dlvr.it
ไร้เงา 'อธิการบดี มช. - ตัวแทน' เข้าให้ข้อมูล กมธ.กฎหมายฯ ปมคัดลอกผลงานวิชาการ
ไร้เงา 'อธิการบดี มช. - ตัวแทน' เข้าให้ข้อมูล กมธ.กฎหมายฯ ปมคัดลอกผลงานวิชาการ
Pazzle
Thu, 2026-10-01 - 11:13
"ทัศนัย" เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดี มช. หลังวานนี้ไม่มีอธิการบดีหรือผู้แทนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ. กฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นการคัดลอกผลงานวิจัย "เมืองฮอด" ระหว่างผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย จงจิตงาม และอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ ทัศนัยเรียกร้องให้ มช. ทำหน้าที่ตอบคำถามต่อองค์กรตรวจสอบภายนอกมหาวิทยาลัยด้วย
1 ต.ค. 2569 ทัศนัย เศรษฐเสรี จากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดี มช. เกี่ยวกับประเด็นพิพาทกรณีการคัดลอกงานวิจัย "เมืองฮอด" ที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยระหว่างผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย จงจิตงาม และอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ โดยเมื่อวานนี้ (30 ก.ย. 2569) คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าชี้แจงข้อมูล แต่ปรากฎว่าไม่มีอธิการบดีหรือผู้แทนของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประชุมกับ กมธ. กฎหมายฯ
ทัศนัยระบุ “การไม่ไปชี้แจงเป็นเรื่องที่อธิการบดีต้องอธิบาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ใช้งบประมาณสาธารณะและใช้อำนาจทางปกครอง เมื่อกระบวนการสอบสวนของมหาวิทยาลัยถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารมีหน้าที่ตอบว่าคณะกรรมการของตนพิจารณาหลักฐานอะไร ใช้หลักเกณฑ์อะไร และได้คำวินิจฉัยมาอย่างไร การยุติเรื่องภายในมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำให้หน้าที่ในการตอบคำถามต่อองค์กรตรวจสอบภายนอกสิ้นสุดลง”
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
* อาจารย์ มช.ร้อง ถูกสวมสิทธิ์งานวิจัย 'พิสดารนคร' ล่าสุดข้อมูลหนังสือหายจากเว็บ
* 'ทัศนัย' ถูก มช. ตั้งสอบวินัย เหตุทำสาธารณะเสื่อมศรัทธา ผู้บริหารมหาวิทยาลัย
* อาจารย์ มช. ที่ร้องสอบอดีตคณบดีคัดลอกผลงาน ถูกตั้งสอบวินัย 'ร้ายแรง' เหตุทำมหา’ลัย เสียชื่อเสียง
จดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การนำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นไปใช้เป็นผลงานของตนเองเป็นเรื่องใหญ่สำหรับมหาวิทยาลัย เพราะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบวิชาการโดยตรง มหาวิทยาลัยตรวจวิทยานิพนธ์ ตรวจผลงานอาจารย์ ให้ตำแหน่งทางวิชาการ และลงโทษนักศึกษาที่ละเมิดมาตรฐานทางวิชาการอยู่เป็นปกติ เมื่อข้อกล่าวหาอย่างเดียวกันเกิดขึ้นกับอดีตผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย ไม่มีเหตุผลใดที่มาตรฐานจะเปลี่ยนไปตามสถานะของบุคคล
เมื่อวานนี้ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พิจารณากรณีนี้ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับเชิญให้เข้าชี้แจง แต่ไม่มีอธิการบดีหรือผู้แทนของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประชุม
การไม่ไปชี้แจงเป็นเรื่องที่อธิการบดีต้องอธิบาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ใช้งบประมาณสาธารณะและใช้อำนาจทางปกครอง เมื่อกระบวนการสอบสวนของมหาวิทยาลัยถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารมีหน้าที่ตอบว่าคณะกรรมการของตนพิจารณาหลักฐานอะไร ใช้หลักเกณฑ์อะไร และได้คำวินิจฉัยมาอย่างไร การยุติเรื่องภายในมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำให้หน้าที่ในการตอบคำถามต่อองค์กรตรวจสอบภายนอกสิ้นสุดลง
คำถามที่มหาวิทยาลัยยังไม่ได้ตอบคือ คณะกรรมการได้อ่านและเปรียบเทียบข้อเสนอโครงการ (proposal) ของโครงการทั้งสองฉบับหรือไม่ หลักฐานชุดนี้ทำให้ตรวจสอบได้ว่าความคิด โครงสร้าง วิธีดำเนินงาน และรายละเอียดของโครงการปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใด หากคณะกรรมการไม่ได้พิจารณาข้อเสนอโครงการ ต้องตอบว่าเพราะเหตุใด ใครเป็นผู้ตัดสิน และการวินิจฉัยข้อกล่าวหาเรื่องการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้โดยไม่นำหลักฐานชุดนี้มาพิจารณามีเหตุผลรองรับอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งคือ ข้อกล่าวหาที่เริ่มต้นในฐานะความผิดวินัยร้ายแรงจบลงด้วยคำวินิจฉัยว่าไม่มีความผิดได้อย่างไร ทั้งที่เจ้าของผลงานยืนยันว่าไม่มีใครร่วมเขียนด้วย และมีต้นฉบับให้ตรวจสอบเปรียบเทียบกันโดยตรง หากคณะกรรมการเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนสร้างสรรค์งาน หลักฐานของการมีส่วนสร้างสรรค์นั้นคืออะไร การเป็นหัวหน้าโครงการ การบริหารงบประมาณ การลงพื้นที่ หรือการทำงานร่วมกันในโครงการ ไม่ได้ทำให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้แต่งหรือผู้สร้างสรรค์งานเขียนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
นักกฎหมายที่รายล้อมท่านอธิการบดีย่อมทราบดีว่า “ผู้แต่ง” “ผู้สร้างสรรค์” “เจ้าของลิขสิทธิ์” และ “ธรรมสิทธิ์” มีความหมายและฐานทางกฎหมายต่างกัน การเป็นหัวหน้าโครงการ การบริหารงบประมาณ การประสานงาน หรือการลงพื้นที่ ไม่ได้ทำให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้แต่งหรือผู้สร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ หากไม่มีส่วนในการคิด วิเคราะห์ เรียบเรียง หรือสร้างเนื้อหาของงานนั้น เรื่องนี้จึงไม่ควรถูกทำให้ซับซ้อนเกินความจำเป็น ใครอ้างว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ ก็ต้องแสดงให้ได้ว่าสร้างอะไร ตรงไหน และมีหลักฐานอะไรยืนยัน
เมื่อเรื่องมาถึงคณะกรรมาธิการฯ ป.ป.ช. กระทรวง อว. และกระบวนการทางกฎหมาย คำวินิจฉัยของมหาวิทยาลัยก็ต้องถูกตรวจสอบกับหลักฐานต้นทาง ผู้เชี่ยวชาญภายนอกสามารถอ่านข้อเสนอโครงการ ต้นฉบับ หนังสือที่ส่งสำนักพิมพ์ เชิงอรรถ ภาพประกอบ บรรณานุกรม และรายงานการสอบสวน แล้วตรวจสอบว่าคำวินิจฉัยของมหาวิทยาลัยมีหลักฐานรองรับเพียงใด
สถานะของมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว เดิมมหาวิทยาลัยเป็นผู้ตั้งกรรมการสอบและเป็นผู้วินิจฉัยข้อกล่าวหา ขณะนี้กระบวนการของมหาวิทยาลัยเองกำลังถูกตรวจสอบ ตั้งแต่การเลือกหลักฐาน การตีความความเป็นเจ้าของและความเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน การใช้งบประมาณ การพิจารณาผลงานเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ ตลอดจนการส่งเอกสารให้หน่วยงานภายนอกที่ร้องขอไปกี่ครั้งก็ไม่ได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนต้องอธิบายการกระทำในส่วนที่ตนรับผิดชอบ
การดำเนินการทางวินัยกับอาจารย์ที่นำเรื่องออกไปร้องเรียนต่อหน่วยงานภายนอกก็ต้องถูกตรวจสอบด้วย มหาวิทยาลัยควรระบุให้ชัดว่าการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการฯ ป.ป.ช. กระทรวง อว. หรือองค์กรตรวจสอบอื่น ถูกนำมาเป็นเหตุในการดำเนินการทางวินัยได้ตามข้อบังคับข้อใด พฤติการณ์ใดเป็นความผิด และเส้นแบ่งระหว่างการทำให้มหาวิทยาลัยเสียหายกับสิทธิของบุคลากรในการร้องเรียนการใช้อำนาจของมหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหน คำตอบต่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคลากรทั้งมหาวิทยาลัย ไม่เฉพาะผู้ที่กำลังถูกสอบสวน
เวลานี้มหาวิทยาลัยไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกเพียงว่าเรื่องยุติแล้ว เพราะเหตุผลและกระบวนการที่มหาวิทยาลัยใช้ยุติเรื่องกำลังถูกตรวจสอบด้วย
ท่านเป็นอธิการบดี ผมเป็นอาจารย์ ตำแหน่งของเราต่างกัน แต่มาตรฐานทางวิชาการต้องไม่เปลี่ยนไปตามตำแหน่งของคนที่ถูกตรวจสอบ
หากกระบวนการที่ผ่านมาถูกต้อง ท่านมีหน้าที่ชี้แจงต่อสาธารณะ หากกระบวนการมีปัญหา ท่านก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและแก้ไข ทัศนัย เศรษฐเสรีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ขระที่ สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อถกเถียงเกี่ยวกับการคัดลอกผลงานทางวิชาการของ ดร.สุรชัย จงจิตรงาม ที่ยังไม่เป็นที่ยุติลงนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงนำเอาข้อเสนอโครงการวิจัยของ ดร.สุรชัย และโครงการที่ถูกกล่าวหามาเปรียบเทียบเพื่อหาจุดเหมือนและจุดต่าง อันจะทำให้สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าเป็นการคัดลอก ขโมย อาชญาวิชาการหรือไม่สมชายระบุว่า ในการตรวจสอบนี้ได้ใช้โปรแกรม AI เข้ามาช่วยตรวจทานความถูกต้องและใช้มนุษย์ตรวจสอบซ้ำอีกรอบหนึ่ง ผลปรากฏการตรวจสอบเปรียบเทียบเป็นดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง ตรวจสอบความคล้ายคลึง จากการเปรียบเทียบเอกสารทั้ง 2 ชิ้น ได้แก่ ข้อเสนอโครงการ (proposal) ของ ดร. สุรชัย จงจิตงาม (เอกสารฉบับที่ 1) และ ข้อเสนอโครงการที่ถูกกล่าวหาว่าคัดลอกผลงาน (ต่อไปเรียก เอกสาร 2) ปรากฏส่วนที่คล้ายคลึงกันในจุดสำคัญต่างๆ ดังนี้ 1. ความสำคัญของโครงการ / หลักการและเหตุผล (เนื้อหาเหมือนกันเกือบ 100 %) ตำแหน่งที่ปรากฏ:-เอกสาร 1 (สุรชัย): ข้อ 5 หน้า 2–4-เอกสาร 2: ข้อ 6 หน้า 1–3 รายละเอียดความคล้ายคลึง:-บทนำเกี่ยวกับพื้นที่อำเภอฮอด: ข้อความบรรยายเรื่องระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 100 กิโลเมตร ความสำคัญของการเป็นเส้นทางหลักทางการค้าและการเดินทางริมแม่น้ำปิงตั้งแต่ก่อนสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ถูกใช้ด้วยชุดคำเดียวกันทุกประการ-การอ้างอิงคัมภีร์และหลักฐานประวัติศาสตร์: ข้อความอ้างถึง จามเทวีวงศ์ (พุทธศตวรรษที่ 20), โคลงมังทรารบเชียงใหม่ (พุทธศตวรรษที่ 22), และการสำรวจวัดร้างกว่า 50 แห่งของกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2502 (วัดหลวงฮอด, วัดเจดีย์สูง, วัดสันหนอง, วัดศรีโขง) -เชิงอรรถ (Footnotes): อ้างอิงเอกสารประกอบชุดเดียวกันทั้งหมด 4 รายการ (เชิงอรรถที่ 1–4) โดยใช้ข้อความสะกดและจัดรูปแบบเชิงอรรถเหมือนกันทุกประการ-ประเด็นการสร้างเขื่อนภูมิพลและการรถไฟ: บรรยายเรื่องน้ำท่วมพื้นที่ สภาพวัดที่ปรักหักพังอย่างรวดเร็ว (เช่น ซุ้มโขงวัดหลวงฮอด เจดีย์วัดเจดีย์สูง) และการที่ทางรถไฟตัดผ่านเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2464 ทำให้เส้นทางแม่น้ำปิงลดความสำคัญลง -ข้อแตกต่างเล็กน้อย: เอกสาร 2 ได้ระบุเพิ่มเติมในวรรคท้ายว่า “เป็นการวิจัยต่อยอดจากการศึกษาและเก็บข้อมูลใน 'โครงการสำรวจศิลปกรรมของชุมชนในอำเภอฮอด... ประจำปี 2563'” และเน้นเป้าหมายในการจัดทำเป็นรูปเล่มหนังสือ 2. ชุดภาพถ่ายประกอบโครงการ (ใช้ภาพชุดเดียวกันทั้งหมด)ตำแหน่งที่ปรากฏ:-เอกสาร 1 (สุรชัย): หน้า 4–6-เอกสาร 2: หน้า 4–5 รายละเอียดความคล้ายคลึง:-ภาพที่ 1 & 2: ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ตำบลฮอด จ.เชียงใหม่ (นำมาจาก google map.com)-ภาพที่ 3: ภาพเจดีย์ วัดเจดีย์สูง-ภาพที่ 4: ภาพซุ้มประตูโขงวัดเจดีย์สูง-ภาพที่ 5: ภาพพระบฏจากวัดเจดีย์สูง และเศษเครื่องลายครามจีนสมัยราชวงศ์หมิงตอนต้น-ภาพที่ 6: ภาพเจดีย์วัดหลวงฮอด-ภาพที่ 7: ภาพซุ้มประตูโขงที่วัดดอกเงิน (จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)หมายเหตุ: ในเอกสาร 2 ได้ใส่เครดิตใต้ภาพถ่ายภาคสนามว่า (ภาพ: สุรชัย จงจิตงาม, วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๓) 3. วัตถุประสงค์ พื้นที่ดำเนินการ และระเบียบวิธีวิจัยตำแหน่งที่ปรากฏ:-เอกสาร 1 (สุรชัย): ข้อ 6, 8, 9 (หน้า 6)-เอกสาร 2: ข้อ 7, 9, 10 (หน้า 6)รายละเอียดความคล้ายคลึง:-วัตถุประสงค์: การสำรวจ จัดระเบียบข้อมูล และรวบรวมองค์ความรู้ศิลปกรรม โบราณสถาน และโบราณวัตถุในพื้นที่ ต.ฮอด อ.ฮอด ริมฝั่งแม่น้ำปิง-พื้นที่ดำเนินการ: เน้นพื้นที่ ต.ฮอด อ.ฮอด ฝั่งริมแม่น้ำปิง (เอกสาร 2 ระบุระบุเจาะจงถึง ชุมชนบ้านแพะดินแดง ต.ฮอด)-ระเบียบวิธีวิจัย: ขั้นตอนการศึกษาแบ่งออกเป็น การศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์/จดหมายเหตุ, การลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อบันทึกภาพและสำรวจ, และการสอบทานข้อมูลกับคนในท้องถิ่น/ผู้สูงอายุ สรุปภาพรวมความต่าง-ความเหมือน1. ความเหมือน (Identity): ข้อความในส่วน หลักการและเหตุผล, อ้างอิงเชิงอรรถ, รูปภาพประกอบ, และ แนวคิดพื้นฐานการวิจัย เป็นเนื้อหาที่ถูกคัดลอกมาใช้ซ้ำเกิน 90 %2. จุดแตกต่าง (Differences):-ปีงบประมาณและเป้าหมายผลผลิต: โครงการของ ดร. สุรชัย (ปี 2563) มุ่งเน้นการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลเบื้องต้น ในขณะที่โครงการตามเอกสาร 2 (ปี 2564) เป็นการนำข้อมูลดังกล่าวมาสังเคราะห์เพื่อ จัดทำเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอด (Print 500 เล่ม และ E-book)-งบประมาณ: โครงการปี 2563 วงเงิน 122,240 บาท ส่วนโครงการปี 2564 วงเงิน 536,400 บาท จากการตรวจสอบเปรียบเทียบความเหมือนของงานทั้งสองชิ้นที่ออกมาสมชายระบุว่า สามารถสรุปได้ว่างานทั้งสองชิ้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากในระดับสูง (ลอกเลียน/ใช้เนื้อหาชุดเดียวกันเกือบทั้งหมด) โดยโครงการที่ถูกกล่าวหาเป็นโครงการวิจัยต่อยอดที่คัดลอกข้อความ คำบรรยาย อ้างอิงเชิงอรรถ และนำรูปถ่ายจากโครงการเบื้องต้นของสุรชัยมาใช้โดยตรง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ปรากฏในการตรวจสอบโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แต่อย่างใด
* ข่าว
* การเมือง
* การศึกษา
* สุรชัย จงจิตงาม
* ทัศนัย เศรษฐเสรี
* คัดลอกงานวิชาการ
* มหาวิทยาลัยเชียงใหม่