dlvr.it
สิทธิการกำหนดอนาคตตนเอง (Right to Self-Determination: RSD): ทางออกหรือทางตันของปัญหาชายแดนใต้?
สิทธิการกำหนดอนาคตตนเอง (Right to Self-Determination: RSD): ทางออกหรือทางตันของปัญหาชายแดนใต้?
รศ.ดร. มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
sarayut
Wed, 2026-08-19 - 08:23
มีการพูดถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตหรือชะตาชีวิตตนเองหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า RSD (Right to Self-Determination) กันมากขึ้นในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ทั้งในเวทีที่จัดขึ้นโดยนักกิจกรรม เวทีสัมมนาทางวิชาการและเวทีการอภิปรายในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ (กมธ. สันติภาพ) นักกิจกรรมและนักวิชาการในพื้นที่รวมถึงนักวิชาการนอกพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ศึกษาปัญหาชายแดนใต้เห็นว่าแนวคิดนี้น่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างยั่งยืน
เนื่องจากความอ่อนไหวของประเด็นและความละเอียดอ่อนของแนวคิดนี้ RSD จึงถูกพูดถึงในวงปิดและเป็นวงที่มีลักษณะให้ความรู้เชิงวิชาการ แนวคิด RSD กลายเป็นข่าวใหญ่ในเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2566 เมื่อนักศึกษา มอ.ปัตตานีและนักกิจกรรมทางการเมืองในพื้นที่ได้จัดลงประชามติจำลองขึ้น ซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีกับนักศึกษาและนักกิจกรรมกลุ่มดังกล่าวรวมจำนวน 5 คน กระนั้นก็ตามกระแสแนวคิดนี้มิได้จางหายไปหากแต่ได้มีการนำกลับขึ้นมาพูดคุยถกเถียงในเวทีวิชาการที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จัดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันมีการนำเอาถ้อยคำหรือคำศัพท์ทางด้าน RSD มาใช้ในการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตของสังคมชายแดนใต้มากขึ้น บทความนี้ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าแนวคิด RSD เป็นแนวคิดที่ได้ตายและถูกฝังกลบไปแล้ว การนำกลับมาปัดฝุ่นและผลักดันใช้แก้ไขปัญหาชายแดนใต้ภายใต้กรอบคิดดังกล่าวนอกจากจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้วกลับส่งผลเสียหายต่ออนาคตของพี่น้องมลายูมุสลิมสามจังหวัดชายแดนใต้อีกด้วย
กำเนิดที่มาและบริบทของกระแสแนวคิด RSD
RSD มีต้นกำเนิดมาจากกระแสแนวคิดทางปรัชญาในศตวรรษที่ 18 ที่เห็นว่าเสรีภาพและเจตจำนงเสรีของปัจเจกบุคคลมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่น และเมื่อแนวคิดนี้ได้นำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มบุคคลก็ทำให้เกิดข้อสรุปตามมาว่ากลุ่มบุคคลนั้นก็มีเจตจำนงรวมหมู่ (collective will) ด้วยเช่นกัน ต่อมาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อเยอรมนี ออสเตรียรวมทั้งออตโตมันค่อยๆ แตกสลายลงอันเป็นผลจากสงครามโลกครั้งที่ 1 การต่อสู้ของขบวนการชาตินิยมเพื่อสถาปนาชาติ (nation) ให้เป็นอิสระจากการยึดครองของอดีตมหาอำนาจเหล่านี้ก็ค่อยๆ เข้มข้นขึ้น ขบวนการต่อสู้เพื่อปลดแอกจากเจ้าอาณานิคมทั้งในแอฟริกาและเอเชียซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและฝรั่งเศสก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้อดีตมหาอำนาจยุโรปเข้ามาครอบงำหรือกลับมาอ้างสิทธิเหนือชาติที่เคยอยู่ภายใต้การปกครอง รวมทั้งหยุดยั้งไม่ให้คอมมิวนิสต์รัสเซียภายใต้เลนินที่เพิ่งจะทำการปฏิวัติสำเร็จในปีค.ศ. 1917 อาศัยสถานการณ์แห่งความวุ่นวายข้างต้นขยายอำนาจเข้าควบคุมชาติอ่อนแอและชี้นำขบวนการชาตินิยมเหล่านั้น ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson: 1913-1921) ของสหรัฐซึ่งผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทนที่ยุโรปหลังสงครามจึงได้นำแนวคิดเรื่อง RSD มาประยุกต์ใช้กับมโนทัศน์เรื่องชาติ (nation) โดยชี้ว่ายุคของการใช้อำนาจบังคับให้ชาติอื่นต้องอยู่ภายใต้อำนาจในรูปแบบของการล่าอาณานิคมนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว ชาติต่างๆ มีสิทธิ “กำหนดอนาคตตัวเอง (National self-determination)” และมีสิทธิกำหนดสถานะทางการเมืองของตนเองตลอดจนมีสิทธิและเสรีภาพที่จะดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และเลือกดำเนินตามวิถีชีวิตวัฒนธรรมของตน
ความคิดเรื่องสิทธิของชาติในการกำหนดอนาคตหรือกำหนดชะตากรรมของตนเองนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักนิยม 14 ประการของประธานาธิบดีวิลสัน (Wilson’s 14 points Doctrine) ที่เสนอต่อสภาคองเกรสในปีค.ศ. 1918 เป็นความพยายามของวิลสันในการวางระเบียบโลก (World Order) ชุดใหม่ขึ้นแทนที่ระเบียบเดิมซึ่งเป็นระเบียบที่ดำรงอยู่ด้วยการสร้างกำลังอำนาจมาคานกันและกันให้เกิดความสมดุลทางอำนาจ (balance of power) ในหมู่มหาอำนาจของโลกในขณะนั้น วิลสันเห็นว่าระบอบที่ใช้อำนาจคานกันไปมาเช่นนี้เป็นระบบปิดลับที่ดำเนินไปด้วยการทำสนธิสัญญาลับระหว่างกันของมหาอำนาจ ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่สงครามดังที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามระหว่างมหาอำนาจยุโรปในศตวรรษที่ผ่านมา วิลสันต้องการวางระเบียบโลกที่มีความโปร่งใส เป็นประชาธิปไตย และดำเนินไปตามกรอบแห่งจริยธรรมของกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้ความเป็นธรรมแก่ชาติต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันโดยมีสันนิบาตชาติ (League of Nations) เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลระเบียบดังกล่าวให้ทำงานตามที่ได้วางไว้โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาสันติภาพโลก
แนวทางลักษณะอุดมคตินิยม (idealism) ของวิลสันไม่สามารถเกิดผลเป็นรูปธรรมได้และต้องพับตัวเองลงเนื่องจากสภาคองเกรสที่นำโดยพรรครีพับลิกันประกาศไม่เอาด้วย ทำให้วิลสันต้องเดินสายพูดชี้แจงทั่วประเทศจนล้มป่วยลงถึงขนาดเกือบจะไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูดได้ การถกเถียงเกี่ยวกับสิทธิในการกำหนดอนาคตหรือกำหนดชะตากรรมตนเองหรือ RSD จึงจบสิ้นลงพร้อมๆกับหลักนิยมวิลสันและสหรัฐก็ไม่เข้าร่วมในองค์กรสันนิบาตชาติ
ปัญหาของแนวคิด RSD
แนวคิด RSD ทรงพลังอย่างยิ่ง และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกราวกับแผ่นดินไหว แนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากโลกที่สามซึ่งเผชิญกับปัญหาการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเองจากเจ้าอาณานิคม แต่ปัญหาคือ อะไรคือ “ตัวตน (self)” ของชาติและใครเป็นผู้แสดงออกถึงเจตจำนงแห่งตัวตนนั้น? โดยในความเป็นจริงบุคคลผู้ถืออำนาจมักถือว่าตัวเองเป็นทั้ง ”ตัวตน” และเป็น “ตัวแทน” ของชาติในการแสดงออกถึงเจตจำนงดังกล่าว ผลก็คือ เกิดการสร้างรัฐอำนาจนิยมขึ้นโดยอ้างสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง แนวคิดที่เริ่มต้นจากเจตจำนงและเสรีภาพของบุคคลกลับจบลงด้วยความเป็นเผด็จการและอำนาจนิยม
ปัญหาประการต่อมาคือชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์สามารถอ้างสิทธิดังกล่าวเพื่อแยกตัวออกเป็นอิสระอันเป็นการกระทบต่อหลักการอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระเบียบระหว่างประเทศอันเป็นส่วนหนึ่งของหลักนิยม 14 ประการของวิลสันอีกด้วย แต่ผลของแนวคิด RSD ที่สร้างความหายนะอย่างร้ายแรงคือ มันมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของบอสเนียในช่วงศตวรรษ 1990s เมื่อชาวเซิร์บ (Serbs) อ้างว่าในพื้นที่ที่มีชาวเซิร์บเป็นส่วนใหญ่ พวกเขามีสิทธิกำหนดชะตากรรมตนเอง ซึ่งก็คือสิทธิในการสร้างรัฐที่พวกเขาต้องการให้มีชาติพันธุ์เดียวคือเซิร์บ ผลจากการอ้างสิทธินี้ได้ก่อให้เกิดการบังคับขับไล่ชาวมุสลิมและชาวโครแอทออกไปด้วยการปิดล้อมทรมานและสังหารหมู่ นับเป็นเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในใจกลางยุโรปที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20
ความย้อนแย้งและการขัดกันเองของแนวคิด RSD รวมทั้งผลกระทบที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงของแนวคิดนี้ ทำให้มีการปรับเปลี่ยนและกำหนดขอบเขตความหมายของ RSD ให้รัดกุมขึ้น เมื่อได้มีการอภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับ RSD ในการประชุม UN ในปีคศ. 1960 โดยผลจากการประชุมดังกล่าวได้ออกมาในรูปของ “คำประกาศว่าด้วยอิสรภาพของประชาชนและประเทศในอาณานิคม (Declaration on the Granting of Independence of Colonial Countries)” และ “คำประกาศว่าด้วยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (Declaration of the Principle of International Law)” ปี 1970 สาระสำคัญของคำประกาศดังกล่าวคือการปกป้องหลักอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐหลังการประกาศอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคม แนวคิด RDS ถูกจัดให้ต้องอยู่ภายใต้กรอบนี้ หมายความว่าสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเองต้องกระทำหรือเคลื่อนไหวภายใต้อธิปไตยของรัฐ ซึ่งในบริบทการเมืองการปกครองร่วมสมัยหมายถึง แนวคิดการกระจายอำนาจในรูปแบบต่างๆ ให้กับผู้คนเพื่อให้พวกเขาสามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้หรือเรียกว่า RSD ภายใน (Internal Self-Determination) ขณะที่ RSD ในความหมายของสิทธิในการจัดตั้งรัฐขึ้นมาใหม่แยกจากรัฐเดิม หรือ RSD ภายนอก (External Self-Determination) จะเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐปฏิเสธ RSD ภายในอย่างสิ้นเชิง
RSD ในบริบทของสามจังหวัดชายแดนใต้
RSD ก่อตัวขึ้นจากบริบททางประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นแนวคิดที่ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันนำมาใช้ตอบสนองต่อเงื่อนไขและสภาพทางการเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้น แม้แนวคิดนี้จะได้รับการสานต่อไปยังสหประชาชาติในอีก 3 ทศวรรษถัดมา แต่ด้วยเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเองของตัวแนวคิด ทำให้มีการปรับเปลี่ยนความหมายและจำกัดขอบข่ายของคำสำคัญให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีขยายการตีความตามอำเภอใจ แนวคิด RSD ในความหมายใหม่นี้ยึดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนเป็นสำคัญ
ด้วยเหตุนี้การนำเสนอแนวคิด RSD มาใช้แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ถ้าหมายถึง 1) RSD ในความหมายเดิมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักนิยมของวิลสัน 14 ข้อ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่ในยุคของวิลสันเอง RSD ก็ไม่อาจนำมาใช้แก้ปัญหาได้ดังที่อธิบายไปแล้วข้างต้น RSD ในความหมายนี้ได้ตายไปพร้อมกับวิลสันและสันนิบาตชาติ การนำแนวคิดนี้กลับมาใช้เป็นกรอบคิดแก้ปัญหาปัจจุบันจึงเป็นการขุดแนวคิดที่ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของสภาพสังคมในอดีตมาใช้กับบริบททางการเมืองและบริบททางสังคมปัจจุบันซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงทั้งในด้านสถาบันทางอำนาจที่ค้ำจุนแนวคิดหรืออุดมการณ์ รวมทั้งภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนรูป (transformed) ไปแล้วหลังสงครามเย็น หรือ 2) RSD ในความหมายใหม่ตามกฎบัตรสหประชาชาติและคำประกาศที่เกี่ยวข้อง RSD ในความหมายนี้มีสาระสำคัญคือรับประกันสิทธิเสรีภาพในการกำหนดใจตัวเองภายใต้กรอบของรัฐชาติที่มีอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน RSD แนวทางนี้จึงเป็นลักษณะหนึ่งของแนวคิดการกระจายอำนาจซึ่งกินความถึงการปกครองพิเศษในรูปแบบต่างๆ แม้ RSD จะ “ไม่เท่ากับ” การกระจายอำนาจทั้งนี้เพราะ RSD แตกต่างจากการกระจายอำนาจในแง่ที่ RSD มีมาตรการคุ้มกันสิทธิในกรณีที่รัฐปฏิเสธสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างสิ้นเชิง ขณะที่รัฐไทยมีระบบการกระจายอำนาจโดยมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับจึงเป็นการรับประกันสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดชะตากรรมตนเองอยู่แล้ว ดังนั้น สำหรับประเทศไทย RSD คือการกระจายอำนาจในชื่ออื่น (decentralization/devolution in other names) นั่นเอง
การนำเสนอเรื่อง RSD หรือการใช้ถ้อยคำที่มาจากหลักนิยม RSD จึงเป็นการสร้างความคลุมเครือโดยมีจุดประสงค์ให้เกิดนัยของการมีสิทธิที่จะสถาปนาระบอบการเมืองในรูปแบบรัฐ ซึ่งนัยดังกล่าวไม่อาจเป็นไปได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศอีกต่อไป พิจารณาในแง่นี้จึงอาจนำมาสู่ข้อสรุปได้ว่าการนำเสนอแนวคิด RSD เป็นการทำให้สาธารณะเกิดความเข้าใจผิด (misleading public audience) ซึ่งนำไปสู่ทางตันและเกิดผลตีกลับ (backfire) ในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ เช่น เกิดการจับกุมคุมขังดำเนินคดีกับผู้ที่นำแนวคิดนี้มาสร้างบทสนทนาในพื้นที่สาธารณะ อันนำไปสู่การสร้างบรรยากาศและบทสนทนาว่าด้วยการกดขี่ข่มเหงถูกรังแกจากรัฐ และนำไปสู่การตอบโต้รัฐจากกลุ่มผู้เห็นต่าง เกิดเป็นวงจรที่วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งนี้หากมีข้อถกเถียงว่าแนวคิด RSD ที่นักวิชาการและนักกิจกรรมทางการเมืองได้มีการนำเสนอออกไปนั้นแท้ที่จริงแล้วคือการกระจายอำนาจ คำถามก็คือ เหตุใดจึงไม่พูดเรื่องกระจายอำนาจให้ชัดเจนไปเลยทั้งในเชิงของรูปแบบและเนื้อหา? การพูดคุยและการสร้างบทสนทนาเรื่องการกระจายอำนาจจะทำให้สังคมสามารถเดินหน้าหาทางออกได้ เพราะการกระจายอำนาจเป็นแนวคิดที่มีลักษณะฉันทามติร่วมในสังคมไทยและปฏิบัติการอยู่ภายใต้อธิปไตยและบูรณภาพแห่งรัฐ ทั้งมีความชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ
* บทความ
* การเมือง
* สิทธิมนุษยชน
* ความมั่นคง
* สิทธิการกำหนดอนาคตตนเอง
* Right to self-determination
* จังหวัดชายแดนใต้