dlvr.it
สิทธิโชติ เผย วันเลือกระดับประเทศ กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ กัน ‘โพยฮั้ว’ แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อนจึงเตรียมตัวทัน
สิทธิโชติ เผย วันเลือกระดับประเทศ กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ กัน ‘โพยฮั้ว’ แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อนจึงเตรียมตัวทัน
See Think
Wed, 2026-09-30 - 19:20
30 ก.ย. 2569 สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หนึ่งในเสียงข้างน้อยในมติ กกต. 5:2 เสียงในคดีโกงเลือก สว. ร่วมเวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ซึ่งจัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยเนื้อหาที่เขากล่าวถึงเน้นไปที่บทบาทของ กกต. โดยพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่และกลไกการทำงานในคดีโกงเลือก สว.
สิทธิโชติเคยรับราชการเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม และเคยเป็นประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
ประเด็นแรกที่ กกต.เสียงข้างน้อยรายนี้พูดถึงคือ กฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายปกครองเป็นคนบริหารจัดการ ตั้งแต่การรับสมัครในระดับอำเภอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพาคนมาสมัคร
ตามกฎหมายกำหนดให้นายอำเภอเป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งในระดับอำเภอ ส่วนระดับจังหวัดกำหนดให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โดยในแต่ละระดับมีกรรมการอยู่ 7 ท่าน โดยทางจังหวัดจะเป็นคนแต่งตั้ง ส่วนเลขานุการของแต่ละระดับจะเป็นคนของ กกต.
“เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีอำเภอทั้งประเทศ 928 อำเภอ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 48,226 คน เริ่มต้นจาก 20 อาชีพในแต่ละอำเภอ การที่จะรับสมัครให้เข้ากลุ่มอาชีพให้ถูก ก็เริ่มปวดหัวตั้งแต่ตรงนี้แล้ว อันนี้คือระบบกฎหมาย (ให้อำนาจ) ท่านจะเห็นว่ามันไปตกอยู่ในมือฝ่ายปกครองตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว”
“แม้กฎหมายจะเขียนไว้ว่าในการรับสมัครระดับอำเภอ ห้ามเปิดเผยว่ามีใครมาสมัครแล้วกี่คนอย่างไร อาชีพไหนบ้าง แต่ผมเชื่อว่าในตอนรับสมัครระดับอำเภอ มันมีการจัดการ มันจึงทำให้กลุ่มที่จะเข้า (มาสมัคร) ทะลักกันมา พอ (กลุ่มอาชีพใด) น้อยก็เอา (คน) มาเข้า”
อย่างไรก็ตาม สิทธิโชคกล่าวด้วยว่า เข้าใจว่าท่านที่พิจารณาให้กฎหมายโยกภารกิจนี้ไปให้ฝ่ายปกครองจัดการ คงเห็นว่า กกต.ทำเองไม่ได้ จากที่ กกต.มีเจ้าหน้าที่ทั้งประเทศแค่พันกว่าคน แต่เผอิญว่าบ้านเราฝ่ายปกครองมีปัญหาในการบริหารจัดการ ปัญหาจึงเริ่มต้นมาตั้งแต่จุดนั้น
ทั้งนี้ ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เคยออกมาเปิดข้อมูลระบุว่าในช่วงรัฐบาล ‘อนุทิน 1’ มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยล็อตใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างน้อย 395 ตำแหน่ง และเคยตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการย้ายข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่งมีความเกี่ยวโยงกับคดีใหญ่ เช่น เขากระโดงและฮั้ว สว. และภายหลังมีการโยกย้ายข้าราชการแล้ว ทิศทางของคดีต่างๆ นั้นก็ดูมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนอย่างที่ประจักษ์กันอยู่ในสังคม
สิทธิโชค กล่าวต่อไปถึงปัญหาเรื่องกลุ่มอาชีพ ว่ามีคนร้องเรียนที่ จ.สมุทรสาคร กรณีมีคนที่ทำนาเกลือมาสมัครเข้าในกลุ่มอาชีพเกษตรกร ต่อมานายอำเภอซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอได้ประกาศรายชื่อว่าบุคคลนี้เป็นผู้สมัคร จากนั้นก็มีการร้องเรียนนายอำเภอว่า “รับสมัครให้ผู้สมัครรายนี้โดยมิชอบ เนื่องจากคนทำนาเกลือไม่ควรจะอยู่ในกลุ่มเกษตรกร” จึงขอให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอน ศาลฏีกาก็วินิจฉัย แต่เป็นการวินิจฉัยในแง่ของ “วิธีการ” ว่าเมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้เป็นอาชีพหลายกลุ่ม คนหนึ่งคนอาจมีโอกาสสมัครเข้าได้หลายอาชีพ จะเข้ากลุ่มใดก็ได้แล้วแต่ความประสงค์ของบุคคลนั้น ศาลฎีกายกคำร้อง เนื่องจากนายอำเภอทำถูกต้องตามกระบวนการแล้ว
“แต่คำวินิจฉัยของศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่า “เนื้อหา” ที่เขาลงในกลุ่มอาชีพมันใช่ไหม”
สิทธิโชคกล่าวต่อไปว่า กรณีเช่นนี้ ผู้ร้องควรต้องมาร้องที่ กกต. แล้ว กกต.ก็จะต้องมาวินิจฉัยจากพยานหลักฐาน ว่าผู้สมัครรายดังกล่าวเข้าถูกกลุ่มอาชีพหรือไม่ ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เขากล่าวต่อไปว่า เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องกลุ่มอาชีพถูกต้องหรือไม่ กกต.ก็มักจะอ้างคำพิพากษาของศาลฎีกาข้างต้นนี้มาโดยถือว่า “เมื่อรับสมัครมาแล้วนายอำเภอรับมาแล้ว ถือว่าชอบหมด”
“ซึ่งผมก็เคยคัดค้านในที่ประชุมอยู่เหมือนกันว่าประเด็นนี้เราต้องพิจารณาที่ “เนื้อหา” โดยต้องตั้งกรรมการสืบสวนขึ้นมาว่ามันเป็นการสมัครถูกกลุ่มหรือไม่ เพราะฉะนั้นประชาชนอย่าเพิ่งเข้าใจผิดและสิ้นหวัง ในประเด็นนี้ กกต.ยังวินิจฉัยได้อยู่”
เผยวันเลือกระดับประเทศ พบพิรุธส่อโกง
กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ หวังกันโพยฮั้ว แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อน
สิทธิโชคกล่าวต่อไปถึงปัญหาของการเลือกในรอบระดับประเทศที่ เลขาธิการ กกต.เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ว่าสภาพก็เป็นอย่างที่ทุกท่านเห็น
“คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดก็อยู่ที่เมืองทองธานี เราก็เห็นว่ามันมีเอกสารซึ่งลักษณะเหมือนโพย…ทิ้งในห้องน้ำก็มี ในรอบเช้าเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ จนเจ้าหน้าที่เราก็มารายงานว่ามันเยอะมาก ส่อไปในทางไม่ค่อยสุจริตแล้วล่ะ กกต.เลยประชุมด่วน ว่าถ้าเช่นนั้น ในรอบบ่าย…เราจะปริ้นต์ใบเอกสารแนะนำตัว สว.3 ใหม่เลย เราจะไม่ให้เอกสารใดหลุดเข้าไปอีก”
ณ ตอนนั้น ตัวเขาเพิ่งเข้ามาเป็น กกต.ได้เพียง 2 เดือน ยอมรับว่ายังไม่ทัน แต่ก็พยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการจัดทำเอกสารแนะนำตัวใหม่
แต่หลังจากที่ กกต.มีมติ ก็ให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับประเทศเป็นผู้ดำเนินการ และได้พิจารณาว่า จะบอกผู้สมัครในช่วงไหน เพื่อไม่ให้สามารถเตรียมตัวได้ทัน “แต่การบริหารจัดการตรงนั้นไม่ดี (ทำให้ผู้สมัคร) รู้ตัวล่วงหน้า ทีนี้ละครับ เขียนตามแขน ฉีกกระดาษกัน วุ่นวายไปหมดตามที่ปรากฏในคลิป”
ย้อนที่มาของ “คณะ 26” และ “ชุดที่ 36”
ประเด็นเรื่องที่มาของคณะที่ 26 สิทธิโชติอธิบายว่า ตามปกติแล้วเรามีคณะสืบสวนและไต่สวนของ กกต.อยู่ 25 คณะ แต่เราเห็นว่าคดีฮั้ว สว. มีการร้องเรียนกันทั่วประเทศและข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทุกจังหวัดหลังทำสำนวนเสร็จ ถูกยกคำร้องหมด
“เหตุผลที่ยกก็คือ พยานหลักฐานไปไม่ถึง เพราะในแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอก็จะมี “ผู้บริหารจัดการ” ส่งผลให้พยานไม่มาบ้าง หรือถ้ามา ก็เปลี่ยนคำให้การ ตัดตอนไปหมดว่าตัวเองตั้งใจมาสมัครเอง”
“เราดูสำนวนเราก็รู้ แต่พอให้การจริงๆ ไม่มี…ไม่มายืนยัน ตามหาเส้นเงินก็ไม่ได้ ในระดับอำเภอนี่ทำอะไรยากไปหมดนะครับ”
สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า เขาก็หารือกับคณะกรรมการ กกต.เพื่อไม่ให้ปัญหานี้ผ่านเลยไป และให้ความเป็นธรรมกับแผ่นดิน จึงพิจารณากฎหมาย กกต.ที่ให้อำนาจ กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนได้ จากนั้นก็ได้หารือกับ 3 หน่วยงาน คือ ตำรวจ ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อตรวจสอบเรื่องเส้นเงิน สัญญาณโทรศัพท์ และการสอบปากคำในหลายๆ อำเภอ
ทว่า ประมาณ 6 เดือนหลังเลือก สว.เสร็จ มีการคัดค้านในที่ประชุม กกต.ว่า “เราไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ตั้งสำนวนแบบนี้ เดี๋ยวความลับจะรั่วไหล เดี๋ยวนู่นเดี๋ยวนี่ อ้างกันสารพัน”
เมื่อเห็นว่าในที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างกัน สิทธิโชติจึงเสนอว่าให้ตั้งเป็น “อนุกรรมการ” ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อคอยซัพพอร์ตด้านข้อมูล
“ถ้าคณะกรรมการสืบไต่ตามปกติของเรา ประสงค์ที่จะได้ข้อมูลเส้นเงิน-โทรศัพท์ เราก็อาศัยคณะอนุกรรมการชุดนี้ช่วย เลขาธิการ กกต.เป็นประธานคณะอนุฯ ชุดนี้ ท่านเชื่อไหมครับว่า พอตั้งคณะอนุฯ ขึ้นมา 2-3 เดือน มีผู้ใหญ่ของตำรวจโทรมาหาผมแล้วบอกว่า ท่านตั้งคณะอนุฯ ชุดนี้ขึ้นมาจะทำงานจริงไหม เพราะว่าประชุมครั้งเดียว แล้วก็ไม่มีทำอะไรเลย ผมตกใจเลยครับ ไม่มีมาใช้บริการ ….ที่เราจะได้ข้อมูลอย่างรวดเร็วเลย เราทิ้ง (เวลา) ไปอีก รวมแล้วเกือบปีนะ 7-8 เดือน”
สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า แต่คณะชุดนี้ได้มาพบเขาแล้วบอกว่า เนื่องจากมีคนไปร้องที่ดีเอสไอไว้เยอะเหมือนกัน เขาก็เลยบอกอธิบดีดีเอสไอไปว่าท่านทำให้เต็มที่ไปก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยว กกต.คงจะต้องหารือกันอีกสักครั้ง ว่าจะเราจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้ง
สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า ดีเอสไอก็ไปสอบสวนมาอย่างเต็มที่ ท้ายที่สุดแล้วก็มีหนังสือมาแจ้งมาที่ กกต.ว่า บัดนี้การสอบสวนได้พยานหลักฐานแน่นหนาแล้ว พร้อมถามว่า กกต.จะรับโอนสำนวนมาหรือไม่เพื่อจะดำเนินการต่อไป เนื่องจากถ้าหน่วยงานอื่นมาทำเรื่องสอบสวนเกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง จะต้องแจ้ง กกต. เพื่อให้ กกต.ตัดสินใจว่า จะรับโอนสำนวนหรือไม่ หรือ กกต.จะทำสำนวนเอง หรือจะให้เขาทำ
“เผอิญว่า ณ เวลานั้น ขออนุญาตพูดตรงๆ ว่าดีเอสไอก็อยู่ในการดูแลของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาก็อยู่อีกพรรคหนึ่ง ซึ่งเราเห็นว่ามันเป็นปัญหาทางการเมืองผสมมา ยุ่งกันไปหมด ผมก็พูดในที่ประชุมว่าถ้า กกต.กระโดดเข้าไปรับลูกตอนนี้ มันเหมือนกับ take side (เลือกข้าง) จะทำให้คนเชื่อว่าเราไม่เป็นกลาง”
สิทธิโชติกล่าวว่า จากปัญหาทางการเมืองที่กล่าวไปเขาจึงเสนอในที่ประชุมให้ทอดระยะเวลาให้เรื่องเงียบ รอพิจารณาต้นสายปลายเหตุก่อน และเสนอให้ใช้อำนาจ “ตามกรณีที่มีความปรากฏ” เพื่อเรียกเอกสารจากหน่วยงานต่าง ๆ แต่ไม่รับโอนสำนวน
“ในเมื่อเราปฏิเสธดีเอสไอ…เราก็ใช้อำนาจตามกฎหมายในการเรียกเอกสารทุกหน่วยงาน เราไม่รับโอนสำนวน คือเราไม่ take side เขา แต่เราจะทำของเราเองคือการตั้งคณะสืบไต่ฯ คณะ 26 ขึ้นมาโดยเราเห็นว่านอกจากเจ้าหน้าที่ กกต.แล้ว เราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอก คือ ขอเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมา 3 คน ที่เหลืออีก 6 คนเป็นคนของเราทั้งสิ้น”
สิทธิโชติกล่าวถึงการทำงานของ คณะที่ 26 ระบุว่า พยานที่เคยให้การกับดีเอสไอไปแล้ว ก็ถูกสอบปากคำใหม่ทั้งหมด รวมถึงพยานที่ 16/26 ซึ่งภายหลังกลับคำให้การโดยระบุว่าถูกข่มขู่
สิทธิโชติ ผู้เป็น กกต.เสียงข้างน้อย เชื่อถือในพยานปากนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าพยานรายนี้ให้การในแนวทางเดิมถึง 3 ครั้งในระยะเวลาที่ห่างกัน โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการถูกข่มขู่เลย
“พยานที่ 16/26 ที่ท่านกลับคำให้การ ท่านให้การกับดีเอสไอ 2 ครั้งนะครับ แล้วเราเรียกมาอีก ท่านก็คือยืนยันกับเรา (กกต.) อีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะฉะนั้นช่วงเวลามันก็ห่างกัน ครั้งที่ 1,2,3 ทำไมผมซึ่งเป็น กกต.เสียงข้างน้อยจึงเชื่อ (พยานปากนี้) เพราะว่า (การให้การ) มันมีเวลาที่ห่างกัน สามารถที่จะบอกได้ว่าถูกกดดันอย่างไร (แต่พยานรายนี้) มาให้การสามครั้ง ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย”
ประเด็นเรื่องที่มาของคณะที่ 36 นั้น สิทธิโชติกล่าวว่า เมื่อคณะ 26 ทำสำนวนเสร็จ ในแง่กระบวนการส่งของ กกต.ก็คือ จะมีคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งที่ช่วยกลั่นกรองข้อมูลจากการสอบสวนว่าเห็นด้วยหรือไม่ มีข้อเท็จจริงหรือข้อทักท้วงประการใด เพื่อช่วยกลั่นกรอง กกต.ชุดใหญ่อีกชั้นหนึ่ง
สิทธิโชติกล่าวว่า กกต.มีคณะอนุฯ นี้อยู่แล้ว 35 คณะ แต่เนื่องจากคดีโกง สว.เป็นกรณีพิเศษ กกต.จึงให้ตั้งมาอีกคณะ เพราะฉะนั้นการตั้งคณะที่ 36 “ไม่ใช่ว่าตั้งขึ้นมาซ้ำซ้อน หรือให้มาตีกัน (กับคณะ 26) แต่สิ่งที่เขามาหักล้างพยานกันนั้น เกิดจากความเห็นของแต่ละคณะของเขาเอง โดยวิธีการเราทำแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ตั้งเป็นกรณีพิเศษ 7 คนเท่านั้นเอง
“ข้อเท็จจริงที่ต้องพูดก็คือว่า ประธานคณะ 36 ซึ่งมี กกต.ท่านหนึ่งตั้งขึ้นมา ท่านไม่เรียกประชุมเลย ประมาณ 45 วันตั้งแต่ตั้ง ผมไม่ทราบว่าดีเลย์ทำไม ผมก็ถามว่าไปไหน ทำไมช้า เขาบอกไปต่างประเทศ…ทำให้คณะนี้พิจารณาช้า…พิจารณาช้ามีผลอย่างไร กกต.กำลังครบวาระเต็มไปหมด ต้องแต่งตั้งคนมาแทน นี่คือข้อเท็จจริงเหมือนกัน”
สิทธิโชติกล่าวว่า ในเรื่องความเห็นของอนุกรรมการแต่ละท่าน จะไม่ขอก้าวล่วง เพราะแต่ละท่านมีดุลยพินิจพิจารณาตามหลักฐาน แต่จริงๆ แล้วท่านก็ไม่ได้ยกเสียทั้งหมดเลย “คณะ 36 ก็เห็นด้วยกับคณะ 26 อยู่บ้าง เป็นบางส่วน แต่เป็นส่วนน้อย”
สิทธิโชติยังชี้แจงถึงกรณีที่สำนักงาน กกต.ออกเอกสารข่าว ระบุว่าไม่มีการขอเส้นเงินระหว่างประชุม และไม่รับสำนวนว่า ในระหว่างที่อนุฯ กำลังพิจารณาสำนวนนั้น เมื่ออนุฯ พิจารณาเสร็จ จะต้องส่งมาให้ กกต. ทันที แต่ในระหว่างที่พิจารณาอยู่ดีเอสไอได้มีหนังสือแจ้งว่าดีเอสไอมีสำนวนการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งภาพถ่าย เส้นเงิน และเส้นโทรศัพท์ เกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหา 8 คน โดยดีเอสไอแจ้ง กกต.ว่า หาก กกต.สนใจพยานหลักฐาน ขอให้มีมติแจ้งไป และดีเอสไอจะได้คัดสำเนาส่งมาให้ กกต.
แต่ต่อมา กกต.จึงเป็นมติ 4 ต่อ 3 ที่ กกต.ไม่รับ เนื่องจาก ยังไม่มีสำนวน เพราะสำนวนยังอยู่ที่อนุฯ 36 แต่ตนก็เห็นว่า กกต.มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และเมื่อดีเอสไอแจ้งมาแล้ว และคณะอนุฯ 36 ที่ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ที่ทำหน้าที่แทนเลขาธิการฯ ก็มีหนังสือมา ที่ประสงค์พยานหลักฐานเหล่านี้ เพื่อมาวิเคราะห์ ทั้งพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และความผิด ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อ กกต.ทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็แพ้มติไป จนนำมาสู่การให้สัมภาษณ์ที่ตนได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเพิ่มเติมจากสื่อมวลชนหลายสำนัก ว่า สิทธิโชติกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนว่า ประธาน กกต.กำลังเร่งรัดอยู่คาดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ ภายในต้นเดือนหน้าจะสามารถเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ให้พิจารณาได้ ซึ่งทั้ง 3 สำนวนได้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 แล้ว แต่ตนไม่แน่ใจว่าได้ผ่านขั้นตอนของคณะกลั่นกรองแล้วหรือยัง หากผ่านขั้นตอนนั้นก็จะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ได้ พร้อมระบุว่าไม่มีปัญหาอะไรเป็นไปตามกระบวนการ ขณะนี้ตนยังไม่เห็นสำนวน จึงยังไม่สามารถบอกอะไรได้ แต่หลักเกณฑ์การพิจารณาก็เหมือนกัน
เมื่อถามว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องคดีฮั้ว สว. จะถูกมองเรื่องความแตกแยกของ กกต.หรือไม่ สิทธิโชติกล่าวว่า คงไม่ เพราะเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่อง แต่เรื่องอื่นยังสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่มีความแตกแยก "พี่ๆ ทุกคนเป็นคนดีหมด" ไม่กระทบการทำงานร่วมกันในอนาคต
* ข่าว
* การเมือง
* คดีฮั้วเลือก สว.
* สมาชิกวุฒิสภา
* คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)
* สิทธิโชติ อินทรวิเศษ