้วของไทย เมื่อเทียบกับอัตราการผลิต จะเพียงพอประมาณ 4.6 ปี หรือราว 8.6 ปี แต่ถ้าหากรวมปริมาณสำรองประเภทที่คาดว่าจะผลิตได้ ตัวเลขนี้ยังรวมพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซียและแหล่งบนบกด้วยตัวเลขที่ว่านั้นก็อาจจะคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้นยิ่งไม่อาจนำไปสนับสนุนคำพูดเรื่อง 50–60 ปีได้เลยแม้แต่น้อย ไม่มีใครปฏิเสธว่าไทยควรสำรวจหาก๊าซแหล่งใหม่ หรือควรปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนในการเจรจากับกัมพูชา แต่การรักษาผลประโยชน์ของชาติเริ่มจากการรู้ว่าเรามีอะไรอยู่จริง อะไรเป็นไปได้และอะไรเป็นไม่ได้ สิ่งใดยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานหรือการคาดการณ์ และการที่ข้อพิพาทเรื่องใดกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไข การพูดให้ประชาชนสบายใจด้วยตัวเลขที่ไม่มีหลักฐานรองรับหนักแน่นเพียงพอไม่ได้ทำให้ประเทศไทยมีก๊าซเพิ่มขึ้น ไม่ได้เท่ากับมีความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ได้ทำให้นายกรัฐมนตรีดูฉลาดเฉลียว และที่สำคัญไม่ได้ทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงในต่างประเทศดีขึ้นด้วย ดีไม่ดีมีคนรู้จริงออกมาแฉก็จะยิ่งอับอายขายขี้หน้าเข้าไปอีก นายกรัฐมนตรีอาจคิดว่าการพูดว่าไทยจะดูดก๊าซต่อไปเรื่อยๆ  เป็นการแสดงความแข็งกร้าวต่อกัมพูชา แต่ความแข็งกร้าวโดยปราศจากความแม่นยำไม่ได้ทำให้จุดยืนไทยเข้มแข็งขึ้น มันเพียงทำให้ประชาชนต้องกลับมาถามคำถามพื้นฐานที่สุดว่า นายกรัฐมนตรีรู้หรือไม่ว่าเขากำลังพูดถึงก๊าซจากแหล่งไหน และถ้าผู้นำรัฐบาลมีความคิดเลื่อนเปื้อนมีข้อมูลที่คาดเคลื่อนถึงเพียงนี้จะเอาสติปัญญาที่ไหนไปเจรจาเพื่อหาทางยุติข้อพิพาทและแสวงประโยชน์ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างเที่ยงธรรม     * บทความ * การเมือง * ต่างประเทศ * ความมั่นคง * สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี * อนุทิน ชาญวีรกูล * ข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
'ภราดร' ยืนยันคนกรุงเทพฯ มีสิทธิ์รับเยียวยา 9,000 บาท แต่ต้องรอดูหลักเกณฑ์ของกรุงเทพมหานครด้วย
'ภราดร' ยืนยันคนกรุงเทพฯ มีสิทธิ์รับเยียวยา 9,000 บาท แต่ต้องรอดูหลักเกณฑ์ของกรุงเทพมหานครด้วย auser15 Mon, 2026-09-28 - 17:14 ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันคนกรุงเทพฯ มีสิทธิ์รับเยียวยา 9,000 บาท ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับทั่วประเทศ แต่ต้องรอดูหลักเกณฑ์ของกรุงเทพมหานครด้วย ชี้รัฐบาลกันงบกลางปี 2569 ไว้ 2,000 ล้าน ดูแลเหตุฉุกเฉินท่วมตั้งแต่ 20 ก.ย. ขณะที่รถเสียหายจมน้ำ จ่อนำเข้า ครม. เคาะมาตรการช่วยเหลือพรุ่งนี้ (29 ก.ย.) 28 กันยายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. ว่า ทางกรุงเทพมหานครมีระเบียบในการชดเชยเยียวยา ซึ่งได้หารือเพื่อลงรายละเอียดว่าจะมีการจัดสรรอย่างไร ยืนยันว่าทุกส่วนพร้อมดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง ระหว่างกรุงเทพมหานครกับรัฐบาล ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง ส่วนในกรุงเทพมหานคร มีสิทธิ์จะได้รับเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท เหมือนจังหวัดอื่นหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า มีสิทธิ์ ซึ่งเรื่องหลักเกณฑ์ต้องใช้เกณฑ์เดียวกัน เพียงแต่ในส่วน กทม. มีหลักเกณฑ์ของเขาอย่างไร และในส่วนที่เหลือเพิ่มเติม รัฐบาลจะสนับสนุนแบบใด กทม. ได้เตรียมเงินงบกลางไว้เท่าไร ขาดเหลือแบบไหน ก็คงต้องมาคุยกัน ซึ่งในส่วนกลางนายกรัฐมนตรีได้กันงบกลางปี 2569 ประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยใช้ดูแลในช่วงที่เกิดสถานการณ์ทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ 20 กันยายน 2569 และหลังจากนั้นในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ได้ลงนามในกรมธรรม์กับประกันภัยไว้แล้ว ดังนั้นเหตุการณ์ใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย หรือภัยต่าง ๆ ที่เกิดหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเป็นเรื่องการประกันภัยที่รัฐบาลได้เตรียมไว้ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ส่วนรถที่จอดเสียหายจากน้ำท่วม จะมีหลักเกณฑ์ในการเยียวยาหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องคุยกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ (29 ก.ย.) ซึ่งวันนี้ทุกหน่วยงานได้เตรียมแผนตัวเองเอาไว้ และจะต้องขอเป็นมติ ครม. ในการประกาศช่วยเหลือประชาชน * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม * กรุงเทพมหานคร
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 2569 ไม่ขัด รธน.ไม่ละเมิดสิทธิประชาชน
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 2569 ไม่ขัด รธน.ไม่ละเมิดสิทธิประชาชน auser15 Mon, 2026-09-28 - 16:39 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 28 กันยายน 2569 Thai PBS รายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในคดีเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) รับเรื่องร้องเรียน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป เมื่อ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือ บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนน มิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรค 1 ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง   * ข่าว * การเมือง * บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง * ศาลรัฐธรรมนูญ
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
ธุรกิจผิดกฎหมายและสแกมเมอร์กระทบการฟื้นตัวของ Forest City ในยะโฮร์
ธุรกิจผิดกฎหมายและสแกมเมอร์กระทบการฟื้นตัวของ Forest City ในยะโฮร์ auser15 Mon, 2026-09-28 - 16:32 Forest City ในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย พยายามดึงดูดนักลงทุนและเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการถูกเรียกว่าเมืองร้าง แต่การพบธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมายและการจับกุมขบวนการหลอกลวงออนไลน์กำลังส่งผลต่อความพยายามดังกล่าว Forest City ในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2026 | ภาพจาก: CNA/Zamzahuri Abas ที่อิสกันดาร์ปูเตอรี รัฐยะโฮร์ หลังประตูที่ไม่มีป้ายของร้านค้าแห่งหนึ่งในย่านการค้าที่เงียบของ Forest City มีลูกค้า 4 คนนั่งเล่นเกมลักษณะคล้ายสล็อตบนแท็บเล็ต มีชายคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ที่ทางเข้า สื่อ CNA รายงานจากการลงพื้นที่ว่า ลูกค้าสามารถวางเดิมพันเริ่มต้นประมาณ 20 ริงกิตมาเลเซีย (4.89 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยจ่ายค่าเครดิตการพนันผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ Touch 'n Go และได้รับแท็บเล็ตที่ติดตั้งเกมสล็อตไว้แล้วจากหลังเคาน์เตอร์ หญิงที่ดูแลเคาน์เตอร์ระบุว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ หลายคนเล่นเป็นเวลาหลายชั่วโมงและมักเติมเครดิตหลายครั้ง โดยหลายคนเป็นแรงงานที่อาศัยอยู่ใน Forest City กิจกรรมที่เข้าข่ายการพนันดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีข้อกังขาหลายกรณีที่เกิดขึ้นในโครงการขนาดใหญ่นี้ ขณะที่โครงการพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์เดิม Forest City เป็นโครงการขนาดใหญ่ มูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรมาเลเซีย ประกอบด้วยอาคารสูง บ้านจัดสรร และวิลลา สลับกับร้านค้า ในเดือนกรกฎาคม 2026 ตำรวจยะโฮร์จับกุมผู้ต้องสงสัย 335 คน จากการบุกค้นการหลอกลวงออนไลน์ในพื้นที่ดังกล่าว ตำรวจยึดคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ และระบุว่าขบวนการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงหลายรูปแบบ รวมถึงการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลปลอมและการหลอกให้รักเพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อในต่างประเทศ ในเดือนเดียวกัน ทางการสั่งให้ Network School ซึ่งเป็นชุมชนของผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและกลุ่มคนทำงานทางไกลผ่านดิจิทัล ยุติการดำเนินงาน หลังพบการละเมิดเงื่อนไขใบอนุญาตและการใช้สถานที่ผิดวัตถุประสงค์ ผู้พักอาศัย เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลกับสื่อ CNA ว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นอุปสรรคใหม่ต่อ Forest City ในการฟื้นฟูภาพลักษณ์และดึงดูดการลงทุน โครงการนี้พยายามปรับตัวให้เป็นจุดหมายด้านการลงทุน โดยมีเขตการเงินพิเศษ (Special Financial Zone: SFZ) เป็นแกนหลัก เขตดังกล่าวคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนเกินเป้าหมาย 2 พันล้านริงกิตในปีนี้ หลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่มีศักยภาพมากกว่า 250 ราย รวมถึงสถาบันการเงิน สำนักงานครอบครัว และบริษัทด้านบริการธุรกิจ พี สุนทรมูรติ (P Sundramoorthy) นักอาชญาวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์มาเลเซีย (Universiti Sains Malaysia) กล่าวกับสื่อ CNA ว่าการหลอกลวงและกรณีอย่าง Network School ส่งผลต่อชื่อเสียงของโครงการ สุนทรมูรติ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ความเชื่อมั่นทางธุรกิจ การท่องเที่ยว การตัดสินใจลงทุน และความต้องการของผู้คนในการอยู่อาศัยและทำงานที่นั่น เหตุผลที่ Forest City อาจเสี่ยงต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย สำหรับผู้พักอาศัยบางคน การบุกค้นของตำรวจทำให้เกิดความกังวลเรื่องอาชญากรรม มูฮัมหมัด ไอดี ราชิด (Muhammad Aidi Rashid) ผู้เช่าห้องชุด 2 ห้องนอนที่ Ataraxia Park ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโครงการ ติดตั้งกล้องวงจรปิดนอกห้องและเพิ่มระบบล็อก หลังทราบว่ามีการหลอกลวง ของกลุ่มสแกมเมอร์ (หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์) ในอาคารใกล้เคียง ราชิด วัย 33 ปี ซึ่งเป็นช่างเทคนิคที่ท่าเรือตันจุงเปเลปัส กล่าวว่าเขากังวลเรื่องความปลอดภัยของภรรยาที่อยู่บ้านคนเดียวตอนที่เขาออกไปทำงาน อากิล อัมราน (Aqil Amran) นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ดูแลห้องชุดใน Forest City ผ่านบริษัทท้องถิ่น Ceiloz Realty กล่าวว่าบริษัทยังพบผู้เช่าที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแม้หลังตำรวจเข้าจับกุมแล้ว กรณีหนึ่ง เจ้าของห้องเกิดความสงสัยหลังค่าไฟฟ้าของผู้เช่าสูงเกิน 1,000 ริงกิตต่อเดือน อัมราน กล่าวว่าเมื่อเข้าไปตรวจสอบในห้อง พบอุปกรณ์เทคโนโลยีจำนวนมากที่ต้องสงสัยว่าใช้ในการหลอกลวง จึงยกเลิกสัญญาเช่าและให้ผู้เช่าออกจากห้อง และส่งเรื่องให้ตำรวจ สุนทรมูรติ กล่าวว่า จำนวนห้องพักและร้านค้าที่ว่างจำนวนมากใน Forest City อาจทำให้โครงการเสี่ยงต่อกิจกรรมดังกล่าว จากตัวเลขที่ Country Garden ให้ไว้ในปี 2023 มีผู้คนอาศัยอยู่ 9,000 คนในจำนวน 28,000 ยูนิตที่อยู่อาศัย เขากล่าวว่าสถานการณ์นี้อาจเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดเช่าพื้นที่โดยไม่ถูกสังเกตเห็นได้ทันที สุนทรมูรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทำเลของ Forest City ที่อยู่ห่างจากด่าน Tuas Second Link ประมาณ 10 กิโลเมตร และอยู่ใกล้สิงคโปร์ อาจดึงดูดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศ การบุกค้นในเดือนกรกฎาคม 2026 ชี้ให้เห็นถึงลักษณะข้ามพรมแดนของกิจกรรมดังกล่าว โดยตำรวจระบุว่าในจำนวนผู้ถูกจับกุม 335 คน เป็นชาวต่างชาติ 332 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และกลุ่มเป้าหมายรวมถึงผู้คนที่อยู่นอกพรมแดนมาเลเซีย ไม่ใช่ทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ต้องสงสัยว่าผิดกฎหมาย กรณี Network School เป็นการปิดกิจการเนื่องจากการละเมิดใบอนุญาตและการใช้สถานที่ แต่ซามูเอล ตัน (Samuel Tan) ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ในยะโฮร์ กล่าวว่าเหตุการณ์นี้ก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ Forest City เช่นกัน ตัน ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Olive Tree Property Consultants กล่าวว่าในระยะสั้น ทั้งกรณี Network School และการบุกค้นขบวนการหลอกลวงทำให้ผู้ซื้อและผู้เช่าระมัดระวังมากขึ้น ตัน กล่าวว่านักลงทุนรายย่อยและผู้ที่สนใจเช่ามีความระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้การสอบถามทั่วไปและการเช่าชะลอตัวลงชั่วคราว ที่มา: Scams, illegal businesses pose new setback for Johor’s Forest City revival (Amir Yusof, CNA, 27 September 2026)   * ข่าว * ต่างประเทศ * แก๊งคอลเซ็นเตอร์ * มาเลเซีย * Forest City * สแกมเมอร์ * อาเซียน
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
กวีประชาไท: บทกวีจากไอ้เพื่อนขี้เมา
กวีประชาไท: บทกวีจากไอ้เพื่อนขี้เมา วรพจน์ พันธุ์พงศ์ 26.09.2026   sarayut Mon, 2026-09-28 - 15:31 . ไม่ใช่ไม่อายนะ ที่มาบอก คิดอะไรไม่ออก กระจอกสัส คล้ายสมภารชราตายคาวัด ร้อยพระธรรม-ทุกคัมภีร์ที่เจนจัด--แต่แล้วไง ? เด็กอนุบาลที่ไหนก็รู้ว่า ‘คุณไม่ผิด’ กฎหมายมันผิดก็แก้ที่กฎหมาย โยน 112 ลงถังขยะ ฉีกทิ้งไป เอาสิทธิอันพึงมีพึงได้กลับคืนมา เรื่องมันก็มีเท่านี้ เรื่องแค่นี้ ง่ายใช่มั้ย จับคุณและเพื่อนเราไปขังทำไม--แม่งโคตรบ้า ! ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี เห็นอยู่ตำตา แต่ผมมันก็ช่างไร้น้ำยา, ช่วยคุณไม่ได้เลย ติดตามอ่านจดหมายในเฟสบุ๊ก ทุกเรื่องเล่าในคุก คุณเปิดเผย ยิ่งอ่าน ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ทุกใบหน้าจำเลย แต่อ่านแล้วก็เหมือนอย่างเคยๆ --หาเหล้ากิน ผ่านไปสามปี, ขวดเบียร์พะเนินสูงกว่าวัดพระแก้ว กองคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเว้าแหว่งวิ่น ซากหัวใจวัยหนุ่มเคยโบยบิน กลายเป็นความชาชิน ยอมจำนน เถียง--บางคืนเมาแล้วยังมีหน้ามาเถียง เสียงข้างในบอกว่าพลังยังเหลือล้น “คนไม่ใช่สัตว์เลี้ยง” เถียงทุกครั้ง, คนคือคน ดูอานนท์ แล้ววอนย้อนดูตัว คุณติดคุก เราสร้างคุกขังความคิด คุณใช้สิทธิ เราล้มยอมก้มหัว คุณจุดไฟ เราปิดใจมืดมัวซัว คุณก้าวข้ามความหวาดกลัว เรามัวเมา ไม่ใช่ไม่อายนะที่มาบอก คิดอะไรไม่ออก กรอกแต่เหล้า เมื่อวานเมา วันนี้เมา พรุ่งนี้ก็คงเมา แต่ก็มีบางเช้า แสงเข้าตา เป็นลำแสงรู้สึกสำนึกรู้ เพื่อนทุ่มเททำให้ดูจนรู้ว่า ไม่มีตระกูลใดยิ่งใหญ่กว่าคนธรรมดา อานนท์ นำภา, ผมคิดถึงคุณ เป็นลำแสงรู้สึกสำนึกรู้ เพื่อนทุ่มเททำให้ดูจนรู้ค่า เหนื่อยก็พัก ล้มแล้วลุก ลุกขึ้นมา อานนท์ นำภา, ผมคิดถึงคุณ.     * บทความ * การเมือง * วัฒนธรรม * กวีประชาไท * วรพจน์ พันธุ์พงศ์ * อานนท์ นำภา * นักโทษการเมือง * ม.112
010
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
'ยืนหยุดทรราช' เชียงใหม่ สัปดาห์ 176 : 3 ปี 'อานนท์' ในเรือนจำ เสรีภาพ 1 นาที ก็มีค่า
'ยืนหยุดทรราช' เชียงใหม่ สัปดาห์ 176 : 3 ปี 'อานนท์' ในเรือนจำ เสรีภาพ 1 นาที ก็มีค่า Pazzle Mon, 2026-09-28 - 15:20 เมื่อวันเสาร์ที่ 26 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา “We, The People” ได้จัดกิจกรรม “ยืนหยุดทรราช” เชียงใหม่ ขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 176 ที่บริเวณลานท่าแพ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้แก่ผู้ต้องขังคดี ม.112 และผู้ต้องขังคดีการเมืองทุกคน ซึ่งวันเสาร์ที่ 26 ก.ย. 2569 ตรงกับวันครบรอบ 3 ปี ที่ "อานนท์ นำภา" ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ จากคดี ม.112 แม้จะมีความพยายามยื่นขอประกันตัวอานนท์นับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เขาถูกนำตัวเข้าเรือนจำครั้งล่าสุดเมื่อ 3 ปีก่อน แต่เขากลับไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัวแต่อย่างใด  เพื่อจดจำอานนท์ ประชาไทชวนประชาชนที่มายืนหยุดทรราชบอกเล่าภาพจำของอานนท์ที่พวกเขามี ซึ่งคุกไม่สามารถทำให้พวกเขาลืมการต่อสู้ของอานนท์ได้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม “ยืนหยุดทรราช”  วันนี้ครบรอบอานนท์ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ 3 ปี ผมคิดว่าสิ่งที่ตัวเองยังคิดถึงเขาอยู่ก็คือภาพที่เขาพูดถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ครั้งแรก เป็นปรากฎการณ์ที่เราเรียกว่า “แฮรี่พอตเตอร์” (ม็อบแฮรี่พอตเตอร์) นั้นเป็นความกล้าหาญ และเป็นเจตนาที่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกพูดในที่สาธารณะได้ โดยที่ไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรง เป็นการพูดถึงความจริงและนำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้สังคมไม่เข้าสู่วงจรของความขัดแย้งและความรุนแรง นั่นเป็นภาพจำ แม้ว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่เขาคาดหวัง ผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความกล้าหาญในการที่เขาจะกล้าพูดถึงสิ่งเหล่านี้ในสัคมไทย แล้วหลังจากนั้นแม้ว่าเขาจะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำตลอดเวลาที่ผ่านมา การแสดงความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ดีก็เป็นส่วนที่สำคัญ ถ้าเป็นผมการถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำตั้ง 3 ปี ถูกตัดขาดจากชีวิตความสัมพันธ์ส่วนตัวของครอบครัว ของเพื่อนในสังคม นับว่าเป็นความทุกข์อย่างมหันต์ สิ่งที่อานนท์พยายามสื่อสารกับเรามาตลอดผ่านเรื่องของการออกมา ร่วมในการพิจารณาคดี หรือในฐานะทนายความ หรือการเขียนจดหมายอย่างสม่ำเสมอ มันสะท้อนถึงจิตใจที่เข้มแข็งและตั้งมั่น มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง ก็อยากจะให้กำลังใจอานนท์ แม้ว่าผมอยู่ข้างนอกก็ดูจะพูดได้ง่ายก็อยากจะให้กำลังใจเขาเพื่อที่เป็นหลักเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เรายังคงอยู่ข้างอานนท์ต่อไป  ภัควดี วีระภาสพงษ์ สิ่งหนึ่งที่อานนท์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามคือ “อารมณ์ขัน” เป็นคนมีอารมณ์ขัน ตอนที่เขามาขึ้นศาลที่เชียงใหม่ มีการซักพยานเขาก็จะต้องพูดถึงร้านสุดสะแนนให้ได้ แล้วเขาก็ออกมาบอกว่าประสบความสำเร็จแล้ว ในการเอาชื่อร้านสุดสะแนนเข้าไปอยู่ในคำให้การของศาลอย่างนี้เป็นต้น มันจะมีเรื่องเล็กเรื่องน้อยที่เขามีความเป็นกวีอยู่แล้ว เขาก็จะเก็บเรื่องเล็กเรื่องน้อยพวกนี้มาใช้และทำให้มันมีชีวิตชีวา มีอารมณ์ขันอยู่เสมอ แม้ว่าโดยสภาพการณ์ต่างๆ ของเขาจะมีเรื่องตึงเครียดอยู่เยอะ ไหนจะต้องอยู่ห่างจากลูกเมีย ไม่ได้เลี้ยงลูกมา 3 ปีแล้ว แต่ว่าเขาก็เป็นคนที่มีอารมณ์ขันตลอดมา  เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองต่างๆ แต่ตัดคดี ม.112 ออกไป ภัควดีมองว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เป็นเรื่องตลกมาก ถ้า พ.ร.บ. ต้องการให้เกิดความปรองดองแต่ไม่ได้รวมคดีทั้งหมด ที่เป็นเรื่องความคิดต่างในสังคมไม่รวมคดี ม.112 ซึ่งเป็นเรื่องที่คนในสังคมมีความคิดเห็นแตกต่างกันเยอะ และเป็นประเด็นหนึ่งของการประท้วงครั้งใหญ่ในช่วงปี 2563 – 2564 ในช่วงหลังก็ทำให้มีนักโทษการเมืองเกิดขึ้นเยอะ แต่ว่า พ.ร.บ. นี้ไม่สนใจจะมาพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นนี้เลย  สองเมื่อจะมี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ อย่างแรกที่ควรทำคือพิจารณาคดีของคนในเรือนจำก่อน ใครที่มีสิทธิได้ออกมาก่อน ก็ควรทำให้เขาได้ออกมาเร็วที่สุด คดีของคนที่อยู่ข้างนอก ที่ยังไม่ได้ฟ้อง ยังไม่สิ้นสุด เอาไว้ทีหลังก็ได้ อย่างที่มีคนเขาบอกว่า การเป็นพลเมืองเวลาของเสรีภาพ 1 นาที ก็มีค่า แต่ว่า พ.ร.บ. นี้ไม่ได้สนใจในเรื่องนี้เลย ไปเอาคดีมโนสาเร่ต่างๆ คดีที่ดูน่าจะยกฟ้องกันอยู่แล้ว ที่ค้างคาศาล เอามาจำหน่ายออก แต่ว่าคดีที่สำคัญของคนที่อยู่ในเรือนจำแล้วกลับไม่จัดการ มันก็สะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้มีความตั้งใจจริงที่จะก่อให้เกิดสันติสุขในสังคมหรืออะไรทั้งนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรม “ยืนหยุดทรราช”  วันนี้ครบรอบ 3 ปี การคุมขังทนายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่โดนคดีเกี่ยวกับการเรียกร้องประชาธิปไตย หรือการเรียกร้องความเป็นธรรมอื่น ซึ่งขัดกับระบบอำนาจรัฐก็เลยโดนดำเนินคดี เราอยากจะให้กระบวนการยุติธรรมคืนความเป็นธรรม คืนสิทธิ ให้เขามีสิทธิในการประกันตัว แล้วก็มาสู้คดีทางศาลตามกระบวนการของกฎหมาย แต่ไม่สมควรที่จะไปคุมขัง เพราะว่าคิดมูลฐานความผิดตาม ม.112 มันไม่ได้เป็นคดีอาชญากรรมร้ายแรง อยากจะให้คืนความเป็นธรรมคืนสิทธิในการประกันตัว  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม “ยืนหยุดทรราช”  ทนายอานนท์ในความรู้สึกนึกคิดของเรา เขาเป็นคนที่มุ่งมั่นและมั่นคงในหลักการอยู่เสมอมา เราคิดว่าคนแบบนี้หายากในสังคมบ้านเราที่ตอนนี้คนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิพื้นฐานไม่ได้ถูกให้คุณค่าหรือยอมรับในวงกว้าง เราคิดว่าการที่เรามายืนอยู่ทุกๆ วันเสาร์ที่เชียงใหม่เราก็อยากจะให้เป็นส่วนหนึ่งของการให้กำลังใจคนที่อยู่ข้างใน ทั้งอานนท์และเพื่อนๆ คนอื่นๆ ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเขาโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง เราทำอะไรได้เราก็อยากจะทำ เทียบกับสิ่งที่เขาทำอยู่ในตอนนี้สิ่งที่เราทำมันเป็นสิ่งเล็กๆ มาก เราก็อยากจะอยู่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าด้วยกัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรม “ยืนหยุดทรราช”  ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ตอนที่เขาขึ้นพูดปราศรัยเป็นภาพจำเกี่ยวกับเขาที่มี ขอให้เขายังยึดมั่นกับสิ่งที่เขาคิด  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม “ยืนหยุดทรราช”  3 ปี สำหรับการจำขังคนที่ไม่ได้ออกมาสู้คดี และคุณก็ขังเขาโดยขังลืมไว้ เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นที่สังคมต้องขบคิดให้มาก เขาควรมีสิทธิในการออกมาต่อสู้ในสิ่งที่ถูกกล่าวหา และยืนยันในการแสดงออกของตนเอง  เขาเลือกแล้ว เราก็มีหน้าที่ในการสนับสนุนและก็รอคอย ผู้เข้าร่วมกิจกรรม “ยืนหยุดทรราช”  อานนท์ยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดเวลา ผมยืนยัน  ผมมีโอกาสได้ไปฟัง ได้ไปได้ยินสิ่งที่ทนายอานนท์พูดวิเคราะห์ อธิบาย เสนอ ผมคิดว่าเป็นหนึ่งคนที่ผมศรัทธามาก และผมคิดว่าไม่ว่าจะมุมมองความคิดทัศนะและข้อเสนอคือหนึ่งในคนที่มีคุณูปการต่อสังคม ทำให้ผมเองและคนอื่นๆ มีสำนึกเรื่องพวกนี้ ถ้าหากทำอะไรได้ก็ยินดีที่จะทำภายใต้สิ่งที่ทนายอานนท์ได้ปูรากฐานไว้ ไม่มีทางลืม เป็นเรื่องที่อยู่ในความทรงจำของผมและพวกเราหลายคน   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ยืนหยุดทรราช * เชียงใหม่ * สิทธิประกันตัว * อานนท์ นำภา
010
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
กวีประชาไท: อดีต ปัจจุบัน อนาคต
กวีประชาไท: อดีต ปัจจุบัน อนาคต ธุลีดาวหาง   sarayut Mon, 2026-09-28 - 15:19 คืนหนึ่งนั้น ณ สนามหญ้ามหา'ลัย ฝนโปรยใส่ไม่ขาดสายสุดปลายฟ้า คนหนุ่มสาวสุดยอดคอร์สวิชา ประท้วงการกลับมาของทรราช คนหนุ่มสาวรุ่นนั้นพลันงานหนัก ได้รู้จักหลักสูตรวิชาน่าอนาถ 6 ตุลา 2519 ต่อรอพิฆาต วิชาประหลาดไม่จบตายไร้ปริญญา!? ไม่ต้องเรียนจบอยู่ต่อรอเตะฝุ่น ไม่ต้องครุ่นคิดอยู่อย่างไรในภายหน้า สองมือเปล่าไร้ราวีหนีเข้าป่า ไม่ต้องฆ่าใครทั้งนั้นนิรันดร ตายตอนอายุบรรลุนิติภาวะ ตายขณะเยาว์วัยเขาไปก่อน สืบเจตนา 14 ตุลามาต่อกร "ธรรมศาสตร์" เปิดสอนที่นี่อยู่ที่เดียว คนเดนตายไปต่อก็ยังอยู่ ยังทนทู่ซี้ชีวีโหดดั่งโดดเดี่ยว เข้าป่า-ออกป่ามาปราดเปรียว เลิกเสี่ยงเสียวกับชีวาชราแล้ว หลายคนยังอยู่สู้มีคู่แข่ง ซ้ายขวาแก่งแย่งกันไปยังไม่แผ่ว แนวรบยังส่องสู้อยู่ทุกแนว คงไม่แคล้วตายกันไปข้างทางชีวิต กลายเป็นคนเดนตายอีกหลายหน ยังคือคนเดือนตุลาค้นหาสิทธิ์ 14 ตุลามา 6 ตุลาพาพินิจ อำมหิตติดตามมาหลายคราครั้ง ........... กลายเป็นคดีประเพณีที่ลอยนวล ?! โจทก์,จำเลยเดินสวนคล้ายหลายคล้อยหลัง วิชาชีวิตพาคิดอนิจจัง มันก็ยังไม่จบง่ายๆ สหายเอย   * บทความ * การเมือง * วัฒนธรรม * กวีประชาไท * ธุลีดาวหาง * 6ตุลา
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
เวทีเยาวชนในงาน MAEW ชูพลังเยาวชนไม่ใช่ตัวแถม แต่เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
เวทีเยาวชนในงาน MAEW ชูพลังเยาวชนไม่ใช่ตัวแถม แต่เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม auser15 Mon, 2026-09-28 - 15:05 เวทีเสวนาหัวข้อ "ความท้าทายขบวนเยาวชนใต้เงาวิกฤติสิ่งแวดล้อม" ในงาน Mekong-ASEAN Environmental Week (MAEW) นำเสนอประสบการณ์ของเยาวชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมจากไทยและลาว 7 คน จากหลากหลายพื้นที่ ทั้งชนเผ่าพื้นเมือง ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ และการทำงานด้านสิทธิในที่ดิน โดยย้ำว่าเยาวชนไม่ใช่ตัวแถม แต่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ความท้าทายขบวนเยาวชนใต้เงาวิกฤติสิ่งแวดล้อม" ภายในงาน  Mekong-ASEAN Environmental Week (MAEW) ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยเวทีดังกล่าวได้ชูพลังเสียงเยาวชนว่าไม่ใช่ตัวแถม แต่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเยาวชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมจากไทยและลาวจำนวน 7 คน Kongdia Yang เยาวชนชนเผ่าม้งจากลาว กล่าวว่า ปัจจุบันเยาวชนเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ได้มากกว่าคนรุ่นก่อน แต่การเข้าถึงข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องต่อยอดด้วยความรู้ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นใจ และรวมพลังเป็นเครือข่าย เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นพลังในการกลับไปปกป้องสิทธิ ชุมชน และทรัพยากรของตนเอง ด้าน Noudsavanh เยาวชนชนเผ่าไทแดงจากลาว กล่าวว่า แม้บริบทการทำงานกับเยาวชนจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ไม่ควรเปลี่ยนคือการมีพื้นที่ให้เยาวชนได้พบกัน พูดคุย แลกเปลี่ยน และส่งเสียงอย่างปลอดภัย เพราะการสร้างขบวนไม่ใช่การเดินไปข้างหน้าเพียงลำพัง แต่คือการทำให้เยาวชนรู้ว่ามีเพื่อนร่วมทางและสามารถรวมพลังไปสู่เป้าหมายเดียวกัน อรชา จันทร์เดช จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง สะท้อนมุมมองจากคนทำงานที่ร่วมขับเคลื่อนกับเยาวชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากอุตสาหกรรมและโครงการขนาดใหญ่ โดยย้ำว่า การทำงานกับเยาวชนต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นทีมเดียวกัน เปิดพื้นที่ให้ร่วมตัดสินใจ ให้เกียรติ และมองเห็นศักยภาพเฉพาะของแต่ละคน เพื่อนำความสามารถเหล่านั้นมาสร้างพลังร่วม เพราะการสร้างขบวนที่เข้มแข็งไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนคน แต่คือการทำให้ทุกคนรู้ว่าตนเองมีที่ยืนและมีความหมายในขบวน จิราพัชร ช้ำเกตุ จากเครือข่าย Fossil Free Thailand เสนอว่า การทำงานกับเยาวชนต้องสร้างทั้งการอยู่รอดและอยู่ร่วม เปิดพื้นที่ให้ตัดสินใจ มีรายได้ มีงานในชุมชน และมีโอกาสเติบโต เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้างกิจกรรม แต่คือการสร้างคนให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน เมื่อเยาวชนมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเอง พวกเขาย่อมมองเห็นอนาคตของตัวเองในพื้นที่ ขณะที่ในระดับเครือข่ายต้องร่วมกันสร้างนิเวศที่ทำให้เยาวชนไม่ต้องเลือกระหว่างอนาคตของตัวเองกับการปกป้องสิทธิ และในระดับนโยบายต้องทำให้เสียงของเยาวชนและผลกระทบต่อประชาชนถูกนำมาพิจารณาในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ ลาหมึทอ ดั่งแดนวิมาน เยาวชนปกาเกอะญอ ในฐานะประธานเครือข่ายเยาวชนสาละวิน ซึ่งทำงานร่วมกับเยาวชนปกาเกอะญอในพื้นที่แม่น้ำสาละวินทั้งไทยและเมียนมา กล่าวว่า ปัญหามลพิษจากเหมืองที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำสาละวินเป็นปัญหาข้ามพรมแดน เมื่อเยาวชนจากต่างพื้นที่มองเห็นปัญหาร่วมกัน จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ให้พวกเขามาพบ พูดคุย และระบุปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองที่ต้องได้รับการเสริมพลังด้านสิทธิ เพื่อร่วมกันคิดว่าเราทำอะไรได้บ้าง และนำแนวคิดกลับไปทดลองทำงานในพื้นที่ของตนเอง ขณะที่ Pay Khakhamxay ทนายความจากลาว ย้ำว่า พื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างเยาวชนยังคงมีความสำคัญ เพราะปัญหาชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องระยะยาว การนำจุดแข็งของแต่ละคนมาทำงานร่วมกันจะช่วยให้ขบวนสามารถยืนระยะได้ ที่สำคัญคือการเข้าใจบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ และรู้ว่าจะทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่นั้นอย่างไร ทั้งนี้ เวทีเสวนาสรุปว่า การสร้างขบวนเยาวชนจึงเริ่มจากการสร้างพื้นที่ให้พวกเขามีเสียง มีสิทธิ์ตัดสินใจ และได้ลงมือทำจริง เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นการปฏิบัติ เชื่อมคนและเครือข่าย และนำการเปลี่ยนแปลงกลับไปสู่ชุมชนของตนเอง * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * สิ่งแวดล้อม * เวทีเยาวชนในงาน MAEW ชูพลังเยาวชนไม่ใช่ตัวแถม แต่เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
'หมุดหมายยกระดับ-คุ้มครองสิทธิชาติพันธุ์' 211 ตัวแทนเตรียมเปิดประชุมสภาคุ้มครองฯ นัดแรก 29 กันยานี้
'หมุดหมายยกระดับ-คุ้มครองสิทธิชาติพันธุ์' 211 ตัวแทนเตรียมเปิดประชุมสภาคุ้มครองฯ นัดแรก 29 กันยานี้ ภาพ และรายงาน : เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง XmasUser Mon, 2026-09-28 - 14:23 * ศูนย์มานุษย์ฯ ต้อนรับตัวแทนชาติพันธุ์ 211 คน จาก 51 กลุ่มทั่วประเทศ เตรียมความพร้อม ก่อนเปิดประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 29 ก.ย.นี้ หวังสภาเป็นพื้นที่กลาง ให้ชาวชาติพันธุ์ได้ร่วมแสดงความเห็น และกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวชาติพันธุ์ * ด้านตัวแทนชาติพันธุ์โส่ และชาติพันธ์ุลาวครั่ง สะท้อนความหวังต่อสภาฯ เป็นพื้นที่ขับเคลื่อนและรักษาวัฒนธรรมและอัตลักษณ์กลุ่มของตน    28 ก.ย. 2569 เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองรายงานวันนี้ (28 ก.ย.) ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้เปิดให้ตัวแทน 211 คน จาก 51 กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เข้ามารายงานตัวและเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 29 ก.ย.นี้  อภินันท์ ธรรมเสนา จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะฝ่ายเลขานุการในกระบวนการจัดตั้งและขับเคลื่อนสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาคุ้มครองฯ คือพื้นที่กลางให้แต่ละชาติพันธุ์ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและร่วมออกแบบนโยบาย ส่งเสียงไปยังตัวแทนจากรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ “อยากให้มองว่ามันเป็นเวทีกลางที่กลุ่มชาติพันธุ์ได้มามีส่วนร่วมกันในการแสดงความคิดเห็นเพราะที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพจัดการปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้น สภาฯ เป็นเหมือนพื้นที่ตรงกลาง เพื่อร้องเรียนปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ไปสู่รัฐบาล” อภินันท์ กล่าว  อภินันท์ เน้นย้ำว่า กลไกดังกล่าวไม่ได้เป็นการให้อำนาจพิเศษแก่กลุ่มชาติพันธุ์ แต่มติของสภาคุ้มครองฯ เป็นเพียงข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล ซึ่งท้ายที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับอำนาจในการตัดสินใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา หน้าที่ของสภาคุ้มครองฯ จึงเป็นพื้นที่กลั่นกรองปัญหาของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อนำเข้าสู่กลไกคณะกรรมการระดับชาติ ที่มีหน้าที่หลักในการกำหนดทิศทางนโยบาย พิจารณารับเรื่องร้องทุกข์ และขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ต่อไป กิตติภูมิ บุตราช สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สัดส่วนชาติพันธุ์โส้ ที่เดินทางมาจาก จ.สกลนคร กล่าวว่า สถานการณ์การใช้ภาษาแม่ของชาติพันธุ์โส้ กำลังสูญหายไป เพราะคนรุ่นใหม่เลือกสื่อสารภาษาลาวและภาษาไทยเป็นหลัก จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กิตติภูมิ ในฐานะเยาวชนตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ เขากล่าวว่า อยากเข้าไปขับเคลื่อนวาระการอนุรักษ์ภาษาแม่ให้คงอยู่ต่อไป “การมีสภาคุ้มครองฯ จะช่วยขับเคลื่อนสิทธิเรื่องภาษาแม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจมากที่สุด” กิตติภูมิ กล่าว ทางด้าน ผศ.ดร.จิตกวี กระจ่างเมฆ สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สัดส่วนชาติพันธุ์ลาวครั่ง จาก จ.นครปฐม ก็เผชิญกับความท้าทายจากการสูญหายของวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประเพณีดั้งเดิม จึงมีความหวังว่าการเกิดขึ้นของสภาคุ้มครองฯ จะช่วยเป็นพื้นที่ในการขับเคลื่อนสิทธิที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยอัตลักษณ์และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของแต่ละกลุ่ม “การมีสภาเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเรามีความเป็นไทย 100% แต่สิทธิต่างๆ และการดำรงรักษาวิถีชีวิตที่แตกต่างกันนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ตรงกลาง” ผศ.ดร.จิตกวี กล่าว ทั้งนี้ กำหนดการประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25-30 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดประชุมสภาคุ้มครองฯ เป็นครั้งแรกแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมคู่ขนาน ได้แก่ ตลาดชาติพันธุ์ แสดงสินค้า ผลิตภัณฑ์และบริการจากเครือข่ายผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ และการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายชาติพันธุ์ ที่เปิดโอกาสให้บุคคลจากภายนอกได้เข้าร่วม * ข่าว * การเมือง * สังคม * วัฒนธรรม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ * ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร * สิทธิชาติพันธุ์ * สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ * อภินันท์ ธรรมเสนา
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
วันนี้ (28 ก.ย. 69) ปภ. รายงานน้ำท่วม 27 จังหวัดและ กทม. กระทบกว่า 5.7 แสนครัวเรือน
วันนี้ (28 ก.ย. 69) ปภ. รายงานน้ำท่วม 27 จังหวัดและ กทม. กระทบกว่า 5.7 แสนครัวเรือน auser15 Mon, 2026-09-28 - 14:42 วันนี้ (28 ก.ย. 69) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 27 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวม 151 อำเภอ 792 ตำบล 4,087 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 576,449 ครัวเรือน 1,793,887 คน (ณ เวลา 06.00 น.) พร้อมส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ 28 กันยายน 2569 เพจกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานว่า นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่รวม 27 จังหวัด ได้แก่ จ.พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา และสุรินทร์ รวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยมีรายละเอียดดังนี้ ภาคเหนือ จ.พิษณุโลก ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.ชาติตระการ อ.เนินมะปราง อ.วังทอง อ.นครไทย อ.บางระกำ 21 ตำบล 82 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 129 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.เพชรบูรณ์ ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองเพชรบูรณ์ อ.ชนแดน อ.บึงสามพัน อ.วิเชียรบุรี อ.ศรีเทพ อ.หนองไผ่ 9 ตำบล 19 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 82 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.นครสวรรค์ ในพื้นที่ 11 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองนครสวรรค์ อ.พยุหะคีรี อ.แม่วงก์ อ.ตาคลี อ.ไพศาลี อ.ลาดยาว อ.บรรพตพิสัย อ.เก้าเลี้ยว อ.ชุมแสง อ.ท่าตะโก อ.ตากฟ้า 50 ตำบล 266 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,421 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น ภาคกลาง จ.อุทัยธานี ในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองอุทัยธานี อ.หนองฉาง อ.ห้วยคต อ.สว่างอารมณ์ อ.หนองขาหย่าง อ.บ้านไร่ อ.ลานสัก อ.ทัพทัน 44 ตำบล 222 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,734 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.ลพบุรี ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองลพบุรี อ.ท่าหลวง อ.พัฒนานิคม อ.โคกสำโรง อ.บ้านหมี่ 24 ตำบล 84 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,081 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.ชัยนาท ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองชัยนาท อ.วัดสิงห์ อ.มโนรมย์ อ.สรรพยา 11 ตำบล 24 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 133 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.สิงห์บุรี ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.อินทร์บุรี อ.พรหมบุรี 3 ตำบล 8 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 91 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.สุพรรณบุรี ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสุพรรณบุรี อ.บางปลาม้า อ.สองพี่น้อง อ.ดอนเจดีย์ อ.ศรีประจันต์ อ.สามชุก 33 ตำบล 196 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 6,580 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.กาญจนบุรี ในพื้นที่ อ.ไทรโยค ประชาชนได้รับผลกระทบ 12 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.อ่างทอง ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ป่าโมก อ.ไชโย อ.วิเศษชัยชาญ 8 ตำบล 24 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 298 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.สระบุรี ในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสระบุรี อ.หนองแซง อ.มวกเหล็ก อ.วังม่วง อ.แก่งคอย อ.หนองแค อ.พระพุทธบาท อ.หนองโดน 21 ตำบล 53 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 297 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.พระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อ.เสนา อ.บางบาล อ.ผักไห่ อ.บางไทร อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางปะอิน อ.บางปะหัน 95 ตำบล 474 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 17,964 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.สมุทรปราการ ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสมุทรปราการ อ.บางเสาธง อ.บางบ่อ อ.บางพลี อ.พระประแดง อ.พระสมุทรเจดีย์ 38 ตำบล 392 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 259,824 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.ปทุมธานี ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองปทุมธานี อ.ธัญบุรี อ.สามโคก อ.คลองหลวง อ.ลำลูกกา อ.หนองเสือ อ.ลาดหลุมแก้ว 46 ตำบล 237 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 65,717 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.นครปฐม ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองนครปฐม อ.กำแพงแสน อ.นครชัยศรี อ.พุทธมณฑล อ.สามพราน อ.บางเลน อ.ดอนตูม 55 ตำบล 302 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 10,203 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว ภาคตะวันออก จ.นครนายก ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองนครนายก อ.ปากพลี อ.บ้านนา อ.องครักษ์ 61 ตำบล 190 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,038 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.ปราจีนบุรี ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองปราจีนบุรี อ.กบินทร์บุรี อ.นาดี อ.ศรีมหาโพธิ อ.ประจันตคาม อ.บ้านสร้าง อ.ศรีมโหสถ 41 ตำบล 199 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,106 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.ฉะเชิงเทรา ในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา อ.บางน้ำเปรี้ยว อ.พนมสารคาม อ.บางคล้า อ.แปลงยาว อ.ท่าตะเกียบ อ.สนามชัยเขต อ.บ้านโพธิ์ 30 ตำบล 139 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,675 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.สระแก้ว ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสระแก้ว อ.วัฒนานคร อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง อ.วังน้ำเย็น อ.คลองหาด อ.เขาฉกรรจ์ 27 ตำบล 163 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 8,719 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.ชลบุรี ในพื้นที่ 10 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองชลบุรี อ.สัตหีบ อ.พนัสนิคม อ.ศรีราชา อ.บางละมุง อ.บ้านบึง อ.หนองใหญ่ อ.เกาะจันทร์ อ.พานทอง อ.บ่อทอง 78 ตำบล 354 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 118,723 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.ระยอง ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.ปลวกแดง อ.บ้านค่าย อ.เขาชะเมา อ.นิคมพัฒนา อ.แกลง 5 ตำบล 7 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 350 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.จันทบุรี ในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองจันทบุรี อ.แก่งหางแมว อ.โป่งน้ำร้อน อ.นายายอาม อ.เขาคิชฌกูฏ อ.มะขาม อ.ขลุง อ.ท่าใหม่ อ.แหลมสิงห์ 35 ตำบล 299 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 9,326 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.ตราด ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองตราด อ.บ่อไร่ อ.เขาสมิง 13 ตำบล 38 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 375 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.บุรีรัมย์ ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.บ้านกรวด อ.ละหานทราย อ.นางรอง อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ประโคนชัย อ.โนนดินแดง 23 ตำบล 216 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,474 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.ชัยภูมิ ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เกษตรสมบูรณ์ อ.บำเหน็จณรงค์ อ.ภูเขียว 6 ตำบล 21 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 9 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.นครราชสีมา ในพื้นที่ อ.ปากช่อง 5 ตำบล 14 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,906 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.สุรินทร์ ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.พนมดงรัก อ.ปราสาท 9 ตำบล 63 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 200 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว กรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 52,000 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว ทั้งนี้ พื้นที่ที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 11 จังหวัด ได้แก่ จ.นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และ จ.ชลบุรี พื้นที่ที่ระดับน้ำทรงตัว 7 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ได้แก่ จ.อุทัยธานี ลพบุรี อ่างทอง นครปฐม ฉะเชิงเทรา ตราด สุรินทร์ และพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลง 8 จังหวัด ได้แก่ จ.พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สระบุรี สมุทรปราการ ระยอง จันทบุรี บุรีรัมย์ และ จ.นครราชสีมา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้ประสานสำนักงาน ปภ.จังหวัด ศูนย์ ปภ.เขต อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยทหาร จิตอาสา อปพร. อาสาสมัคร มูลนิธิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัย อาทิ รถบรรทุกติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัย รถสูบน้ำกู้ภัยเคลื่อนที่สมรรถนะสูงแบบโมบายยูนิต เข้าสูบและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ อพยพกลุ่มเปราะบางไปยังที่ปลอดภัย และสนับสนุนรถผลิตน้ำดื่ม รวมถึงประสานการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
คนไร้สัญชาติสถานะถิ่นที่อยู่ถาวร ถกทางออกกฎหมาย เตรียมขอแปลงสัญชาติ เสนอรัฐทบทวนเกณฑ์ 5 ปี-รายได้
คนไร้สัญชาติสถานะถิ่นที่อยู่ถาวร ถกทางออกกฎหมาย เตรียมขอแปลงสัญชาติ เสนอรัฐทบทวนเกณฑ์ 5 ปี-รายได้ auser15 Mon, 2026-09-28 - 12:42 กลุ่มตี่ตางสื่อเพื่อคนไร้สัญชาติ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของคนไร้สัญชาติที่มีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 17 ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจกระบวนการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย เตรียมความพร้อมการยื่นคำขอ และแลกเปลี่ยนปัญหาการเข้าถึงสิทธิและบริการ ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 กลุ่มตี่ตางสื่อเพื่อคนไร้สัญชาติ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้มีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 17 ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานภาคเหนือ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมทำความเข้าใจกระบวนการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย เตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นคำขอ และแลกเปลี่ยนปัญหาในการเข้าถึงสิทธิและบริการต่างๆ ภายในกิจกรรม นายบุญส่ง แสงกฤช ปลัดอำเภอรักษาการแทนนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยสำหรับคนต่างด้าวที่เป็นชนกลุ่มน้อย ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรา 10 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติพื้นฐาน เช่น การบรรลุนิติภาวะ ความประพฤติดี การมีอาชีพเป็นหลักฐาน การมีภูมิลำเนาในประเทศไทยตามระยะเวลาที่กำหนด และความรู้ภาษาไทย นายบุญส่งอธิบายว่า การพิจารณาคำขอแปลงสัญชาติใช้หลักเกณฑ์การประเมินรวม 100 คะแนน โดยต้องได้ไม่น้อยกว่า 50 คะแนน และพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ระดับการศึกษา รายได้ ระยะเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และความรู้ภาษาไทย ทั้งนี้ เกณฑ์ด้านรายได้และเอกสารประกอบแตกต่างกันตามประเภทของผู้ยื่น โดยชนกลุ่มน้อยที่มีความเกี่ยวพันกับประเทศไทย เช่น มีคู่สมรสหรือบุตรเป็นคนไทย หรือสำเร็จการศึกษาในประเทศไทย มีเกณฑ์บางประการแตกต่างจากผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับประเทศไทย สำหรับขั้นตอนการยื่นคำขอ ผู้มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดสามารถยื่นคำขอที่สำนักทะเบียนอำเภอ ส่วนผู้มีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานครยื่นที่สำนักบริหารการทะเบียน จากนั้นคำขอจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามลำดับ ก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องจนถึงการประกาศในราชกิจจานุเบกษาและการเพิ่มชื่อเป็นบุคคลสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร นายบุญส่งยังแนะนำให้ผู้ที่ประสงค์จะดำเนินการด้านสถานะบุคคลติดต่อเจ้าหน้าที่อำเภอหรือหน่วยงานทะเบียนโดยตรง เพื่อรับข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านนายหน้าหรือบุคคลกลาง ซึ่งอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากการใช้บริการตัวกลางที่ไม่จำเป็น จากมีสถานะสู่มีสัญชาติ ยังมีอุปสรรค การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมสะท้อนว่า การได้รับสถานะตามมาตรา 17 ช่วยเพิ่มความมั่นคงในชีวิตและเปิดโอกาสในบางด้าน ทั้งการเดินทางและการประกอบอาชีพ แต่ยังพบข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการของรัฐและภาคเอกชน ด้านการเดินทาง ผู้เข้าร่วมระบุว่าสามารถเดินทางเข้าและออกประเทศไทยตามขั้นตอนที่กำหนด และสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้เมื่อมีเอกสารที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการด้านเอกสารสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศยังมีหลายขั้นตอน และเจ้าหน้าที่บางแห่งยังไม่คุ้นเคยกับเอกสารของผู้มีสถานะดังกล่าว ทำให้ต้องใช้เวลาในการติดต่อมากขึ้น ด้านธุรกรรมทางการเงิน ผู้เข้าร่วมบางรายสะท้อนว่าบัตรประจำตัวที่ไม่มีชิปสร้างข้อจำกัดต่อการใช้บริการธนาคารและระบบดิจิทัลบางประเภท เช่น การเปิดหรือใช้งานแอปพลิเคชัน การทำธุรกรรมบางรายการ และการยืนยันตัวตน แม้บางรายจะติดต่อธนาคารและปรับปรุงข้อมูลหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่สามารถใช้บริการบางประเภทได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่บางแห่งยังไม่คุ้นเคยกับเอกสารของผู้มีสถานะตามมาตรา 17 จึงเสนอให้พัฒนาบัตรประจำตัวให้มีชิปและมีข้อมูลภาษาอังกฤษ เพื่อให้สามารถใช้ยืนยันตัวตนและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้สะดวกขึ้น อีกประเด็นสำคัญคือการเตรียมตัวเพื่อขอสัญชาติไทย ผู้เข้าร่วมหลายคนต้องการพัฒนาสถานะของตนเองในอนาคต แต่ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับหลักฐานการทำงาน รายได้ การเสียภาษี เอกสารการศึกษา และเอกสารส่วนบุคคล รวมถึงความไม่แน่นอนว่าคำร้องจะถูกรับพิจารณาหรือไม่ โดยเห็นว่าการมีข้อมูลที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้สามารถเตรียมเอกสารและวางแผนชีวิตได้ โดยเฉพาะการเตรียมหลักฐานรายได้และภาษี ซึ่งต้องใช้ข้อมูลย้อนหลังหลายปี เสนอรัฐทบทวน 5 ปี และเกณฑ์รายได้ หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจากการสนทนากลุ่มคือการทบทวนหลักเกณฑ์การนับระยะเวลาการมีภูมิลำเนาในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 (4) โดยผู้เข้าร่วมเห็นว่าควรพิจารณาหลักฐานทางทะเบียนที่สามารถสะท้อนระยะเวลาการอยู่อาศัยในประเทศไทยที่เกิดขึ้นจริง เช่น ท.ร.13 ท.ร.14 หรือ ท.ร.38 ก. เนื่องจากคนไร้สัญชาติที่ได้รับสถานะตามมาตรา 17 จำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานก่อนที่จะได้รับเอกสารที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการนับระยะเวลา ประเด็นเรื่องจุดเริ่มต้นของการนับระยะเวลา 5 ปีเคยถูกพิจารณาโดยคณะกรรมการกฤษฎีกาในบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 376/2565 เรื่องคุณสมบัติของผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 โดยมีการพิจารณาแนวทางเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลทางทะเบียนในการกำหนดระยะเวลาการมีภูมิลำเนา และมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการตีความเรื่องภูมิลำเนาและจุดเริ่มต้นของการนับระยะเวลา 5 ปี อีกข้อเสนอคือการทบทวนเกณฑ์รายได้สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติที่เป็นชนกลุ่มน้อย โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับค่าจ้างขั้นต่ำ สภาพการจ้างงาน และศักยภาพในการประกอบอาชีพของผู้ยื่นแต่ละราย แทนการใช้ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียวเป็นเงื่อนไขสำคัญในการประเมินความพร้อม โดยควรพิจารณาประกอบกับประวัติการทำงานและการเสียภาษี ข้อเสนอจากผู้มีสถานะตามมาตรา 17 จากการแลกเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมและผู้จัดกิจกรรมเสนอให้หน่วยงานรัฐพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้ 1. ทบทวนหลักเกณฑ์การนับระยะเวลาและเกณฑ์รายได้ โดยพิจารณาหลักฐานทางทะเบียนที่สามารถยืนยันประวัติการอยู่อาศัยในประเทศไทยของผู้ยื่น และทบทวนเกณฑ์รายได้ให้สอดคล้องกับค่าจ้างขั้นต่ำ สภาพการจ้างงาน และศักยภาพในการประกอบอาชีพ 2. ลดขั้นตอนและภาระด้านเอกสาร จัดระบบตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารก่อนยื่นคำขอ ลดเอกสารและพยานหลักฐานที่ซ้ำซ้อน โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของรัฐเท่าที่สามารถทำได้ 3. กำหนดมาตรฐานและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานและการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การยื่นคำขอ การตรวจสอบเอกสาร การพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการอนุญาตให้แปลงสัญชาติ และเปิดช่องทางให้ผู้ยื่นสามารถติดตามสถานะและความคืบหน้าของคำขอได้ 4. สนับสนุนการเตรียมความพร้อมด้านรายได้และภาษี ส่งเสริมให้ผู้ที่มีแผนขอสัญชาติสามารถเข้าสู่ระบบภาษีได้อย่างถูกต้อง พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการยื่นภาษี การจัดเก็บหลักฐานรายได้ และเอกสารการทำงานที่จำเป็นสำหรับการยื่นคำขอ 5. พัฒนาระบบทะเบียนและการเข้าถึงบริการดิจิทัล พัฒนาบัตรประจำตัวให้รองรับระบบดิจิทัล เช่น การมีชิปและข้อมูลภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการยืนยันตัวตนและเข้าถึงบริการของรัฐ ธนาคาร และบริการออนไลน์ต่างๆ 6. เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือ จัดทำคู่มือการขอแปลงสัญชาติที่เข้าใจง่าย โดยระบุคุณสมบัติ เอกสาร ขั้นตอน หน่วยงานที่รับผิดชอบ ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และช่องทางติดต่อ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมในการให้คำปรึกษาและส่งต่อกรณีที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ 7. เปิดพื้นที่ให้ผู้มีสถานะมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ และเปิดโอกาสให้ผู้มีสถานะตามมาตรา 17 ได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอโดยตรงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง * ข่าว * สังคม * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ตี่ตาง * ตี่ตางสื่อเพื่อคนไร้สัญชาติ
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
'ศุภจี' เผยเจรจาภาษีสหรัฐฯ คืบหน้า เร่งสรุปก่อนใช้มาตรการ Section 301
'ศุภจี' เผยเจรจาภาษีสหรัฐฯ คืบหน้า เร่งสรุปก่อนใช้มาตรการ Section 301 auser15 Mon, 2026-09-28 - 12:23 'ศุภจี' เผยเจรจาภาษีสหรัฐฯ คืบหน้า เร่งสรุปก่อนใช้มาตรการ Section 301 ลุยดัน Local Content เพิ่มการผลิตในประเทศ ระบุเจรจา FTA ไทย-อียู รอบที่ 10 ที่ จ.ภูเก็ต เริ่มแล้ว หวังปิดดีลที่เหลือในปีนี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์ | แฟ้มภาพเว็บไซต์รัฐบาลไทย 28 กันยายน 2569 NBT Connext รายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ว่า ในระดับหลักการได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจทานรายละเอียดทางเทคนิคและตัวบทภาษาอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ตนยังได้มีโอกาสหารือร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งการพูดคุยเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยตั้งเป้าหมายให้ทีมงานเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศใช้มาตรการตามมาตรา 301 (Section 301) เมื่อถามว่า ขณะนี้บรรยากาศทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มีแนวโน้มผ่อนคลายเรื่องภาษีภายหลังการหารือของผู้นำทั้งสองประเทศ นางศุภจี กล่าวว่า ไทยยังคงต้องดำเนินนโยบายเจรจาทางการค้ากับทั้งสองประเทศมหาอำนาจเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาการสวมสิทธิสินค้านั้น ไทยมีมาตรการกำกับดูแลรองรับอยู่แล้ว และมองว่าสถานการณ์นี้ถือเป็นโอกาสอันดีของไทยในการเพิ่มสัดส่วนการใชวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนผลิตภายในประเทศ (Local Content) ซึ่งจะส่งผลดีและเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยโดยตรง นางศุภจี กล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาเสรีการค้าระหว่างไทยและสหภาพยุโรปว่า ในวันนี้การเจรจารอบที่ 10 ได้เริ่มขึ้นแล้วที่ จ.ภูเก็ต โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยการประชุมได้จัดขึ้นตามกำหนดการระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 โดยมีเป้าหมายเร่งปิดข้อบทที่เหลือเพื่อให้บรรลุข้อตกลงภายในปีนี้ โดยการเจรจาในครั้งนี้ตั้งเป้าหมายที่จะปิดดีลในการเจรจาให้ได้ในส่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของข้อตกลงทั้งหมด ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ตนเองจะเดินทางไปร่วมประชุมด้วย * ข่าว * เศรษฐกิจ * FTA ไทย-อียู * การค้าเสรี * ภาษีตอบโต้การค้า * สหรัฐอเมริกา
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
13 จุดทิ้งขยะสารพิษ จากปราจีนบุรีสู่สระแก้ว เมื่อครัวไทยกำลังเป็นถังขยะโลก
13 จุดทิ้งขยะสารพิษ จากปราจีนบุรีสู่สระแก้ว เมื่อครัวไทยกำลังเป็นถังขยะโลก รายงานและถ่ายภาพโดย ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ XmasUser Mon, 2026-09-28 - 02:22 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศ กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมรวม 13 จุด ใน 7 ตำบล ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสระแก้ว และปราจีนบุรี โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และยังพบว่ามีการรุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติอีกด้วย ผู้อ่านสามารถเอาเมาท์แตะบนภาพ จะปรากฏเป็นลูกศร ซ้าย-ขวา สามารถเลื่อนดูภาพอื่นๆ ได้ GPS เชื่อมโยงขบวนการทุนต่างชาติ จากการตามรอยระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุก ทำให้พบร่องรอยการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างมีรูปแบบ และเชื่อมโยงไปถึงโรงงานประเภท 106 (โรงงานรีไซเคิล) ของกลุ่มทุนต่างชาติในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้าอายัดรถบรรทุกพ่วงหลังคนขับทิ้งรถหลบหนี ตรวจสอบพบเศษสายไฟบดละเอียดเต็มคันรถ และบริเวณใกล้เคียงพบจุดลักลอบทิ้ง โดยใช้วิธีไถบดทับจนเป็นเนินสูง ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว บ่อดินเอกชนลึกเกือบ 12 เมตร ถูกเปลี่ยนสภาพเป็น 'แกรนด์แคนยอนขยะพิษ' มีการทับถมของเศษสายไฟบด ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) หลากหลายชนิดกองสูงเป็นภูเขา และยังพบขยะติดเชื้อที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีอีกด้วย มุกใหม่ ขี้ไก่อำพราง ที่ ต.เขาไม้แก้ว จ.ปราจีนบุรี พบวิธีอำพรางการลักลอบทิ้งขยะรูปแบบใหม่ โดยนำเศษสายไฟ และขยะอิเล็กทรอนิกส์มาบดละเอียด มาผสมกับดินขี้ไก่แกลบ แล้วนำไปถมเป็นปุ๋ยในไร่อ้อย และไร่ข้าวโพด กินพื้นที่กว่า 100 ไร่ โดยอ้างกับชาวบ้านว่าเป็น "ดินผสมปุ๋ยแจกฟรี" แต่เมื่อขุดลงไป จะพบเศษขยะปะปนอยู่จำนวนมาก เสี่ยงต่อการปนเปื้อนโลหะหนัก และส่งผ่านสารพิษตกค้างในห่วงโซ่อาหารของผู้บริโภค เนื่องจากจังหวัดปราจีนบุรี เป็นหนึ่งในแหล่งเกษตรกรรมหลักของประเทศ แม้กระทั่งพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติใน ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ ลึกเกือบ 10 เมตร ซึ่งเดิมเป็นบ่อลูกรัง ก็ถูกใช้เป็นจุดทิ้งกากอุตสาหกรรมจนเต็มพื้นที่ ที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุเพลิงไหม้มาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย. 2569 ไฟลุกลามต่อเนื่องถึง 3 วัน ส่งกลิ่นเหม็นและควันพิษฟุ้งกระจาย จนชาวบ้านเกิดอาการแสบตาแสบจมูก ต้องอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่อย่างฉุกเฉิน การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมทั้ง 13 จุดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาการทิ้งขยะผิดที่ แต่คือภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมระดับชาติ เมื่อพื้นที่เกษตรกรรมหลักของประเทศ ถูกเปลี่ยนเป็นบ่อรองรับสารพิษของกลุ่มทุนต่างชาติ จนประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นถังขยะโลก หากหน่วยงานรัฐยังปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างล่าช้า หรือทำเพียงแค่ยึดรถและสั่งอายัด โดยไม่สาวไปถึงต้นตอของผู้ว่าจ้าง และโรงงานต้นทาง มลพิษเหล่านี้จะไม่หยุดอยู่แค่ในดินหรือบ่อน้ำของ จ.สระแก้ว และ จ.ปราจีนบุรี แต่วิกฤตสารพิษเหล่านี้จะย้อนกลับมาสู่จานอาหารของคนไทยทุกคน * รายงานพิเศษ * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ปราจีนบุรี * สระแก้ว * คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม. * มูลนิธิบูรณะนิเวศ * กรมควบคุมมลพิษ * กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม * ลักลอบทิ้งกากสารพิษ
010
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
กัมพูชาเรียกร้องยุติข้อพิพาทชายแดนกับไทย - ลาวชี้ประเด็นปาเลสไตน์เป็นบททดสอบพหุภาคีนิยม
กัมพูชาเรียกร้องยุติข้อพิพาทชายแดนกับไทย - ลาวชี้ประเด็นปาเลสไตน์เป็นบททดสอบพหุภาคีนิยม auser15 Mon, 2026-09-28 - 09:06 เวทีประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติสมัยที่ 81 (UNGA81) 'ปรัก สุคน' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงเรียกร้องการยุติข้อพิพาทชายแดนกับไทยอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน พร้อมย้ำหลักความเสมอภาคแห่งอธิปไตยของรัฐ - ด้าน 'ทองสะหวัน พรหมวิหาร' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศลาว กล่าวว่าปัญหาปาเลสไตน์ยังคงเป็นบททดสอบที่ยั่งยืนต่อความน่าเชื่อถือของระบบพหุภาคี เรียกร้องถอดถอนคิวบาออกจากรายชื่อรัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายของสหรัฐฯ ภาพจาก: UN Photo 28 กันยายน 2569 สำนักข่าว Anadolu Agency รายงานว่า นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA81) เมื่อวันเสาร์ (26 ก.ย.) ที่ผ่านมา ว่า กัมพูชาแสวงหาการยุติข้อพิพาทกับไทยอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และเรียกร้องให้เคารพหลักความเสมอภาคแห่งอธิปไตยของรัฐ เรื่องที่เกี่ยวข้อง * สัปดาห์ประชุม UNGA ที่นิวยอร์ก ถกวาระแน่นตั้งแต่โลกร้อนถึงลดอาวุธนิวเคลียร์  * 'อนุทิน' ร่วมเปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 พร้อมผู้นำ-ผู้แทนจากทั่วโลก  * 'อนุทิน' กล่าวถ้อยแถลงที่ประชุม UNGA81 ย้ำจุดยืนปฏิรูป UN-ฟื้นความเชื่อมั่น  * 'อนุทิน' เสร็จสิ้นภารกิจเวที UNGA81 เยือนสหราชอาณาจักรต่อ  * ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ รับรองปฏิญญาว่าด้วยระดับน้ำทะเลสูงขึ้น นายปรัก สุคน กล่าวว่า ความตึงเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล่าสุดระหว่างกัมพูชาและไทยได้กัดกร่อนความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างรุนแรง โดยเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามความตกลงที่บรรลุระหว่างสองประเทศอย่างครบถ้วน และให้มีการกลับมาดำเนินงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) โดยเร็ว เขากล่าวว่า ยังมีพลเรือนกัมพูชากว่า 20,000 คนที่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ และเรียกร้องให้มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาพรมแดนที่ค้างคาอยู่ สำหรับข้อพิพาททางทะเล นายปรัก สุคน ระบุว่า กัมพูชาได้เริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการภาคบังคับภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังจากที่ไทยได้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี ค.ศ. 2001 ที่กำกับดูแลประเด็นดังกล่าว “ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้รับประโยชน์จากการยุติข้อพิพาทอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าพนมเปญยังคงแสวงหาความสัมพันธ์กับกรุงเทพฯ บนพื้นฐานของ “สันติภาพ ความร่วมมือ และการเคารพซึ่งกันและกัน” นายปรัก สุคน ยังได้เน้นย้ำถึงความเสมอภาคแห่งอธิปไตยว่าเป็นหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยระบุว่า “กฎบัตรสหประชาชาติไม่ได้กำหนดมาตรฐานหนึ่งสำหรับผู้มีอำนาจ และอีกมาตรฐานหนึ่งสำหรับผู้มีอำนาจน้อยกว่า” และ “รัฐสมาชิกทั้งหมด ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก มีความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎบัตร” พร้อมระบุว่ากฎหมายระหว่างประเทศต้องได้รับการเคารพและข้อพิพาทต้องได้รับการยุติด้วยสันติวิธี ถ้อยแถลงของลาว ขณะเดียวกัน นายทองสะหวัน พรหมวิหาร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ฯ ว่า “การเสริมสร้างความไว้วางใจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเริ่มต้นด้วยการยึดมั่นใหม่ต่อพหุภาคีนิยมที่ครอบคลุม โดยมีสหประชาชาติเป็นแกนกลาง” นายทองสะหวัน กล่าวว่า “คำถามเรื่องปาเลสไตน์ยังคงเป็นบททดสอบที่ยั่งยืนต่อความน่าเชื่อถือของระบบพหุภาคี” โดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อภัยพิบัติด้านมนุษยธรรมและความจำเป็นในการฟื้นฟูในฉนวนกาซา เขาได้เตือนไม่ให้ปล่อยให้แนวทางสองรัฐ “หลุดลอยไปไกลเกินเอื้อม” พร้อมเรียกร้องให้มีสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืนซึ่งรับประกันสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองของชาวปาเลสไตน์ผ่านการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ นอกจากนี้ นายทองสะหวันยังได้เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวต่อคิวบาโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข และให้ถอดถอนคิวบาออกจากรายชื่อรัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกา * ข่าว * ต่างประเทศ * UNGA81 * สหประชาชาติ * United Nations General Assembly * UNGA * ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
ค่าตอบแทน 'เอเยนต์นักฟุตบอล' สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่แผนคุมเพดานยังไม่มีข้อสรุป
ค่าตอบแทน 'เอเยนต์นักฟุตบอล' สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่แผนคุมเพดานยังไม่มีข้อสรุป วิทยากร บุญเรือง auser15 Mon, 2026-09-28 - 07:23 รายงานประจำปีของ FIFA ระบุว่าในปี 2025 สโมสรฟุตบอลชายจ่ายค่าธรรมเนียมเอเยนต์ในการย้ายทีมระหว่างประเทศรวม 1,366.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 90% จากปีก่อน และสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก สโมสรในพรีเมียร์ลีกอังกฤษจ่ายรวม 460 ล้านปอนด์ในรอบ 12 เดือน โดย Chelsea จ่ายสูงสุดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ FIFA ได้เปลี่ยนระบบสอบใบอนุญาตเอเยนต์เป็นรูปแบบออนไลน์และเพิ่มการตรวจสอบผู้ไม่มีใบอนุญาต ส่วนแผนคุมเพดานค่าธรรมเนียมที่ผลักดันมาตั้งแต่ปี 2019 ยังไม่มีข้อสรุป หลัง FIFA แพ้คดีในอังกฤษเมื่อปี 2023 และยังรอผลคดีในศาล EU ล่าสุดในปี 2026 เจ้าของสโมสรยุโรปเริ่มหารือเรื่องการจำกัดค่าเหนื่อยนักเตะด้วย * FIFA เผยแพร่รายงานเอเยนต์ฟุตบอลประจำปี 2025 ระบุว่าสโมสรฟุตบอลชายจ่ายค่าธรรมเนียมเอเยนต์ในการย้ายทีมระหว่างประเทศรวม 1,366.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 90% จากปี 2024 สูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึก จากการย้ายทีม 3,010 ครั้ง สโมสรยุโรปจ่ายถึง 89% ของยอดรวม ดีลที่ค่าธรรมเนียมเกิน 1 ล้านดอลลาร์มีเพียง 348 ครั้ง แต่คิดเป็น 68.4% ของเงินทั้งหมด ส่วนฟุตบอลหญิงมียอด 6.2 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าปี 2021 กว่า 13 เท่า * สโมสรพรีเมียร์ลีกจ่ายเงินให้เอเยนต์รวม 460 ล้านปอนด์ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงกุมภาพันธ์ 2026 เพิ่มขึ้น 13% โดย Chelsea จ่ายสูงสุด 65.1 ล้านปอนด์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แม้เพิ่งขาดทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ตามมาด้วย Aston Villa และ Manchester City เป็นอันดับ 2 และ 3 ขณะที่ FIFA จัดสอบใบอนุญาตเอเยนต์แบบออนไลน์เป็นครั้งแรก มีผู้สมัคร 16,117 ใบ สูงสุดเท่าที่เคยมี แต่สอบผ่านเพียง 1,406 คน และได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเอเยนต์ 199 เรื่อง * แผนคุมเพดานค่าธรรมเนียมเอเยนต์ที่ FIFA ผลักดันมาตั้งแต่ปี 2019 ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมาย หลังแพ้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการที่ลอนดอนในปี 2023 แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยชนะคดีที่ศาล CAS ปัจจุบันประเด็นนี้ยังรอผลคดีในศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป ล่าสุดในปี 2026 เจ้าของสโมสรยุโรปบางส่วนเริ่มหารือเรื่องการจำกัดค่าเหนื่อยนักเตะเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าเงินส่วนใหญ่ในวงการตกอยู่กับนักเตะและเอเยนต์ ขณะที่แฟนบอลต้องแบกรับภาระผ่านราคาตั๋วและค่าบริการที่สูงขึ้น ภาพจาก: Canva FIFA เผยแพร่รายงานเอเยนต์ฟุตบอลประจำปี 2025 (Football Agents Report 2025) เมื่อเดือนธันวาคม 2025 โดยคำว่า "เอเยนต์" ในที่นี้หมายถึงผู้ทำหน้าที่ตัวแทนนักเตะหรือสโมสรในการเจรจาย้ายทีมและทำสัญญา รายงานระบุว่าค่าธรรมเนียมที่สโมสรฟุตบอลชายจ่ายให้เอเยนต์ในการย้ายทีมระหว่างประเทศอยู่ที่ 1,366.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 90% จากปี 2024 และเป็นยอดสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ข้อมูลในรายงานมาจากระบบจับคู่การย้ายทีม (Transfer Matching System: TMS) ตามระเบียบว่าด้วยสถานะและการย้ายทีมของผู้เล่น (Regulations on the Status and Transfer of Players) และระเบียบว่าด้วยเอเยนต์ฟุตบอลของ FIFA (FIFA Football Agent Regulations: FFAR) สโมสรต้องบันทึกชื่อและค่าธรรมเนียมของเอเยนต์ที่ทำงานให้สโมสรในทุกการย้ายทีมระหว่างประเทศลงใน TMS รายงานครอบคลุมช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 1 ธันวาคม 2025 FIFA ระบุว่ายอดดังกล่าวไม่รวมค่าธรรมเนียมจากการย้ายทีมภายในประเทศ การต่อสัญญา และเงินที่นักเตะจ่ายให้เอเยนต์ของตนเอง รายได้ทั้งหมดของเอเยนต์จึงน่าจะสูงกว่าตัวเลขนี้มาก ในคำนำของรายงาน ยาน ไคลเนอร์ (Jan Kleiner) ผู้อำนวยการฝ่ายกฎระเบียบฟุตบอลของ FIFA และปาตริซิโอ บาเรลา (Patricio Varela) หัวหน้าฝ่ายเอเยนต์ ระบุว่าตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเอเยนต์มีบทบาทมากขึ้นในวงการฟุตบอล และวงการจำเป็นต้องมีกฎระเบียบและการให้ความรู้ที่เข้มแข็ง เพื่อรักษาความโปร่งใสและความเป็นธรรม รายงานฉบับนี้ออกมาในช่วงที่ค่าตอบแทนเอเยนต์ยังเป็นประเด็นถกเถียง FIFA พยายามกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมเอเยนต์มาตั้งแต่ปี 2019 แต่แผนดังกล่าวถูกกลุ่มเอเยนต์คัดค้านผ่านกระบวนการทางกฎหมายและยังไม่มีข้อสรุป ในปี 2026 เจ้าของสโมสรในยุโรปบางส่วนเริ่มหารือเรื่องการจำกัดค่าเหนื่อยนักเตะ โดยให้เหตุผลว่าเงินส่วนใหญ่ในวงการตกอยู่กับนักเตะและเอเยนต์ ยอดค่าธรรมเนียมเอเยนต์ปี 2025 สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ในปี 2025 สโมสรจ่ายค่าธรรมเนียม 962.0 ล้านดอลลาร์ให้เอเยนต์ที่ทำงานให้สโมสรฝั่งผู้ซื้อ และ 404.8 ล้านดอลลาร์ให้เอเยนต์ที่ทำงานให้สโมสรฝั่งผู้ขาย เทียบกับยอดรวมในปี 2024 ที่ 710.4 ล้านดอลลาร์ ส่วนปี 2016 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีข้อมูลในรายงานอยู่ที่ 386.8 ล้านดอลลาร์ เอเยนต์ฝั่งสโมสรมีส่วนในการย้ายทีมระหว่างประเทศ 3,010 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติใหม่และเพิ่มขึ้น 38.1% จากปี 2024 ในจำนวนนี้ 2,339 ครั้งมีเอเยนต์เฉพาะฝั่งสโมสรผู้ซื้อ 348 ครั้งมีเอเยนต์ทั้ง 2 ฝั่ง และ 323 ครั้งมีเอเยนต์เฉพาะฝั่งสโมสรผู้ขาย เมื่อคิดเป็นสัดส่วน การย้ายทีมระหว่างประเทศ 11.0% มีเอเยนต์ฝั่งผู้ซื้อ และ 9.2% มีเอเยนต์ฝั่งผู้ขาย สัดส่วนนี้จะสูงขึ้นในดีลที่มีค่าตัวสูง โดยในการย้ายทีมที่ค่าตัวเกิน 5 ล้านดอลลาร์ มีเอเยนต์ฝั่งผู้ซื้อ 68.0% และมีเอเยนต์ฝั่งผู้ขาย 40.7% เงินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในดีลขนาดใหญ่จำนวนไม่มาก การย้ายทีม 89.6% มีค่าธรรมเนียมเอเยนต์ต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อดีล และช่วงค่าธรรมเนียมที่พบบ่อยที่สุดคือ 10,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ดีล 348 ครั้งที่ค่าธรรมเนียมเกิน 1 ล้านดอลลาร์คิดเป็น 68.4% ของเงินที่สโมสรจ่ายทั้งหมด และบางดีลมีค่าธรรมเนียมเกิน 15 ล้านดอลลาร์ เอเยนต์ที่ได้ค่าธรรมเนียมรวมสูงสุดในปีนี้ได้ราว 45.3 ล้านดอลลาร์ ส่วนเอเยนต์ที่มีส่วนในการย้ายทีมมากที่สุด 37 ครั้ง ได้ค่าธรรมเนียมรวมราว 2.9 ล้านดอลลาร์ รายงานระบุด้วยว่ามีเอเยนต์เพียง 1,559 คนที่ได้รับค่าธรรมเนียมจากสโมสรในการย้ายทีมระหว่างประเทศ รายงานเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมกับค่าตัวผ่านค่ามัธยฐาน (ค่าเฉลี่ยกลางของข้อมูล) ในดีลที่ค่าตัวไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์ ค่ามัธยฐานของค่าธรรมเนียมเอเยนต์ฝั่งผู้ซื้ออยู่ที่ 25,400 ดอลลาร์ หรือ 20.6% ของค่าตัว ส่วนในดีลที่ค่าตัวเกิน 5 ล้านดอลลาร์ ค่ามัธยฐานอยู่ที่ 976,900 ดอลลาร์ หรือ 6.8% ของค่าตัว เงินที่เอเยนต์ได้รับจึงสูงขึ้นตามค่าตัว แต่สัดส่วนเมื่อเทียบกับค่าตัวกลับลดลง สโมสรในเขตสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (UEFA) จ่ายค่าธรรมเนียมคิดเป็น 89.0% ของยอดรวมทั่วโลก สโมสรในอังกฤษจ่ายมากที่สุด รวมกว่า 375 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยสโมสรในเยอรมนี 165.0 ล้านดอลลาร์ อังกฤษยังมีสัดส่วนการย้ายเข้าที่มีเอเยนต์ฝั่งผู้ซื้อสูงที่สุดที่ 51.1% หากแยกตามสัญชาติของเอเยนต์ เอเยนต์สัญชาติสหราชอาณาจักรได้ค่าธรรมเนียมจากสโมสรรวม 171.5 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยฝรั่งเศส 166.4 ล้านดอลลาร์ และอิตาลี 146.1 ล้านดอลลาร์ ฝั่งเอเยนต์ที่ทำงานให้นักเตะ มีการย้ายทีมระหว่างประเทศที่มีเอเยนต์ฝั่งนักเตะ 3,730 ครั้ง คิดเป็น 15.3% ของการย้ายทีมทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 19.9% จากปี 2024 รายงานระบุว่านักเตะอายุน้อยและนักเตะที่มีค่าเหนื่อยสูงใช้เอเยนต์บ่อยกว่ากลุ่มอื่น ส่วนฟุตบอลหญิง สโมสรจ่ายค่าธรรมเนียมเอเยนต์รวมกว่า 6.2 ล้านดอลลาร์ ยอดนี้สูงกว่าปี 2024 มากกว่า 2 เท่า และสูงกว่าปี 2021 กว่า 13 เท่า เอเยนต์ฝั่งสโมสรมีส่วนในการย้ายทีม 298 ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 60% ส่วนการย้ายทีมที่มีเอเยนต์ฝั่งนักเตะมี 664 ครั้ง เพิ่มขึ้น 28.7% และคิดเป็น 27.7% ของการย้ายทีมระหว่างประเทศในฟุตบอลหญิง สัดส่วนนี้สูงกว่าฟุตบอลชายกว่า 10 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยนักเตะญี่ปุ่นใช้เอเยนต์มากที่สุดที่ 54.5% ของการย้ายทีม ค่าใช้จ่ายด้านเอเยนต์ของสโมสรในอังกฤษ ตัวเลขในระดับลีกของอังกฤษเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สื่อ Football Trade Directory รายงานเมื่อเดือนเมษายน 2026 ว่าสโมสรในพรีเมียร์ลีกจ่ายเงินให้เอเยนต์รวม 460 ล้านปอนด์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงกุมภาพันธ์ 2026 เพิ่มขึ้น 13% จากรอบก่อน ตัวเลขดังกล่าวมาจากการจ่ายเงินที่ลงทะเบียนกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) และรวมค่าธรรมเนียมจากการย้ายทีม การทำสัญญา และดีลที่เกี่ยวกับนักเตะ โค้ช และสโมสร ข้อมูลชุดนี้จึงนับต่างจากรายงานของ FIFA ซึ่งนับเฉพาะการย้ายทีมระหว่างประเทศ Chelsea จ่ายเงินให้เอเยนต์สูงที่สุดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่ 65.1 ล้านปอนด์ ตลอด 3 รอบการรายงานล่าสุด สโมสรจ่ายค่าเอเยนต์รวมราว 200 ล้านปอนด์ สื่อ Football Trade Directory ระบุว่า Chelsea เพิ่งประกาศผลขาดทุนก่อนหักภาษี 262 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2024–25 ซึ่งเป็นผลขาดทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก โดยสโมสรระบุว่าผลขาดทุนส่วนหนึ่งมาจากการซื้อขายนักเตะจำนวนมาก โดยขายนักเตะออกไปรวมเกือบ 300 ล้านปอนด์ เพื่อให้เป็นไปตามกฎการเงินของ UEFA Aston Villa จ่ายมากเป็นอันดับ 2 ที่ 38.4 ล้านปอนด์ และมียอดเพิ่มขึ้นมากที่สุดในลีกคือ 13.4 ล้านปอนด์ ยอดที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการต่อสัญญาและการลงทะเบียนนักเตะใหม่ในยุคของอูไน เอเมรี (Unai Emery) ผู้จัดการทีม Manchester City อยู่อันดับ 3 ที่ 37.4 ล้านปอนด์ แต่ยอดลดลง 14.8 ล้านปอนด์จากปีก่อน ส่วน Liverpool จ่าย 33.9 ล้านปอนด์ Arsenal จ่าย 32.1 ล้านปอนด์ และ Wolverhampton Wanderers จ่าย 26 ล้านปอนด์ ทั้ง 3 สโมสรมียอดเพิ่มขึ้น Sunderland ซึ่งเลื่อนชั้นผ่านรอบเพลย์ออฟ มียอดเพิ่มขึ้นจาก 2.2 ล้านปอนด์เป็น 10.6 ล้านปอนด์ สโมสรที่ลดค่าใช้จ่ายด้านเอเยนต์ได้แก่ Brentford, Fulham, Manchester United, Nottingham Forest และ West Ham United ส่วน Newcastle United ลดลง 4.1 ล้านปอนด์เหลือ 20.3 ล้านปอนด์ และ Leeds United ลดลง 4.9 ล้านปอนด์เหลือ 14 ล้านปอนด์ แม้จะเลื่อนชั้นขึ้นมา ลีกอื่นในอังกฤษมีทิศทางต่างกัน ลีกฟุตบอลหญิงสูงสุดของอังกฤษ (Women's Super League: WSL) มียอดเพิ่มขึ้น 75% เป็น 3.8 ล้านปอนด์ โดย Chelsea จ่ายสูงสุด 1.1 ล้านปอนด์ ลีกแชมเปียนชิพ (Championship) มียอดเพิ่มขึ้น 10% เป็น 69.7 ล้านปอนด์ โดย Ipswich Town จ่ายสูงสุด 11.7 ล้านปอนด์ ลีกวัน (League One) มียอดเพิ่มขึ้น 85% เป็น 14 ล้านปอนด์ ส่วนใหญ่มาจาก Luton Town, Cardiff City และ Huddersfield Town ขณะที่ลีกทู (League Two) มียอดลดลง 5% เหลือ 2.6 ล้านปอนด์ ระบบใบอนุญาตและการตรวจสอบของ FIFA นอกจากตัวเลขค่าธรรมเนียม รายงานของ FIFA ยังรวบรวมข้อมูลระบบใบอนุญาตเอเยนต์ ในปี 2025 FIFA จัดสอบเอเยนต์แบบออนไลน์ทั้งหมดเป็นครั้งแรก โดยมีผู้คุมสอบดูผ่านกล้องแบบสด เป้าหมายคือลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนการเดินทางของผู้สมัคร FIFA ได้รับใบสมัคร 16,117 ใบ ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยมี จึงต้องจัดสอบ 2 วัน คือวันที่ 18 และ 19 มิถุนายน 2025 ผู้สมัครจำนวนมากไม่ได้เข้าสอบ ใบสมัคร 4,792 ใบถูกปฏิเสธเพราะไม่จ่ายค่าสอบตามกำหนด และผู้สมัคร 1,683 คนขอถอนใบสมัคร ระหว่างการรับสมัคร FIFA เปิดการสอบสวนคุณสมบัติผู้สมัคร 714 กรณี และราว 69% จบลงด้วยการปฏิเสธใบสมัคร เหตุผลในการปฏิเสธมีหลายข้อ ผู้สมัคร 85 คนเป็นเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของ FIFA สมาคมฟุตบอล ลีก หรือสโมสร ผู้สมัคร 23 คนเคยทำงานเอเยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตภายใน 24 เดือนก่อนสมัคร และผู้สมัคร 11 คนเคยต้องโทษคดีอาญา ผู้มีสิทธิ์สอบมี 9,148 คนจาก 157 ประเทศ แต่เข้าสอบจริง 7,745 คน หลังประกาศผลสอบ FIFA ได้รับคำขอทบทวนผลสอบ 662 เรื่อง และปรับผลสอบของผู้เข้าสอบ 164 คนเป็นผ่าน สุดท้ายมีผู้สอบผ่านทั้งหมด 1,406 คน เอเยนต์ที่มีใบอนุญาตแล้วต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี และต้องผ่านหลักสูตรการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง (Continuous Professional Development: CPD) หากทำไม่ครบ ใบอนุญาตจะถูกระงับชั่วคราวโดยอัตโนมัติ และหากไม่แก้ไขภายใน 60 วัน ใบอนุญาตจะถูกเพิกถอน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2025 ใบอนุญาต 1,824 ใบถูกระงับชั่วคราว ในจำนวนนี้ 1,288 กรณีเกิดจากไม่จ่ายค่าธรรมเนียมรายปี และ 951 กรณีเกิดจากไม่ผ่านเงื่อนไข CPD โดยบางรายไม่ผ่านทั้ง 2 เงื่อนไข ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2025 ใบอนุญาต 433 ใบถูกเพิกถอน ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2025 มีเอเยนต์ที่ได้รับใบอนุญาต 10,525 คน ในจำนวนนี้ 95% เป็นผู้ชาย อายุเฉลี่ย 41 ปี และ 69% ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนนักเตะอายุต่ำกว่า 18 ปี FIFA ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเอเยนต์ 199 เรื่องในช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 30 พฤศจิกายน 2025 และเปิดการสอบสวนผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทำงานเอเยนต์โดยไม่มีใบอนุญาต 61 กรณี ในจำนวนนี้ 25 กรณียังอยู่ระหว่างดำเนินการ 3 คนได้รับหนังสือเตือน 18 คนถูกห้ามเข้าสอบครั้งถัดไป และ 15 กรณีถูกปิดเพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอ FIFA ยังสอบสวนเอเยนต์ที่ไม่มีคุณสมบัติตามกำหนดอีก 40 กรณี ในจำนวนนี้เอเยนต์ 16 คนถูกระงับใบอนุญาตชั่วคราว 8 กรณียังอยู่ระหว่างดำเนินการ และ 16 กรณีถูกปิดเพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอ โดย FIFA ระบุว่าการขาดหลักฐานเป็นอุปสรรคสำคัญในการตัดสินคดีจำนวนมาก เพดานค่าธรรมเนียมที่ยังไม่มีข้อสรุป การคุมค่าธรรมเนียมเอเยนต์เป็นแผนที่ FIFA พยายามผลักดันมาหลายปี โดยเมื่อเดือนกันยายน 2019 คณะกรรมการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการฟุตบอลของ FIFA (Football Stakeholders Committee) รับรองข้อเสนอจำกัดค่าธรรมเนียมเอเยนต์ ตามข้อเสนอนี้ เอเยนต์ที่ทำงานให้สโมสรผู้ขายจะได้ไม่เกิน 10% ของค่าตัว เอเยนต์ที่ทำงานให้นักเตะจะได้ไม่เกิน 3% ของค่าเหนื่อยนักเตะ และเอเยนต์ที่ทำงานให้สโมสรผู้ซื้อจะได้ไม่เกิน 3% เช่นกัน ข้อเสนอยังจำกัดการที่เอเยนต์คนเดียวทำงานให้หลายฝ่ายในดีลเดียว เพื่อลดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ในเวลานั้น FIFA เตรียมนำข้อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภา FIFA (FIFA Council) ในเดือนตุลาคม 2019 และกำลังพัฒนาระบบใบอนุญาตเอเยนต์แบบบังคับ รวมถึงสำนักหักบัญชีของ FIFA (FIFA Clearing House) ซึ่งเป็นช่องทางกลางในการจ่ายค่าคอมมิชชันเอเยนต์ทั้งหมด FIFA ตั้งเป้าให้กติกาฉบับใหม่มีผลช่วงเดือนตุลาคม 2023 แต่ถูกคัดค้านในหลายประเทศในยุโรป โดยในเดือนพฤศจิกายน 2023 FIFA กลับแพ้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการที่ลอนดอน คดีนี้กลุ่มเอเยนต์และบริษัทที่เป็นตัวแทนนักเตะยื่นคัดค้านและมีการไต่สวนในเดือนกันยายน 2023 FIFA ยืนยันว่าคณะอนุญาโตตุลาการตัดสินให้ฝั่งเอเยนต์ชนะ ทำให้อนาคตของโครงการไม่แน่นอน ก่อนหน้านั้นในเดือนกรกฎาคม 2023 FIFA ชนะคดีที่ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (Court of Arbitration for Sport: CAS) ในเมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ ทั้งนี้กติกาฉบับปี 2023 กำหนดให้เอเยนต์ที่ทำงานให้สโมสรผู้ขายได้ไม่เกิน 10% ของค่าตัว เอเยนต์ที่ทำงานให้นักเตะจะได้ไม่เกิน 3% ของค่าเหนื่อย หากนักเตะมีรายได้เกิน 200,000 ดอลลาร์ต่อปี และไม่เกิน 5% หากนักเตะมีรายได้ไม่เกิน 200,000 ดอลลาร์ หากเอเยนต์ทำงานให้ทั้งนักเตะและสโมสรผู้ซื้อ เพดานจะเพิ่มเป็น 6% และ 10% ตามลำดับ กติกายังห้ามเอเยนต์ทำงานให้ทั้งสโมสรผู้ซื้อและสโมสรผู้ขายในดีลเดียวกัน และกำหนดให้จ่ายค่าธรรมเนียมผ่านสำนักหักบัญชีของ FIFA ในปารีส ฝั่งเอเยนต์แย้งว่าระบบนี้เสี่ยงต่อการรักษาความลับทางธุรกิจ FIFA ให้เหตุผลว่าต้องการควบคุมอุตสาหกรรมที่มีรายได้กว่า 600 ล้านดอลลาร์จากการย้ายทีมระหว่างประเทศในปี 2022 มีรายงานจากสื่อว่าเอเยนซีรายใหญ่ได้รายได้หลายสิบล้านดอลลาร์จากการย้ายทีมของนักเตะระดับสูง ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสโมสรในอังกฤษ ตัวอย่างหนึ่งคือการย้ายจาก Borussia Dortmund ไป Manchester City ของเออร์ลิง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ในปี 2022 ฝั่งเอเยนต์โต้แย้งว่าคนส่วนใหญ่ในอาชีพนี้ทำงานในตลาดที่มีเงินน้อยกว่ามากในประเทศอื่น ข้อมูลในรายงานปี 2025 ของ FIFA ระบุยอดค่าธรรมเนียมเอเยนต์ฝั่งสโมสรในปี 2022 ไว้ที่ 623.2 ล้านดอลลาร์ ยอดในปี 2025 จึงสูงกว่าปี 2022 มากกว่า 2 เท่า ในปี 2026 ประเด็นนี้ขยายไปถึงค่าเหนื่อยนักเตะ โดยเมื่อเดือนกันยายน 2026 สื่อ The Times รายงานว่าเจ้าของสโมสรชั้นนำในยุโรปต้องการศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดเพดานค่าเหนื่อย ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นในการประชุมคณะกรรมการของสมาคมสโมสรฟุตบอลยุโรป (European Football Clubs: EFC) ที่โมนาโก ราว 3 สัปดาห์ก่อนหน้า สโมสรบางแห่งรวมถึงเจ้าของสโมสรในอังกฤษ ต้องการให้ทีมกฎหมายศึกษาว่าเพดานค่าเหนื่อยรูปแบบใดสามารถนำมาใช้ได้ ขณะที่ EFC ยังรอผลคดีในศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (Court of Justice of the European Union: CJEU) เกี่ยวกับเพดานค่าธรรมเนียมเอเยนต์ที่มีการเสนอไว้ แหล่งข่าวรายหนึ่งให้ข้อมูลกับสื่อ The Times ว่าเงินส่วนใหญ่ในวงการตกอยู่กับนักเตะและเอเยนต์ และยอดเงินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยระบุว่าผู้ที่รับภาระคือแฟนบอล ผ่านราคาตั๋วที่สูงขึ้น ค่าบริการรับชมการถ่ายทอดสดที่แพงขึ้น รวมทั้งเสื้อทีมที่ขายให้แฟนบอลราคาสูงขึ้น. ที่มา: Agent fees cap issued by FIFA (BeSoccer, 25 September 2019)  Agents win key legal ruling in England against FIFA rules aiming to curb fees (Paul D. Grant, Sportsnet, 30 November 2023)  Football Agents Report (FIFA, December 2025)  Premier League Agent Fees Hit £460m (Sportsglobal (UK) Ltd, Football Trade Directory, 1 April 2026)  European football club owners push to explore salary cap (TT News Agency, Sweden Herald, 19 September 2026)  * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * กีฬา * เอเยนต์นักฟุตบอล * ฟุตบอล * ค่าจ้าง
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 28/09/2026
dlvr.it
วานนี้ (28 ก.ย.) "พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์" ชนะเลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น
วานนี้ (28 ก.ย.) "พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์" ชนะเลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่น auser15 Mon, 2026-09-28 - 07:11 พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 Thai PBS รายงาน รายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น (อย่างไม่เป็นทางการ) โดย อบจ.ขอนแก่น เปิดเผยการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ ภายหลังเปิดให้ประชาชนลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยบรรยากาศตลอดทั้งวันแม้จะมีฝนตกตลอดทั้งวัน แต่ก็มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อเวลา 20.55 น.รายงานผลการนับคะแนน อย่างไม่เป็นทางการ นับไปแล้ว 95.68% ดังนี้ หมายเลข 1 นายวัฒนา ช่างเหลา — 242,014 คะแนน หมายเลข 2 นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ — 403,281 คะแนน หมายเลข 3 นายศักดา ศิลปดอนบม — 30,694 คะแนน หมายเลข 4 นายพงษ์นิรันดร์ อุทัยกาญจนกุล — 7,628 คะแนน นายพงษ์ศักดิ์ มีคะแนนนำนายวัฒนา อยู่ 1161,267 คะแนน ชนะเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งนี้ และเป็นการหวนคืนตำแหน่ง นายก อบจ.ของนายพงษ์ศักดิ์ อีกครั้ง สำหรับการประกาศผลอย่างเป็นทางการ หากไม่มีข้อร้องเรียนจะรับรองผลได้ภายใน 30 วัน แต่หากมีเรื่องร้องคัดค้านจะดำเนินการให้แล้วเสร็จไม่เกิน 60 วันตามกฎหมาย * ข่าว * การเมือง * อบจ.ขอนแก่น * พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์
000
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 27/09/2026
dlvr.it
บทบาทสตรีในเขตงาน พคท. ภาคใต้ | หมายเหตุประเพทไทย EP.646
บทบาทสตรีในเขตงาน พคท. ภาคใต้ | หมายเหตุประเพทไทย EP.646 user8 Sun, 2026-09-27 - 19:51 หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำบทความ “การส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เขตจังหวัดพัทลุง ตรัง และสตูล ผ่านวารสาร ‘ตะวันแดง’ พ.ศ. 2520–2525” ของ ธัญญพร มากคง ตีพิมพ์ใน วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม–ธันวาคม 2567 [อ่านบทความ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/270951] ซึ่งชวนมองประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) “จากเบื้องล่าง” ผ่านประสบการณ์ของผู้หญิงและสื่อภายในขบวน พคท. มากกว่าการมองผ่านผู้นำส่วนกลาง สงครามเย็น หรือความมั่นคงเพียงอย่างเดียว บทความศึกษาวารสาร “ตะวันแดง” สิ่งพิมพ์ของ พคท. ในเขตงานพัทลุง ตรัง และสตูล ระหว่าง พ.ศ. 2520–2525 โดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่าง สหายหญิงนักศึกษาปัญญาชน ที่เข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 กับ สหายหญิงท้องถิ่น ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิตและการทำงานในชนบทภาคใต้ ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ทักษะการดำรงชีวิตในป่า ไปจนถึงความรู้ทางการเมือง วิชาการ และประสบการณ์การเคลื่อนไหวสิทธิสตรี ผู้เขียนจึงมองความสัมพันธ์นี้เป็นการเรียนรู้แบบ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” มากกว่าการถ่ายทอดความรู้ทางเดียวจากปัญญาชนสู่ชาวบ้าน ขณะเดียวกัน สหายหญิงท้องถิ่นยังเผชิญภาวะ “ชายขอบสามชั้น” (Triple Marginalization) ทั้งจากประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก เรื่องเล่าภายใน พคท. ที่มักเน้นผู้นำและสหายชาย และโครงสร้างชายเป็นใหญ่ในสังคมท้องถิ่น ทำให้วารสาร ตะวันแดง มีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่พูดถึงปัญหาของผู้หญิง โดยเฉพาะคอลัมน์ “คุยกับพิมพยอม” ซึ่งนำเสนอเรื่องการบังคับแต่งงาน การถูกหลอก ความรุนแรงทางเพศ การทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุ หนี้สิน และค่านิยมการแต่งงาน งานศึกษายังชี้ว่า เนื้อหาเรื่องผู้หญิงใน ตะวันแดง ไม่ได้มาจากนโยบายส่วนกลางของ พคท. เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับความคิดของปัญญาชนฝ่ายซ้ายและขบวนการนักศึกษาหญิงก่อน 6 ตุลาคม 2519 ขณะเดียวกัน สหายหญิงท้องถิ่นก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ หากยังมีส่วนร่วมส่งบทกวีและงานเขียนเข้าสู่วารสาร เกิดเป็นกระบวนการผลิตความรู้ร่วมกันที่ผู้เขียนเรียกว่า “ปฏิสัมพันธ์ทางชนชั้นของสหายหญิงใน พคท.” * ข่าว * สังคม * วัฒนธรรม * หมายเหตุประเพทไทย * มัลติมีเดีย * พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย * ภาคใต้ * สตรีนิยม * ตะวันแดง * วารสาร * พคท. * ประวัติศาสตร์ * สงครามเย็น
031
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 27/09/2026
dlvr.it
ผู้ประกันตน ม.33 เจอน้ำท่วม ทำงานไม่ได้ มีสิทธิรับเงินว่างงานได้ 50% ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน
ผู้ประกันตน ม.33 เจอน้ำท่วม ทำงานไม่ได้ มีสิทธิรับเงินว่างงานได้ 50% ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน ภาพปก: น้ำท่วมที่ประชาราษฎร์บำเพ็ญ ซอย 5 XmasUser Sun, 2026-09-27 - 18:21 ผู้ประกันตน มาตรา 33 เจอเหตุสุดวิสัย ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม มีสิทธิรับเงินว่างงาน 50% ของค่าจ้างรายวัน ได้รับไม่เกิน 90 วัน   27 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (27 ก.ย.) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ย้ำสิทธิผู้ประกันตน มาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะกรณีน้ำท่วม จนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ หรือนายจ้างได้รับผลกระทบจนไม่สามารถประกอบกิจการได้ชั่วคราว และผู้ประกันตนไม่ได้รับค่าจ้าง สามารถขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้ โดย สปส. มีแนวทางจ่ายเงินทดแทนกรณีดังกล่าวในอัตรา 50% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 90 วัน  โดยหลักฐาน และเอกสารที่ผู้ประกันตน มาตรา 33 ต้องใช้ประกอบด้วย  * แบบขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงาน (สปส. 2-01/7)หนังสือรับรองการว่างงานจากนายจ้าง * หากกรณีที่ผู้ประกันตน มาตรา 33 ยังไม่ได้ผูกบัตรประชาชน เข้ากับ ‘พร้อมเพย์’ ให้ผู้ประกันตน นำ ‘สำเนา’ หน้าแรก สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์ มาให้กับสำนักงานประกันสังคม ขณะที่ขั้นตอนที่นายจ้าง ต้องดำเนินการ  * ออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย (สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th) * ส่งแบบคำขอ และหนังสือรับรองไปที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ / จังหวัด / สาขา “ขอให้ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติตรวจสอบสิทธิของตนเองและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้พลาดความช่วยเหลือที่พึงได้รับตามสิทธิประกันสังคม” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดตามข้อมูลผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th และช่องทางประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประกันสังคม * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สำนักงานประกันสังคม * เงินทดแทนกรณีว่างงาน * น้ำท่วม * กรุงเทพฯ * ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร
018
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 27/09/2026
dlvr.it
ครม. เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 ก.ย. 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย
ครม. เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 ก.ย. 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย auser15 Sun, 2026-09-27 - 16:07 27 กันยายน 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) นายกรัฐมนตรีขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่มาร่วมประชุม ครม. ซึ่งเชิญประชุมอย่างเร่งด่วน เนื่องจากในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ระบุว่า วันนี้ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกฝนยังคงหนาแน่น ส่วนกรุงเทพมหานคร มีฝนระดับปานกลาง-เบา ซึ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรีกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชน โดยให้ถือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นความสำคัญสูงสุด และเตรียมความพร้อมศูนย์พักพิง อาหาร ถุงยังชีพ และการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง โดยขอขอบคุณรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ลงพื้นที่และสนับสนุนการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขสถานการณ์ สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตบริหารราชการในรูปแบบพิเศษ ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ทุกเขตเป็นพื้นที่ประสบภัย รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยเฉพาะการเยียวยาและการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ประสบภัย จะใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดอื่นที่ประสบภัย นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การประชุม ครม. นัดพิเศษในวันนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อหารือแนวทางการกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในบางจังหวัดหรือบางพื้นที่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยได้หารือกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว เห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อประชาชน นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความจำเป็นในการประกาศวันหยุดราชการพิเศษว่า หากในวันจันทร์หรือวันอังคาร อาจมีประชาชนบางส่วนที่มีกำหนดไปศาล ไปให้ปากคำ หรือไปแสดงตนต่อหน่วยงานราชการ หากไม่สามารถเดินทางไปตามกำหนด อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการทางกฎหมายและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมได้ ขณะเดียวกัน ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครอง เนื่องจากบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขัง การเดินทางไปสถานศึกษาอาจไม่สะดวกและมีความเสี่ยง พิจารณามาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพพื้นที่  จึงต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม “วันนี้จึงได้เชิญรัฐมนตรีมาประชุม ครม. นัดพิเศษ เพื่อหารือและพิจารณาว่าจะกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ รวมถึงจะกำหนดกี่วันและในวันใดบ้าง เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ครม. ได้เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 กันยายน 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม * กรุงเทพมหานคร * นนทบุรี * ปทุมธานี * สมุทรปราการ
002
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 27/09/2026
dlvr.it
ปล่อยตัว “อารีฟ” ครบโทษ 3 ปี คดี ม.112 เดินลุยน้ำออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ปล่อยตัว “อารีฟ” ครบโทษ 3 ปี คดี ม.112 เดินลุยน้ำออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รายงานข่าวและภาพโดยแมวส้ม auser15 Sun, 2026-09-27 - 15:54 “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังครบกำหนดโทษจำคุก 3 ปี ในคดีมาตรา 112 จากกรณีพ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บริเวณแยกดินแดง ระหว่างการชุมนุมในปี 2564 โดยอารีฟเดินลุยน้ำท่วมออกจากเรือนจำที่สูงเกือบถึงเอว 27 กันยายน 2569 “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังครบกำหนดโทษจำคุก 3 ปี ในคดีมาตรา 112 จากกรณีพ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บริเวณแยกดินแดง ระหว่างการชุมนุมในปี 2564 โดยอารีฟเดินลุยน้ำท่วมออกจากเรือนจำที่สูงเกือบถึงเอว ตั้งแต่ช่วงเช้า ประชาชนทยอยเดินทางมารอรับบริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมี “อาเล็ก” โชคร่มพฤกษ์, “นัท” ธีรเมท และ “ซาร่า” มาร่วมรอรับ ก่อนที่ “ซี” จันทนา จะตามมาสมทบ จากนั้นเมื่อเวลา 08.03 น. อารีฟเดินลุยน้ำออกจากเรือนจำ ท่ามกลางประชาชนที่เข้าสวมกอด แสดงความยินดี และให้กำลังใจหลังได้รับการปล่อยตัว ขณะเดียวกัน บริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 72 เซนติเมตร หรือเกือบถึงเอว รถหลายคันถูกน้ำท่วมเกือบจม รถขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรเข้าออกได้ ต้องใช้รถขนาดใหญ่และเรือในการเดินทาง โดยเจ้าหน้าที่ใช้รถขนาดใหญ่เวียนรับส่งบุคลากรเข้าออกพื้นที่ อารีฟให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการปล่อยตัวที่ “ชุ่มฉ่ำมาก” และอยากกลับบ้านไปเจอลูก พร้อมเล่าถึงสถานการณ์น้ำท่วมในเรือนจำว่าค่อนข้างลำบาก ตัวเขาและผู้ต้องขังคดี ม.112 นอนชั้นล่างกันหมด พอน้ำเข้าห้องต้องอพยพไปนอนข้างบนเป็นสายกลาง คือจะมีห้องสองฝั่งและจะมีสายกลางเป็นทางเดิน ก็จะนอนตรงทางเดิน ตอนนี้ข้างในน้ำท่วมเท่าเข่าแล้ว การเข้าห้องน้ำก็ค่อนข้างแย่ เพราะมีการจำกัดการใช้น้ำ เนื่องด้วยเครื่องปั่นไฟและเครื่องปั๊มน้ำอยู่ค่อนข้างต่ำ ส่วนกิจกรรมในเรือนจำก็งดทั้งหมด ขณะที่น้ำและอาหารยังมีให้รับประทาน แต่มีปริมาณจำกัดกว่าเดิม อารีฟยังถือจดหมายที่ประชาชนส่งมาให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมืองติดตัวออกมาด้วย พร้อมภาพวาดที่ “Backart” ผู้ต้องขังคดี ม.112 อีกคน วาดให้อารีฟ จากนั้นอารีฟเดินทางออกจากบริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังริมถนนงามวงศ์วาน โดยโบกรถขนาดใหญ่ของเรือนจำที่กำลังสัญจรออกจากพื้นที่เพื่อขอโดยสารออกมา และมีพ่อของอารีฟมารอรับ ก่อนวิดีโอคอลให้เขาพูดคุยกับลูก จากนั้นจึงเดินทางกลับบ้าน * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * อารีฟ * วีรภาพ วงษ์สมาน * ม.112 * กระบวนการยุติธรรม
023
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 27/09/2026
dlvr.it
ปภ.รายงานน้ำท่วม 25 จังหวัด กระทบกว่า 1.74 แสนครัวเรือน เสียชีวิต 8 ราย
ปภ.รายงานน้ำท่วม 25 จังหวัด กระทบกว่า 1.74 แสนครัวเรือน เสียชีวิต 8 ราย auser15 Sun, 2026-09-27 - 15:14 วันนี้ (27 ก.ย.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักถึงหนักมากและการระบายน้ำจากภาคเหนือสมทบมวลน้ำภาคกลาง ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 25 จังหวัด รวม 128 อำเภอ 587 ตำบล 2,500 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 174,803 ครัวเรือน 545,022 คน และกรุงเทพฯ 50 เขต มีผู้เสียชีวิต 8 ราย แบ่งเป็น จ.สระแก้ว 5 ราย จ.จันทบุรี 2 ราย และ จ.สระบุรี 1 ราย พร้อมสั่งการให้เฝ้าระวังและเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ภาพจาก: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) 27 กันยายน 2569 Thai PBS รายงานว่า นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือมาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 25 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร รวม 128 อำเภอ 587 ตำบล 2,500 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 174,803 ครัวเรือน 545,022 คน ดังนี้ จ.พิษณุโลก น้ำท่วม 6 อำเภอ 22 ตำบล 86 หมู่บ้าน ผลกระทบ 129 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.เพชรบูรณ์ น้ำท่วม 5 อำเภอ 8 ตำบล 17 หมู่บ้าน ผลกระทบ 79 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.นครสวรรค์ น้ำท่วม 10 อำเภอ 46 ตำบล 210 หมู่บ้าน ผลกระทบ 833 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.อุทัยธานี น้ำท่วม 3 อำเภอ 3 ตำบล 4 หมู่บ้าน ผลกระทบ 60 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.ลพบุรี น้ำท่วม 4 อำเภอ 20 ตำบล 53 หมู่บ้าน ผลกระทบ 516 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.ชัยนาท น้ำท่วม 3 อำเภอ 8 ตำบล 11 หมู่บ้าน ผลกระทบ 87 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.สิงห์บุรี น้ำท่วม 2 อำเภอ 3 ตำบล 6 หมู่บ้าน ผลกระทบ 15 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.สุพรรณบุรี น้ำท่วม 5 อำเภอ 28 ตำบล 173 หมู่บ้าน ผลกระทบ 6,385 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.สระบุรี น้ำท่วม 8 อำเภอ 21 ตำบล 53 หมู่บ้าน ผลกระทบ 297 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 ราย ระดับน้ำลดลง จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำท่วม 6 อำเภอ 85 ตำบล 414 หมู่บ้าน ผลกระทบ 13,971 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.สมุทรปราการ น้ำท่วม 6 อำเภอ 32 ตำบล 266 หมู่บ้าน ผลกระทบ 124,678 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.ปทุมธานี น้ำท่วม 6 อำเภอ 31 ตำบล 30 หมู่บ้าน ผลกระทบ 4,437 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.นครปฐม น้ำท่วม 4 อำเภอ 15 ตำบล 15 หมู่บ้าน อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ระดับน้ำทรงตัว จ.นครนายก น้ำท่วม 4 อำเภอ 61 ตำบล 190 หมู่บ้าน ผลกระทบ 5,038 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.ปราจีนบุรี น้ำท่วม 7 อำเภอ 41 ตำบล 199 หมู่บ้าน ผลกระทบ 4,106 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.ฉะเชิงเทรา น้ำท่วม 8 อำเภอ 30 ตำบล 119 หมู่บ้าน ผลกระทบ 2,200 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.สระแก้ว น้ำท่วม 7 อำเภอ 27 ตำบล 163 หมู่บ้าน ผลกระทบ 8,716 ครัวเรือน เสียชีวิต 5 ราย ระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.ชลบุรี น้ำท่วม 8 อำเภอ 26 ตำบล 79 หมู่บ้าน ผลกระทบ 97 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.ระยอง น้ำท่วม 5 อำเภอ 5 ตำบล 7 หมู่บ้าน ผลกระทบ 350 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.จันทบุรี น้ำท่วม 8 อำเภอ 29 ตำบล 153 หมู่บ้าน ผลกระทบ 936 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง จ.ตราด น้ำท่วม 3 อำเภอ 12 ตำบล 38 หมู่บ้าน ผลกระทบ 357 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว จ.บุรีรัมย์ น้ำท่วม 6 อำเภอ 16 ตำบล 131 หมู่บ้าน ผลกระทบ 1,150 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.ชัยภูมิ น้ำท่วมพื้นที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ระดับน้ำลดลง จ.นครราชสีมา น้ำท่วมพื้นที่ อ.ปากช่อง 7 ตำบล 15 หมู่บ้าน ผลกระทบ 166 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.สุรินทร์ น้ำท่วม 2 อำเภอ 9 ตำบล 63 หมู่บ้าน ผลกระทบ 200 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว กรุงเทพมหานคร น้ำท่วม 50 เขต ผลกระทบ 52,000 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว ปภ. ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และภาคีเครือข่าย เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเร่งระบายน้ำ การดูแลกลุ่มเปราะบาง การขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และการสนับสนุนสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ประสบภัย พร้อมติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุม ขณะเดียวกัน อธิบดี ปภ. ได้กำชับให้สำนักงาน ปภ.จังหวัดในพื้นที่ประสบภัย เร่งติดตามและสำรวจความเสียหายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบและเตรียมดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * น้ำท่วม * ภัยพิบัติ
006
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 27/09/2026
dlvr.it
'นิติซ้าย' นักศึกษา มช. จัด 'จะไปไปปั่น' ล่ารายชื่อ 'ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา'
'นิติซ้าย' นักศึกษา มช. จัด 'จะไปไปปั่น' ล่ารายชื่อ 'ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา' Pazzle Sun, 2026-09-27 - 14:51 "นิติซ้าย" นักศึกษา มช. จัดกิจกรรม “จะไปไปปั่น 6 ตุลา” ล่ารายชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา นัดปั่นจักรยานรอบ มช. รณรงค์เชิญชวนนักศึกษาและประชาชนร่วมลงชื่อยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 มรดกจาก 6 ตุลา ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 และทำให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้น   27 ก.ย. 2569 วานนี้ (26 ก.ย. 2569) นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “กลุ่มนิติซ้าย” จัดกิจกรรม “จะไปไปปั่น 6 ตุลา” ขึ้น เพื่อล่ารายชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา มีการรณรงค์เชิญชวนให้นักศึกษาและประชาชนร่วมลงชื่อยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 มรดกจาก 6 ตุลา ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 และทำให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้น จากการใช้สิทธิเสรีภาพ ซึ่งทางเครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา ได้จัดแคมเปญนี้ขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ โดยต้องการทั้งหมด 50,000 รายชื่อ ขณะนี้มีคนลงชื่อสนับสนุนแล้ว 26,664 คน iLaw 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ที่หลายคนลืมไม่ได้ จำไม่ลง การล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตามมาด้วยการสลายการชุมนุม การสังหารโหด และการจับกุมคุมขังผู้ชุมนุม แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในเย็นวันเดียวกัน คือ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้ทำการรัฐประหาร ภายใต้การนำของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ โดยอ้างเหตุผลว่า ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ และเข้าใช้อำนาจปกครองประเทศ เพียง 15 วันหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ออกคำสั่งไปถึง 47 ฉบับ! โดยครอบคลุมการแก้ไขกฎหมายหลายเรื่อง เช่น ให้คดีความผิดของพลเรือนต้องขึ้นศาลทหาร  ให้ยกเลิกกฎหมายเลือกตั้งส.ส. สั่งผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์ต้องขออนุญาตจากคณะรัฐประหารทุกราย ฯลฯ เรียกได้ว่า เป็นช่วงเวลาของการใช้อำนาจคณะรัฐประหารเปลี่ยนแปลงกฎหมายจากระบอบประชาธิปไตยเข้าสู่ระบอบเผด็จการทหารเพื่อการควบคุมอำนาจโดยสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ คำสั่งหลายฉบับถูกยกเลิกในเวลาต่อมา และบางฉบับก็สิ้นผลไปโดยปริยาย แต่มีฉบับหนึ่งที่ยังคงมีผลใช้บังคับต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน คือ คำสั่งฉบับที่ 41 ให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาทั้งหมด 12 มาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นทั้งหมด ให้เพิ่มอัตราโทษให้สูงขึ้นเป็นเท่าตัว โดยให้เหตุผลในการออกคำสั่งเพียงสั้นๆ ว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเห็นว่า อัตราโทษในความผิดต่างๆ เหล่านี้ “ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน” จึงสมควรแก้ไขอัตราโทษให้สูงขึ้น    * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * นิติซ้าย * ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
007
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 27/09/2026
dlvr.it
ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ รับรองปฏิญญาว่าด้วยระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ รับรองปฏิญญาว่าด้วยระดับน้ำทะเลสูงขึ้น auser15 Sun, 2026-09-27 - 11:04 เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับรองปฏิญญาว่าด้วยระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ท่ามกลางคำเตือนจากเลขาธิการสหประชาชาติว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังคุกคามอนาคตของชุมชนชายฝั่งทั่วโลก โดยปฏิญญาดังกล่าวกำหนดแนวทางความร่วมมือ 4 ด้าน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การเงิน การคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรม และกฎหมายระหว่างประเทศ ชุมชนชายฝั่งของปาปัวนิวกินีกำลังเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ความเค็มของน้ำในพื้นที่ตอนในเพิ่มขึ้น และเกิดการสูญเสียสิ่งมีชีวิตในทะเล | ภาพจาก: UNDP  เว็บไซต์ UN News รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2026 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ได้ให้การรับรองปฏิญญาว่าด้วยระดับน้ำทะเลสูงขึ้น (UN Declaration on Sea Level Rise) โดยมีสาระสำคัญครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ด้านวิทยาศาสตร์และข้อมูล การพัฒนาระบบสังเกตการณ์ การแบ่งปันข้อมูล และการเสริมสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า 2. ด้านการเงินและความสามารถในการปรับตัว การจัดหาเงินทุนที่คาดการณ์ได้และเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 3. ด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การคุ้มครองวิถีชีวิตและมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนชายฝั่ง และการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่กระทบต่อตนเอง 4. ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การสันนิษฐานให้คงความเป็นรัฐต่อไป และความสามารถในการรักษาอาณาเขตทางทะเลที่กำหนดไว้ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แม้จะต้องเผชิญภัยคุกคามทางกายภาพจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เรื่องที่เกี่ยวข้อง * สัปดาห์ประชุม UNGA ที่นิวยอร์ก ถกวาระแน่นตั้งแต่โลกร้อนถึงลดอาวุธนิวเคลียร์  * 'อนุทิน' ร่วมเปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 พร้อมผู้นำ-ผู้แทนจากทั่วโลก  * 'อนุทิน' กล่าวถ้อยแถลงที่ประชุม UNGA81 ย้ำจุดยืนปฏิรูป UN-ฟื้นความเชื่อมั่น  * 'อนุทิน' เสร็จสิ้นภารกิจเวที UNGA81 เยือนสหราชอาณาจักรต่อ  ในการกล่าวเปิดการประชุม นายอันโตนิอู กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 6 มิลลิเมตรในปี 2024 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีมากที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ แม้การเพิ่มขึ้นดังกล่าวจะวัดเป็นมิลลิเมตร แต่ผลกระทบคิดเป็นชีวิตที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ชุมชนที่ต้องโยกย้าย และอนาคตที่สูญเสียไป เลขาธิการสหประชาชาติระบุว่า หากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรุนแรง ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นถึง 1 เมตรภายในสิ้นศตวรรษนี้ โดยปัจจุบันมีประชากรประมาณ 770 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำขึ้นสูงไม่ถึง 5 เมตร นายกูเตอร์เรส กล่าวว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นคุกคามที่อยู่อาศัย ระบบอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน และแม้กระทั่งบูรณภาพแห่งดินแดนของบางประเทศ โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุด พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การคุ้มครองชุมชน และการปิดช่องว่างทางกฎหมาย โดยระบุว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกต้องถึงจุดสูงสุดโดยทันทีและลดลงร้อยละ 60 ภายในปี 2035 และการเงินเพื่อการปรับตัวต้องเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า ด้านนายคาลิลูร์ ราห์มาน ประธานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA81) กล่าวว่า ในนครนิวยอร์กมีการคาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นถึง 1.3 เมตรภายในสิ้นศตวรรษ และอาจสูงกว่านั้นมากหากน้ำแข็งในแอนตาร์กติกละลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงพื้นที่อาคารสมัชชาใหญ่ได้ ที่ประชุมได้รับฟังถ้อยแถลงจากผู้นำประเทศและเอกอัครราชทูตหลายประเทศเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัว โดยนายก็อดวิน ฟรายเดย์ นายกรัฐมนตรีเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ กล่าวว่า ร้อยละ 85 ของประชากรและร้อยละ 90 ของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศตั้งอยู่ในแถบชายฝั่งแคบ การลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวในขณะนี้มีต้นทุนต่ำกว่าการจ่ายค่าชดเชยความสูญเสียและความเสียหายในภายหลัง นายฟรานซิสโก คาร์วัลโญ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐกาบูเวร์ดี ซึ่งเป็นประเทศร่วมอำนวยการเจรจาปฏิญญา กล่าวว่า การรับรองปฏิญญาโดยฉันทามติแสดงให้เห็นว่าพหุภาคีนิยมยังคงทำงานได้ และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นไม่ใช่ภัยคุกคามที่อยู่ไกลตัว แต่สำหรับรัฐหมู่เกาะขนาดเล็กเป็นเรื่องของการรักษาอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในผืนดินและผืนทะเล โดยปฏิญญาดังกล่าวได้รับรองว่าเป็นประเด็นด้านความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ นายคอสตาส คาดิส กรรมาธิการยุโรป กล่าวถึงพันธมิตร OceanEye International Alliance ที่ริเริ่มโดยคณะกรรมาธิการยุโรปและแคนาดา เพื่อเสริมสร้างการสังเกตการณ์มหาสมุทร ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 31 ประเทศและได้รับคำมั่นสนับสนุนงบประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าการเงินเพื่อการปรับตัวต้องคาดการณ์ได้ เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ ปฏิญญาดังกล่าวได้กำหนดให้มีการประชุมระดับสูงอีกครั้งก่อนสิ้นสุดสมัยประชุม UNGA81 เพื่อติดตามความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว * ข่าว * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ * UNGA81 * สหประชาชาติ * United Nations General Assembly * UNGA
011
ประชาไท Prachatai.com @prachatai.com · 27/09/2026
dlvr.it
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 21-27 ก.ย. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 21-27 ก.ย. 2569 auser15 Sun, 2026-09-27 - 09:56 เรียกร้องกระทรวงพาณิชย์เร่งช่วยผู้ประกอบการเซรามิกและชามตราไก่ จ.ลำปาง หลังทยอยปิดตัว-เลิกจ้าง นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมเซรามิกในจังหวัดลำปางว่า ผู้ประกอบการกำลังเผชิญปัญหาการปิดกิจการและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำ จึงเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งกำหนดมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการรักษาชามตราไก่ ซึ่งไม่เพียงเป็นภาชนะใช้สอย แต่ยังเป็นภูมิปัญญาและอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัด ผลิตจากดินขาวคุณภาพสูงในอำเภอแจ้ห่ม มีเอกลักษณ์จากการเขียนลวดลายด้วยมือ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตั้งแต่ปี 2556 จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจฐานราก การจ้างงานช่างฝีมือ และรายได้ของชุมชน นางสาวมณีรัฐ กล่าวถึงสถิติน่าห่วง ว่า อุตสาหกรรมที่เคยสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดลำปางกำลังประสบวิกฤตอย่างหนัก โดยผู้ประกอบการเซรามิกที่มีอยู่เดิมกว่า 200 แห่ง ขณะนี้ต้องปิดกิจการไปแล้วมากกว่า 100 แห่ง ขณะที่โรงงานบางแห่งที่เคยมีพนักงานมากถึง 200–300 คน ปัจจุบันเหลือพนักงานเพียงไม่กี่คนและมีงานทำเพียงสัปดาห์ละ 1–2 วันเท่านั้น ส่งผลให้มูลค่ารายได้รวมของอุตสาหกรรมเซรามิกในพื้นที่ดิ่งลงจากเดิม 3,500 ล้านบาท เหลือเพียง 1,000 ล้านบาท หรือหายไปกว่า 2,500 ล้านบาท นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าและสินค้าเลียนแบบต้นทุนต่ำ ที่นำมาตัดราคาขายเพียงใบละ 5–10 บาท ทั้งทางหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ ซึ่งตัวเลขความสูญเสียเหล่านี้สะท้อนถึงตำแหน่งงานและรายได้ของครอบครัวในชุมชนที่สูญหายไปเป็นจำนวนมาก นางสาวมณีรัฐ กล่าวถึงข้อเสนอไปยังกระทรวงพาณิชย์ ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การคุมเข้มสินค้านำเข้าและสินค้าเลียนแบบ ขอให้ตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยและลักลอบขายออนไลน์ของสินค้าเลียนแบบชามตราไก่ลำปางอย่างจริงจัง พร้อมบังคับใช้กฎหมายทางการค้าเพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมยกระดับศักยภาพและอุดหนุนทุนวิจัยส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SE และ SME สนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนจากการแข่งราคามาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมเปิดทางให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงส่งเสริมการตลาดและเร่งจับคู่ธุรกิจ เร่งทบทวนการจัดสรรงบประมาณจัดงาน Ceramic Fair ให้เป็นช่องทางจำหน่ายหลัก พร้อมส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งในและต่างประเทศ ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 27/9/2569 มีมติเลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั่วประเทศ เป็นวันที่ 11 ต.ค. 2569 เหตุน้ำท่วมหลายพื้นที่ ความคืบหน้าการเตรียมการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27 ก.ย.2569 เวลา 08.00-16.00 น. ว่า ที่ศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ศอ.ลต.) มีการประชุมวาระพิเศษเพื่อพิจารณาสถานการณ์ดังกล่าวตั้งแต่เวลา 11.00 น. ล่าสุดมีข้อสรุปว่า มีมติเลื่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั่วประเทศออกไปจากวันที่ 27 กันยายน 2569 เป็นวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมาใช้สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจำที่เลือกตั้ง เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมกับสถานการณ์ ที่มา: ไทยพีบีเอส, 26/9/2569  บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ไฟเขียวยุทธศาสตร์ชาติ ดัน "ชิปเมดอินไทยแลนด์" หวังสร้างงานกว่า 2.3 แสนตำแหน่ง นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ" ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำหนดเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดแรงงานทักษะสูง โดยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุน 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี (ภายในปี 2573) และกว่า 2.5 ล้านล้านบาทภายใน 25 ปี (ภายในปี 2593) เพื่อขยายรายได้รวมของอุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านล้านบาท และสร้างงานเพิ่มเติมกว่า 230,000 ตำแหน่ง หัวใจของยุทธศาสตร์คือการสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การวิจัยและออกแบบชิป (Design) การผลิตชิปในส่วนต้นน้ำ (Front-end) การประกอบและทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging) ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย "ชิปเมดอินไทยแลนด์" ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โรดแมปการพัฒนาถูกกำหนดเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกภายในปี 2573 จะเสริมความแข็งแกร่งของฐานประกอบและทดสอบและวางรากฐานการผลิตต้นน้ำ ระยะที่สองภายในปี 2583 จะดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญในส่วนออกแบบชิปและการผลิตแผ่นเวเฟอร์ และระยะที่สามภายในปี 2593 ตั้งเป้าให้ไทยมีซัพพลายเชนครบวงจรและสร้างผู้ประกอบการไทยให้เป็น Local Champion สำหรับการสร้างงาน ยุทธศาสตร์ได้กำหนดแผนงาน "Siam Silica" ให้เป็นกลไกหลักด้านกำลังคน โดยมอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประสานความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรรวม 86,600 คนภายในปี 2573 แบ่งเป็นกำลังคนสมรรถนะสูง 84,900 คน และบุคลากรวิจัยระดับสูง 1,700 คน เพื่อรองรับความต้องการในกิจการออกแบบชิป การผลิตต้นน้ำ การประกอบและทดสอบขั้นสูง และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยมีฐานการลงทุนจากบริษัทชั้นนำที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการจ้างงานแล้ว โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัท Infineon Technologies จะเปิดโรงงานแห่งแรกในไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเป็นฐานผลิต Power Module ขั้นสูง ซึ่งเมื่อขยายเต็มโครงการจะจ้างงานบุคลากรไทยมากกว่า 5,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา (2566 - มิถุนายน 2569) มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง จำนวน 879 โครงการ เงินลงทุนรวม 909,000 ล้านบาท สะท้อนความต่อเนื่องของการลงทุนที่จะนำไปสู่การสร้างงานทักษะสูงในระยะยาว ที่มา: คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, 25/9/2569 รัฐบาลย้ำผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอปทุกรายต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะอย่างถูกต้อง ภายในวันที่ 30 ก.ย เผยสถิติยอดทำใบขับขี่รถสาธารณะพุ่งกว่า 3 เท่าตัว นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เดินหน้ายกระดับบริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน กำหนดให้ผู้ขับรถทุกรายต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างถูกต้อง ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เปิดให้บริการพิเศษด้านใบอนุญาตขับรถสาธารณะนอกเวลาราชการ “เฉพาะวันเสาร์” กรณีทำใหม่และต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 08.30 - 15.30 น. ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 สำหรับ ผู้อบรม e - Learning (อบรมหลักสูตรขอรับหรือต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ) มาเรียบร้อยแล้วเท่านั้น นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบาย ยกระดับบริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน กำหนดให้ผู้ขับรถทุกรายต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะอย่างถูกต้อง มีผู้ขับรถให้ความสนใจมาทำใบอนุญาตขับรถสาธารณะเป็นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลในช่วง มกราคม - สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาพบข้อมูลดังนี้ - สถิติใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ (ทำใหม่) ก่อนลงนามความร่วมมือ (ม.ค.-มิ.ย. 69) เฉลี่ย 2,915 ใบ/เดือน หลังลงนามความร่วมมือ (ก.ค.-ส.ค. 69) เฉลี่ย 8,499 ใบ/เดือน เพิ่มขึ้น 191.6% เกือบ 3 เท่าตัว โดยมีจำนวนใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะสะสม 162,310 ใบ - สถิติใบอนุญาตขับจักรยานยนต์สาธารณะ (ทำใหม่) ก่อนลงนามความร่วมมือ (ม.ค.-มิ.ย. 69) เฉลี่ย 2,271 ใบ/เดือน หลังลงนามความร่วมมือ (ก.ค.-ส.ค. 69) เฉลี่ย 8,072 ใบ/เดือน เพิ่มขึ้น 255.4% กว่า 3 เท่าตัว โดยมีจำนวนใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะสะสม 183,415 ใบ “ใบอนุญาตขับรถสาธารณะเป็นเอกสารหลักฐานที่สำคัญตามกฎหมาย สำหรับผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพขับรถรับจ้างสาธารณะ รวมถึงผู้ให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หากไม่ดำเนินการดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมาย และมีผลให้ผู้ขับรถที่ยังไม่จดทะเบียนไม่สามารถขับรถให้แอปพลิเคชันนั้นได้” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 24/9/2569  "รักชนก" เห็นต่างปมห้ามนำโพยเข้าคูหาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย.นี้ น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน หรือการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 น.ส.รักชนก ระบุถึงกรณีการตีความระเบียบการเลือกตั้ง โดยกล่าวว่าหากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะพิจารณาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมและผู้ตรวจราชการสำนักงานประกันสังคม ในประเด็นการตีความระเบียบและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนในการใช้สิทธิเลือกตั้ง น.ส.รักชนก อ้างถึงข้อกำหนดตามมาตรา 44 ของระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่ระบุว่า "ผู้ลงคะแนนเลือกตั้งจะนำเอกสารหรือวัสดุใด ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและหรือผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเข้าไป ณ ที่เลือกตั้งไม่ได้" โดยให้ความเห็นว่าเอกสารดังกล่าวควรหมายถึงสื่อหาเสียงของผู้สมัคร เช่น ใบโบรชัวร์หรือสิ่งพิมพ์ที่ใช้ในการหาเสียง นอกจากนี้ น.ส.รักชนก ได้แสดงความเห็นว่า กระดาษและปากกาที่ประชาชนจัดเตรียมมาเองเพื่อจดบันทึกหมายเลขผู้สมัคร ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงของผู้สมัคร พร้อมระบุว่ามีความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม (กกต.ประกันสังคม) ที่ชี้แจงว่าสามารถจดโพยเข้าไปในคูหาได้ ทั้งนี้ น.ส.รักชนก ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่าควรมีการตีความกฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ที่มา: 24/9/2569, ไทยรัฐออนไลน์, 24/9/2569  อดีตลูกเรือการบินไทย ยื่น กมธ.แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบเงินชดเชย-สิทธิประโยชน์ หลังปรับโครงสร้างองค์กร นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ประธานกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มตัวแทนอดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้ตรวจสอบการจ่ายเงินชดเชย เงินค้างจ่าย และสิทธิประโยชน์ของอดีตพนักงาน ภายหลังการปรับโครงสร้างองค์กรของบริษัท โดยสาระสำคัญของคำร้องขอให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบ มี 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นเกณฑ์เกษียณอายุ ซึ่งตามคำร้องเรียนระบุว่าการบินไทยกำหนดให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีอายุเกิน 55 ปีออกจากงาน โดยอ้างว่าเป็นเกณฑ์เฉพาะของแผนก ขณะที่สัญญาจ้างและระเบียบด้านบุคคลอาจกำหนดอายุการทำงานไว้ถึง 60 ปี ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าหลักเกณฑ์ใดมีผลบังคับใช้ จึงมีการขอให้ตรวจสอบความถูกต้องและความเป็นธรรม ประเด็นการคำนวณเงินตอบแทนและค่าจ้าง อดีตพนักงานบางส่วนปฏิบัติหน้าที่ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามตารางบิน แต่ไม่ได้รับเงินตอบแทน นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการค้างจ่ายเงินค่าพักผ่อนประจำปี และการคำนวณวันหยุดสะสมหรือวันหยุดพักร้อนคงค้างผ่านระบบคอมพิวเตอร์ภายในบริษัท โดยประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ประเด็นการระงับสิทธิประโยชน์ เมื่อพนักงานใช้สิทธิทางกฎหมายหรือดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องสิทธิแรงงาน บริษัทมีคำสั่งระงับหรือตัดสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับตั๋วเครื่องบินของพนักงาน ทั้งนี้ ตัวแทนอดีตพนักงานเห็นว่าอาจเข้าข่ายการตอบโต้หรือกลั่นแกล้ง และขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยยังไม่มีการยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนอดีตพนักงานฯ ยังระบุด้วยว่า พนักงานจำนวนหนึ่งทำงานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมีส่วนช่วยประคับประคองการดำเนินงานของสายการบิน ขณะที่หลังการปรับโครงสร้างองค์กรยังมีประเด็นเกี่ยวกับเงินค้างจ่าย เงินชดเชย และสิทธิประโยชน์ที่ต้องการคำชี้แจง โดยข้อเรียกร้องหลักคือ ขอให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามกระบวนการพิจารณาสิทธิแรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายและมีความโปร่งใส ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาต่าง ๆ เป็นข้อมูลตามคำร้องเรียนของตัวแทนอดีตพนักงาน และยังไม่มีข้อยุติหรือคำวินิจฉัยยืนยันความถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มา: วิทยุรัฐสภา, 23/9/2569  กมธ.กฎหมายฯ ถกแก้แรงงานขาดแคลน แนะดึงผู้หนีภัยเมียนมาเข้าสู่ระบบ ทดแทนแรงงานกัมพูชา ในการประชุม คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดย นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาศึกษา นโยบายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการบังคับใช้กฎหมาย กรณีปัญหาจากแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน และผู้หนีภัยการสู้รบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้เชิญ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, ปลัดกระทรวงแรงงาน, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNHCR) นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน และเศรษฐกิจของประเทศเรา โดยเฉพาะเรื่องแรงงาน นับตั้งแต่เราความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ทำให้เราขาดแรงงานในภาคเศรษฐกิจสำคัญหลายส่วน ซึ่งประเทศไทย ล่าสุด ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) รับแรงงานจากประเทศศรีลังกามา แต่ความจริงยังมีแรงงานเดิมที่อยู่ในบ้านใกล้เคียงอย่างเมียนมา หรือผู้ที่หนีการสู้รบ ก็จะเป็นหัวข้อที่จะพูดคุยกันเพื่อนำไปสู่ปัญหาการแก้ไขแรงงานต่อไป รวมไปถึงวิธีการรับมือ และการแก้ปัญหาจากฝั่งรัฐให้กับภาคธุรกิจต่างๆ ได้อย่างไร สำหรับข้อเสนอ ตอนนี้ต้องฟังก่อนว่ารัฐบาลทำไปถึงไหนแล้ว โดยในภาคส่วนเดิมที่มีรายงานที่ผิดกฎหมาย จะนำไปสู่การเข้าระบบอย่างไร เมื่อเข้าระบบแล้ว จะส่งประโยชน์หลายส่วน เช่น กรณีแรงงานต่างชาติ จะต้องทำประกันชีวิต เมื่อต้องไปรักษา หรือเจ็บป่วย ไม่สบาย จะได้ไม่เป็นภาระทางทางการแพทย์ หรือภาษีของคนไทย คิดว่า มีวิธีการหลายอย่างในการรองรับส่วนเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีแรงงาน ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่อยู่ใน 9 แคมป์ มาตั้งนานแล้ว ก็คงจะมีการพูดคุยว่า จะทำอย่างไรให้เขาสามารถเข้าสู่ระบบเรื่องแรงงานได้จริง เพื่อทดแทนจำนวนแรงงานนับล้านคนที่หายไปจากระบบจากความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 23/9/2569  ดัชนีค่าครองชีพพุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี ดันค่าใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่ม 7 เท่า นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย (CLI) ไตรมาส 3/2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4/2569 พบว่า ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทยปรับตัวสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 114.4 เพิ่มขึ้น 14.5% จากไตรมาสแรก และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการรัฐบาลผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ส่วนไตรมาส 4 คาดว่าดัชนีค่าครองชีพจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 111.8 เพิ่มขึ้น 0.9% จากปัจจัยราคาพลังงาน โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจกดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเฉลี่ย 26.6% ส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน โดยค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 7 เท่า และยังอยู่ในระดับสูงกว่าไตรมาสแรก เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล มีภาระค่าครองชีพสูงที่สุดมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10,170 บาทต่อครัวเรือนต่อไตรมาส หรือเฉลี่ย 3,390 บาทต่อเดือน รองลงมาคือภาคใต้ เพิ่มขึ้น 8,960 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,987 บาทต่อเดือน ส่วนภาคกลางเพิ่มขึ้น 8,617 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,872 บาทต่อเดือน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 7,083 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,361 บาทต่อเดือน และภาคเหนือเพิ่มขึ้น 7,043 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,347 บาทต่อเดือน ภาพรวมทั้งประเทศ ภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8,362 บาทต่อครัวเรือน ต่อไตรมาส หรือ 2,787บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลให้โครงสร้างค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่หมวดอาหารและที่อยู่อาศัยเป็นค่าใช้จ่ายหลัก กลายเป็นว่าในไตรมาส 2 ค่าเดินทางและการขนส่งขึ้นมาเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 49.3% หรือภาระเพิ่มขึ้น 1,373 บาทต่อเดือน รองลงมาคือ อาหารและเครื่องดื่ม สัดส่วน 23.7% หรือเพิ่มขึ้น 660 บาทต่อเดือน และที่อยู่อาศัย สัดส่วน 16.8% หรือเพิ่มขึ้น 468 บาทต่อเดือน สะท้อนว่าราคาพลังงาน ไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนการเดินทาง แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจด้วย สำหรับกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมาก พบว่าใน กรุงเทพฯ และปริมณฑล พนักงานประจำมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุด 6,565 บาทต่อเดือน รองลงมาคือผู้ประกอบการ SMEs 4,589.7 บาทต่อเดือน ขณะที่ในต่างจังหวัด ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกร เป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระสูง ทั้งนี้ ข้อเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 7 ข้อ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ รัฐควรนำดัชนีค่าครองชีพมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย และติดตามข้อมูลเป็นรายไตรมาส โดยจำแนกตาม ภูมิภาค อาชีพ และระดับรายได้ เพื่อให้การกำหนดค่าจ้าง สวัสดิการ และมาตรการช่วยเหลือสอดคล้องกับภาระที่ประชาชนแต่ละกลุ่มเผชิญ มาตรการเงินช่วยเหลือแบบเจาะจง พิจารณาร่วมกันทั้งรายได้ อาชีพ ภูมิภาค และสัดส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็น เนื่องจากภาระค่าครองชีพ ของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนสินค้า โดยเฉพาะอาหาร น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อป้องกันการปรับราคาสูงกว่าต้นทุนจริง แต่ไม่ควรใช้การควบคุมราคาจนกระทบต่อปริมาณสินค้าในตลาด นอกจากนี้ ควรออกมาตรการแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น กทม.และปริมณฑล เน้นลดภาระค่าเดินทางและค่าโดยสาร ขณะที่ภาคใต้ ควรลดต้นทุนขนส่งสินค้าและพลังงาน ส่วน ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรช่วยเหลือเกษตรกรด้านน้ำมัน เครื่องจักร ปัจจัยการผลิต และการขนส่งผลผลิต สำหรับ SMEs ควรเน้นการลดต้นทุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนขนส่งชั่วคราว รวมถึงสนับสนุนการประหยัดพลังงาน มากกว่าการใช้มาตรการควบคุมราคาโดยตรง ขณะเดียวกัน ควรลดต้นทุนอาหารตั้งแต่ต้นทาง ทั้งปุ๋ย อาหารสัตว์ พลังงาน และโลจิสติกส์ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มแบบกำหนดเพดานการใช้ เพื่อให้ความช่วยเหลือมุ่งไปยังครัวเรือนรายได้น้อยและปานกลาง ที่มา: ไทยพีบีเอส, 22/9/2569  ปิดช่องโกงสอบเข้าทำงานภาครัฐ ดันกฎหมายเฉพาะเอาผิดอาญา–ตัดสิทธิทำงานรัฐทุกแห่ง เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวไล่ออก นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยเห็นชอบข้อเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ ตามที่คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเสนอ พร้อมให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหารือกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อนำหลักการและข้อเสนอที่เกี่ยวข้องไปประกอบการจัดทำร่างกฎหมายต่อไป นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ปัญหาการทุจริตสอบอย่างเป็นระบบ หลังพบกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ซึ่งมีพฤติการณ์ทั้งการเรียกรับผลประโยชน์และการแก้ไขกระดาษคำตอบ ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะ สาระสำคัญของข้อเสนอ คือ กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา พร้อมให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่มีอำนาจจับกุม สามารถสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิด รวมทั้งจัดให้มีช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประชาชนแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการทุจริต สำหรับผู้ที่กระทำความผิด จะถูกตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง และเมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ จะส่งรายชื่อให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมไว้ในฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบประวัติได้ก่อนรับบุคคลเข้าทำงาน นอกจากนี้ หากผู้กระทำความผิด ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำหนดหลักการให้ไล่ออกจากราชการ โดยสำนักงาน ก.พ. เสนอให้แยกโทษทางวินัยออกจากโทษทางอาญาให้ชัดเจน เนื่องจากการไล่ออกจากราชการเป็นโทษทางวินัยสูงสุด ส่วนหลักการให้รับโทษหนักขึ้นอีกหนึ่งเท่าควรกำหนดไว้ในส่วนของโทษทางอาญา ในกรณีพบเหตุอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต จะต้องเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน โดยประเด็นการสั่งยุติการสอบเป็นการชั่วคราว สำนักงาน ก.พ. มีข้อสังเกตว่าควรพิจารณาตามลักษณะและความร้ายแรงของแต่ละกรณี เพื่อไม่ให้ผู้เข้าสอบโดยสุจริตได้รับผลกระทบเกินสมควร “รัฐบาลต้องการปิดช่องการโกงสอบตั้งแต่ต้นทาง เพราะการสอบเข้าทำงานภาครัฐต้องแข่งขันกันด้วยความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ด้วยเงิน เส้นสาย หรือการทุจริต ผู้ที่โกงต้องมีความรับผิดชัดเจน และหากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องมีมาตรการทางวินัยและทางอาญาที่จริงจัง เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่สุจริตและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ” นางสาวพลอยทะเล  กล่าว ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 22/9/2569  ศอ.บต.เตรียมจับมือเครือข่ายนักธุรกิจเปิดทางเยาวชนพระดาบสสู่แหล่งแรงงาน สร้างอาชีพ–มีงานทำ นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมประชุมหารือแนวทางการยกระดับทักษะวิชาชีพและการมีงานทำให้แก่เยาวชนโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การทำงานจริง โดยเตรียมจับมือกับเครือข่ายนักธุรกิจ SBN ของ ศอ.บต. และและเครือข่ายอื่นๆ ที่ต้องการแรงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่มีความต้องการ โดยเฉพาะ ช่างเชื่อม ช่างสี ช่างไฟฟ้า การบัญชี และอื่นๆ ซึ่งภาคธุรกิจมีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยมี นางสาวนิชาภา หมื่นไกร ผู้อำนวยการ กองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจการพิเศษ และผู้แทนจากสำนัก/กอง ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม แนวทางดังกล่าวจะเน้นการ “เรียนแล้วมีงานทำ” โดยก่อนเข้าสู่การประกอบอาชีพจริง จะมีการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะเพิ่มเติมในระยะสั้น เพื่อให้เยาวชนมีความพร้อมทั้งด้านฝีมือ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปรับตัวในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีลักษณะใกล้เคียงกับระบบการเตรียมบุคลากรของโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ ที่เชื่อมการเรียนรู้เข้ากับโลกการทำงาน “เราอยากเห็นเด็กทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต มีอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ไม่อยากให้เวลาของเขาถูกใช้ไปกับเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ หากเราสามารถนำความสามารถที่เขามีมาต่อยอดให้เป็นทักษะอาชีพ และเชื่อมต่อไปยังสถานประกอบการได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ช่วยให้เขายืนได้ด้วยตัวเอง” ทั้งนี้ ศอ.บต. เตรียมบูรณาการความร่วมมือระหว่างโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ เครือข่ายนักธุรกิจ SBN และภาคเอกชนอื่นๆ ที่มีความต้องการแรงงาน เพื่อสร้างเส้นทางตั้งแต่ “เรียนรู้–พัฒนาทักษะ–เตรียมความพร้อม–เข้าสู่งานจริง” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถก้าวจากห้องเรียนไปสู่โลกอาชีพได้อย่างมั่นใจ และมีอนาคตที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ที่มา: เดลินิวส์, 22/9/2569  คลังการันตี กยศ. มีสภาพคล่อง พร้อมให้กู้ควบคู่แผนตามหนี้ ชี้โอกาสการศึกษาต้องไม่สะดุดเพราะเรื่องงบ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ และโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีปัญหาสภาพคล่องของกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า เรื่องนี้มีสองประเด็นคือ เรื่องแรกเรื่องสภาพคล่อง ซึ่งช่วงเช้า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยสภาพคล่องของกยศ.จะมีการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในการใช้จ่ายแต่ละเดือนควบคู่กับการปรับแผนในการติดตามหนี้เพื่อนำเข้ามาเป็นกองทุนหมุนเวียน “ขอยืนยันว่าจะไม่มีใครเสียโอกาสทางการศึกษาเพราะเราจะจัดการงบประมาณให้เพียงพอ ทันเวลากับการทำงานของกยศ. ซึ่งตอนนี้มีผู้เรียน 36% หรือประมาณ 7.7 หมื่นรายอยู่ในขั้นตอนของมหาวิทยาลัยที่จะส่งข้อมูลมาพิจารณา ซึ่งอาจทำให้ท่านรู้สึกว่าการพิจารณาล่าช้า จึงได้สั่งการเร่งรัดไปทางกยศ. ให้เตรียมประสานกับทางมหาวิทยาลัยที่จะส่งรายชื่อกลับเข้ามา ซึ่งตอนนี้มีผู้สมัครขอทุนที่เราวางไว้ประมาณ 1.2 หมื่นราย ซึ่งจำนวนนี้กยศ.จะประชุมวันที่ 24 ก.ย. เพื่อปรับกรอบและเงินหมุนเวียนเพื่อให้ทุกคนที่ขอมาได้รับโอกาสทางการศึกษา“นายวินิจ ระบุ  เมื่อถามว่าเรื่องของแหล่งเงินจะมาจากงบกลางหรือไม่ นายวินิจ กล่าวว่า เรื่องแหล่งเงินก็เป็นหนึ่งปัญหา ซึ่งเดี๋ยวจะมีการจัดสรรตามที่รองนายกฯยืนยันว่าไม่ให้มีใครเสียสิทธิ์เพราะเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณ ตอนนี้ตัวเลขที่อนุมัติไปแล้ว  137,874 ราย คิดเป็น 64% ส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการ 77,164 ราย คิดเป็น 36% กลุ่มนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของมหาวิทยาลัยในการรวบรวมชื่อซึ่งอาจจะดูช้า แต่เป็นเรื่องขั้นตอนในการตรวจสอบ ซึ่งปีนี้ กยศ. มีการปรับใช้ข้อมูลการตรวจสอบความยากจนโดยไม่ต้องรับรอง ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ปีนี้การรับรองจะไม่เสียเวลาเหมือนที่ผ่านมา เราจะใช้ชุดข้อมูลเดียวกันกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายวินิจ กล่าวอีกว่า และกลุ่มที่เกินกรอบ 12,786 ราย ประมาณ 5% ซึ่งจะมี 2 ลักษณะคือค่าเทอมหรือค่าเล่าเรียน กับค่าครองชีพ ขอยืนยันนโยบายรัฐบาลจะดูแลทุกราย ส่วนผู้กู้เดิมที่เรียนปี2-ปี4 จะได้รับสิทธิ์ตามเดิม ดูแลไปตามขั้นตอนทั้งหมด  เมื่อถามว่ากลุ่มสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดที่ฝ่ายนโยบายกำหนดไว้ เกณฑ์นี้จะยกเว้นให้ใช่หรือไม่ นายวินิจ กล่าวว่า เรื่องเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายกยศ. ซึ่งสะท้อน 2 มิติ มิติแรกคือการที่เราเลือกเกณฑ์ว่าในสาขาที่มีความต้องการได้สิทธิ์ก่อน ส่วนมิติที่สอง คือส่วนที่เหลือเราจะพยายามดูแลให้ครบถ้วน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและต่อไปจะมีการขยายในเรื่องการอัปสกิล รีสกิล  เมื่อถามถึงกรณีการสวมสิทธิ์กู้กยศ. นายวินิจ กล่าวว่า วันนี้กยศ.พัฒนาโดยการใช้ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐโดยการเชื่อมโยง ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะราย แต่อย่างไรต้องดูภาพรวมของทุกคนก่อน เรื่องที่ผิดก็ตามดูและจัดการกันไป ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 22/9/2569  การประปาส่วนภูมิภาคจับมือ สปสช. เตรียมบุคลากรเข้าสู่ “บัตรทอง” รักษาได้ไม่สะดุด การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดบรรยายหัวข้อ “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง)” เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารประปาวิวัฒน์ การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดย กปภ. ประสานขอรับการสนับสนุนวิทยากรจาก สปสช. เพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรที่กำลังจะพ้นจากสวัสดิการรักษาพยาบาลของหน่วยงาน นางวาสนา วัฒนกูล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล รักษาการแทนผู้ช่วยผู้ว่าการ (ทรัพยากรบุคคล) ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมให้บุคลากรก่อนเกษียณอายุ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง ไม่ได้มีเพียงการส่งต่องานและแจ้งสิทธิประโยชน์ของหน่วยงานเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึงสิทธิรักษาพยาบาลหลังพ้นจากงาน ซึ่งมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของบุคลากรและครอบครัว การอบรมครั้งนี้จึงมุ่งให้บุคลากรตรวจสอบล่วงหน้าว่า หลังพ้นจากงานแล้วตนจะอยู่ภายใต้สิทธิรักษาพยาบาลใด มีหน่วยบริการประจำอยู่ที่ใด และต้องดำเนินการอย่างไร เนื่องจากการเกษียณอายุ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง อาจทำให้สิทธิเดิมสิ้นสุดลง การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้บุคลากรวางแผนเข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสม ลดความกังวล และไม่พลาดการรักษาที่จำเป็น สำหรับผู้ที่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลจากกองทุนหรือสวัสดิการอื่นรองรับ จะได้รับความคุ้มครองภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ตรวจสอบสถานะสิทธิและหน่วยบริการประจำ รวมถึงดำเนินการที่จำเป็นได้ทันเวลา โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัวที่ต้องรับยา ตรวจติดตามอาการ หรือรักษาอย่างสม่ำเสมอ ด้าน นางสาวจันทรา สิระพันสุวรรณ ผู้อำนวยการกอง สำนักคุณภาพและมาตรฐานงานบริการประชาชน สปสช. กล่าวว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านสิทธิรักษาพยาบาลเป็นช่วงที่ประชาชนควรได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนและล่วงหน้า เพราะแต่ละคนอาจมีสถานะสิทธิหลังพ้นจากงานแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบสิทธิก่อนเกษียณ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง โดยไม่ต้องรอจนเกิดความเจ็บป่วย เนื้อหาการอบรมครอบคลุมการตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล การตรวจสอบและเปลี่ยนหน่วยบริการประจำ การเข้ารับบริการตามสิทธิบัตรทอง และช่องทางขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือเมื่อพบปัญหา เพื่อให้บุคลากรเข้าใจขั้นตอนการใช้สิทธิและเข้าสู่ระบบบริการได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องเตรียมความต่อเนื่องของการรักษา การรับยา และการนัดหมาย “สปสช. พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และองค์กรที่มีบุคลากรกำลังจะเกษียณ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้าง เพื่อจัดอบรมเชิงรุกและให้ข้อมูลเรื่องสิทธิรักษาพยาบาลก่อนวันที่สิทธิจะเปลี่ยนแปลง ช่วยให้บุคลากรมีเวลาเตรียมตัวและเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง” นางสาวจันทรา กล่าว ทั้งนี้ หน่วยงานที่สนใจจัดอบรมให้ความรู้เรื่องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแก่บุคลากร สามารถประสาน สปสช. เพื่อขอรับการสนับสนุนวิทยากรและข้อมูลประกอบการอบรมได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวเพื่อตรวจสอบสิทธิ ขอคำแนะนำ หรือขอความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาในการใช้สิทธิบัตรทองได้เช่นกัน ที่มา: สปสช., 21/9/2569 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
000